[51] บทภาพยนตร์
หลังจากการแสดงอำนาจความโรคจิต (?) จัดการฆ่าพวกผู้ชมที่อาจจะมาเป็นตัวขวางแผนงาน แจ้งความประสงค์ในการพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อตกลงกับหัวหน้าโดยตรง ซึ่งดูเหมือนว่าหัวหน้าของเฮยอันซาอย่างเฉินเฟิงอวี๋ก็ตัดสินใจปฏิบัติตามแผนงานที่โรทำการคำนวนผลลัพธ์ไว้ให้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ถือว่าจบประเด็นจัดการแทรกแซงพวกเฮยอันซาในไทยในขั้นแรกไปได้ตามที่ต้องการ ส่วนขั้นต่อๆ ไปนั้นก็ยังต้องรอดูต่อไปในอนาคต โดยมีโรคอยตรวจสอบความคืบหน้าให้แบบเรียลไทม์{แค่มีโรก็ทำได้ทุกอย่าง ประกาศสุดยอดผู้ช่วยพร้อมหานายใหม่ ที่อยู่ในหัว ค่ากินไม่เอา ค่าแรงไม่ต้อง ขอแค่งานไม่หนักเท่าอยู่กับเซ็ทก็พอ}‘...หืม?’{โอ้ มีความคืบหน้าจากทางคุณไลล่ามาแจ้งด้วยครับ} เสียงนิ่งๆ ของเซ็ททำเอาสุดยอดผู้ช่วยอย่างโรรีบเปลี่ยนเรื่องทันควันปัจุบันนี้เซ็ทก็กลับสู่ชีวิตอันสงบสุขเหมือนไม่เคยเกิดเรื่องนองเลือดมาก่อน ทำงาน ฝึกซ้อมตามหน้าที่ในฐานะศิลปิน กลับบ้าน มาโรงเรียน แล้วก็...สอบเหมือนเด็กนักเรียนวัยรุ่นอายุสิบหกทั่วไป“นอกเหนือจากนายอคิราห์ คนอื่นๆ จะมีเวลาในการสอบวิชาแรกสามชั่วโมง หากพบว่ามีการทุจริตเก็บทันที นอกเหนือจากนั้นคือติดศูนย์นะ เข้าใจแล้วก็เริ่มลงมือทำข้อสอบได้”หลังจากอาจารย์ศิริเพ็ญพูดจบ เจ้าหล่อนก็เดินมานั่งเก้าอี้ใกล้ๆ กับเซ็ทที่ได้นั่งสอบที่โต๊ะอาจารย์ สายตาคมกวาดมองทั่วห้องก่อนจะหยุดที่เซ็ท คนโดนจ้องทำทีไม่สนใจก้มมองกระดาษข้อสอบสามชุดบนโต๊ะก่อนจะเริ่มลงมือเขียนคำตอบอย่างรวดเร็ว“อา...เริ่มต้นการสอบได้บรรลัยมาก ดูท้ายข้อสอบจารย์ยังจะกวนตีนเขียน ‘ภาษาอังกฤษง่ายนิดเดียวจริงมั้ยจ้ะ?’ แหม่ จริงมั้ยจ้ะพ่อง... กูนี่อยากจะสบถออกมาเป็นภาษาต่างดาว ที่จารย์สอนกับที่กูเรียนนี่คนละวิชาป่าววะ กูว่ากูอ่านไปดีแล้วนะ แม่ง ยากอิ๋บอ๋าย ถึงดูแล้วน่าจะไม่ตกก็เถอะ...”คิวบ่นอุบอิบไม่หยุดยามเดินออกจากห้องสอบ หลายๆ คนในห้องที่ส่งข้อสอบแล้วต่างก็พร้อมใจกันโอดครวญเช่นกัน แต่นั่นไม่ใช่กับเซ็ทที่ใช้สิทธิพิเศษสอบสามวิชาในสามชั่วโมงเพราะขอลาไปทำงานต่อ แต่สิทธิพิเศษแบบนี้ ต่อให้ให้ฟรี ก็คงไม่มีนักเรียนคนไหนอยากได้หรอก“แล้วมึงอ่ะเป็นไง จารย์เล่นนั่งคุมเข้มข้างมึงขนาดนั้น กูจะบอกว่าเพื่อนในห้องนี่พร้อมใจกันใช้โอกาสนี้โกงข้อสอบกันใหญ่” คิวถามพลางยื่นหน้าเข้ามากระซิบ เพราะหากอาจารย์ประจำชั้นได้ยินเข้าแล้วต้องสอบใหม่ หรือติดศูนย์ยกห้อง มีหวังเขาได้โดนเพื่อนในห้องรุมตีนแน่“...มึงไม่ได้โกงกับคนอื่นเขาใช่มั้ย?” เซ็ทถามพลางทำหน้าดุ หากคิดถึงอนาคตก็ไม่ควรโกงข้อสอบ เพราะวิชาความรู้จะเป็นทักษะที่ติดตัวเราไปตลอดชีวิต หากหวังดีกับเพื่อนจริงๆ ก็ควรติเตือนเรื่องนี้ให้ชัดเจน แต่ถ้าเป็นเพื่อนที่คบผิวเผินเตือนแล้วอาจจะเป็นเราเองที่เสีย ประเภทนั้นเซ็ทก็ไม่คิดจะเสียเวลาหวังดีด้วย{แล้วคุณที่มีผมบอกคำตอบของข้อสอบทุกชุดเรียกว่าอะไรไม่ทราบ?