“ปล่อยมือจากเด็กคนนั้นซะ” เสียงที่ดังขึ้นด้านหลังทำให้ชายหน้าบากและชายหัวโล้นคู่นี้หันกลับไปมองในทันที
แต่เมื่อพวกเขาพบว่าเป็นเพียงชายหนุ่มที่ดูไม่มีพิษมีภัยคนหนึ่ง ชายหน้าบากจึงได้เอ่ยขู่ออกมา
“ถ้าไม่อยากเจ็บตัว ก็อย่ายุ่งจะดีกว่านะ”
“นั่นสิพี่ชาย เอาตัวมาแลกกับเด็กเร่ร่อนคนหนึ่งมันไม่คุ้มหรอกนะ” ชายหัวโล้นพูดเสริมพยายามหว่านล้อมไม่ให้ชายคนนี้เข้ามายุ่ง
“บอกให้ ปล่อยมือจากเด็กคนนี้ซะ” ชายหนุ่มคนนี้เอ่ยขึ้นอีกครั้งโดยไม่เปลี่ยนสีหน้าแม้แต่น้อย
ชายหน้าบากที่ได้ยินแบบนี้ก็ปล่อยมือออกจากคอเสื้อของจางเหว่ยในทันที ก่อนที่จะหันกลับมามองชายแปลกหน้าคนนี้ด้วยสายตามุ่งร้าย
“ในเมื่อยุ่งไม่เข้าเรื่องก็อย่าหาว่าใจร้ายละกัน” ชายหน้าบากพูดก่อนจะหันไปส่งสัญญาณให้ชายหัวโล้น
ชายหัวโล้นเมื่อได้รับสัญญาณก็ไม่รีรอ รีบพุ่งตัวออกไปออกหมัดใส่ชายแปลกหน้าคนนี้ในทันที
ชายแปลกหน้าคนนี้ไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัวหรือร้อนรนแม้แต่น้อย แต่กลับยืนนิ่งปล่อยให้หมัดของชายหัวโล้นคนนี้พุ่งเข้ามาหาตัวเอง
ชายหัวโล้นที่เห็นว่าชายหนุ่มคนนี้ยืนนิ่งก็ยิ้มขึ้นอย่างได้ใจ คิดว่าชายแปลกหน้าคนนี้คงกลัวจนขยับไปไหนไม่ได้
แต่ในขณะที่หมัดของชายหัวโล้นกำลังจะได้สัมผัสกับใบหน้าของหนุ่มแปลกหน้านั้น ชายหนุ่มคนนี้เพียงโยกหัวเล็กน้อยก็สามารถหลบหมัดของชายหัวโล้นได้อย่างง่ายดาย ก่อนที่เขาจะชกหมัดอีกข้างสวนกลับไปที่ท้องของชายหัวโล้นเข้าอย่างจัง
ผัวะ!!
อ๊อก!
เพียงแค่หมัดเดียวชายหัวโล้นคนนี้ก็ล้มตัวนอนงอลงไปบนพื้นด้วยความจุกในทันทีและเหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น
ชายหน้าบากที่เห็นคู่หูตัวเองนอนหมดสภาพลงไป ก็มีสีหน้าเคร่งเครียดจริงจังขึ้นมาในทันที ดูท่าชายแปลกหน้าตรงหน้ามันจะไม่ได้ดูธรรมดาอย่างที่เห็นซะแล้ว
มันจึงไม่ลังเลหยิบมีดสั้นที่เก็บเอาไว้ข้างกายออกมา
“ฉันขอเตือนอีกครั้งนะ ว่าอย่ายุ่งจะดีกว่า” ชายหน้าบากพูดขู่ขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมใช้มีดชี้มาทางชายแปลกหน้าคนนี้
แต่ชายแปลกหน้าคนนี้กลับเดินเข้าไปหาชายหน้าบากโดยไม่ได้รู้สึกกลัวกับคำขู่ของชายหน้าบากแม้แต่น้อย
“งั้นก็ตายซะ” เมื่อเห็นชายแปลกหน้าไม่สนใจคำขู่ของตนเอง ชายหน้าบากก็ตัดสินใจแทงมีดไปที่ลำตัวของชายแปลกหน้าคนนี้ทันที
ชายแปลกหน้าก็ไม่ได้ตื่นตระหนกเช่นเคย เขาเพียงแค่เบนตัวออกไปด้านข้าง มีดที่ชายหน้าบากแทงเข้ามาหาเขาจึงได้แทงไปยังอากาศอันว่างเปล่าแทน
หลังจากนั้นชายแปลกหน้าก็ใช้มือของตัวเองจับไปที่ข้อมือที่ถือมีดของชายหน้าบากพร้อมบิดมันจนชายหน้าหน้าบากต้องปล่อยมีดล่วงตกพื้น ก่อนที่ชายแปลกหน้าจะดึงชายหน้าบากเข้าหาตัวพร้อมยกเข่าของเขาแทงไปที่ท้องของชายหน้าบากเต็มแรง
“อ๊อก!” ชายหน้าบากอุทานขึ้นด้วยความเจ็บปวด
ยังไม่ทันที่ชายหน้าบากจะหายเจ็บ เขาก็ถูกชายแปลกหน้าคนนี้ถีบนอนลงไปบนพื้น
ตุบ!
