บนระเบียงชั้นสองั์ตาคมดุจเหยี่ยวของต้าหลงจับจ้องร่างน้อยๆในชุดสีเทาไปจนลับตา เขามองเห็นทุกอย่างทั้งท่วงท่าในการคว้าจับจานและถ้วยชาไปจนถึงทักษะการหลบหลีกของร่างเล็ก และนั่นก็ทำให้ชายหนุ่มประหลาดใจเป็อย่างมาก
ในโลกที่มีผู้ฝึกยุทธ์อยู่ทั่วไปเช่นนี้การจะพบเห็นเด็กน้อยมีฝีมือเกินวัยย่อมไม่แปลกอันใดแต่เด็กชายคนนั้นหาใช่คุณชายน้อยจากตระกูลใหญ่ หรือศิษย์ในสำนักใดสำนักหนึ่งไม่เขาเป็เพียงบ่าวในโรงเตี๊ยมห่างไกลแห่งหนึ่งเท่านั้น อีกทั้งยังไม่มีคลื่นพลังปราณแผ่ออกมาจากร่างกายให้สามารถรู้สึกได้อย่างที่ควรจะเป็
นี่นับว่าผิดปกติเป็อย่างมากเพราะธรรมดาแล้วผู้ฝึกยุทธ์จะรับรู้ถึงพลังปราณในร่างของผู้ฝึกยุทธ์ด้วยกันได้แม้ว่าจะน้อยแค่ไหนก็ตามและต่อให้เป็ผู้เยี่ยมยุทธ์เพียงใดก็ไม่อาจซุกซ่อนพลังปราณของตนได้อย่างหมดจดอย่างน้อยภายในระยะหนึ่งก้าวก็ต้องััได้ ดังนั้นการที่ต้าหลงไม่สามารถรับรู้ถึงพลังปราณของเด็กน้อยที่มีฝีมือเช่นนี้ได้จึงนับว่าเป็เื่แปลกอย่างยิ่ง
‘หรือเด็กนั่นจะฝึกแต่ท่าร่างไม่ได้ฝึกโคจรพลังปราณ?’
คิ้วกระบี่ของต้าหลงขมวดเข้าหากันอย่างใช้ความคิดหากเด็กน้อยไม่เคยฝึกโคจรพลังปราณมาก่อนลมปราณในร่างก็จะไม่แตกต่างไปจากผู้ไร้วรยุทธ์เลย และนั่นก็จะัอธิบายได้ว่าเหตุใดเขาจึงััพลังปราณของเด็กน้อยไม่ได้
แต่เมื่อคิดเช่นนั้นต้าหลงก็พบข้อติดขัดอยู่เื่หนึ่งนั่นคือหากเด็กน้อยไร้ซึ่งพลังปราณ เขาก็ไม่น่าจะหลบหลีกการโจมตีด้วยปราณที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าได้ยิ่งไปกว่านั้นชาวยุทธ์สองคนที่กำลังตีกันด้วยเื่ผิดใจไร้สาระนั่นก็มีฝีมือไม่เบาคนหนึ่งเป็หัวหน้าหน่วยของสำนักคุ้มภัยพยัคฆ์ทมิฬที่ว่ากันว่าฝีมือเทียบชั้นกับองครักษ์แห่งวังหลวงได้อย่างสูสีและอีกคนก็เป็ถึงศิษย์สำนักเจ็ดอสรพิษอันเลื่องชื่อ
“น่าสนใจ น่าสนใจจริงๆ”
ต้าหลงกล่าวกับตัวเองพลางหัวเราะอย่างอารมณ์ดีั์ตาสีหมึกทอประกายแวววาวราวกับเด็กที่เห็นของเล่นถูกใจ
“เสี่ยวเทียนเ้าเป็อย่างไรบ้าง กลัวหรือไม่?”