}‘เรียกว่าใช้สิ่งที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ไม่ได้โกงซะหน่อย ต่อให้โรไม่บอกฉันก็ทำเองได้จริงมั้ย ถ้าจริงก็เลิกว่าฉันโกงได้แล้วนะ เปลืองหน้ากระดาษ’ {โอเค ไม่เถียงก็ได้}“ระดับนี้แล้วทำเองสิ” คิวว่าแล้วหน้าบึ้งเหมือนจะโมโห แต่ก็ปัดตกประเด็นโกงข้อสอบ กลับเข้าประเด็นเดิม “แล้วสรุปมึงไม่เกร็งแย่เลยเรอะ? นี่พอทำได้แน่นะ? แต่กูว่าที่กูจดก็ตรงอยู่มั้ง เออ แล้วเยอะขนาดนั้นมึงทำข้อสอบทันเหรอวะ? ติดศูนย์ขึ้นมาไม่ตลกนะเว้ย”“ถามทีละอย่างสิ ไม่เกร็ง ทำได้แล้วก็ทำทันด้วย ก็บอกแล้วว่าไม่ติดหรอก อีกสองวิชาก็ไม่ยากเท่าไหร่” เซ็ทบ่นเล็กน้อยก่อนจะไล่ตอบไปทีละคำถาม คิวที่ได้รับคำตอบถึงกับตาโตปรี่เข้าไปกระซิบใกล้ๆ อีกหน“เออ มึงบอกข้อสอบสองวิชาต่อไปหน่อยดิ ออกเกี่ยวกับไรมั่งอ่ะ?”“ไม่บอก ไปรอเจอเอาเอง” เซ็ทว่ายังไม่ทันจบประโยคดี เสียงสูงของอาจารย์ศิริเพ็ญก็ดังมาจากในห้อง เล่นทำเอานักเรียนที่สอบเสร็จแล้วจะทวนวิชาต่อไปหรือตั้งใจจะมาถามข้อสอบเซ็ทสะดุ้งโหยงกันเป็นแถว“นายอคิราห์ สอบเสร็จก่อนก็ห้ามบอกข้อสอบเพื่อนเข้าใจมั้ย ไม่งั้นศูนย์ทั้งเธอทั้งเพื่อนแน่ จะไปทำงานก็รีบๆ ไปเลย”“ไม่บอกครับ ไม่บอก โหย อาจารย์ไล่กันแบบนี้เลยเหรอครับ ผมเสียใจนะ” เซ็ทตอบกลับด้วยเสียงที่ดังพอประมาณ โอดครวญเล็กๆ น้อยๆ เหมือนคนกำลังน้อยใจ แต่อาจารย์ศิริเพ็ญที่กำลังคุมสอบต้องดึงหน้าเข้มไม่เล่นด้วย เธอทำหน้าเหม็นเบื่อ พร้อมโบกมือไล่“ก็ตามนั้นล่ะคิว ไปรอเจอเอาเองเถอะ ไม่ยากเท่าไหร่หรอกน่า ฉันทำได้มึงก็ทำได้น่า” เซ็ทหันไปตบบ่าคิวที่ทำหน้าเซ็งแปะๆ เป็นการให้กำลังใจ “งั้นไปทำงานละนะ ไว้เจอกันพรุ่งนี้”“...ว้าย”ตุ้บ!เซ็ทที่หยิบกระเป๋าขึ้นมาสะพายหลังกำลังจะหมุนตัวหันหลังเพื่อลงจากตึก แต่ก็กลายเป็นว่ามีคนเดินเข้ามาชนเสียก่อน เสียงหวานร้องอย่างตกใจ สองขาถอยหลังสะดุดกันเองจนล้มก้นจ้ำเบ้า ชีทสรุปเนื้อหากับหนังสือที่ใช้อ่านสอบวิชาต่อไปในมือถูกปล่อยอย่างจงใจหล่นร่วงกระจายเต็มพื้น“ขะ-ขอโทษด้วยจ้ะ ฉันไม่ทันระวัง”มิ้วโค้งหัวขอโทษน้อยๆ กุลีกุจอก้มเก็บชีทที่ตกพื้น เสื้อนักเรียนสีขาวเปียกน้ำแถวคอเสื้อจนมองเห็นได้แนบเนื้อ กระดุมบนถูกปลดไว้ล่วงหน้า แล้วเจ้าตัวก็จงใจใช้แขนดันให้เห็นเนินอกชัดขึ้นยามก้มเก็บของ ไม่วายช้อนตามองด้วยสายตาขอโทษปริ่มน้ำหวานฉ่ำน้ำตาลยังอาย...หรือควรบอกว่าหน้าด้านจนฝาผนังบ้านยังอายดี?