ตอนที่ 15 ถอนหมั้น
ความจริงแล้วเสิ่นเชียนซานได้มองดูหน้าร้านมาเป็เวลานานแล้ว
ภายในหัวของเขาตอนนี้มีความสงสัยเล็กน้อยอยู่ดังเก่า เพราะกลุ่มช่างกล่าวว่าการออกแบบและการตกแต่งร้านนั้นถูกออกแบบโดยคุณชายตระกูลหลี่เอง
มันทำให้เขาอดที่จะประหลาดใจขึ้นมาไม่ได้ เพราะอุปกรณ์ตกแต่งเ่าั้ประหลาดเป็อย่างมาก
เหล่าช่างกล่าวกันว่าหลี่เฉินอันเตรียมขายสุรา
สุรานั้นเป็สิ่งที่ค้าขายได้ง่ายเพียงนั้นเลยหรือ ?
สุราที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในเมืองกวงหลิงคือกวงหลิงซ่านที่ผลิตโดยตระกูลฮั่ว
ตระกูลฮั่วแห่งกวงหลิงกลั่นสุรามานานหลายร้อยปีแล้ว ั้แ่ฮั่วเหยา หัวหน้าตระกูลรุ่นที่แล้วของตระกูลฮั่วที่หลังจากกลั่นสุรากวงหลิงซ่านออกมาได้เมื่อ 80 ปีก่อน ตระกูลฮั่วแทบจะตลาดสุราของเมืองกวงหลิงไปเกินครึ่งแล้ว
ฮั่วซี หัวหน้าตระกูลคนปัจจุบันของตระกูลฮั่วถือเป็บุคคลที่ยอดเยี่ยม เขาขยายขอบเขตฐานสุราของตระกูลฮั่วออกไปไกล ทั้งยังปรับเปลี่ยนอุปกรณ์กลั่นสุราให้ดียิ่งขึ้น ได้เสริมปริมาณการผลิตของกวงหลิงซ่านให้สูงยิ่งขึ้น
ตอนนี้ กวงหลิงซ่านไม่เพียงแต่มีชื่อเสียงในทิศใต้และทิศเหนือ ทั้งยังได้เข้าไปสู่เมืองหลวงเมืองยวี่จิงแล้ว ได้แย่งพื้นที่ตลาดเสียครึ่งหนึ่งมาจากตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงมาแบบซึ่งหน้า
สุรารุ่ยลู่เป็สินค้าของตระกูลชั้นสูง คุณภาพสุราของมันนั้นดีกว่ากวงหลิงซ่านเล็กน้อย แต่ปริมาณของรุ่ยลู่มีจำกัด และราคานั้นก็สูงกว่ากวงหลิงซ่านไม่น้อย
ดังนั้นในเมืองยวี่จิงจึงมีคำกล่าวขานว่า ‘ชนชั้นสูงชื่นชอบดื่มรุ่ยลู่ ั้แ่ซื่อหลางลงไปต่างชอบดื่มกวงหลิงซ่าน’
แต่เยี่ยงไร ชนชั้นสูงนั้นมีไม่มาก แต่ขุนนางั้แ่ระดับซื่อหลางลงมากลับมีอยู่มาก
ดังนั้นในความเป็จริง กวงหลิงซ่านได้กลายเป็สุราที่ขายได้มากที่สุดในแคว้นหนิง
นอกจากนี้ ตระกูลฮั่วค้าขายได้ดีจนเบนไปทางขุนนาง เริ่มั้แ่รุ่นของฮั่วเหยาที่ให้ความสำคัญกับการสอนสั่งบุตรหลานเป็อย่างมาก ส่วนรุ่นของฮั่วซี ในตระกูลนั้นมีผู้มีพร์อยู่มากมาย
มีผู้สอบผ่านจนได้เป็ขุนนาง
และมีผู้สนับสนุนจนได้เป็ขุนนางเช่นกัน
หนึ่งในนั้นคือฮั่วไป๋หยาง บุตรชายคนโตของฮั่วซี เขาเป็ผู้ที่โดดเด่นที่สุด ปีนี้เขาเพิ่งมีอายุ 36 ปี ได้เป็จิ้นซื่อในรัชศกเจาฮั่วที่ 3 จากตำแหน่งขุนนางจิ้นซื่อได้ขึ้นเป็จานซื่อแห่งจวนจานชื่อแล้ว เขาได้ขึ้นเป็ขุนนางคนสนิทขององค์รัชทายาทโดยแท้จริง และเป็ขุนนางขั้นสี่
เมื่อมีภูมิหลังเป็ตระกูลขุนนางที่แข็งแกร่ง ทั้งยังสร้างกำไรมหาศาลจากกวงหลิงซ่านได้อีก ตระกูลฮั่วได้กลายเป็ตระกูลใหญ่ในเมืองกวงหลิงแล้ว
และรุ่นที่สามของตระกูลฮั่วก็ได้เริ่มเผยพร์ออกมาแล้ว ฮั่วชูฝาน บุตรชายคนโตของฮั่วไป๋หยางอายุ 17 ปีก็สอบได้เป็จวี่เหรินแล้ว และเป็หนึ่งในสามผู้มีพร์ของเมืองกวงหลิง เป็บุรุษที่มีอนาคตไกล !