พอิชูก้าวเข้ามาในครัวได้ ฉีเยว่ก็ถลาเข้ามาถามไถ่ด้วยความเป็ห่วงทันทีนางลูบหัวลูบไหล่ของเด็กชายอย่างปลอบประโลมราวกับกลัวว่าเด็กน้อยจะเสียขวัญกับเหตุรุนแรงเบื้องนอก
“ท่านน้าฉี ข้าไม่เป็ไรขอรับ”
เด็กน้อยยิ้มหวานให้แม่ครัวร่างป้อมที่เข้ามาปลอบขวัญนางผู้นี้เป็เพื่อนของมารดา ดังนั้นิชูจึงสนิทสนมกับนางมาก
“เช่นนั้นก็ดีแล้ววันนี้เ้าก็อยู่ช่วยงานในครัวไปก็แล้วกัน ข้างนอกมันอันตราย”
พ่อบ้านลู่ที่กำลังดื่มสุราย้อมใจกล่าวสีหน้าของชายชราช่างน่าสงสารเป็อย่างยิ่งิชูอยากช่วยเหลือชายชราแต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรลูกค้าที่ตีกันในคราวนี้ดูจะมีฝีมือไม่น้อยเพราะขนาดบ่าวคุ้มภัยที่จ้างไว้ก็ยังไม่กล้าสอดมือเช่นนี้แล้วเด็กอย่างเขาจะทำอันใดได้
เสียง “โครม”ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ผนังด้านที่ติดกับห้องอาหารถึงกับสั่นะเืเด็กน้อยพลันเหงื่อตก เขาชักจะเป็ห่วงอนาคตของตนขึ้นมาเสียแล้ว
‘อา...หวังว่าโรงเตี๊ยมจะไม่พังไปเสียก่อนหรอกนะข้ายังเก็บเงินได้ไม่เท่าไหร่เอง’
ฝ่ายพ่อบ้านลู่ก็ได้แต่กล้ำกลืนก้อนสะอื้นลงคอไปพร้อมสุรารสแรงพู่กันในมือสั่นระริกยามที่เขียนจดหมายร้องเรียนเรียกค่าเสียหายไปยังต้นสังกัดของลูกค้าทั้งสองที่ตอนนี้นอกจากจะะโด่ากันเสียงดังลั่นจนแขกคนอื่นหนีหายกันไปหมดด้วยความรำคาญแล้ว ยังเริ่มแข่งกันพังข้าวของในโรงเตี๊ยมอีกด้วย
เหตุการณ์วุ่นวายในโรงเตี๊ยมไผ่เขียวนับเป็เื่ปกติที่เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวันทว่าระยะหลังมานี้กลับทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากเหตุผลหนึ่งก็คือจำนวนชาวยุทธ์ที่มุ่งหน้าเข้าสู่ป่าหงหลงมีจำนวนมากขึ้นนั่นเองฮูหยินเทียนทราบข่าวก็รู้สึกเป็ห่วงบุตรชายของนางไม่น้อยแต่ทุกครั้งที่เทียนิชูกลับมาบ้านนางก็หาได้พบร่องรอยของการาเ็ไม่ในเมื่อบุตรชายยังร่าเริงแข็งแรงดีเทียนซานจึงยังอนุญาตให้บุตรชายไปทำงานที่โรงเตี๊ยมต่อไปิชูไปทำงานที่โรงเตี๊ยมเจ็ดวัน กลับมาอยู่บ้านหนึ่งวันสลับไปมาเช่นนี้จนกลายเป็กิจวัตรไปในที่สุด
งานที่โรงเตี๊ยมของิชูก็เข้าที่เข้าทางดีแล้วไม่จำเป็ต้องโยกย้ายไปมาให้ปวดหัวอีกทั้งนี้ก็สืบเนื่องมาจากเหตุวุ่นวายในโรงเตี๊ยมนั่นเอง พ่อบ้านลู่เกรงว่าเด็กน้อยจะได้รับอันตรายจึงให้ิชูไปช่วยงานในครัวเป็การถาวรจนกว่าจะโตกว่านี้
ดังนั้นในครัวร้อนอันวุ่นวายของโรงเตี๊ยมไผ่เขียวจึงมีเด็กน้อยคนหนึ่งวิ่งวุ่นไปมาจนกลายเป็ภาพคุ้นตาไปเสียแล้วและอีกภาพหนึ่งที่ผู้คนในโรงเตี๊ยมตามเห็นกันจนชินตาแต่มิกล้าเอ่ยปากว่ากระไรก็คือภาพของบ่าวน้อยที่หอบอ่างน้ำและผ้าสะอาดเข้าไปดูแลปรนนิบัติคุณชายท่านหนึ่งในทุกเช้าค่ำ
“หากเขาเรียกร้องเกินไปจนเ้ารู้สึกไม่สบายใจก็อย่าได้ทำและรีบมาแจ้งข้าเข้าใจหรือไม่?”