จากที่มิ้วโดนบูมสลัดทิ้งที่สนามเทนนิสนั่นก็ยังผ่านไปได้ไม่นานนัก ตอนนั้นเซ็ทก็แสดงออกเต็มที่ว่าไม่ได้สนใจอะไรในตัวมิ้วเลย แถมยังบอกว่าจะไม่เข้าไปยุ่งด้วย แล้วทำไมมิ้วถึงได้ความจำสั้นซะยิ่งกว่าปลาทอง ยังจะทำตัวแบบนี้ไม่เลิกอีก“ไม่เป็นไร ทางเดินตั้งกว้าง ฉันก็ไม่คิดว่าจะมีใครเดินมาชนเหมือนกัน ถ้ายังไงเดี๋ยวช่วยเก็บนะ”เซ็ทนั้นแม้จะแอบจิกกัดอยู่กลายๆ แต่ก็ยังเก็บสีหน้าไม่ได้แสดงออกความรู้สึกใดเป็นพิเศษเพราะต้องรักษาภาพลักษณ์ตลอดเวลา แต่คิวนี่เบ้ปากมองบนแบบไม่ปิดบังตั้งแต่เห็นมิ้วแกล้งล้มแล้ว ทว่าเมื่อเซ็ทออกปากช่วยเขาที่ยืนอยู่ข้างๆ เลยก้มลงช่วยเก็บอีกแรง“ขอบคุณมากนะจ้ะ ทั้งคิวแล้วก็เซ็ทด้วย”“คราวหลังก็เดินระวังๆ บ้าง ไม่ใช่ชน ‘คนหล่อ’ เขาไปทั่ว ‘ไอ้นั่น’ เธอไม่สึกหรอแต่เดี๋ยวผู้ชายเขาสึกหมด ไม่ต้องพูดตรงๆ ก็เข้าใจมั้ง อีกอย่างเลิกมายุ่งกับเซ็ทได้แล้ว” แม้จะเบาเสียงลงแต่คิวก็ตำหนิแบบไม่ไว้หน้า ลูกเล่นชนแล้วอ่อยของมิ้วเนี่ยทำบ่อยจนเป็นมุกโบราณไปแล้ว เซ็ทได้ฟังก็ยิ้มๆ ช่วยว่าเสริมเบาๆ จนมิ้วหน้าเสีย“ตามนั้นแหละมิ้ว คราวหน้าเล่นมุกอื่นบ้างนะ มันซ้ำซาก”“...อะ-เอ่อ หมายความว่าไงเหรอ?” เธอว่าพลางเอียงคอเสแสร้ง น้ำตาคลอ “มิ้วต้องขอโทษด้วยที่เดินไปชน แต่มิ้วไม่ได้ตั้งใจนะ ทำไมต้องว่ามิ้วด้วยล่ะ?”เซ็ทละอยากจะเตะนางตกตึกดูสักที จะแสร้งเล่นบทนางเอกโง่หรือบทนางเอกโดนรังแกก็น่าจะเลือกสักอย่างไม่ใช่ว่าเอามาปนกันมั่ว คิดจะเล่นละครต่อหน้าคนที่เป็นพระเอกซีรี่ย์ยอดนิยมก็น่าจะเล่นให้มันเนียนๆ หน่อย แล้วอะไรคือการจะร้องไห้แต่ใช้แขนดันนม? ถ้าเซ็ทจะชอบสาวที่รูปร่างหรือหน้าตา คนในวงการที่สวยกว่าเซ็กซี่กว่ามิ้วมีเยอะแยะไป เด็กสิบหกที่ปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม นมแบน แถมยังทำตัวไร้ราคา เซ็ทไม่คิดจะแลหรอก...ผู้หญิงคนนี้นี่...โง่หรือบ้า?{แรงส์~}“อ่านนิยายให้น้อยลงหน่อยนะมิ้ว เพราะนี่มันโลกความจริงอะไรๆ มันไม่เป็นไปตามที่เธอคิดหรอก ฉันน่ะรู้นิสัยไปจนถึงสันดานเธอแล้ว อย่าแอ๊บให้เหนื่อยเปล่าเลย เธอคงไม่คิดว่าฉันจะลดตัวลงไปเอาเธอใช่มั้ย?”เซ็ทจงใจก้มเก็บชีทที่อยู่ไกลตัวกระซิบพอให้มิ้วได้ยินชัด ส่วนคิวที่อยู่ห่างหน่อยก็ได้ยินเช่นกัน แม้จะฟังยากแต่ก็จับใจความได้ คิวเลยเผลอส่งเสียงหัวเราะเยาะดังลั่น“เซ็ท!” มิ้วร้องออกมาด้วยความไม่พอใจจนแทบจะเป็นเสียงตะโกน ใบหน้าน่ารักขึ้นสีแดงก่ำด้วยความโกรธ แต่เซ็ทกลับยิ้มอย่างไม่รู้สึกรู้สา ราวกับเมื่อครู่ไม่ได้พูดเรื่องโหดร้ายออกไป มือหนายื่นชีทที่เก็บได้ส่งให้มิ้ว“หืม? เอ้านี่ชีทกับหนังสือของเธอ คราวหน้าก็เดินระวังๆ หน่อยนะ”“ฮึ่ย...ขอบคุณจ้ะ!”มิ้วกระชากชีทจากมือเซ็ท เสียงหวานสบถขอบคุณอย่างไม่พอใจ เธอลุกขึ้นแล้วหันหลังหนีทันที อย่างไรก็ตามคิวนั้นยังคงหัวเราะไม่หยุดจนเซ็ทต้องตบไหล่เรียกสติ“...ฮ่า...ฮ่า ...โทษๆ แบบว่า...