ฉันชื่อเรน
ฉันเป็เด็กกำพร้า และอาศัยอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่ตั้งอยู่สุดปลายหมู่บ้าน
บ้านหลังนี้เก่าแก่มาก
หลังคามุงจากบางส่วนเริ่มผุพัง ผนังไม้หลายแผ่นมีรอยแตก และในฤดูฝน น้ำมักหยดลงมาจากเพดานอยู่เสมอจนพวกเราต้องเอาถังมารองกันวุ่นวาย
ถึงอย่างนั้น ฉันก็ไม่เคยคิดว่าที่นี่เป็สถานที่ที่แย่
เพราะสำหรับฉัน ที่นี่คือบ้าน
และบ้านก็ต้องเป็สถานที่ที่ทำให้เรารู้สึกปลอดภัย
ผู้ดูแลของเราค่อนข้างเข้มงวด
เวลาพวกเราทำผิด เธอจะดุเสียงดังจนเด็กเล็กบางคนร้องไห้ แต่หลังจากนั้นไม่นาน เธอก็มักแอบเอาขนมปังชิ้นเล็กๆ มาให้คนที่โดนดุเสมอ
ดังนั้น ต่อให้เธอปากร้ายแค่ไหน พวกเราก็รู้ว่าเธอเป็คนใจดี
อย่างน้อย...
ฉันก็คิดแบบนั้น
แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันแตกต่างจากเด็กคนอื่นในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้ คือฉันมองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น
แสง
ั้แ่จำความได้ ฉันก็เห็นแสงเล็กๆ ลอยอยู่ในอากาศ
มันมีอยู่ทุกที่
ในห้องนอน
ในโรงอาหาร
ในป่า
บนท้องฟ้า
แม้แต่ในห้องน้ำ
บางครั้งแสงเ่าั้ก็รวมตัวกันเป็กลุ่มใหญ่ บางครั้งกระจัดกระจายเหมือนฝุ่นที่ถูกลมพัด และบางครั้งก็นิ่งสนิทจนฉันคิดว่ามันหยุดอยู่กับที่
ฉันเคยถามเรน่าเื่นี้ครั้งหนึ่ง
“พี่เรน่า มองเห็นแสงพวกนี้ไหมครับ?”
เรน่าหยุดถักผ้าแล้วมองหน้าฉัน
“แสงอะไรเหรอ?”
ฉันชี้ขึ้นไปบนอากาศ
“ตรงนั้นไงครับ”
เรน่ามองตามนิ้วของฉันอยู่ครู่หนึ่ง
จากนั้นก็หัวเราะ
“พี่เห็นแต่ฝุ่นนะ”
“ไม่ใช่ฝุ่นครับ”
“งั้นเหรอ?"
“ครับ”
“ถ้าอย่างนั้นก็คงเป็แสงที่มีแค่เรนมองเห็นแล้วล่ะ”
เธอพูดเหมือนเป็เื่ธรรมดา
ไม่หัวเราะเยาะ
ไม่บอกว่าฉันเพ้อเจ้อ
เพราะเหตุนี้ ฉันจึงชอบเรน่ามาก
เรน่าเป็เด็กที่อายุมากที่สุดในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า และกำลังฝึกฝนเพื่อเป็แม่ชี
เธอมักอยู่ในโบสถ์กลางหมู่บ้านเกือบทั้งวัน
และในบรรดาผู้คนทั้งหมดที่ฉันเคยพบ...