พ่อบ้านลู่ได้แต่กล่าวเตือนเด็กน้อยด้วยความเป็ห่วงจะถามคุณชายท่านนั้นตรงๆ เลยก็ไม่ได้ จะบอกเด็กน้อยก็ดูท่าทางจะไม่ประสาเื่เช่นนั้นพ่อบ้านชราจึงได้แต่ภาวนาว่าคุณชายต้าคงจะไม่นิยมชมชอบตัดแขนเสื้อ[1]
“คุณชายต้า ข้านำชามาให้แล้วขอรับ”
ิชูส่งเสียงเป็เชิงขออนุญาตเข้าไปในห้อง ครั้นได้ยินเสียงตอบรับจากเ้าของห้องเขาก็ใช้เท้าเปิดประตูเข้าไปอย่างไม่ใส่ใจมารยาทมากนักเพราะเขากับคุณชายต้าท่านนี้สนิทสนมกันมาก จนคล้ายกับจะเป็สหายกันไปเสียแล้ว
“ฟุบ!”
ทันทีที่บานประตูถูกเปิดเป็ช่องวัตถุลึกลับบางอย่างก็พุ่งออกมาจากด้านใน เป้าหมายคือดวงตากลมๆ ของเด็กน้อยแต่ร่างเล็กก็เบี่ยงศีรษะหลบไปได้อย่างง่ายดายโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่นิดเดียว
“คุณชายต้าขอรับ ท่านควรจะเลิกเล่นแบบนี้เสียทีมันอันตรายนะขอรับ”
บ่าวน้อยบ่นว่าคุณชายเ้าปัญหาอย่างเหนื่อยใจิชูไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดชายวัยยี่สิบปีผู้นี้ถึงได้ “ซุกซน” นัก ทุกๆครั้งที่พบหน้ากัน หากไม่ใช่ก้อนกรวดก็จะเป็กิ่งไม้ใบไม้ที่ถูกซัดมา เป็การ “หยอกเล่น”ของคุณชายต้าหลงผู้ไม่เคยใส่ใจความปลอดภัยของผู้อื่นแน่นอนว่าการหยอกเล่นนี้ิชูไม่สนุกด้วยเลยแม้แต่นิดเดียว
“เ้าก็บอกข้ามาเสียทีสิว่าผู้ใดเป็อาจารย์สอนวรยุทธ์ให้แก่เ้า”
ต้าหลงกล่าวพลางทำสีหน้าขัดใจที่เด็กน้อยหลบการโจมตีของตนได้อีกครั้งกรวดก้อนนั้นเขาอัดพลังปราณเข้าไปถึงสามในสิบส่วนเลยทีเดียวทว่าบ่าวน้อยนี่ก็ยังหลบได้อย่างสบายๆ
“ข้าบอกท่านหลายครั้งแล้วว่าข้าหาได้มีอาจารย์ไม่”
เด็กน้อยกล่าวพลางถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย เขาวางถาดไม้สำหรับชงชา[2]ลงบนโต๊ะกลางห้องนึกบ่นอยู่ในใจว่าเหตุใดคุณชายท่านนี้จึงไม่ดื่มชาเหมือนผู้อื่น ไยต้องเรียกร้องชมดูวิธีการชงชาให้วุ่นวายด้วย
“ฝีมือเช่นเ้ารึจะไม่มีอาจารย์? เ้าเห็นข้าเป็ลูกเต่าหรืออย่างไร?”
ร่างสูงเดินมานั่งที่โต๊ะส่งสายตาคาดคั้นมาให้เด็กชายที่กำลังต่อตัวขึ้นไปยืนบนเก้าอี้อย่างไม่เกรงใจเ้าของห้องแต่ิชูก็ทำเป็ไม่รู้ไม่เห็น มือน้อยตักใบชาใส่ป้านน้ำชาดินเผาสีแดง จากนั้นก็เทน้ำร้อนจากกาลงไปในป้านอย่างรวดเร็วเด็กชายเงื้อมือขึ้นสูงเหนือศีรษะปล่อยสายน้ำลงมาอย่างไม่กลัวว่าจะกระเด็นไปโดนใครต้าหลงที่นั่งอยู่ถึงกับต้องเอนตัวถอยออกไปเพื่อความอุ่นใจถึงเขาจะเป็ผู้ฝึกยุทธ์แต่ก็สามารถถูกน้ำร้อนลวกได้เหมือนกับคนธรรมดายิ่งไปกว่านั้นแผลน้ำร้อนลวกก็ไม่ใช่าแที่น่าภาคภูมิใจสักนิดออกจะน่าอายมากกว่า
ิชูปิดฝาป้านจากนั้นก็เทน้ำชาแรกใส่เหยือกพักชาและถ้วยชา ทำการล้างภาชนะอย่างคล่องแคล่ว ขั้นตอนแรกของการชงชาคือการล้างใบชาและภาชนะด้วยน้ำร้อน เด็กน้อยทำขั้นตอนแรกเสร็จในเวลาไม่นานจากนั้นเขาก็เปิดฝาป้านชาออกและรินน้ำจากกาลงไปจนได้ระดับก็ปิดฝา ิชูไม่ลืมที่จะราดน้ำร้อนลงบนป้านชาเพื่อให้ป้านดินเผามีอุณหภูมิที่พอเหมาะและน้ำบนป้านชายังช่วยจับเวลาในการชงชาได้เป็อย่างดีด้วย
“ชงชาทำไมรีบร้อนนัก?”