มันตลกอ่ะ เห็นหน้ามิ้วเปล่า ยัยนั่นหน้าเหวอสุดๆ” คิวว่าเสียงขาดๆ หายๆ ใช้นิ้วปาดน้ำที่หางตาเซ็ทเห็นบูมยืนมองอยู่ไม่ไกล เลยหันกลับไปบอกลาคิวอีกหนแล้วเดินไปทางบูมเพื่อลงจากตึก ในจังหวะที่จะเดินผ่าน เซ็ทก็พูดพอให้ได้ยินกันแค่สองคน ซึ่งบูมก็ตอบกลับอย่างรวดเร็ว“ไม่ได้จะผิดสัญญานะ แต่ฉันมีภาพลักษณ์ต้องรักษา”“...เออ กูไม่ได้โง่”คำตอบของบูมไม่ได้สร้างความแปลกใจให้เซ็ท เพราะนั่นก็เป็นคำตอบที่ตรงตัวดี เซ็ทยิ้มมุมปากแล้วเดินออกจากตรงนั้นโดยไม่ได้พูดอะไรต่อ บูมเองก็ไม่ได้พูดเช่นเดียวกัน ตั้งแต่จบเรื่องที่สนามเทนนิสเซ็ทกับคิวก็ไม่ได้คุยกับบูมอีกเลย พูดได้ว่าถ้าไม่มีเรื่องอะไรพวกเขาก็แทบไม่มองหน้ากันเลยด้วยซ้ำไป ทุกวันนี้บูมก็ทำตัวไม่ต่างจากราชสีห์เดียวดาย ไม่ยุ่งกับใคร ไม่ให้ใครยุ่ง ไม่ต้องมีลูกน้องคอยเกาะกลุ่ม ไม่ต้องคอยเดินตามมิ้ว ทั้งยังไม่เข้ามาหาเรื่องเซ็ทอีก มองอีกมุมก็ทำเหมือนไม่มีตัวตนด้วยซ้ำไปดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างเซ็ทกับบูมหากจะเรียกว่ามิตรภาพก็คงเรียกได้ไม่เต็มปาก เรียกว่าเพื่อนร่วมชั้นธรรมดาที่ต่างคนต่างอยู่โดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้กันและกันคงถูกต้องมากกว่า ...จากอดีตทุกอย่างที่ผ่านมาเรื่องราวระหว่างเซ็ทและบูมมันไม่ได้สวยงามน่าจดจำ เมื่อก่อนนั้นแม้แต่คำว่าเพื่อนก็ยังไม่ใช่ เพราะฉะนั้นในตอนนี้ความสัมพันธ์ห่างๆ แบบไม่ได้เกี่ยวข้องกันแต่ก็ไม่ได้ทะเลาะ ถือได้ว่าอยู่ในจุดที่พอเหมาะพอดีแล้วล่ะ
เซ็ทเดินไปที่ห้องประธานที่ไม่ต่างจากบ้านหลังที่สองของตัวเอง เขาทักทายสนิทสนมกับคุณเลขาอยู่สองสามประโยค ก่อนจะเดินเข้าไปนั่งรอเจ้าของห้องในห้องได้ตามสะดวก“จะไปตามท่านประธานให้นะครับ เซ็ททำตัวตามสบายได้เลย”เซ็ทที่ได้รับอนุญาตให้ทำตัวตามสบายถือวิสาสะเปิดตู้เซฟลวงของลุงโชค สองมือกวาดขนมและของกินเล่นที่ประธานของบริษัทตุนเอาไว้ออกมาวางบนโต๊ะยาว ระหว่างรอเซ็ทก็แกะถุงขนมออกมากินเรื่อยๆ จนตู้เซฟที่มีขนมอัดแน่นเหลืออยู่น้อยนิด ถังขยะที่อยู่ข้างโต๊ะก็เต็มไปด้วยห่อขนมจนแทบล้นแต่ขนมทั้งหมดไม่ได้ลงท้องเซ็ทไปซะทุกอย่างหรอก เพราะมากกว่าครึ่งเข้ากระเพาะของอเล็กซ์ที่กระโดดออกจากกระเป๋าแล้วมุดเข้าห่อขนมโดยที่เซ็ทยังไม่ทันตั้งตัว“มุกิ้วววว~”·เจ้าจิ้งจกตัวน้อยร้องขณะที่ปากก็งับขนมขบเคี้ยวเข้าปากตุ้ยๆ กินอย่างเอร็ดอร่อยจนเซ็ทห้ามมันไม่ลง ได้แต่ปล่อยให้เจ้าจิ้งจกจอมตะกละแย่งขนมส่วนของตัวเองไปกิน{กินแต่ของไร้ประโยชน์อีกแล้วนะเซ็ท}“เอาน่า แค่นี้เอง ขนาดแม่อรยังไม่บ่นมากเท่านายเลยนะโร นี่อเล็กซ์ก็กินนะ ไม่บ่นมันบ้างล่ะ”{แม่อรเห็นการใช้ชีวิตของคุณแบบที่ผมเห็นซะที่ไหนเล่า แล้วสัตว์เลี้ยงใครก็ดูแลเองสิ}หลายสิบนาทีต่อมาประตูห้องก็ถูกเปิดออกด้วยฝีมือเจ้าของห้อง“เลขาบอกไว้แล้วว่าเอ็งมาถึงแล้ว โทษที พอดีติดธุระนานไปหน่อย ท่านนี้คือคุณ ‘ยิ่งยง’ ผู้กับกำภาพยนตร์ที่จะเข้ามาคุยเรื่องบทที่เอ็งได้เล่น”ลุงโชคที่เดินนำผู้ชายคนหนึ่งเข้ามากล่าวแนะนำคนที่อยู่ข้างกัน เซ็ทรีบยืนขึ้นแล้วยกมือไหว้อย่างมีมารยาท ส่วนขนมทั้งหลายถูกกวาดลงใต้โต๊ะตั้งแต่ที่เซ็ทได้ยินเสียงฝีเท้าดังอยู่หน้าห้อง ภาพเซ็ทนั่งๆ นอนๆ หยิบขนมเข้าปากจึงไม่มีใครเห็นแน่นอน“...