บทที่ 9 รายงานตัว
พอมีลูกชายและภรรยามานั่งรอข้างๆ แบบนี้ หวังมู่ก็รู้สึกกดดันขึ้นมาทันที เขาใช้เวลาอ่านเนื้อหาและรีบเซ็นเอกสารด้วยความเร็วยิ่งกว่าครั้งไหนๆหากฉบับไหนเป็สัญญาที่ต้องดูอย่างละเอียด เขาจะค่อยมาดูทีหลัง เพราะถ้าหากให้ภรรยาคอยนานเกินไปมันก็ไม่ค่อยดีใช่ไหมละ?
หลังจากจัดการเอกสารเรียบร้อย ทั้งหมดก็นั่งรถไปรับหวังซินที่โรงเรียน หวังซินในตอนนี้อายุสิบห้าปีกว่าแล้วเค้าโครงใบหน้าจึงไม่เหมือนกับตอนเด็กอีกต่อไปหวังเฟิงที่ไม่เห็นหน้าน้องสาวมาหลายปี พอมาเห็นตอนนี้ก็อดพูดชมขึ้นไม่ได้“น้องเรา อย่างน้อยๆ ก็ได้ความสวยของแม่มาหน่อยนึงนะ”
หวังซินได้ยินก็เบ้ปาก“ฮึ! ไม่เจอน้องตั้งหลายปี พูดกันดีๆ ไม่ได้หรือไง!”
หวังเฟิงเห็นหวังซินทำท่างอนก็หัวเราะออกมา พร้อมกับยื่นฝ่ามือไปยีผมบนศรีษะหวังซินที่กำลังอยู่ในวัยเด็กสาวเห็นผมที่ถักมาอย่างดีเจอพี่ชายก่อกวนจนยุ่งเหยิงก็ไม่ยอมใช้สองมือโต้กลับบ้าง สุดท้าย ผลลัพธ์คือหัวยุ่งเหมือนรังนกกันทั้งสองคน
“เล่นกันเป็เด็ก ๆไปได้” หวังมู่ที่ทำหน้าที่เป็คนขับรถ แอบมองผ่านกระจกมองหลังเป็ระยะๆจึงเห็นการเล่นซนของลิงทั้งสองคนตลอดเวลา จึงอดพูดขึ้นมาไม่ได้
เฟิงเสวียที่นั่งอยู่ด้านข้างคนขับได้ยินก็ตีมือหวังมู่ไปหนึ่งที“เด็กๆ ได้เล่นซนก็ถูกแล้ว”
หวังมู่ไม่ตอบโต้กลับแต่เก็บความแค้นไว้ในใจ รอจนถึงค่ำคืนเมื่อไหร่ ค่อยเอาคืนภรรยา !
ขับรถไปคุยเล่นไป ไม่นานรถก็มาจอดที่หน้าร้านไป๋หยุน เมื่อทุกคนลงมาจากรถพนักงานต้อนรับก็รีบเดินเข้ามาต้อนรับทันที
“สวัสดีครับนายท่านหวังนายหญิงหวัง คุณชาย คุณหนู ห้องอาหารเตรียมพร้อมแล้ว ตามผมมาได้เลยครับ”พนักงานต้อนรับกล่าว พลางผายมือเดินนำทาง
ด้านในของร้านไป๋หยุนตกแต่งสไตล์จีนโบราณ เข้ากันกับแบบบ้านเรือนสีประสานเป็อย่างดีบริเวณตรงกลางมีต้นไม้ใหญ่ พร้อมกับน้ำตกจำลองเสียงไหลของน้ำช่วยให้บรรยากาศในร้านผ่อนคลายร่มเงาของต้นไม้ช่วยให้ภายในร้านร่มรื่น
เมื่อทุกคนแยกย้ายนั่งประจำที่ในห้องอาหารที่จองไว้แล้วรอไม่นานอาหารก็ถูกยกขึ้นโต๊ะ พอจานหลัก “ปลาลอยเมฆ” มาเสริฟ หวังมู่คีบปลาใส่จานหวังเฟิงพร้อมกับพูดขึ้นว่า
“จะเข้ามหาวิทยาลัยแล้วลูกอยากอยู่หอในไหม?”