ต้าหลงขมวดคิ้วไม่พอใจที่เด็กน้อยทำเหมือนจะรีบหนีไปให้พ้นหน้าเขาโดยเร็ว
“ข้าไม่ได้ชงชาของชาวโพ้นทะเลนี่ขอรับจะได้ชักช้าอ้อยอิ่งได้” เด็กชายตอบหน้านิ่ง
“เ้ารู้จักชาโพ้นทะเลด้วยหรือ?”
ต้าหลงเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจคนจากโพ้นทะเลเ่าั้ไมชอบติดต่อกับโลกภายนอกมากนัก นานๆครั้งจึงจะมีสำเภาใหญ่มาจากที่นั่น น้ำชาสีเขียว[3]ที่ข้นคลั่กต่างจากชาทั่วไปของคนเ่าั้จึงไม่ใช่สิ่งที่ผู้คนทั่วไปจะพบเห็นได้โดยง่ายและด้วยความหายากของมันชาเขียวจากโพ้นทะเลจึงถูกจัดเป็ชาสำหรับชนชั้นสูง
“ข้าเคยได้ฟังมาจากผู้าุโท่านหนึ่งขอรับว่าคนบนเกาะแห่งหนึ่งมีวัฒนธรรมการชงชาเปี่ยมไปด้วยมนต์ขลังราวกับพิธีกรรมอยู่ด้วยขอรับ”
ิชูตอบโดยไม่มองหน้าคู่สนทนา ั์ตาสีน้ำตาลแดงจับจ้องเพียงป้านน้ำชาดินเผาเท่านั้นเด็กชายกำลังคิดว่า หากน้ำบนป้านแห้งเมื่อไหร่ เขาก็จะไปจากห้องนี้ได้เสียที
“คนผู้นั้นเป็อาจารย์เ้า?”
ต้าหลงลอบยิ้มในที่สุดเขาก็จะได้ล่วงรู้ความลับของเ้าเด็กปากแข็งนี่เสียที
“มิใช่ขอรับ เขาเป็แค่ชายชราที่แวะมาพักผ่อนที่หลงซานเท่านั้น”
ิชูตอบกลับไปทันควันมารเฒ่าผู้นั้นไม่เคยคิดว่าเขาเป็ศิษย์ และเขาก็ไม่คิดว่าตาเฒ่าเป็อาจารย์เช่นกันเมื่อเป็เช่นนี้พวกเขาจึงเป็เพียงคนแปลกหน้าที่บังเอิญมาพบกันเท่านั้น
“นี่แน่ะถ้าอาจารย์เ้าสั่งกำชับไม่ให้บอกใครว่าเ้าเป็ศิษย์ของเขา เ้าก็แค่ระวังไม่หลุดชื่อของเขาออกมาก็พอไม่เห็นจะต้องโกหกว่าไม่มีอาจารย์เลย”
ต้าหลงกล่าวสั่งสอนเสียยืดยาวพร้อมกันนั้นก็พยายามข่มความขุ่นเคืองเอาไว้ในใจ แต่อย่างไรก็ตามความไม่พอใจก็ยังแสดงออกมาทางสีหน้าอยู่ดีเพราะเขากอดอก ขมวดคิ้ว ทำปากคว่ำ เหมือนเด็กๆ เวลาไม่พอใจไม่มีผิด
“ผู้าุโไม่ได้สอนข้า เราแค่พูดคุยกันดังนั้นเขาย่อมไม่ใช่อาจารย์ข้า”
ฝ่ายิชูยังเมินกิริยาไม่สมวัยของคุณชายตรงหน้าต่อไปน้ำบนป้านแห้งแล้ว เด็กชายเห็นดังนั้นก็หยิบถ้วยชาวางลงตรงหน้าคุณชายต้าหลงแล้วก็รินชาให้อย่างนุ่มนวลพอรินชาลงในถ้วยเสร็จ เขาก็รินน้ำชาลงในเหยือกพักชาที่วางอยู่ใกล้ๆ เพื่อไม่ให้ชาเสียรสชาติไป
ครั้นพอได้จิบชาแล้วต้าหลงก็ค่อยสงบใจได้เขาครุ่นคิดอยู่ชั่วอึดใจก็ถามออกไปว่า
“หากเ้าได้ความรู้เื่ชามาจากการพูดคุยแล้ววิทยายุทธ์ของเ้าได้มาจากไหน?”