มุกิ้ว กิ้ว”แน่นอนว่าเจ้าอเล็กซ์ที่นอนแอ้งแม้งอยู่ในถุงขนมสักถุง ก็โดนกวาดลงไปเช่นกัน จิ้งจกสีฟ้าพองแก้มด้วยความไม่พอใจ แต่เพราะค่อนข้างเข้าใจสถานการณ์ เจ้าตัวเลยนอนกินขนมอยู่ในถุงต่อไป ยังไงๆ เดี๋ยวเซ็ทก็ต้องพามันออกไปด้วยอยู่ดี“สวัสดีครับ ผมเซ็ท อคิราห์ ยินดีที่ได้พบคุณยิ่งยงผู้กำกับมือทอง ผมชื่นชมผลงานของคุณมาตั้งนานแล้ว รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่คุณไว้วางใจให้ผมเล่นบทสำคัญของภาพยนตร์เรื่องใหม่นี้ครับ” เซ็ทยิ้มบาง ออกปากอวยเบาๆ แล้วจึงวางตนอยู่ในจุดที่เหมาะสม ความสุภาพและอ่อนน้อมทำให้คนที่ได้พบเห็นรู้สึกเอ็นดู“ยินดีที่ได้พบคลื่นลูกใหม่ที่น่าจับตามองอย่างนายเช่นกัน หวังว่างานที่ทำร่วมกันในครั้งนี้จะดีไม่ต่างจากซีรี่ย์เรื่องโลกสีดำนะ”“ผมจะพยายามเต็มที่ไม่ต่างกันครับ” ถึงจะถูกกดดันล่วงหน้า แต่เซ็ทก็ยิ้มอย่างไม่เกรงกลัว หลังจากแนะนำตัวกันพอประมาณ ลุงโชคก็เชิญคุณยิ่งยงให้นั่งที่โซฟาที่อยู่ตรงกันข้าม บทภาพยนตร์เล่มหนาถูกผู้กำกับมือทองเลื่อนมาวางลงบนโต๊ะ “บทภาพยนตร์ฉบับสมบูรณ์ที่ทางเราปรับแก้ทั้งหมดแล้ว เพราะว่ามันเป็นเรื่องจากนวนิยายชื่อดังของทางญี่ปุ่นกว่าจะได้บทแบบที่ทางนั้นยอมขายสิทธิ์ในการสร้างให้ก็กินเวลาไม่น้อยเชียว”ลุงโชคและเซ็ทรับฟังคำอธิบายในขณะที่หยิบบทที่ถูกวางไว้เบื้องหน้าขึ้นมาเปิดดู ในช่วงหน้าแรกมีเรื่องย่อฉบับเต็มให้อ่าน เซ็ทจึงเริ่มอ่านจากส่วนนั้นก่อน ที่ต้องอ่านเรื่องย่อก็เพราะว่าเซ็ทยังไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้แม้แต่น้อยยังไงล่ะ ...อย่าติว่าเซ็ทขี้เกียจเลย ก็แค่ช่วงนี้งานเบื้องหลังมันเยอะจนไม่ค่อยว่างสักเท่าไหร่ภาพยนตร์รักโรแมนติกเรื่อง ‘You’re my everything เธอที่เข้ามาเติมเต็ม...’ บอกเล่าถึงชีวิตในรั้วมหาลัยของนักศึกษาสองคน คือพระเอกและนางเอก ที่เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องร่วมคณะดุริยางคศิลป์พระเอกของเรื่องเป็นคุณชาย บ้านมีฐานะร่ำรวย ทว่าเนื่องจากอุบัติเหตุเมื่อครั้งยังเด็กได้พรากชีวิตพ่อและแม่ของเขาไป เขาเองแม้จะยังมีชีวิตอยู่แต่ก็บาดเจ็บสาหัสจนใบหน้าหล่อๆ ไม่สามารถแสดงอารมณ์ใดๆ ออกมาได้อีก ทำได้แค่หน้าตายด้าน ขยับปากแบบทื่อๆ และเขายังไม่สามารถพูดได้อีกด้วยจากพื้นเพในส่วนนี้คือสาเหตุที่ทำให้บทพระเอกเป็นบทที่ท้าทายอย่างมาก เพราะการสื่อสารต้องทำผ่านสายตาและเสียงดนตรี หากจะสนทนาก็มีเพียงข้อความที่ไร้เสียงพูด “เรื่องดนตรีเซ็ทคงไม่มีปัญหาใช่มั้ย?”