ฮั่วชูฝานต้องตาต้องใจกับบุตรีเสิ่นเฉียวเตี๋ยของตน เขาต่างหากคือบุตรเขยที่คู่ควรกับตระกูลเสิ่น !
เมื่อเทียบหลี่เฉินอันกับฮั่วชูฝาน แม้แต่รองเท้าก็เทียบไม่ติด
เ้าโง่หลี่เฉินอันเอาดีทางด้านการศึกษาไม่ได้ ตอนนี้ยังคิดจะขายสุราแล้วหรือ......
เสิ่นเชียนซานแสยะยิ้มเยาะเย้ย เขาส่ายหน้า รู้สึกว่าเป็ตนที่คิดมากเกินไป
หลี่เฉินอันก็คงแค่เปิดร้านสุราขึ้นมาเท่านั้น คงหนีไม่พ้นไปรับสุราจากร้านฮั่วจี้มาขาย
เพียงแต่ด้วยวิธีการนี้ เขาจะไม่ได้เปรียบในด้านของราคาเลยแม้แต่นิดเดียว ผู้คนจะจ่ายเงินมากขึ้นเพื่อมาดื่มสุราในร้านสุราเล็ก ๆ แห่งนี้ไปทำไมกัน ?
การซื้อสุราจากร้านฮั่วจี้สักไหแล้วนำกลับไปดื่มช้า ๆ ที่เรือนไม่สะดวกกว่าหรือ ?
ดังนั้น ในสายตาของเสิ่นเชียนซาน ร้านสุรายังไม่ทันได้เปิดกิจการก็อาจได้ปิดตัวลงแล้ว !
เ้าโง่นี่มีคุณสมบัติในการเปิดกิจการที่ไหนกัน ?
ต่อให้มีทรัพย์สมบัติเป็หมื่นก็คงถูกเขากวาดล้างเช่นกัน ไม่แปลกใจที่หลี่เหวินฮั่นจะไล่เขาออกมาจากจวน โชคดีที่บุตรีของเขายังไม่ได้แต่งงานกับเ้าโง่ผู้นี้อย่างเป็ทางการ
ไม่อย่างนั้น ชีวิตคงจะลำบากจนแยกย้ายเป็แน่
เยี่ยงไรเสียวันนี้ก็ต้องนำสัญญาหมั้นหมายกลับคืนมาให้จงได้ ไม่อย่างนั้นตระกูลเสิ่นก็จะถูกเขาลากไปข้องเกี่ยวด้วยเป็แน่
เสิ่นเชียนซานเดินไปยังศาลาที่อยู่ตรงมุมลานบ้าน
รอยยิ้มอบอุ่นปรากฏบนใบหน้าอวบอ้วนของเขา
“หลานชาย ่นี้สบายดีหรือไม่ ? ”
หลี่เฉินอันเองก็ยกยิ้มให้เช่นกัน
“เชิญท่านลุงนั่งก่อน......ท่านลุงมาเพื่อรับสัญญาหมั้นหมายคืนใช่ไหม ? ”
เสิ่นเชียนซานคาดไม่ถึงว่าหลี่เฉินอันจะเข้าเื่ในทันที เยี่ยงนี้ก็ดี จะได้ลดทอนการเสแสร้งแกล้งทำลงไปได้มากโข
“อ่า เื่นี้......เด็กสาวไร้คุณธรรม ไม่เหมาะสมกับหลานชายโดยแท้จริง ลุงคิดว่าแตงที่ฝืนเด็ดเยี่ยงไรมันก็ไม่หอมหวาน และยิ่งไม่อาจประวิงการไล่ตามหาภรรยาที่ดียิ่งกว่าในภายหน้าของหลานชาย ดังนั้น......”