“ท่านหมายถึงท่าเท้าของข้า?”
“ข้าหมายถึงทุกอย่าง”
ความหมายของต้าหลงก็คือทุกกระบวนท่าที่เด็กน้อยใช้หลบหลีกการโจมตีของเขาและรวมไปถึงกระบวนท่าคว้าจับจานชามกลางอากาศของเด็กน้อยด้วย
“ข้าต้องรับมือผู้ใหญ่นิสัยเสียบ่อยๆก็เลยทำได้”
แน่นอนว่าเด็กชายไม่คิดจะอธิบายเพิ่มเติมไปมากกว่านั้นเขาเทน้ำร้อนลงในป้านชาแล้วปิดฝาเป็การเตรียมน้ำชาชุดที่สองเผื่อว่าคุณชายต้าจะอยากดื่มชามากกว่าหนึ่งกาิชูวางป้านน้ำชาลงบนโต๊ะ จากนั้นก็ยกถาดชงชาขึ้นมาถือทำท่าจะเดินออกไป
“เดี๋ยวๆ เ้ายังตอบคำถามของข้าไม่จบเลยนะ”
หยางต้าหลงเรียกรั้งตัวเด็กชายเอาไว้แทบไม่ทัน
“ข้าก็ตอบไปแล้วนี่ขอรับ”
“เพ้ย! นั่นเรียกว่าคำตอบได้รึ?”
ต้าหลงตบโต๊ะเสียงดังอย่างหงุดหงิดถึงเขาจะเอ็นดูบ่าวน้อยนี้มากแค่ไหน แต่หลายวันมาแล้วที่อีกฝ่ายพูดจายอกย้อนวกวนกวนใจเขายิ่งนัก
ิชูเองก็พอจะรู้ว่าคุณชายจอมซนท่านนี้เริ่มจะหมดความอดทนเสียแล้วเด็กน้อยจึงเรียบเรียงคำตอบในหัวอย่างเร็วรี่
“ข้าไม่ได้คารวะผู้ใดเป็อาจารย์ข้าเพียงแค่จดจำท่าทางจากผู้คนและสัตว์ป่า เอามาปรับเข้าด้วยกันเท่านั้นขอรับ”
“เ้ายืนยันว่าฝึกฝนเองแต่ผู้เดียวไม่มีใครคอยชี้แนะ?”
ต้าหลงชะงักไปเล็กน้อยสายตาคมกริบของเขาจ้องมองเด็กน้อยอย่างจับผิด ทั้งยังแผ่รังสีกดดันออกมาอีกด้วย
“ขอรับ”
ิชูพยักหน้านึกหวั่นใจอยู่เล็กน้อยที่ต้องเผยความลับของตนให้อีกฝ่ายทราบ เขาไม่รู้ว่าคุณชายท่านนี้แท้จริงแล้วเป็คนเช่นใดหากดีเขาย่อมปลอดภัย แต่ถ้าไม่เขาก็คงเผชิญกับปัญหาเข้าเสียแล้ว
“ฮ่าๆ ดีๆ ดียิ่ง เช่นนี้ข้าก็รู้แล้วที่แท้เ้าเป็อัจฉริยะนี่เอง”
ชายหนุ่มหัวเราะร่าพลางลุกขึ้นมาโอบไหล่เด็กน้อยให้เดินกลับไปที่โต๊ะ
“มาๆ วางถาดลงเสียก่อนเรามาดื่มชาสาบานกันดีกว่า”
เขากล่าวพลางกดไหล่เด็กน้อยให้นั่งลงอย่างเรียบร้อย
“สาบาน?”