ชายหน้าบากหมดสภาพจะสู้ต่อเพราะความจุกในทันที
เมื่อเห็นโจรทั้งสองไม่สามารถตอบโต้อะไรเขาได้อีก เขาจึงหันไปมองสำรวจจางเหว่ย ก่อนจะพบว่าแก้มทั้งสองข้างของเด็กคนนี้บวมแดงเหมือนโดนตบมา
เขาจึงได้ก้มลงไปกระชากคอเสื้อของชายหน้าบากขึ้นมา
“แกตบหน้าเด็กไปกี่ครั้ง!?” เขาถามขึ้น
“สะ...สะ….สอง” ชายหน้าบาก พยายามแค่นเสียงตอบออกมา เขาไม่กล้าโกหกชายคนนี้แม้แต่น้อย
เพี๊ยะ!! เพี๊ยะ!!
เมื่อชายแปลกหน้าได้ยินแบบนี้จึงตบไปที่หน้าของชายหน้าบากสองทีโดยไม่ออมแรงแม้แต่น้อย ทำให้ชายหน้าบากถึงกับเลือดกบปากในทันที
“รีบไสหัวไปซะ ก่อนที่จะไม่มีโอกาส” ชายแปลกหน้าพูดขึ้นเมื่อหมดธุระกับโจรสองคนนี้แล้ว
แม้จะยังรู้สึกจุกอยู่ แต่ชายหน้าบากก็รีบลุกขึ้นมา ก่อนที่จะรีบไปช่วยพยุงชายหัวโล้นเพื่อนของตนขึ้นเพื่อที่จะหนีออกไปจากที่นี่
“เดี๋ยวก่อน”
เสียงที่ออกมาจากปากของชายแปลกหน้าทำให้เท้าที่กำลังก้าวออกไปของทั้งคู่หยุดลงในทันใด
“ถ้าฉันเห็นพวกแกมาวอแวกับเด็กคนนี้อีก ฉันรับรองได้ว่าฉันจะหักขา หักแขน ของพวกแกแน่ ได้ยินใช่ไหม” ชายแปลกหน้าขู่ขึ้นมา
ชายหน้าบากและชายหัวโล้นต่างก็รีบพยักหน้าออกมา ก่อนที่จะรีบวิ่งจากไปโดยไม่เหลียวหลังกลับมามองแม้แต่น้อย
เมื่อแน่ใจว่าทั้งสองคนนั้นจากไปแล้ว ชายแปลกหน้าจึงได้หันมาพูดกับจ่างเหว่ย
“ไอ้หนู เป็นอะไรรึเปล่า” ชายแปลกหน้าถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง
ชายแปลกหน้าคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน เขาก็คือคนที่หินสั่งให้ผู้พันเฉินส่งมาคุ้มครองจางเหว่ยนั่นเอง
หน่วยคุ้มครองของผู้พันเฉินนั้นต่างก็เป็นทหารที่ถูกฝึกพิเศษมาเป็นอย่างดี ดังนั้นการจะรับมือกับโจรกระจอกทั่วไปสองคนจึงไม่มีปัญหาแม้แต่น้อย
นี่เป็นโชคดีของจางเหว่ยที่หินคิดอย่างรอบคอบว่าอาจจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้จึงได้ขอคนจากผู้พันเฉินมาคุ้มครองจางเหว่ย ถ้าหินไม่ได้ส่งคนมาคุ้มครองจางเหว่ยบางทีมันอาจจะไม่ได้จบที่จางเหว่ยถูกโจรตบก็เป็นได้
ดูเหมือนคำถามของชายแปลกหน้าคนนี้จะไม่เข้าหูของจางเหว่ยเลย เพราะตอนนี้จางเหว่ยกลับให้ความสนใจไปที่เศษอาหารตรงหน้าของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเศษขาหมูตุ๋นน้ำแดงที่หลงเหลืออยู่
“ทำไมล่ะ….ทำไมถึงเป็นแบบนี้….? ” จางเหว่ยพึมพำขึ้นมา