“ผมคิดว่าผมเล่นได้ไม่น่ามีปัญหาครับ” เซ็ทตอบรับอย่างหนักแน่นก่อนจะก้มหน้าอ่านบทคร่าวๆ ต่อ ในขณะเดียวกันลุงโชคก็ช่วยพูดเสริม“ไม่มีปัญหาแน่นอนคุณยิ่งยง ฝีมือการเล่นดนตรีของเซ็ทได้รับการรับรองโดยฝนแล้ว”{ได้รับทักษะเกี่ยวกับดนตรีจากระบบไร้ประโยชน์มาแล้วอีกต่างหาก ถ้ามีปัญหาสิถึงแปลก}‘ฉันได้ทักษะอะไรแบบนั้นมาด้วย?’{ได้มาครับ เซ็ทไม่รู้ก็เป็นเรื่องปกติ เคยสนใจของรางวัลภารกิจซะที่ไหน ทุกวันนี้ก็แค่ทำภารกิจให้เสร็จๆ ไป ได้อะไรมาก็มีแต่ผมที่ต้องคอยตามตรวจสอบ} โรบ่นอุบอิบเซ็ทปล่อยให้โรบ่นไปตามสะดวก เขายังคงก้มหน้าอ่านบท ตัวเอกอีกคนคือนางเอกที่วางลักษณะนิสัยไว้ไม่ต่างจากนางร้ายเท่าไหร่ หญิงสาวรุ่นน้องของพระเอก เป็นหญิงสาวหน้าตาดีฐานะปานกลางแต่เพราะคบเพื่อนไฮโซเลยทำตัวไฮโซ ปากไว ใช้เงินเป็นน้ำตามเพื่อน เพื่อนว่าอะไรก็เออออตามไปซะทุกอย่างแรกๆ นางเอกเป็นคนเข้ามาทำความรู้จักกับพระเอกเพราะแพ้เกมส์ลงโทษ กลางๆ เรื่องเมื่อเธอได้รู้ว่าพระเอกรวยมากเธอจึงเริ่มเข้าหาพระเอกเพราะผลประโยชน์ และในท้ายที่สุดก็รักพระเอกด้วยใจจริง...เซ็ทอยากจะมองบนใส่ คนที่เข้าหากันเพราะเงินจะไปมั่นใจในความจริงใจที่มีให้ได้ยังไง?ตัวพระเอกถึงจะหน้านิ่งพูดไม่ได้แต่ก็ไม่ใช่คนโง่ เขารู้ถึงเป้าหมายของนางเอกแต่ก็ยอมเล่นตามน้ำเพราะคิดว่านางเอกเป็นคนพิลึกและตลกดี เขาชอบที่นางเอกพาไปตะลอนๆ ตามร้านข้างทางเพราะงบในกระเป๋าไม่มี ยังไงก็ตามถึงเขาจะรู้ว่านางเอกกำลังใช้ชีวิตแบบมากปัญหา เขาก็ยังมอบเงินก้อนให้เป็นบางครั้ง แต่ในขณะเดียวกันเขาก็จะคอยตักเตือนและชี้นำให้เธอกลับมาในทางที่ถูกที่ควรในท้ายที่สุดอยู่ดีนางเอกชอบเข้าไปก่อกวนตอนพระเอกซ้อมดนตรีไม่ต่างจากเด็กที่ชอบเล่นซน จากนั้นก็จะชอบฟังพระเอกเล่นดนตรีอย่างเคลิบเคลิ้ม บางเวลาก็จะเข้าไปร่วมเล่นดนตรีร้องเพลงไปด้วยกันเป็นความน่ารักที่ถือเป็นหัวใจหลักของเรื่องได้เลยอย่างไรก็ตามตอนจบเรื่องนี้อาจจะไม่ได้สุขนิยมนักเพราะพระเอกตาย บาดแผลเรื้อรังที่ได้รับจากอุบัติเหตุเมื่อสมัยเด็กทำให้ร่างกายเขาอ่อนแอ การที่ได้ใช้ช่วงเวลาหนึ่งปีร่วมกับนางเอกก่อนตายถือเป็นช่วงเวลาที่ดูจะมีความหมายที่สุดสำหรับเขา ทว่าเขาก็ไม่ได้ยกมรดกของที่บ้านอะไรไว้ให้เธอ เขาโอนกรรมสิทธิ์ให้กับญาติ เงินส่วนหนึ่งก็บริจาค สิ่งที่เขาทิ้งไว้ให้นางเอกมีเพียงโน้ตเพลงเปียโนที่เขาแต่งกับจดหมายเท่านั้น“จริงๆ แล้วทางผมค่อนข้างชอบเนื้อเรื่องมากนะครับ เพียงแต่ดูแล้วน่าจะมีปัญหาเรื่องกระแสและความนิยม เกรงว่าคงติดตลาดยากพอควร” ลุงโชคกล่าว เพราะเรื่องราวของภาพยนตร์นั้นเรียบง่าย ไม่ได้หวือหวาอะไร ในขณะเดียวกันนอกจากขายบทหนังก็ขายเพลงประกอบ เพราะตลอดเรื่องพระเอกต้องเล่นเพลงที่แต่งเองให้นางเอกฟังไม่ต่ำกว่าสี่เพลง จากทุกองค์ประกอบข้างต้นบทตัวเอกที่เซ็ทเล่นถือได้ว่าสำคัญที่สุดในเรื่องเลยทีเดียว“เราเลยต้องการนักแสดงที่เก่งพอจะทำให้คนดูอินตาม และมีชื่อเสียงมากพอจะดึงดูดแฟนคลับให้ได้แน่ๆ ยังไงล่ะครับ จะว่าไปทางเซ็ทก็ยังไม่ได้ประกาศชื่อแฟนคลับใช่มั้ย?”