ิชูทวนคำอย่างงุนงง คิ้วน้อยๆขมวดเข้าหากันจนยุ่ง
“ใช่ ข้าถูกใจเ้านัก เรามาสาบานเป็พี่น้องกันดีกว่า”
หยางต้าหลงกล่าวอย่างเอาแต่ใจเขารินน้ำชาให้เด็กชายอีกถ้วยหนึ่ง และยัดมันใส่มือน้อยๆ นั่น จากนั้นก็ยกถ้วยชาของตนขึ้นทำท่าจะกล่าวสาบานแต่แล้วก็ชะงักไป เขากะพริบตาสองสามทีเหมือนเพิ่งนึกอะไรได้
“ว่าแต่เ้าชื่ออะไรนะ?”
ถูกแล้ว ตลอดเวลาหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ต้าหลงไม่เคยถามชื่อเสี่ยวเอ้อตัวน้อยเลยสักครั้งเขารู้แต่ว่าบ่าวคนอื่นเรียกเด็กชายว่าเสี่ยวเทียนเท่านั้น
ิชูลอบถอนหายใจ เขายากจะกลอกตาสักรอบหนึ่งเสียด้วยซ้ำแต่ก็เกรงว่าคุณชายประหลาดท่านนี้จะโวยวายขึ้นมาอีกจึงไม่ได้ทำเพียงบอกชื่อแซ่ของตนไปเท่านั้น
“ข้าแซ่เทียน ชื่อว่าิชู ขอรับ”
“ชื่อที่ดี ชื่อที่ดี”
ชายหนุ่มกล่าวไปพลางพยักหน้าด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเขาประคองถ้วยชาขึ้นอีกคราหนึ่งด้วยท่วงท่าผ่อนคลายทว่าสง่างามยิ่ง
“ข้า หยางต้าหลงวันนี้ได้พบน้องชายอันประเสริฐท่านหนึ่ง นึกถูกชะตานัก ขอฟ้าดินเป็พยานนับแต่วันนี้ไปหยางต้าหลงและเทียนิชูจะเป็พี่น้องร่วมอุทร ร่วมทุกข์ร่วมสุขและซื่อสัตย์ต่อกันไปจนวันตาย”
สิ้นคำสาบานของหยางต้าหลงเด็กน้อยก็ยกถ้วยชาของตนขึ้น และกล่าวสาบานบ้างว่า
“ข้า เทียนิชูขอให้คำสัตย์สาบานว่าจะเป็พี่น้องร่วมท้องกับหยางต้าหลง ไปจนวันตาย”
จบคำทั้งสองก็ยกถ้วยชาขึ้นดื่มจนหมดเป็พิธีอันเรียบง่ายธรรมดาอย่างยิ่ง ไม่มีการจุดธูปเทียนเซ่นไหว้เทพเ้าไม่มีสักขีพยานใดๆ ทว่าความจริงจังในคำสัตย์สาบานของคนทั้งสองนั้นหาได้ธรรมดาไม่
“เสี่ยวเทียนเ้าแค่บอกว่าจะเป็พี่น้องกับข้าเท่านั้นรึ?ไม่คิดสัญญาว่าจะร่วมทุกข์ร่วมสุขไปด้วยกันบ้างหรือ? พี่ชายน้อยใจยิ่งนัก”
หลังจากดื่มชาสาบานหยางต้าหลงก็พูดตัดพ้อพลางยกมือขึ้นปาดน้ำตา แสดงงิ้วได้อย่างน่าหมั่นไส้ยิ่งนัก
“ท่านอย่าได้ดูเบาคำว่าพี่น้องของข้าเชียวนะขอรับ”
เด็กน้อยกล่าวเรียบๆ พลางจัดแจงรินชาให้ตัวเองอย่างไม่เกรงใจแล้วก็หลับตาพริ้มจิบชาอย่างรื่นรมย์
“จากนี้ไปเรียกข้าว่าพี่หลง แล้วอย่าได้ไปบอกใครเื่แซ่ของข้าเชียว”
หยางต้าหลงยื่นถ้วยชาของตนให้เด็กน้อยช่วยรินให้ไม่ถือสาท่าทางไร้มารยาทของน้องชายคนใหม่แม้แต่น้อยแท้จริงแล้วเขาพอใจมากทีเดียวที่น้องชายของเขาผู้นี้มีขวัญกล้าไม่เบา
“พี่หลง ตระกูลท่านไปเหยียบเท้าใครไว้หรือเหตุใดจึงต้องปกปิดเป็ความลับเช่นนี้?”