ขาหมูตุ๋นน้ำแดงคือเมนูที่แม่เขาสั่งทุกครั้งเวลาไปที่ภัตตาคารนั่นและจางหวู่ก็ชอบกินขาหมูตุ๋นน้ำแดงนี่ด้วยเช่นกัน
ตอนนี้เขามีโอกาสได้ทานมันอีกครั้งและน้องของเขาก็กำลังจะมีโอกาสได้ทานมันอีกครั้งเช่นกัน แต่แล้วโอกาสนี้ก็ได้มลายหายไปจนสิ้น
อาหารดีๆ ที่น้องของเขากำลังจะได้ทานในรอบสองปีกลับถูกเททิ้งลงบนพื้นอย่างไม่ไยดี
“นี่ไอ้หนู… เป็นอะไรรึเปล่า? ” ชายแปลกหน้าพยายามเอ่ยเรียกจางเหว่ยขึ้น เขาเองก็รู้สึกผิดเช่นกันที่มาช้า ถ้าหากเขามาเร็วกว่านี้เหตุการณ์มันคงจะไม่เลยเถิดมาขนาดนี้
“ผมไม่เป็นอะไรหรอก ขอบคุณพี่ชายมาก” จางเหว่ยตอบออกมา แม้ท่าทางของเขามันจะสวนทางกับคำพูดก็ตามที
“….” ชายแปลกหน้าคนนี้เงียบลงทันที เขาได้รับหน้าที่ให้คุ้มกันเด็กคนนี้ แต่กลับมาช้า ดังนั้นคำพูดขอบคุณจากเด็กคนนี้ เขาไม่สมควรได้รับมันแม้แต่น้อย
“ให้ฉันเดินไปส่งไหม..? ” ชายคนนี้ถามออกมา อย่างน้อยๆ ถ้าเขาได้เดินไปส่งมันจะทำให้เด็กคนนี้ปลอดภัยแน่ๆ
“ไม่ต้องหรอก” จางเหว่ยปฏิเสธออกมา เขาไม่ไว้ใจใครหน้าไหนทั้งนั้น โดยเฉพาะคนแปลกหน้าที่เขาไม่รู้จัก เขาไม่มีความจำเป็นต้องพาไปที่พักของเขา แม้ชายคนนี้เพิ่งจะช่วยเขาเอาไว้ก็ตาม
โลกแห่งความเป็นจริงนี้มันได้สอนบทเรียนหลายๆ อย่างให้กับจางเหว่ยและหนึ่งในบทเรียนนั้นก็คือ ไม่มีใครที่ทำดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ทุกคนที่เข้ามาทำดีกับเด็กเร่ร่อนแบบเขามีแต่หวังผลประโยชน์ทั้งนั้น
แม้ตอนนี้จางเหว่ยจะรู้สึก เศร้าเสียใจ โกรธแค้น ขนาดไหน แต่เขาก็ยังไม่ลืมว่ายังมีสิ่งที่ตนเองต้องทำ เขาต้องนำอาหารกลับไปให้น้องของเขาที่ไม่ได้ทานมาสองมื้อแล้วและอีกไม่กี่สิบนาทีข้างหน้าเขาก็ยังมีนัดกับหินอีกด้วย
ดังนั้นจังเหว่ยจึงเดินไปหยิบถุงยาและวิ่งจากไปในทันที
ตอนนี้เมื่อไม่มีอาหารแล้ว จางเหว่ยจึงจำเป็นต้องใช้เงินที่มีอยู่วิ่งไปซื้ออาหารมาให้น้องของเขาก่อนที่เขาจะไปพบหินตามที่นัดหมายเอาไว้...ณ ตรอกเล็กๆ แห่งหนึ่ง
ที่มุมหนึ่งของตรอกแห่งนี้กลับมีเพิงที่ถูกสร้างขึ้นมาจากเศษไม้และเศษขยะต่างๆ อย่างลวกๆ มองดูแล้วคล้ายกองขยะ แต่นี่มันคือสถานที่ที่ จางเหว่ยและน้องของเขาใช้อยู่อาศัย
เมื่อจางเหว่ยเดินเข้ามาถึงจึงได้เอ่ยเรียกจางหวู่ขึ้น
“จางหวู่ พี่กลับมาแล้ว” จางเหว่ยยิ้มเอ่ยขึ้น