การเจรจาเพื่อเซ็นต์สัญญาถึงจะจบไปนานแล้ว แต่จิตวิทยาในการสนทนาไม่ได้จบแค่เซ็นต์สัญญาเสร็จซะที่ไหน “ครับ ทางบริษัทต้องการให้ประกาศช่วงออกซิงเกิ้ลใหม่น่ะครับ” เซ็ทที่โดนลากเข้าวงสนทนาเงยหน้าตอบ “รู้มั้ยว่าเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ คุณฝนตกลงจะเป็นคนช่วยแต่งให้ ดังนั้นนายก็ต้องมาซ้อมกับคุณฝนเธอล่ะนะ”“โห ผมต้องโดนเคี่ยวหนักแน่ๆ ครับ” เซ็ทว่าพลางกลั้วหัวเราะ ยังไงเซ็ทก็ซ้อมร้องซ้อมดนตรีกับครูฝนตลอด การที่ต้องไปซ้อมกับเธออีกจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเซ็ท“คุณยิ่งยงจะประกาศเรื่องหนังเรื่องนี้เมื่อไหร่อย่างงั้นเหรอ?” ลุงโชคถามย้ำคำถามเดิมที่เคยถามไปแล้ว เพราะต้องการความแน่นอนในการจัดตารางเวลาให้เซ็ท“ใกล้ๆ จะเข้าโรงนั่นแหละครับ ถ้าไม่ได้มีปัญหาอะไรขัดข้องก็จะเป็นไปตามตารางที่เคยส่งให้คุณโชคทั้งหมดเลย”เซ็ทคอยฟังการสนทนาระหว่างเสือสองตัวที่ดูเชิงกันไปดูเชิงกันมา ราวกับกำลังระแวดระวังไม่ให้ตัวเองต้องเสียผลประโยชน์ให้อีกคน ผ่านไปเป็นชั่วโมงทีเดียวกว่าการสนทนาครั้งนี้จะสิ้นสุดลง“ถ้ายังไงเซ็ทเล่นดนตรีให้ฟังสักเพลงได้มั้ย?”คำขอของผู้กำกับมือทองของคุณยิ่งยงไม่ใช่เรื่องเหนือบ่ากว่าแรง แต่ยังไงก็ตามเซ็ทก็หันไปขอคำอนุญาตจากลุงโชคที่มีอำนาจมากกว่าตัวเอง พอลุงโชคพยักหน้า เซ็ทจึงได้หันกลับไปตอบตกลง“แน่นอนครับ”“มีห้องดนตรีอยู่ข้างล่าง ไปฟังกันที่นั่นก็แล้วกันนะ”สามหนุ่มสามช่วงวัยจึงย้ายถิ่นฐานจากห้องประธานเป็นห้องซ้อมดนตรีเดี่ยว เซ็ทแสดงฝีมือบรรเลงเพลงเศร้าที่สะเทือนอารมณ์ในขณะที่สีหน้านิ่งเฉย ประหนึ่งว่ากำลังสวมบทบาทพระเอกภาพยนตร์ที่ต้องได้เล่น แม้ใบหน้าเรียบนิ่งไร้อารมณ์ แต่ดวงตานั้นกลับมีประกายของความเจ็บปวด แต่เพราะว่าพูดออกมาไม่ได้ จึงได้แต่สื่อผ่านบทเพลงคุณยิ่งยงที่ได้ผลลัพธ์ที่น่าทึ่งจากการลองเชิงหัวเราะอย่างอิ่มเอม เรียกได้ว่าเขาพึงพอใจอย่างมาก ถึงจะรู้มาว่าเซ็ทเล่นดนตรีเก่งคุณฝนยังยอมรับ แต่มันก็ไม่น่าเชื่อเท่ากับได้ยินกับหู ได้มาเห็นกับตา...เขาเห็นฉากจบของภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว มันต้องเป็นหนังรักที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่คนจะเคยดูมาแน่“ผมแทบอดใจรอวันถ่ายทำไม่ได้เลย ไว้เจอกันใหม่วันเวิร์กช็อปนะเซ็ท”“ครับ ขอฝากตัวล่วงหน้าไว้ด้วย”เซ็ทได้สนทนากับคุณยิ่งยงอีกหลายประโยคก่อนที่อีกฝ่ายจะขอตัวลากลับ เซ็ทก็ได้ฤกษ์เริ่มมหกรรมการซ้อมหนักเพื่อเตรียมถ่ายทำเอ็มวีเพลงซิงเกิ้ลใหม่อีกครา“ตารางถ่ายทำเอ็มวีเรียบร้อยละนะ เตรียมถ่ายไว้ได้เลย”“ลุงโชค...