ิชูถามพลางเลียริมฝีปากชาป้านนี้รสชาติดีกว่าที่เขาคาดไว้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของน้ำชาและรสชาติขมฝาดปนหวานของมันทำให้เขารู้สึกดีทุกครั้งที่ได้ลิ้มลอง
“ฮ่าๆ! ปากดี! ปากดียิ่งนัก!”
หยางต้าหลงฟังแล้วก็หัวเราะลั่นอย่างถูกใจ
“สกุลหยางของข้าหาได้ชมชอบเหยียบเท้าผู้ใดไม่”
เขากล่าวแล้วก็จิบชาเสียครั้งหนึ่ง จากนั้นก็ขยายความต่อไปว่า
“แต่หากมันผู้ใดหาญกล้าล่วงเกินเราเราก็แค่เหยียบศีรษะมันให้จมดินไปก็เท่านั้น”
“ที่แท้บ้านท่านก็เป็อันธพาลนี่เอง นับถือนับถือ”
เด็กน้อยประสานมือชื่นชมทว่าท่วงท่ากิริยาของเขากลับคล้ายล้อเลียนกึ่งประชดประชันจนน่าหมั่นไส้หยางต้าหลงเห็นแล้วอดใจไม่ไหวต้องเอื้อมมือไปขยี้ศีรษะทุยๆ นั้น จนผมเผ้าของเด็กน้อยยุ่งไม่เป็ทรง
“เ้ากล้าว่าร้ายตระกูลข้ารึ?จากนี้ไปเ้าก็ถือเป็คนในตระกูลหยางเช่นกัน อย่าได้กล่าวเช่นนี้อีก”
เขากล่าว และอธิบายต่อไปว่า
“ครอบครัวข้าหาใช่อันธพาลไม่หากไม่ถูกระรานก่อนมีหรือเราจะลงมือ?ที่ข้าไม่ให้เ้ากล่าวแก่ใครเพราะเกรงว่าผู้คนจะเอะอะไปก็เท่านั้น”
ิชูฟังแล้วก็พยักหน้าทำสีหน้าเข้าอกเข้าใจอย่างน่าหมั่นไส้อีกครา ริมฝีปากสีเปลือกท้อคลี่ยิ้มเบาบางกล่าวว่า
“อา! ข้าเข้าใจแล้ว ที่แท้พี่หลงหนีออกจากบ้านมานี่เอง”
“เพ้ย! ข้าแค่ปลอมตัวมา หาได้หนีออกจากบ้านไม่”
หยางต้าหลงโวยวายลั่นเขาเดินออกจากบ้านทางประตูหน้าอย่างสง่าผ่าเผยท่ามกลางสายตาของบ่าวไพร่เช่นนี้แล้วจะเรียกว่าหนีได้อย่างไรส่วนที่ปิดบังฐานะที่แท้จริงเอาไว้ก็เพราะ้าท่องเที่ยวอย่างสบายไม่ต้องพบเจอกับการประจบประแจงหรือหาเื่ของผู้คนการเกิดเป็คุณชายตระกูลใหญ่นั้นไม่สบายอย่างที่ใครหลายคนเข้าใจ เขาต้องพบกับความตลบตะแลงปลิ้นปล้อน ของผู้คนไม่เว้นแต่ละวัน บ้างก็้าแสวงหาผลประโยชน์และอำนาจจากเขาบ้างก็้ากำจัดเขาที่จะกลายเป็เสี้ยนหนามขัดขวางการได้มาซึ่งอำนาจของพวกตน
มันช่างเป็ชีวิตที่วุ่นวายและน่าเบื่อนัก ด้วยเหตุนี้เองคุณชายรองหยางต้าหลงจึงออกเดินทางท่องเที่ยวทุกครั้งที่ทำได้ อย่างน้อยจิตใจของเขาก็จะได้พักผ่อนบ้างก่อนที่จะต้องกลายเป็บ้าไปจริงๆ
“พี่หลงไม่ได้หนีออกจากบ้านแต่ปลอมตัวมิให้ผู้อื่นทราบถึงตัวตนที่แท้จริง?ช่างซับซ้อนยิ่งนัก”
เด็กน้อยฟังคำแก้ต่างของพี่ชายร่วมสาบานแล้วก็เอียงศีรษะขมวดคิ้วมือน้อยๆ จับคางของตนอย่างครุ่นคิด ถึงแม้ว่าิชูจะเฉลียวฉลาดเกินเด็ก แต่เขาก็เป็เพียงเด็กบ้านนอกที่ไม่เคยรับรู้เื่ราวการแก่งแย่งอำนาจในราชสำนักหรือตระกูลอันมั่งมี แน่นอนว่าิชูย่อมไม่อาจจินตนาการถึงความลำบากใจของหยางต้าหลงได้เลย
“นานๆ ทีข้าก็อยากใช้ชีวิตสบายๆอย่างคนทั่วไปบ้างก็เท่านั้น เ้าไม่จำเป็ต้องครุ่นคิดขนาดนั้นก็ได้”
พอเห็นท่าทางจริงจังของเด็กน้อยแล้วหยางต้าหลงก็อดที่จะพูดออกมาไม่ได้
“มิใช่ว่าพี่หลงเป็คุณชายจากตระกูลใหญ่หรอกหรือ?เหตุใดถึงบอกว่าชีวิตตนเองลำบากเล่า?”
