แหมะ แหมะ แหมะ
เสียงหยดน้ำตกกระทบลงบนใบหน้ามอมแมมของเด็กชาย
เซี่ยจิ่งหลินลืมตาตื่นขึ้น เขาถูกปลุกด้วยความรู้สึกเ็ปที่บริเวณกลางหน้าอก
อึก!อัก!
เขารีบสำรวจหน้าอกตนเองทันที ยังคงมีเืซึมออกมาเพียงเล็กน้อยพร้อมกับใที่าแทั่วร่างเริ่มสมานกันหมดแล้ว
ในมือของตนกำลูกศรที่หักครึ่งไว้ดอกหนึ่งเด็กชายไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตนดึงมันออกตอนไหน
าแบางส่วนตกสะเก็ดแล้วด้วยซ้ำ!
“เกิดอะไรขึ้นกับข้าเหตุใด..”
[เป้าหมายฟื้นแล้ว]
[ยืนยัน เป้าหมายพ้นขีดอันตรายแล้ว]
เสียงลึกลับดังขึ้นในห้วงจิตของเด็กชาย
“เ้าเป็ใคร!?”
“เผยตัวออกมาให้ข้า! อึก!”
เสียงอู้อี้ขาดตอนเสียงเดียวกับที่ตนได้ยินเมื่อตอนกำลังตกหน้าผาดังขึ้นอีกครั้ง
ท่ามกลางความมืดสลัวเรือนรางแต่ยังคงมีแสงสีแดงส่องสว่างเป็หย่อมๆจากต้นหญ้าประหลาดโดยรอบ
แม้เซี่ยจิ่งหลินฟื้นขึ้นมาแล้วและอาการาเ็บางส่วนเริ่มทุเลาลงหากแต่าแที่ใหญ่ที่สุดคือแผลจากศรดอกนั้น
โชคดีที่ตำแหน่งหัวใจของเขาอยู่ทางอกด้านขวา!
มิเช่นนั้นเขาคงไม่อาจฟื้นตื่นขึ้นมาได้อีกเป็แน่!
แต่แม้จะเป็เช่นนั้นาแจากลูกศรที่ปักทะลุกระดูกหน้าอกและปอดยังคงเป็ดั่งพญามัจจุราชที่พร้อมจะพรากชีวิตไปจากเด็กชายได้ทุกเมื่อ
“ข้าไม่รู้ว่าท่านเป็ใคร?”
“ท่านผู้าุโช่วยรักษาข้า..ใช่หรือไม่ขอรับ?”
เซี่ยจิ่งหลินถามหยั่งเชิงเสียงปริศนาที่ตนได้ยินท่านปู่เคยบอกว่าผู้ที่จะสามารถใช้วิชาเสียงสื่อจิตได้อย่างน้อยต้องเป็ผู้ฝึกปราณขั้นรวบรวมลมปราณขั้นปลาย!
[เป้าหมายจงกินหญ้าิญญาเถ้าอัคคีโดยรอบเพื่อบรรเทาอาการาเ็]
[จากนั้นจงเดินเลียบแม่น้ำมาทางทิศเหนือ]
เสียงปริศนาบอกให้ตนกินต้นหญ้าที่เปล่งแสงสีแดงรอบกาย
เมื่อสายตาเริ่มชินกับความมืดแล้วเขาสังเกตุเห็นว่ารอบกายตนปกคลุมไปด้วยหญ้าที่ส่องแสงสีแดงอ่อนแผ่กระจายหนาแน่นทั่วบริเวณ
เซี่ยจิ่งหลินเกิดความคิดลังเลเล็กน้อยก่อนที่เขาจะตัดสินใจดึงต้นหญ้าสีแดงกำหนึ่ง เคี้ยวสามสี่คำและกลืนลงท้อง
วัชพืชต่อให้มีรูปลักษณ์โดดเด่นเพียงใดก็เป็เพียงแค่ของไร้ค่า เว้นแต่วัชพืชนั้นได้มีการดูดซับไอิญญาธรรมชาติแล้วล่ะก็สรรพคุณและคุณประโยชน์ไม่อาจประเมินค่าได้
ดังเช่นหญ้าิญญาเถ้าอัคคีเหล่านี้มีสรรพคุณทางยาเป็เลิศ ฤทธิ์ร้อนของมันสามารถสมานแผลภายนอกได้เป็อย่างดี
อึก! อ้ากก!