แสงของเธอสวยที่สุด
มันเป็สีขาวนวล
ไม่สว่างจ้าจนแสบตา แต่ก็ไม่จางจนมองไม่เห็น
ทุกครั้งที่มองแสงนั้น ฉันจะรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก
เหมือนนั่งอยู่ข้างกองไฟในคืนฤดูหนาว
เหมือนมีใครสักคนยื่นมือมาบอกว่า
ไม่เป็ไรนะ ฉันอยู่ตรงนี้
ฉันไม่รู้ว่าความรู้สึกนั้นเรียกว่าอะไร
แต่ฉันชอบมัน
มาก
นอกจากแสงที่ลอยอยู่ในอากาศแล้ว ฉันยังมองเห็นแสงที่อยู่ภายในร่างกายของผู้คนด้วย
และแสงเ่าั้ไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด
บางคนมีแสงสว่างมาก
บางคนมีแสงจาง
บางคนดูอบอุ่น
บางคนกลับเย็นะเื
ที่น่าประหลาดที่สุดคือ บางครั้งคนที่กำลังยิ้มให้ฉันกลับมีแสงที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ
ในขณะที่บางคนทำหน้าบึ้งตึงกลับมีแสงที่อบอุ่นอย่างไม่น่าเชื่อ
ฉันจึงเรียนรู้เื่หนึ่งั้แ่ยังเด็ก
สิ่งที่คนพูด ไม่จำเป็ต้องตรงกับสิ่งที่อยู่ในใจ
เพราะเหตุนี้ ฉันจึงไม่เคยบอกใครเกี่ยวกับสิ่งที่ฉันมองเห็น
แม้แต่เรน่า
วันนี้ก็เป็วันธรรมดาวันหนึ่ง
ท้องฟ้าสีคราม
แดดอบอุ่น
ลมพัดเอื่อยๆ
เด็กๆ วิ่งเล่นอยู่หน้าสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า
ฉันตั้งใจจะชวนเรน่าออกไปเล่นด้วยกัน แต่เมื่อวิ่งไปถึงโบสถ์ ฉันกลับเห็นเธอกำลังจัดดอกไม้อยู่หน้าแท่นบูชา
“พี่เรน่า!”
เธอหันมา
“อ้าว เรน”
ฉันรีบเข้าไปจับมือเธอ
“ไปเล่นกันครับ!”
เรน่าหัวเราะ
“วันนี้ไม่ได้จ้ะ”
“ทำไมล่ะ?”
“พรุ่งนี้มีพิธี พี่ต้องทำความสะอาดโบสถ์แล้วก็เตรียมของอีกหลายอย่าง”
“แต่ผมช่วยได้นะ”
“ไม่ได้”
“ผมทำความสะอาดเก่งนะ”
“ครั้งก่อนเรนทำไม้กวาดหักไปสองอัน”
“...มันเป็อุบัติเหตุ”
“แล้วครั้งก่อนหน้านั้น?”
“อุบัติเหตุเหมือนกันครับ”
เรน่าหัวเราะเสียงใส ก่อนจะยื่นมือมาลูบหัวฉัน
“ไปเล่นกับเด็กคนอื่นก่อนนะ พี่จะตามไปทีหลัง”
ฉันพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจ
“สัญญานะครับ”
“สัญญา”
ฉันจึงออกจากโบสถ์
และถ้าวันนั้นจบลงเพียงเท่านี้ ทุกอย่างก็คงดี
น่าเสียดาย...
มันไม่จบ
ฉันเล่นกับเด็กคนอื่นอยู่พักใหญ่
จนกระทั่งเจม เด็กผู้ชายอายุไล่เลี่ยกับฉัน วิ่งเข้ามาหาพวกเรา
“ไปลำธารกันเถอะ!”
“ลำธาร?”
“ใช่! วันนี้อากาศดีจะตาย น้ำเย็นด้วย!”
เด็กหลายคนส่งเสียงเห็นด้วยทันที
ฉันเองก็ไม่มีเหตุผลให้ปฏิเสธ
ดังนั้นพวกเราจึงออกเดินไปทางตะวันออกของหมู่บ้าน
เจมเดินนำหน้าด้วยท่าทางภาคภูมิใจราวกับเป็หัวหน้ากองทัพ
จนกระทั่งเขาก้าวข้ามรั้วไม้ไผ่
ฉันก็หยุดเดิน
“...”
เจมหันกลับมา
“เรน? ทำไมไม่มา?”
ฉันไม่ได้ตอบ
เพราะโลกตรงหน้าของฉันเปลี่ยนไปแล้ว
ท้องฟ้าสีฟ้าหายไป
พื้นที่รอบหมู่บ้านถูกปกคลุมด้วยแสงสีม่วงดำ
มันไม่ใช่หมอก
ไม่ใช่เมฆ
มันเหมือนกำแพงขนาดมหึมาที่กางออกครอบคลุมหมู่บ้านทั้งหมด
แสงเล็กๆ ที่เคยลอยอยู่ในอากาศกำลังสั่นไหวอย่างรุนแรง
ก่อนจะดับลงทีละดวง
หัวใจฉันเต้นแรง
“อย่าไปต่อ!”
เจมหันกลับมา
“หา?”
“กลับมา!”