ได้ฟังคำถามไร้เดียงสานั้นแล้วหยางต้าหลงก็หัวเราะออกมาชุดใหญ่น้องชายของเขาคนนี้ถึงจะดูฉลาดเกินวัยแต่อย่างไรก็เป็เด็กน้อยที่ยังไม่เจนจัดต่อโลกเป็ดั่งเมฆฝนที่กำลังก่อตัว เป็ผ้าขาวที่กำลังถูกแต่งแต้มเป็ก้อนดินที่กำลังถูกปั้นแต่งเท่านั้น
“เสี่ยวเทียนเอ๋ยในโลกนี้ผู้คนย่อมมีหน้าที่ของตนด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีใครในโลกนี้ที่ไม่ลำบากหรอก”
หยางต้าหลงกล่าวอบรมน้องชายตนด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่เครียดขรึมไร้แววของการล้อเล่นหยอกล้อเหมือนก่อนหน้า
ิชูได้ฟังก็นิ่งเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะพยักหน้าในที่สุดและกล่าวว่า
“จริงของท่าน ผู้คนล้วนมีหน้าที่ด้วยกันทั้งนั้นแต่ในโลกนี้ยังมีผู้คนที่ไม่ลำบากอยู่นะพี่หลง”
“คนเช่นไรกันที่เ้าว่าไม่ลำบาก?”
คราวนี้เป็หยางต้าหลงที่เป็ฝ่ายงุนงงบ้าง
“ก็คนที่ไม่เป็ทุกข์อย่างไรเล่าพี่หลง”
ิชูตอบทันทีอย่างไม่เสียเวลาคิด น้ำเสียงเรียบเรื่อยคล้ายพูดเื่ทั่วๆไป ทั้งยังแสดงสีหน้าฉงนใส่หยางต้าหลงราวกับไม่เข้าใจว่าเหตุใดพี่ชายร่วมสาบานจึงไม่ทราบเื่ธรรมดาสามัญเช่นนี้
‘เด็กหนอเด็กคนแบบนั้นจะไปมีได้อย่างไรกันเล่า’
หยางต้าหลงลอบถอนหายใจ ริมฝีปากได้รูปยกยิ้มน้อยๆอย่างเอ็นดูในความไร้เดียงสาของน้องชายตน
[1] เป็สำนวนที่หมายถึงชายที่รักชอบชายด้วยกันมีที่มาจากเื่เล่าของฮ่องเต้พระองค์หนึ่งที่ยอมตัดแขนเสื้อของตนเพื่อไม่ให้รบกวนการนอนของคนรักที่นอนทับแขนเสื้อข้างนั้นอยู่
[2] ถาดสำหรับชงชามีสองชั้นชั้นบนเป็ถาดที่เลื่อนเข้าออกได้มีรูระบายน้ำชั้นล่างมีลักษณะเป็กล่องสำหรับเก็บน้ำที่ถูกเททิ้งระหว่างกระบวนการชงชา
[3] ปกติแล้วชาจีนจะมีลักษณะใสไม่ข้นสีออกไปในโทนเหลืองทองหรือน้ำตาลแดง ส่วนชาสีเขียวที่กล่าวถึงคือชาเขียวมัทฉะ (抹茶) ของญี่ปุ่นซึ่งเป็ชาที่เมื่อชงออกมาแล้วจะมีสีเขียวเหมือนใบไม้ และมีความข้นกว่าชาจีน