คำพูดนี้ย่อมแฝงคำเยาะเย้ยเอาไว้ด้วย เสิ่นเชียนซานคิดว่าหลี่เฉินอันคงฟังความหมายที่แฝงไว้นั้นไม่ออก เพราะเ้าโง่นี่ไม่รู้จักการคบค้ากับคนภายนอก จึงรู้สึกว่าตนเองนั้นมีตัวตนต่ำต้อย
แต่หลี่เฉินอันกลับเอ่ยขัดคำพูดของเสิ่นเชียนซาน เพราะการพิรี้พิไรนั้นไม่ใช่นิสัยของเขา
“บุตรีของท่านไม่เหมาะสมกับข้าโดยแท้จริง”
เสิ่นเชียนซานชะงัก เมื่อเห็นหลี่เฉินอันหยิบสัญญาหมั้นหมายเล่มแดงขนาดใหญ่ออกมาวางบนโต๊ะ
ยามเห็นสัญญาหมั้นหมาย เสิ่นเชียนซานก็หาได้ใส่ใจกับคำพูดของหลี่เฉินอัน เขาหัวเราะร่าพลางเอ่ยว่ า “หลานชายช่างใจกว้าง ลุงขอขอบคุณเ้าอย่างมาก ! ”
เขายื่นมือไปหมายจะหยิบสัญญาหมั้นหมายนั้นมา แต่คาดไม่ถึงว่าหลี่เฉินอันจะจับสัญญาหมั้นหมายเอาไว้ “ประเดี๋ยวก่อน ! ”
มือของเขานิ่งค้างกลางอากาศ และเอ่ยถามอย่างสงสัยว่า “หลายชายหมายความว่าเยี่ยงไร ? ลุงคิดว่าในเมื่อทั้งสองฝ่ายต่างเกลียดกัน ไม่สู้แยกย้ายกันโดยสันติดีกว่า”
หลี่เฉินอันพยักหน้า “ที่ท่านลุงกล่าวมานั้นถูกต้อง หลานคิดว่าในเมื่อจะต้องล้มเลิกเื่นี้ ก็ควรที่จะไม่ได้ติดค้างกันไปทั้งสองฝ่าย... ข้าจะคืนสัญญาหมั้นหมายให้ท่าน แต่จะให้ท่านติดค้างข้าไม่ได้ จะต้องให้ท่านลุงได้นำสัญญาหมั้นหมายกลับไปอย่างสบายใจ เพื่อให้บุตรีของท่านได้ออกไปหาลูกเขยคนใหม่ได้อย่างสมเกียรติและไร้มลทิน ดังนั้น.......”
หลี่เฉินอันยกยิ้มให้กับเสิ่นเชียนซาน ระหว่างหัวคิ้วที่เลิกขึ้นมานั้นปรากฏขึ้นมาสามคำว่า: เ้ารู้ดี
เสิ่นเชียนซานชะงักไปสามอึดใจ ประการที่หนึ่งคือเขาคาดไม่ถึงว่ายามที่หลี่เฉินอันกล่าวออกมาเยี่ยงนี้จะกล่าวออกมาได้ไหลลื่นมาก ไม่มีท่าทีโง่งมเฉกเช่นในอดีต
ประการที่สองคือ ในระยะเวลาสามอึดใจนี้ เขาเพิ่งจะเข้าใจความหมายของหลี่เฉินอัน
คาดไม่ถึงว่าเ้าเด็กนี่จะรู้จักพูดอ้อมค้อม ?
ต่างฝ่ายต่างไม่ติดค้างกันงั้นหรือ ?
การที่เขาคืนสัญญาหมั้นหมายก็เป็ตระกูลเสิ่นที่ติดค้างบุญคุณเขาโดยแท้จริง เยี่ยงนั้นต้องทำเช่นไรจึงจะทดแทนบุญคุณเขาได้ ?