หวังเฟิงขบคิดเล็กน้อยตอบกลับไปว่า “อยากครับ”
“ทำไมล่ะ?” หวังมู่รู้สึกสนใจ เพราะการอยู่หอในไม่สะดวกสบายเท่ากับการอยู่ห้องชุดข้างนอกแน่ ๆ
“มันน่าสนใจดีครับ”หวังเฟิงคิดถึง่ที่เขาไปได้เดินตลาด ได้กินถังหูลู่รู้สึกว่าชีวิตก่อนหน้านี้ของเขาออกจะจืดชืดไร้รสชาติไปหน่อย
หวังซินเองตอนนี้ก็เรียนอยู่มัธยมปลายแล้วเธอก็ฝันอยากจะไปเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเหมือนกัน อยากมีอิสระมากขึ้น ทำอะไรได้ตามใจจึงรีบพูดเสริมทัพให้กับหวังเฟิง “พอหนูเข้ามหาวิทยาลัย หนูก็จะอยู่หอในเหมือนกัน”
เฟิงเสวียมีหรือจะไม่รู้ว่าลูกสาวตัวเองคิดอะไรอยู่จึงรีบพูดดับความฝันของหวังซิน “พี่เขาโตแล้วก็ต้องดูโลกให้กว้างหน่อย... แต่ถ้าลูกอยากจะอยู่หอในบ้างก็ใช่ว่าจะเป็ไปไม่ได้ แค่ต้องฝึกให้ถึงเกณฑ์ที่แม่ยอมรับได้ก่อนไม่อย่างนั้นอย่าหวังจะได้อยู่หอใน!”
ดวงตาของหวังซินเบิกกว้างพักหลังๆ เธอ กับหวังมู่ ถูกจับฝึกอาทิตย์ละสามครั้งแต่เพื่ออนาคตที่จะได้อยู่หอใน ได้ใช้ชีวิตอย่างมีอิสระมากขึ้นเธอจึงตั้งใจว่าจะตั้งใจฝึกให้มากกว่าเดิม
หนึ่งสัปดาห์ถัดมา ก็ถึงวันรายงานตัวของมหาวิทยาลัยฮวาชิงมหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็มหาวิทยาลัยที่ถูกจัดอันดับให้อยู่อันดับหนึ่งของประเทศและเป็อันดับที่สิบเอ็ดของโลก ที่นี่เป็ศูนย์รวมของหัวกะทิชั้นนำมีอุปกรณ์การเรียนที่ทันสมัย อาคารเรียนปรับปรุงใหม่ พร้อมกับหัวข้อทางการวิจัยอยู่เสมอแน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้จะต้องใช้เงิน และเงินย่อมมาจากผู้บริจาคซึ่งผู้บริจาคเหล่านี้ก็มีอยู่ไม่น้อย ทำให้มหาวิทยาลัยฮวาชิงนอกจากจะมีนักศึกษาเรียนดีแล้วยังเป็แหล่งรวมนักศึกษาที่มีฐานะทางบ้านดีที่สุดอีกแห่งหนึ่งของประเทศ
ถนนเส้นหน้ามหาวิทยาลัยทุกประตูเวลานี้ เต็มไปด้วยผู้คน มีทั้งผู้ปกครองนักศึกษาใหม่ นักศึกษาเก่า เต็มไปหมด บรรยากาศคึกคัก และวุ่นวายใช่เล่น หวังเฟิงเองก็เป็หนึ่งในนักศึกษาที่ต้องมารายงานตัววันนี้เช่นกันและตามธรรมเนียมแล้วครอบครัวย่อมต้องตามมาส่ง
“คนเยอะจริง ๆ”หวังมู่พูดขึ้น
เฉียวเว่ยมองซ้ายมองขวา ซึมซับบรรยากาศภายนอกแล้วตอบว่า “ก็เป็แบบนี้ทุกปีนี่ครับ”
หวังเฟิงที่นั่งอยู่ในรถกลัวว่าทุกคนจะเสียเวลาเพราะกว่ารถจะเคลื่อนไปถึงหน้าประตูได้ คงเสียเวลาไม่น้อยจึงได้แต่บอกลาทุกคนบนรถแล้วเดินเข้าไปมหาวิทยาลัยไปคนเดียวเพราะยังไงสัมภาระเขาก็มีไม่เยอะแค่กระเป๋าเป้ใบเดียวขาดเหลืออะไรก็กะจะซื้อเอาอยู่แล้ว
“โทรหาแม่ด้วยนะตั้งใจเรียนล่ะ” เฟิงเสวียกำชับ
“ครับไปก่อนนะครับพ่อ แม่ คุณอาเว่ย” หวังเฟิงโบกมือลาทุกคน
เดิมทีรถที่หวังเฟิงนั่งมาก็เป็ที่จับตามองอยู่แล้วเพราะไม่ว่าจะมองยังไงนี่ก็เป็รถยนต์นำเข้า มูลค่าหลายล้านหยวนและพอมีคนเดินลงมาจากรถก็ตกเป็เป้าสายตาของทุกคนทันที
“โอ้! ตาฉันจะบอดแล้ว หล่ออะไรขนาดนี้ !”
