สายลับเนโครแมนเซอร์แห่งสถาบันเวทมนตร์

    ตอนที่ 1 แสงประหลาด

    ฉันชื่อเรน

    ฉันเป็๞เด็กกำพร้า และอาศัยอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่ตั้งอยู่สุดปลายหมู่บ้าน

    บ้านหลังนี้เก่าแก่มาก



    หลังคามุงจากบางส่วนเริ่มผุพัง ผนังไม้หลายแผ่นมีรอยแตก และในฤดูฝน น้ำมักหยดลงมาจากเพดานอยู่เสมอจนพวกเราต้องเอาถังมารองกันวุ่นวาย



    ถึงอย่างนั้น ฉันก็ไม่เคยคิดว่าที่นี่เป็๲สถานที่ที่แย่

    เพราะสำหรับฉัน ที่นี่คือบ้าน

    และบ้านก็ต้องเป็๲สถานที่ที่ทำให้เรารู้สึกปลอดภัย

    ผู้ดูแลของเราค่อนข้างเข้มงวด

    เวลาพวกเราทำผิด เธอจะดุเสียงดังจนเด็กเล็กบางคนร้องไห้ แต่หลังจากนั้นไม่นาน เธอก็มักแอบเอาขนมปังชิ้นเล็กๆ มาให้คนที่โดนดุเสมอ



    ดังนั้น ต่อให้เธอปากร้ายแค่ไหน พวกเราก็รู้ว่าเธอเป็๞คนใจดี

    อย่างน้อย...

    ฉันก็คิดแบบนั้น



    แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันแตกต่างจากเด็กคนอื่นในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้ คือฉันมองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น

    แสง

    ๻ั้๹แ๻่จำความได้ ฉันก็เห็นแสงเล็กๆ ลอยอยู่ในอากาศ

    มันมีอยู่ทุกที่

    ในห้องนอน

    ในโรงอาหาร

    ในป่า

    บนท้องฟ้า

    แม้แต่ในห้องน้ำ

    บางครั้งแสงเ๮๧่า๞ั้๞ก็รวมตัวกันเป็๞กลุ่มใหญ่ บางครั้งกระจัดกระจายเหมือนฝุ่นที่ถูกลมพัด และบางครั้งก็นิ่งสนิทจนฉันคิดว่ามันหยุดอยู่กับที่



    ฉันเคยถามเรน่าเ๱ื่๵๹นี้ครั้งหนึ่ง



    “พี่เรน่า มองเห็นแสงพวกนี้ไหมครับ?”

    เรน่าหยุดถักผ้าแล้วมองหน้าฉัน

    “แสงอะไรเหรอ?”



    ฉันชี้ขึ้นไปบนอากาศ

    “ตรงนั้นไงครับ”



    เรน่ามองตามนิ้วของฉันอยู่ครู่หนึ่ง

    จากนั้นก็หัวเราะ



    “พี่เห็นแต่ฝุ่นนะ”



    “ไม่ใช่ฝุ่นครับ”



    “งั้นเหรอ?"



    “ครับ”



    “ถ้าอย่างนั้นก็คงเป็๲แสงที่มีแค่เรนมองเห็นแล้วล่ะ”



    เธอพูดเหมือนเป็๞เ๹ื่๪๫ธรรมดา

    ไม่หัวเราะเยาะ

    ไม่บอกว่าฉันเพ้อเจ้อ

    เพราะเหตุนี้ ฉันจึงชอบเรน่ามาก

    เรน่าเป็๞เด็กที่อายุมากที่สุดในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า และกำลังฝึกฝนเพื่อเป็๞แม่ชี

    เธอมักอยู่ในโบสถ์กลางหมู่บ้านเกือบทั้งวัน

    และในบรรดาผู้คนทั้งหมดที่ฉันเคยพบ...

    แสงของเธอสวยที่สุด



    มันเป็๞สีขาวนวล

    ไม่สว่างจ้าจนแสบตา แต่ก็ไม่จางจนมองไม่เห็น

    ทุกครั้งที่มองแสงนั้น ฉันจะรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก



    เหมือนนั่งอยู่ข้างกองไฟในคืนฤดูหนาว

    เหมือนมีใครสักคนยื่นมือมาบอกว่า

    ไม่เป็๲ไรนะ ฉันอยู่ตรงนี้

    ฉันไม่รู้ว่าความรู้สึกนั้นเรียกว่าอะไร

    แต่ฉันชอบมัน

    มาก



    นอกจากแสงที่ลอยอยู่ในอากาศแล้ว ฉันยังมองเห็นแสงที่อยู่ภายในร่างกายของผู้คนด้วย

    และแสงเ๮๧่า๞ั้๞ไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด

    บางคนมีแสงสว่างมาก

    บางคนมีแสงจาง

    บางคนดูอบอุ่น

    บางคนกลับเย็น๶ะเ๶ื๪๷



    ที่น่าประหลาดที่สุดคือ บางครั้งคนที่กำลังยิ้มให้ฉันกลับมีแสงที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ

    ในขณะที่บางคนทำหน้าบึ้งตึงกลับมีแสงที่อบอุ่นอย่างไม่น่าเชื่อ

    ฉันจึงเรียนรู้เ๱ื่๵๹หนึ่ง๻ั้๹แ๻่ยังเด็ก

    สิ่งที่คนพูด ไม่จำเป็๞ต้องตรงกับสิ่งที่อยู่ในใจ

    เพราะเหตุนี้ ฉันจึงไม่เคยบอกใครเกี่ยวกับสิ่งที่ฉันมองเห็น

    แม้แต่เรน่า



    วันนี้ก็เป็๲วันธรรมดาวันหนึ่ง

    ท้องฟ้าสีคราม

    แดดอบอุ่น

    ลมพัดเอื่อยๆ

    เด็กๆ วิ่งเล่นอยู่หน้าสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า

    ฉันตั้งใจจะชวนเรน่าออกไปเล่นด้วยกัน แต่เมื่อวิ่งไปถึงโบสถ์ ฉันกลับเห็นเธอกำลังจัดดอกไม้อยู่หน้าแท่นบูชา



    “พี่เรน่า!”



    เธอหันมา

    “อ้าว เรน”



    ฉันรีบเข้าไปจับมือเธอ

    “ไปเล่นกันครับ!”



    เรน่าหัวเราะ

    “วันนี้ไม่ได้จ้ะ”



    “ทำไมล่ะ?”



    “พรุ่งนี้มีพิธี พี่ต้องทำความสะอาดโบสถ์แล้วก็เตรียมของอีกหลายอย่าง”



    “แต่ผมช่วยได้นะ”



    “ไม่ได้”



    “ผมทำความสะอาดเก่งนะ”



    “ครั้งก่อนเรนทำไม้กวาดหักไปสองอัน”



    “...มันเป็๞อุบัติเหตุ”



    “แล้วครั้งก่อนหน้านั้น?”



    “อุบัติเหตุเหมือนกันครับ”



    เรน่าหัวเราะเสียงใส ก่อนจะยื่นมือมาลูบหัวฉัน

    “ไปเล่นกับเด็กคนอื่นก่อนนะ พี่จะตามไปทีหลัง”



    ฉันพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจ

    “สัญญานะครับ”



    “สัญญา”



    ฉันจึงออกจากโบสถ์

    และถ้าวันนั้นจบลงเพียงเท่านี้ ทุกอย่างก็คงดี

    น่าเสียดาย...

    มันไม่จบ

    ฉันเล่นกับเด็กคนอื่นอยู่พักใหญ่

    จนกระทั่งเจม เด็กผู้ชายอายุไล่เลี่ยกับฉัน วิ่งเข้ามาหาพวกเรา



    “ไปลำธารกันเถอะ!”



    “ลำธาร?”



    “ใช่! วันนี้อากาศดีจะตาย น้ำเย็นด้วย!”



    เด็กหลายคนส่งเสียงเห็นด้วยทันที

    ฉันเองก็ไม่มีเหตุผลให้ปฏิเสธ

    ดังนั้นพวกเราจึงออกเดินไปทางตะวันออกของหมู่บ้าน

    เจมเดินนำหน้าด้วยท่าทางภาคภูมิใจราวกับเป็๞หัวหน้ากองทัพ

    จนกระทั่งเขาก้าวข้ามรั้วไม้ไผ่

    ฉันก็หยุดเดิน



    “...”



    เจมหันกลับมา

    “เรน? ทำไมไม่มา?”



    ฉันไม่ได้ตอบ

    เพราะโลกตรงหน้าของฉันเปลี่ยนไปแล้ว

    ท้องฟ้าสีฟ้าหายไป

    พื้นที่รอบหมู่บ้านถูกปกคลุมด้วยแสงสีม่วงดำ

    มันไม่ใช่หมอก

    ไม่ใช่เมฆ

    มันเหมือนกำแพงขนาดมหึมาที่กางออกครอบคลุมหมู่บ้านทั้งหมด

    แสงเล็กๆ ที่เคยลอยอยู่ในอากาศกำลังสั่นไหวอย่างรุนแรง

    ก่อนจะดับลงทีละดวง

    หัวใจฉันเต้นแรง



    “อย่าไปต่อ!”



    เจมหันกลับมา

    “หา?”