เสิ่นเชียนซานเองก็หัวเราะเช่นกัน “ในที่นี้มีเพียงข้าและเ้าสองคน เ้าเสนอราคาได้เลย ! ”
หลี่เฉินอันยกหนึ่งนิ้วขึ้นมา
“หนึ่งพันตำลึงหรือ ? ”
ราคานี้ค่อนข้างสูง แต่ก็คุ้มค่ากับการที่บุตรีจะหลุดพ้นจากหุบเหวนี้ได้ ในยามที่เสิ่นเชียนซานกำลังจะเอ่ยปากตกลง คาดไม่ถึงว่าหลี่เฉินอันจะส่ายหน้า
“หนึ่งหมื่นตำลึงเลยหรือ เื่นี้... หลานชาย ยามสิงโตอ้าปากก็คงไม่ใช่วิธีเช่นนี้ไหม ? ”
“ไม่ใช่ บุตรีของท่านมีค่าเท่ากับหนึ่งร้อยตำลึง ! ”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเสิ่นเชียนซานหายไปในชั่วพริบตา แต่เพียงชั่วพริบตาก็กลับมาอีกครั้ง เขาคือพ่อค้าที่ชาญฉลาด ก่อนที่จะได้รับสัญญาหมั้นหมายว่าต่อให้บุตรีจะถูกดูแคลนเยี่ยงไร เขาก็ต้องอดทนต่อไปก่อน
รอให้บุตรีได้อิสระกลับคืนมา
รอจนบุตรีได้แต่งงานกับฮั่วชูฝาน
ตระกูลหลี่เรือนสามไม่ได้รับการยอมรับจากอีกสองเรือน คิดว่าการยืมมือตระกูลฮั่วมาจัดการกับหลี่เฉินอันนั้นก็คงไม่มีอะไรยากเช่นกัน
“ตกลง ! ”
“ท่านลุงช่างรวดเร็วยิ่ง”
เสิ่นเชียนซานหยิบตั๋วเงินออกมาหนึ่งร้อยตำลึง หลี่เฉินอันจึงส่งสัญญาหมั้นหมายไปให้
เมื่อเสิ่นเชียนซานได้สัญญาหมั้นหมายมา ก้อนหินหนักอึ้งภายในใจก็หล่นหายไป
หลี่เฉินอันรับตั๋วเงินหนึ่งร้อยตำลึงมาแล้ว ต่อจากนั้น ร้านสุราก็จะได้ดำเนินการไปอย่างราบรื่น
นี่คือเื่ดีที่ได้ชนะกันทั้งสองฝ่าย
เสิ่นเชียนซานสอดสัญญาหมั้นเข้าเก็บ่อก เขาลุกขึ้นยืนโดยไม่ได้กล่าวอะไรต่อ ชำเลืองสายตามองหลี่เฉินอันด้วยอารมณ์เหยียดหยาม
หลี่เฉินอันยังคงมีสีหน้าราบเรียบ ไม่สนใจ
“ท่านลุง ข้าเตรียมจะกลั่นสุรา จะขายธัญพืชของตระกูลท่านให้ข้าในราคาถูกได้หรือไม่ ? ”
เสิ่นเชียนซานเดินออกไปจากศาลาแล้ว ลอบคิดว่าเ้าสามารถกลั่นสุราอันใดออกมาได้ ?
ต่อให้ดีเยี่ยงไร แต่จะดีไปกว่ากวงหลิงซ่านได้หรือ ?
เขาหันหน้ามาชำเลืองมองหลี่เฉินอันและพูดด้วยถ้อยคำดูแคลนว่า “ธัญพืชตระกูลเสิ่นของข้ายอมใช้ป้อนสุนัข แต่ไม่ขอขายให้แก่เ้า”
“พ่อค้าอย่างท่านลุง......ดูท่าว่าจะเติบโตไปได้ไม่ไกลกว่านี้แล้ว”
“ไปเรียนรู้การลับริมฝีปากมาั้แ่เมื่อใดกัน ? กับโรงสุราเล็ก ๆ ของเ้า... เพียงหนึ่งเดือนก็คงปิดตัวลงแล้วกระมัง ! ”
“หากผ่านไปหนึ่งเดือนแล้วยังไม่ปิดตัวลงเล่า ? ”
หลี่เฉินอันไม่ใช่คนกล่าวคำนี้ขึ้นมา
คำพูดนี้ดังขึ้นมาจากด้านหลังของเสิ่นเชียนซาน
เสิ่นเชียนซานหันหน้ากลับไปมองก็เห็นกลุ่มคนกำลังเดินเข้ามา คนกลุ่มนั้นมีบุรุษหนึ่งคนและสตรีอีกสามคน
พวกเขาเดินผ่านเสิ่นเชียนซานไป เสิ่นเชียนซานชะงักไปชั่วครู่ เหมือนว่าจะเคยพบเจอกับแม่นางที่เพิ่งกล่าวขึ้นมาเมื่อครู่มาก่อน นาง... เหมือนว่านางคือคุณหนูสามแห่งตระกูลจงหลี
เหตุใดนางจึงมาสถานที่ทรุดโทรมแห่งนี้ได้ ?