หลังจากฝืนใจกลืนหญ้าิญญาเถ้าอัคคีไปแล้วครู่หนึ่งหยาดเหงื่อไหลรินผุดท่วมกาย เส้นเืตรงขมับบวมเป่งราวกับว่ามันจะะเิออกเป็เสี่ยงๆ
ไอความร้อนเริ่มแผ่จากกระเพาะอาหารกระจายไปตามเส้นลมปราณที่คล้ายมีคล้ายไม่มีนี้ดุจไยแมงมุม
ความเ็ปเหนือคณาถาโถมแผดเผาไปทั่วร่างกาย
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเท่าใด
หลังจากความร้อนดุจไฟแผดเผาร่างกายผ่านพ้นไป ความรู้สึกร้อนสบายพลันกระจายไปทั่วกายในขณะที่าแที่อกเริ่มสมานกันอย่างช้าๆ
แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก
หลังจากที่แผลที่เป็รูขนาดใหญ่บนหน้าอกสมานกันจนสนิทประสาทััทางการได้ยินเด่นชัดขึ้น
เซี่ยจิ่งหลินได้ยินเสียงน้ำไหลเอื่อยกระทบโขดหินเป็่ๆ
“เสียงลึกลับนั่นบอกให้ข้าเดินเลียบแม่น้ำไปทางทิศเหนือสินะ”
เด็กชายพยุงตัวขึ้นจากพื้น ใช้แสงสีแดงโดยรอบนำทางเดินลัดเลาะไปตามทางเสียงของสายน้ำไหล
เมื่อเดินไปได้สองก้านธูป เขาเหมือนเห็นแสงสว่างสีเขียวคราม ณปลายอุโมงค์
เซี่ยจิ่งหลินพบกับโพรงถ้ำขนาดใหญ่
ใหญ่มหึมา!
ช่างต่างจากจุดที่เด็กชายตกลงมาอยู่ในตอนแรกยิ่งนัก เพราะเพดานถ้ำนี้มีหินงอกหินย้อยที่เกิดจากหินปูนที่จับตัวกันเป็ผนึกแผ่กระจายอยู่บนเพดานเป็จำนวนมาก
หินที่เพดานถ้ำบ้างก่อรูปเป็ทวนศึกอำพันสีเขียวครามบ้างก่อรูปเป็กระบี่วิเศษสีครามคมกริบงดงามหาใดเปรียบ
“มันช่างแตกต่างจากถ้ำที่ข้าเคยพบเจอมายิ่งนักโดยเฉพาะอย่างยิ่งความแ่าของลมปราณธรรมชาติที่ข้าััได้ในตอนนี้!’”
ลมปราณธรรมชาติอันแน่นขนัดรวมไปถึงไอิญญาฟ้าดินที่หนาแน่นจนกลายเป็สายหมอกลอยล่องอยู่เต็มถ้ำดั่งถ้ำ์แดนมงคลสำหรับผู้ฝึกปราณโดยแท้จริง!
หากฝึกปราณอยู่ที่นี่เพียงหนึ่งปี คงเท่ากับฝึกที่โลกภายนอกถึงสองปีหรืออาจจะมากถึงสามหรือสี่ปีเลยกระมัง!
ความเร็วในการฝึกคงทบเท่าทวี!
แม้ถ้ำจะมีขนาดที่ใหญ่โตมากมายเพียงใ ดแต่กลับไม่มืดเลยสักนิดเพดานถ้ำสูงราวสิบจั้งฝังไว้ด้วยหยกประหลาดเรืองแสงมรกตหยกเหล่านี้ฝังตัวกระจายอยู่ตามผนังและเพดานถ้ำมากมายราวกับว่ามันสามารถส่องแสงได้อย่างไม่มีวันดับแสงเหล่านี้จึงเป็เหมือนไฟส่องให้กับจิ่งหลิน
“น่าเสียดายยิ่งนัก สภาพแวดล้อมพร้อมสรรพแต่ข้ากลับไม่สามารถฝึกปราณได้..
“แต่ข้าจะไม่มีทางยอมแพ้ ต้องมีสักวันที่์เมตตาต่อข้าบ้างแหละข้าต้องทำมันให้ได้!”
“เดี๋ยวก่อน! เหตุใดข้าถึงััลมปราณธรรมชาติได้!”
“มิใช่ว่าตันเถียนข้าไม่อาจสะสมลมปราณได้หรอกรึ?หรือว่า..”
แม้จะยังสงสัย แต่เด็กชายก็เก็บอาการตื่นเต้นดีใจไว้ก่อนเพราะบางทีนี่อาจเป็ความเข้าใจผิดของตนก็เป็ได้
เขาเริ่มเดินสำรวจถ้ำที่เป็เหมือนดั่งแดน์นี้ไปเรื่อยๆ เมื่อเดินลึกเข้าไปกว่าร้อยจั้งเขาพบกับธารน้ำใสสายเล็ก ความกว้างสองจั้งไหลเอื่อยลึกเข้าไปด้านใน
ธารน้ำใต้ดินนี้เกิดจากความชื้นต่างๆที่ไหลมาสะสมในดินหรือช่องว่างระหว่างดินรวมตัวกันก่อเกิดเป็ธารน้ำมรกต เมื่อมองลงไปพาให้คนรู้สึกถึงความสงบนิ่งอันน่าประหลาด
“ถ้ำนี้ช่างกว้างใหญ่ซะจริง หืม นั่นมัน..”