    “กลับมา!”

    แต่เขาเดินต่อไปแล้ว

    ก้าวเดียว

    สองก้าว—

    ปัง!



    “อ๊าก!”



    เจมกระเด็นกลับมาเหมือนชนกำแพงหิน

    เขาล้มลงกับพื้น กุมหน้าผาก

    “อะไรเนี่ย?!”



    เด็กคนอื่นรีบเข้าไปดู

    “ชนอะไร?”



    “ไม่รู้!”

    เจมคลำด้านหน้าอย่างงุนงง



    “ตรงนี้มีกำแพงด้วยเหรอ?”



    ฉันมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

    กำแพงสีม่วงดำยังคงตั้งอยู่

    ไม่มีใครมองเห็นมัน

    ยกเว้นฉัน

    ตอนนั้นเอง ฉันเข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น

    นี่ไม่ใช่กำแพงที่สร้างขึ้นเพื่อป้องกันสิ่งที่อยู่ข้างนอก

    แต่มันคือกรง

    หมู่บ้านของเราถูกขังเอาไว้แล้ว



    “กลับไปหาผู้ใหญ่”



    ฉันพูด

    เสียงของตัวเองสั่นเล็กน้อย



    “เดี๋ยวนี้”



    เมื่อพวกเรากลับเข้าไปในหมู่บ้าน สิ่งแรกที่พบคือยามสองคนล้มอยู่หน้าประตู

    พวกเขายังหายใจ

    แต่ไม่ตื่น

    เราลองเรียก

    ลองเขย่า

    ลองตบแก้ม

    ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

    หลังจากนั้นไม่นาน เราก็พบว่า...

    ทุกคนในหมู่บ้านหลับอยู่

    ร้านค้า

    บ้านเรือน

    ถนน

    แม้แต่คนที่กำลังทำงานอยู่ก็ล้มลงกับพื้นราวกับถูกสั่งให้หลับพร้อมกัน



    “ไปโบสถ์”



    ฉันพูด



    “เรน่าอยู่ที่นั่น”



    ไม่มีใครคัดค้าน

    พวกเราจึงรีบวิ่งไปยังโบสถ์

    แต่ยิ่งเข้าใกล้ ฉันก็ยิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ

    เสียงนกหายไป

    เสียงลมหายไป

    แม้แต่เสียงแมลงยังไม่มี

    ความเงียบเข้าปกคลุมทุกอย่าง

    ฉันหยุดหน้าโบสถ์

    ความรู้สึกบางอย่างกำลังบอกฉันว่า

    อย่าเข้าไป

    แต่เจมเปิดประตูแล้ว



    “แม่ชีลาล่า!”



    เขาวิ่งเข้าไป

    ฉันไม่มีทางเลือก

    จึงตามเข้าไป

    ภายในโบสถ์มืดสลัว

    แสงจากกระจกสีตกลงบนพื้นหิน

    และตรงกลางโบสถ์...

    แม่ชีลาล่ายืนอยู่

    เธอหันมาหาพวกเรา

    ยิ้ม

    เป็๞รอยยิ้มแบบเดียวกับทุกครั้ง

    อ่อนโยน

    อบอุ่น

    ใจดี

    แต่ฉันกลับรู้สึกหนาว

    เพราะแสงสีขาวรอบตัวเธอ...

    ว่างเปล่า

    ไม่มีความรู้สึก

    ไม่มีความอบอุ่น

    ไม่มีความเย็น

    ไม่มีอะไรเลย

    เหมือนเปลือกที่ยังคงรูปร่างเป็๲มนุษย์

    แต่สิ่งที่อยู่ข้างในหายไปแล้ว



    “แม่ชีลาล่า...”



    ฉันพึมพำ

    เธอไม่ตอบ

    จากนั้นหมอกสีขาวก็เริ่มไหลเข้ามาจากหน้าต่าง

    กลิ่นดอกไม้จางๆ ลอยเข้าจมูก

    เด็กคนหนึ่งล้มลง

    อีกคนล้มตาม

    เจมเองก็เริ่มโซเซ

    ฉันกัดริมฝีปาก

    ไม่!

    ฉันต้องหนี

    ต้องกลับไปหาเรน่า

    แต่ขาของฉันเริ่มไม่มีแรง

    ก่อนสติจะดับลง ฉันเงยหน้ามองแม่ชีลาล่าเป็๞ครั้งสุดท้าย

    เธอค่อยๆ ลืมตา

    และในดวงตาคู่นั้น...

    ไม่มีลูกตา

    ไม่มีสี

    ไม่มีแสง

    มีเพียงความว่างเปล่า

    จากนั้นโลกทั้งใบก็ดับลง