คือช่วงก่อนปีใหม่มันควรจะเป็นช่วงที่ว่างนะลุง ทั่วบ้านทั่วเมืองเขาก็หยุดยาวกันทั้งนั้น”“ให้หยุดช่วงคริสต์มาสแล้ว ได้แค่นั้นแหละ ตารางเอ็งมันยุ่งจนพวกที่เข้าวงการมาก่อนยังอิจฉา แล้วจะเอาเวลาไปไหนไปหยุดทำงานได้กัน” ลุงโชคชี้แจงแถลงไข ไม่ได้สนเลยว่าเซ็ทจะมีใบหน้างอหงิกขนาดไหน “ถ้าอยากจะใช้เวลากับครอบครัว ก็พาครอบครัวเอ็งไปดูการถ่ายเอ็มวีด้วยซะเลยสิ จะจองบ้านพักเพิ่มไว้ให้”“พาไปได้?” เซ็ทถามด้วยความแปลกใจ เพราะงานแบบนี้ปกติแล้วจะไม่อนุญาตให้คนนอกเข้ามาเกะกะ อีกทั้งยังเสี่ยงทำความลับระหว่างที่งานยังไม่ออกรั่วไหล“ได้ แต่ต้องเก็บเรื่องงานไว้เป็นความลับ”“โอเค งั้นจะกลับไปถามที่บ้านก่อนว่าจะไปมั้ย”“ถามทำไม ยังไงพ่อแม่กับน้องสาวเอ็งก็ไปด้วยอยู่แล้ว” ลุงโชคว่าแบบไม่ต้องคิด เจ้าตัวกระดิกนิ้วเรียกเลขาให้ไปจัดการเตรียมสถานที่เพิ่มไว้ได้เลย“ขอบคุณนะลุง” เซ็ทว่ายิ้มๆ ลุงโชคก็ยิ้มตอบกลับ มือหนายกขึ้นขยี้เส้นผมบนศีรษะของหลานตัวแสบอย่างอารมณ์ดี“ไม่เป็นไรเจ้าหลานชาย”
‘อดีตเป็นบทเรียนของปัจจุบัน เคยทำผิดพลาดเรื่องอะไรก็นำมาปรับแก้ อย่าปล่อยให้เสียเปล่า’
----------------------------พิเศษไม่ติดเหรียญสำหรับขึ้นเล่มสามคร้าบบบ //จุดพลุ ไม่เคยพิมพ์นิยายยาวขนาดนี้มาก่อนเลยขออภัยที่แมวมาสายมากสำหรับตอนนี้ สำหรับคนที่ติดตามเพจแมวจะเห็นแมวแจ้งไว้ก่อนแล้ว ชื่อเพจ อุ้งเท้าแมว (ไปติดตาม พูดคุย หรือทวงนิยายกับเเมวได้นะคะ) เรื่องก็คือวันนี้แมวโดนป๊าลากไปหาหมอตอนกำลังพิมพ์นิยายเลย โดนฉีดยาไปหนึ่งเข็ม //ปวดก้นส่วนบนใกล้ๆ เอว ปวดมากจนแทบนั่งไม่ลง (แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมฉีดที่ตูด ปกติถ้าโดนจะฉีดที่แขน หรือเขาเข้าใจว่าแมวยังเด็ก //ชมตัวเองว่าหน้าเด็กก็ได้นะ ถถถ) แล้วแมวก็ได้ยามาอีกถุงใหญ่ๆ ทุกคนอย่าลืมดูแลสุขภาพน้า ไม่งั้นอาจจะได้เจ็บก้นเหมือนแมว เรื่องของมิ้วมันยังไม่จบง่ายๆ หรอกจ้า นางยังมีบทให้ด่าเล่นอยู่ สำหรับคนที่อยากเห็นสามสหาย คงยาก อย่างที่อธิบายเลยว่าความสัมพันธ์ระหว่างบูมและเซ็ทในอดีตมันค่อนข้างจะแย่ และมันก็ส่งผลต่ออนาคตด้วย แค่เขาไม่ตีกันตายก็ดีแล้ว หนังเรื่องใหม่พอให้เขียนนิยายได้อีกเรื่องมาอีกแล้วจ้า อยากจะเห็นเป็นหนังจริงๆขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ติดตามอ่านกันมาจนเข้าเล่มสามได้ ขอบคุณที่ช่วยเปย์และให้กำลังใจ คอยแนะนำติชมแล้วช่วยแมวเช็คคำผิดกันอยู่เรื่อยๆ ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง ขอบคุณจริงๆ นะคะ รักทุกคนนะ 爱你们呀 เมี้ยวววว~