“พี่จางเหว่ยเหรอ” น้ำเสียงเล็กๆ ที่ดูอิดโรยดังออกมาจากเพิงที่มีผ้ากั้นอยู่
“ใช่แล้วพี่เอง พี่ซื้อโจ๊กหมูมาให้เราด้วยนะ”
“จริงเหรอ!?” จางหวู่อุทานขึ้นด้วยความดีใจเพราะจะได้ทานอาหารแล้วหลังจากที่ไม่ได้ทานมาสองมื้อ
“จริงสิ รีบออกมาเร็ว”
สิ้นเสียงของจางเหว่ย จางหวู่ก็ค่อยๆ คลานลากตัวเองออกมาช้าๆ จากเพิงที่เขาอยู่
เด็กคนนี้มีแววตาสดใสแต่ร่างกายกลับดูซูบผอม ขาข้างหนึ่งของเด็กคนนี้ช้ำเขียวอันเนื่องมาจากกระดูกที่หักทิ่มแทงจนเกิดแผลอยู่ภายใน
แต่ถึงแม้จะเจ็บปวดเพียงไหนแต่จางหวู่กลับอดกลั้นเอาไว้ไม่แสดงมันออกมาให้พี่ชายตัวเองเห็น แค่จางเหว่ยต้องไปทำงานแลกอาหารมันก็หนักพออยู่แล้ว จางหวู่ไม่อยากให้จางเหว่ยเป็นห่วงตัวเองมากไปกว่านี้
“เจ็บขามากไหม? ” จางเหว่ยอดถามขึ้นมาไม่ได้เมื่อเหลือบไปเห็นขาที่เขียวคล้ำของน้องชายตัวเอง
“ไม่ค่อยเจ็บแล้ว” จางหวู่ยิ้มขึ้นตอบโกหกออกมา
จางเหว่ยรู้ว่าน้องชายของตัวเองกำลังโกหกเขา เขารู้ว่าน้องชายของเขาเจ็บและคงจะเจ็บมาก แต่ที่น้องเขาต้องโกหกเขาเพราะไม่อยากให้เขาเป็นห่วง มันจึงทำให้จางเหว่ยรู้สึกเจ็บปวดใจเป็นอย่างมาก
“นี่โจ๊กหมูร้านโปรดของเรา” จางเหว่ยเอ่ยขึ้นพลางแกะโจ๊กออกจากห่อยื่นให้จางหวู่
“กลิ่นหอมจัง” จางหวู่เอ่ยขึ้นด้วยความดีใจ ก่อนที่จะรับโจ๊กหมูจากจางเหว่ยมาทานด้วยความหิวโหย
“ทานเสร็จแล้วก็ทานยาด้วยนะ” จางเหว่ยพูดขึ้นพร้อมกับเตรียมยาและน้ำไว้ให้จางหวู่
“อือ” จางหวู่รับคำ ก่อนจะรีบตักโจ๊กคำต่อมาเข้าปากไป
.ในขณะเดียวกันสองพี่น้องคู่นี้ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าพวกเขาทั้งสองนั้นกำลังถูกแอบมองโดยใครบางคน
ภาพที่เด็กเร่ร่อนคนหนึ่งกำลังดูแลน้องชายของตนเท่าที่พี่ชายคนหนึ่งจะดูแลได้ทั้งหมดนี้ ตกอยู่ภายใต้สายตาของชายแปลกหน้าที่ได้เข้ามาช่วยจางเหว่ยเอาไว้
ใช่แล้ว หลังจากที่จางเหว่ยวิ่งจากเขามา เขาก็แอบสะกดรอยตามจางเหว่ยมาโดยที่จางเหว่ยไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย จนได้มาเห็นเหตุการณ์ที่อบอุ่นตรงหน้า
ท้ายที่สุดเขาก็ตัดสินใจที่จะหยิบวอสื่อสารของตัวเองขึ้นมาเพื่อรายงานเรื่องนี้ให้ผู้พันเฉินทราบ เพื่อที่จะให้ผู้พันเฉินนำไปรายงานให้หินฟัง
----------------------------------------------------------------
ทายกันผิดเต็มเลย