จากที่ฟังคำพูดที่นางกล่าวว่า... เหมือนว่ากำลังออกหน้าให้กับหลี่เฉินอัน !
เ้าโง่นี่ไปพึ่งพิงต้นไม้ใหญ่อย่างจวนจงหลีั้แ่เมื่อไหร่กัน ?
ในชั่วพริบตานั้น เสิ่นเชียนซานคิดไปเสียมากมาย เขากระวีกระวาดโค้งคำนับ “คารวะคุณหนูสาม”
จงหลีรั่วสุ่ยหันหน้ากลับมา เลิกคิ้วขึ้น “เ้ารู้จักข้าหรือ ? ”
“เรียนคุณหนู ข้ามีนามว่าเสิ่นเชียนซาน”
“โอ้ บิดาของเฉียวเตี๋ย... เยี่ยงนั้นเ้าไปเถิด จงจำไว้ว่าภายภาคหน้าอย่าได้กล่าวว่าร้ายร้านสุราหลังเล็กแห่งนี้อีก ! ”
เสิ่นเชียนซานที่โค้งคำนับชะงักนิ่งไปเล็กน้อย “ข้าน้อยรับทราบแล้ว”
เขาออกมาจากลานเล็ก เดินออกไปยังด้านนอกร้าน หลังจากหยุดยืนอยู่หน้าร้านนั้นอยู่ชั่วครู่ เรียบเรียงเหตุการณ์โดยคร่าว ๆ แล้ว ทันใดนั้นเขาก็ตระหนักขึ้นมาได้ว่าเ้าโง่ในวันนี้แตกต่างจากในอดีตราวกับเป็คนละคน
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่เื่สำคัญที่สุด สิ่งที่เขานึกสงสัยก็คือ ด้วยฐานะสูงส่งของคุณหนูสามแห่งจวนจงหลี เหตุใดนางถึงได้ลดตัวลงมายังร้านสุราเล็กๆ แห่งนี้ด้วยกัน
ยามที่นางเดินเข้าไปในเรือนหลังเล็ก หลี่เฉินอันนั่งอยู่ภายในศาลาโดยไม่ขยับเขยื้อน
ผู้ใดมอบความกล้านี้ให้เขากัน ?
เื่นี้มันต้องเอ่ยถามบุตรีถึงจะรู้เื่
เสิ่นเชียนซานออกไปพร้อมความสงสัย ภายในเรือนหลังเล็ก หลี่เฉินอันจ้องมองคุณชายรูปงามที่ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มขมขื่น
เขาได้ยินเื่ผลการตัดสินงานชุมนุมวรรณกรรมวันที่ 3 เดือน 3 มาแล้ว ไม่มีผู้ชนะลำดับที่หนึ่ง นั่นหมายความว่าอย่างน้อยก็มีหนึ่งบทกวีที่เทียบเคียงกับ “ภมรรักบุปผา” ของตนได้
คุณชายรูปงามไม่ได้ลำดับที่หนึ่ง ที่มาหาถึงที่นี่เพราะ้าขอเงินหนึ่งร้อยตำลึงคืนอย่างนั้นหรือ ?
“พี่ชาย การค้าระหว่างเรานั้นมีกฎที่ไม่มีลายลักษณ์อักษรลงไว้อยู่ด้วย”
หนิงฉู่ฉู่ชะงัก “กฎอะไรกัน ? ”
“ซื่อสัตย์ น่าเชื่อถือ ราคาขายชัดเจน ซื้อแล้ว... ไม่รับเปลี่ยนหรือคืน ! ”
“.....” หนิงฉู่ฉู่ชะงักไปสามอึดใจถึงได้รู้สึกตัว นางหลุดหัวเราะจนเกือบจะหลุดท่าทีแบบสตรีออกไป แต่เพียงเท่านี้ก็ทำให้ใจของหลี่เฉินอันบีบรัดขึ้นมาแล้ว
คุณชายรูปงามท่านนี้ หรือว่าจะเป็ขันที ?