“หล่อ รวย หุ่นดี ์! ส่งเทพบุตรมาหาฉันแล้ว”
“น่าหมั่นไส้จริงๆ”
“คิดว่าหล่อนักหรือไงวะ”
“ชาตินี้ฉันเกิดมาคุ้มแล้ว”
“คนนี้...สเปกผมเลย”
หวังเฟิงเมื่อหมุนตัวมาจากรถก็รู้สึกอึ้งกับทุกสายตาที่จ้องมาเขาได้แต่ถอนหายใจ หยิบเป้ขึ้นมาสะพาย พร้อมกับเดินไปโดยคิดว่าทุกคนคืออากาศธาตุ ั้แ่เด็กเขาก็เห็นสายตาแบบนี้มาแล้วหลายครั้งแรกๆ ก็ใอยู่บ้าง จนตอนนี้ก็กลายเป็ชินชาไปแล้ว
แน่นอนว่าภาพนี้อยู่ในสายตาของทุกคนบนรถเฟิงเสวียหัวเราะคิกคักชอบใจใหญ่เพราะมีหญิงสาวมากมายชอบใจลูกชายของตัวเองส่วนหวังมู่พยักหน้าเล็กน้อย ชอบในการแสดงออกของลูกชาย ถึงเจอสายตาแทะโลมมากมายก็ไม่หวั่นไหว
ที่บริเวณหน้าประตูก็จะมีรุ่นพี่ของแต่ละคณะมาคอยเดินนำทาง คอยถือกระเป๋าให้กับรุ่นน้อง น่าเสียดายที่รุ่นพี่ที่ทำหน้าที่นี้เป็ผู้ชายแถมเลือกดูแลแต่รุ่นน้องผู้หญิงที่หน้าตาดูดี หวังเฟิงที่เป็ผู้ชายแถมหน้าตาหล่อล้ำไปไกล จึงไม่อยู่ในสายตาของรุ่นพี่ จึงได้แต่คลำหาทางด้วยตัวเอง หวังเฟิงได้แต่ส่ายศรีษะไม่รู้ว่าเป็บุญ หรือกรรมกันแน่
หลังจากคอยสอบถามคนนั้นทีคนนี้ที ในที่สุดหวังเฟิงก็เดินมาถึงจุดรายงานตัว
“ชื่อ”รุ่นพี่ถามขึ้นไม่แม้แต่จะมองหน้า สายตาจดจ้องอยู่ที่กระดาษ
“หวังเฟิงครับ”
“โอเคหวังเฟิง.... เซ็นชื่อตรงนี้ ห้องของนายเลข 249 ตึกหอพักชายอยู่ด้านซ้ายมือเดินตรงไปหน่อยเดี๋ยวก็เห็น คนต่อไป”
เซ็นชื่อเรียบร้อยหวังเฟิงก็เดินไปตามทิศทางที่รุ่นพี่บอกทันที โดยส่วนตัวแล้วเขาค่อนข้างชื่นชอบบรรยากาศของที่นี่เพราะมีต้นไม้ใหญ่เยอะ ไม่ค่อยมีมลพิษเท่าไหร่รู้สึกได้ถึงลมปราณธรรมชาติที่มากกว่าใจกลางเมือง
หอพักของมหาวิทยาลัยชั้นนำในปัจจุบันมีการจัดระเบียบได้ค่อนข้างดี ห้องแบ่งเป็สัดเป็ส่วน มีห้องน้ำในตัว ต่างกับสมัยก่อนที่ต้องใช้ห้องน้ำรวมพอหวังเฟิงมาถึงหน้าห้องของตัวเองก็พบว่าประตูถูกเปิดไว้อยู่แล้ว ด้านในมีเสียงพูดคุยดังออกมาเป็ระยะ ๆ
“แม่ปูเตียงให้แล้วนะลูก”
“พี่มู่หลางจัดของเสร็จแล้วเราไปหาอะไรกินกันเถอะ”
“คุณชายครับที่นอนของคุณชายผมจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วครับ”