แต่เขาเดินต่อไปแล้ว
ก้าวเดียว
สองก้าว—
ปัง!
“อ๊าก!”
เจมกระเด็นกลับมาเหมือนชนกำแพงหิน
เขาล้มลงกับพื้น กุมหน้าผาก
“อะไรเนี่ย?!”
เด็กคนอื่นรีบเข้าไปดู
“ชนอะไร?”
“ไม่รู้!”
เจมคลำด้านหน้าอย่างงุนงง
“ตรงนี้มีกำแพงด้วยเหรอ?”
ฉันมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
กำแพงสีม่วงดำยังคงตั้งอยู่
ไม่มีใครมองเห็นมัน
ยกเว้นฉัน
ตอนนั้นเอง ฉันเข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น
นี่ไม่ใช่กำแพงที่สร้างขึ้นเพื่อป้องกันสิ่งที่อยู่ข้างนอก
แต่มันคือกรง
หมู่บ้านของเราถูกขังเอาไว้แล้ว
“กลับไปหาผู้ใหญ่”
ฉันพูด
เสียงของตัวเองสั่นเล็กน้อย
“เดี๋ยวนี้”
เมื่อพวกเรากลับเข้าไปในหมู่บ้าน สิ่งแรกที่พบคือยามสองคนล้มอยู่หน้าประตู
พวกเขายังหายใจ
แต่ไม่ตื่น
เราลองเรียก
ลองเขย่า
ลองตบแก้ม
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หลังจากนั้นไม่นาน เราก็พบว่า...
ทุกคนในหมู่บ้านหลับอยู่
ร้านค้า
บ้านเรือน
ถนน
แม้แต่คนที่กำลังทำงานอยู่ก็ล้มลงกับพื้นราวกับถูกสั่งให้หลับพร้อมกัน
“ไปโบสถ์”
ฉันพูด
“เรน่าอยู่ที่นั่น”
ไม่มีใครคัดค้าน
พวกเราจึงรีบวิ่งไปยังโบสถ์
แต่ยิ่งเข้าใกล้ ฉันก็ยิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
เสียงนกหายไป
เสียงลมหายไป
แม้แต่เสียงแมลงยังไม่มี
ความเงียบเข้าปกคลุมทุกอย่าง
ฉันหยุดหน้าโบสถ์
ความรู้สึกบางอย่างกำลังบอกฉันว่า
อย่าเข้าไป
แต่เจมเปิดประตูแล้ว
“แม่ชีลาล่า!”
เขาวิ่งเข้าไป
ฉันไม่มีทางเลือก
จึงตามเข้าไป
ภายในโบสถ์มืดสลัว
แสงจากกระจกสีตกลงบนพื้นหิน
และตรงกลางโบสถ์...
แม่ชีลาล่ายืนอยู่
เธอหันมาหาพวกเรา
ยิ้ม
เป็รอยยิ้มแบบเดียวกับทุกครั้ง
อ่อนโยน
อบอุ่น
ใจดี
แต่ฉันกลับรู้สึกหนาว
เพราะแสงสีขาวรอบตัวเธอ...
ว่างเปล่า
ไม่มีความรู้สึก
ไม่มีความอบอุ่น
ไม่มีความเย็น
ไม่มีอะไรเลย
เหมือนเปลือกที่ยังคงรูปร่างเป็มนุษย์
แต่สิ่งที่อยู่ข้างในหายไปแล้ว
“แม่ชีลาล่า...”
ฉันพึมพำ
เธอไม่ตอบ
จากนั้นหมอกสีขาวก็เริ่มไหลเข้ามาจากหน้าต่าง
กลิ่นดอกไม้จางๆ ลอยเข้าจมูก
เด็กคนหนึ่งล้มลง
อีกคนล้มตาม
เจมเองก็เริ่มโซเซ
ฉันกัดริมฝีปาก
ไม่!
ฉันต้องหนี
ต้องกลับไปหาเรน่า
แต่ขาของฉันเริ่มไม่มีแรง
ก่อนสติจะดับลง ฉันเงยหน้ามองแม่ชีลาล่าเป็ครั้งสุดท้าย
เธอค่อยๆ ลืมตา
และในดวงตาคู่นั้น...
ไม่มีลูกตา
ไม่มีสี
ไม่มีแสง
มีเพียงความว่างเปล่า
จากนั้นโลกทั้งใบก็ดับลง