นุ่มนิ่มเพียงนี้เลยรึ !
บนปากไม่มีเครา
น้ำเสียงก็เล็กแหลม
อืม ไม่มีแม้แต่ลูกกระเดือก
หากไม่ใช่ขันที แล้วจะเป็อะไรได้ ?
มาจากในวังหลวงเลยนะ
น่าเสียดาย ชายหนุ่มรูปงามขนาดนี้กลับถูกบังคับให้เอาชีวิตไปไว้ในวัง... ภายในละครหรือนิยายที่ได้อ่านเมื่อชาติที่แล้วต่างก็กล่าวว่าร่างกายที่พิกลพิการก็ส่งผลให้จิตใจผิดเพี้ยนไปด้วยเช่นกัน
เยี่ยงนั้นจะต้องระวังเอาไว้เป็การดี
ทางที่ดีคืออยู่ให้ห่างเอาไว้ !
หนิงฉู่ฉู่ย่อมไม่คาดคิดว่าหลี่เฉินอันจะคิดว่านางเป็ขันทีในวังหลวงไปแล้ว ในตอนที่นางกำลังจะพูด กลับคาดไม่ถึงว่าหลี่เฉินอันจะผุดลุกขึ้นยืน
“ทุกท่าน... ในร้านสุราอันต่ำต้อยนี้ไร้น้ำชา และสุราต้องรออีกสองวันจึงจะได้ที่”
“ข้ายุ่งมากจริง ๆ ไม่มีเวลามาร่วมสนทนากับพวกท่าน ดังนั้นเชิญทุกท่านกลับเถิด ข้าจะต้องออกไปข้างนอก”
จงหลีรั่วสุ่ยที่ได้ยินดังนั้น ก็ร้อนรนขึ้นมา “เฮ้ ๆ ๆ ต่อให้รีบเพียงไรก็ไม่ต้องเร่งรีบขนาดนี้ไหม ? ”
หลี่เฉินอันยิ้มอย่างรู้สึกผิด เขาสาวเท้าและเดินออกไปจากศาลา “แต่ข้ายังมีธุระอยู่อีกมาก”
เขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเสิ่นเชียนซานให้ความเคารพกับเด็กสาวคนนี้ ทั้งเรียกนางว่าคุณหนูสาม คุณหนูสามผู้นี้อยู่กับขันทีจากในวังหลวง... เกรงว่านางคงเป็บุตรีของขุนนางสักคน
“ใกล้จะเที่ยงแล้ว ร้านสุราอันต่ำต้อยนี้ไม่มีสิ่งใดรองรับพวกท่านเช่นกัน อีกสองวันหลังจากที่ร้านสุราเปิดทำการ ข้ายินดีต้อนรับทุกท่านกลับมาเยี่ยมเยือนใหม่”
“ขอตัวลา”
กล่าวจบ เขาก็เดินออกมาทั้งอย่างนั้น
เมื่อเดินมาถึงหน้าประตู เขาก็เพิ่งนึกได้ว่านี่คือร้านของเขาเอง
เขาหันหน้ากลับไปมอง ขันทีกับหญิงงามยังไม่ออกไป ดังนั้นเขาจึงเดินตรงไปทางตลาดตะวันตก
จะต้องไปซื้อธัญพืชและเชื้อสุราที่จำเป็ต่อการกลั่นสุรากลับมา
ในยุคนี้มีเชื้อกลั่นสุราแล้ว จะลองทำเชื้อสุราออกมาก่อนว่าเป็เยี่ยงไร หากกลั่นสุราชั้นดีออกมาไม่ได้ เขาค่อยทำเชื้อสุราขึ้นมาเอง
ซึ่งมันค่อนข้างยุ่งยาก
สิ่งที่สำคัญคือค่อนข้างใช้เวลานาน
หญิงงามผู้นั้นก็งดงามโดยแท้จริง หากด้วยนิสัยในชาติที่แล้ว เขาก็คงอยากจะหาทางคว้านางมาเชยชมให้จงได้อย่างแน่นอน
แต่ในชาตินี้หรือ......
ไม่ใช่คนร่วมทาง หรือคนร่วมหลุมศพเดียวกัน ก็อย่าได้ก่อปัญหาโดยไม่จำเป็เลย