หวังเฟิงก้าวเท้าเข้ามาก็เห็นว่าที่ซ้ายมือของตัวเองมีหญิงสูงวัยอายุราวห้าสิบปี พูดคุยอยู่กับนักศึกษาชายใส่แว่นกรอบหนา ใกล้ๆกันก็มีนักศึกษาชายอีกคนแต่งตัวค่อนข้างทันสมัยผมซอยสั้นจัดข้าวของตัวเองอยู่กับผู้หญิงคนหนึ่ง ส่วนด้านขวามือมีนักศึกษาชายหน้าตาดีคนหนึ่งยืนสองมือล้วงกระเป๋าตรวจตราความเรียบร้อยขณะที่มีผู้ชายร่างสูงใหญ่ใส่สูทสีดำยืนอย่างสงบเสงี่ยมอยู่ด้านข้าง
‘เตียงบนฝั่งขวาว่างอยู่’ กวาดตาครั้งเดียวหวังเฟิงก็รู้ว่าเตียงของตัวเองคือตำแหน่งไหน พอเดินเข้าไปในห้องหวังเฟิงก็พยักหน้าทักทายทุกคนหนึ่งครั้งแล้วโยนเป้สัมภาระที่ด้านในมีเสื้อ และของใช้ส่วนตัวขึ้นไปยังเตียงที่ว่างอยู่
‘คนๆ นี้...’ ไห่ชิงหยุนมองหวังเฟิงแล้วก็อดอุทานขึ้นมาในใจไม่ได้ ไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายหล่อเกินคนไม่ใช่เพราะดูหุ่นดีสูงสมส่วน แต่เป็เพราะบุคลิก และัับางอย่างที่เขาก็ไม่อาจอธิบายได้คล้ายกับออร่า ที่บ่งบอกว่าคนที่อยู่ตรงหน้านี้ไม่ธรรมดา
“สวัสดีผมแซ่ไห่ ชื่อชิงหยุน เรียกผมชิงหยุนเฉยๆ ก็ได้”
ที่จริงหวังเฟิงคิดไว้ว่าค่อยทำความรู้จักรูมเมทของตัวเองตอนที่ในห้องไม่มีคนอื่นแล้ว แต่เมื่อมีคนทักทายตนเองก่อนจึงไม่ต้องรออีกต่อไป
“ผมหวิงเฟิง”
นักศึกษาชายอีกคนที่อยู่อีกฝั่งเห็นรูมเมทตัวเองสองคนทำความรู้จักกันแล้วเลยลากแฟนสาวของตัวเองเข้ามาร่วมวงด้วย “ไง ฉันโจวมู่หลาง ส่วนนี่แฟนฉันชื่อตงหยู” ฝั่งโจวมู่หลางทักทายได้อย่างเป็ธรรมชาติผิดกับแฟนสาวของเขาที่เวลานี้กลายเป็รูปปั้นไปแล้ว
โจวมู่หลางเห็นแฟนตัวเองตะลึงตาค้างเพราะความหล่อของหวังเฟิงก็อดที่จกระแอม พร้อมกับศอกใส่แฟนสาวตัวดีไม่ได้ ขณะเดียวกันนักศึกษาชายอีกคนก็ลุกขึ้นมาแนะนำตัวด้วยพอดีถือว่าช่วยแก้สถานการณ์กระอักกระอ่วนนี้ได้
“ผมโม่เฟยอยู่คณะวิศวกรรมซอฟต์แวร์”
คุยกันไปคุยกันมาหนึ่งรอบ ถึงได้รู้ว่าทุกคนในห้องนี้ล้วนอยู่คณะวิศวกรรมซอฟต์แวร์ ในความรู้สึกจึงให้ความสนิทสนมกว่าเดิมเป็พิเศษในสี่คนนี้ มีหวังเฟิง กับไห่ชิงหยุนที่เป็คนเมืองหลวงส่วนโจวมู่หลางมาจากทางตะวันออก โม่เฟยมาจากทางเหนือและเมื่อไห่ชิงหยุนรู้ว่าหวังเฟิง ยังไม่ได้ซื้อพวกผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม จึงปรบมืออาสาขับรถพาทุกคนไปกินข้าวเดินเล่นที่ห้าง ถือโอกาสซื้อข้าวของเครื่องใช้ที่ขาดเหลือด้วยเลย