เสียงของวาโยตงจี้คอยกระพรี้รี่พุ่งใส่ กระทบกับใบหน้าอวบอิ่มของชายทุกคนที่ยืนขวางทิศทางของลม ใบหน้าของพวกเขาและข้าเริ่มแห้งกร้าน ไม่ว่าจะชายผู้ทรงม้าหรือชายผู้เดินดินต่างโดนพิษของลมหนาวนี้เข้าไปกันทุกคน ความกร้าวกร้านแตกพร่านของผิวหน้าเริ่มก่อเกิด ใบหน้าเริ่มขาวโพลนมีรอยสีขาวปรากฏบนใบหน้า
"ฟลิ่ว ฟลิ่ว!" เสียงของวาโยร่ายมนต์วาจาหนาวสั่นกำลังลอยลิ้วอยู่กับพวกเราทุกหมู่เหล่า
ข้าสังเกตอาการท่าทางของเหล่าทหารและไพร่พลต่างเริ่มอยู่สั่นๆ ไม่แข็งทื่อและดุดันเหมือนทุกครั้งแต่ก็ยังคงความแข็งแรง ดุดัน แววตาของพวกเขายังคงไม่ลดละ ไม่ต่างจากแววตาของบิดาข้าผู้ที่ดุดัน แข็งกร้าวในขณะเดียวกันก็ดูมุ่งมั่น หมายหวังเอาชนะศัตรูอริผู้รุกราน
กองนักรบและไพร่ที่ยืนอยู่บนพื้นดิน ใส่ชุดนักรบเหล็กไม่มีลวดายประดับประดาเหมือนกับพ่อข้า ข้าและขุนนางททรงม้าที่มาต่อสู้ร่วมกับพ่อข้า ทุกครั้งพ่อข้าจะไม่ปล่อยให้ข้าได้ว่างเว้นเสียยามโดยใช่เหตุ มีแต่เพียงการฝึกซ้อมกายและใจให้แข็งแกร่งดั่งภูผา เขี้ยวเข็นความร้อนเร้าอุราด้วยความดุดันจากพ่อ เป็การฝึกข้าโดยไม่คิดว่าข้าจะตาย
ความอ่อนแอไม่เคยปรากฏให้พ่อข้าได้เห็น แววตาความอ่อนโยนไม่เคยมีให้ข้าได้พบเจอ ั้แ่เล็กจนโตพ่อข้าไม่เผยด้านอ่อนแอของเขาให้ข้าเห็นเลยสักครั้ง มีแต่ด้านที่แข็งแกร่งจากแววตาดุดัน ร่างกายที่ยืนเที่ยงตรงทรงสง่า เห็นั้แ่ไกล จับรัศมีความเป็กษัตริย์ที่ทรงสง่าและมีเกียรติมากที่สุด
ความกลัวเข้าเล่นงานข้าในตอนนี้ ไม่ต่างจากเสียงลมตงจี้ที่โจมตีเข้ามาที่ผิวของข้า ความแซบซ่านของความหนาวเหน็บใน่ฤดูแบบนี้มันก็ทำให้ข้าแอบหวั่นเกรงศัตรูมิใช่น้อย "ท่านพ่อ ข้าเห็นว่า เราควรตั้งค่ายไฟ..." ข้าพยายามจะเกลี่ยมกล่อมท่านพ่อ ในขณะที่เราพึ่งเดินทางออกมาจากตัวเมืองได้ไม่พ่นขอบเขตการมองเห็น
พ่อข้าหันมามองข้า ชั่วพริบตาหนึ่งนั้น ข้าเห็นความอ่อนโยนที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความอ่อนแอของพ่อท่าน
"อืม" พ่อข้าเอามือมาบังอยู่เหนือคิ้วทั้งสองข้าง เงยหน้ามองท้องฟ้านานนับหนึ่งจิบชา (3 นาที) ข้าแหงนหน้ามองตามเห็นแต่ปลายหมอกขาวๆ ก้อนเมฆสีขาวๆโพลนลอยอยู่เต็มฟ้า ไม่มีท้องฟ้าสีฟ้าให้ข้าเห็น มีแต่เมฆาลอยละลิ้วให้ข้ารับรู้ว่า 'นี้คือการเข้าหน้าหนาวที่ไม่มีแสงอาทิตย์' "พ่อเกรงว่า ยามนี้จะไม่ใช่ยามดี ให้พวกเราออกไปจากตัวเมืองก่อนได้หรือไม่"
ข้าก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกผิดหวัง
"อย่าเสียใจไปเลย ลูกพ่อ เ้ายังต้องเรียนรู้อีกเยอะ นี้แค่ก้าวแรกขอการเป็ยอดนักรบที่สุดในดินแดนฮวานของพวกเรา" น้ำเสียงของพ่อข้าเริ่มจากอ่อนโยนกลับไปดุดัน ก้าวร้าวั้แ่เส้นเสียงผ่านแววตาที่ดุดัน ทำให้ข้าเริ่มคิดว่า สิ่งนั้นเต็มไปด้วยความกร้าวกราน อหิงสาที่ไม่ยอมสิโรราบให้กับอริศัตรูผู้หมายปลิดชีวิต
แววตาของเขาและความมุ่นมั่น แข็งแรงทางร่างกาย แผ่ซ่านความตั้งใจผ่านท่าทางและแววตาเ่าั้มาให้ข้าเห็นั้แ่ข้ายังเล็ก ทำให้ข้านึกไม่ออกเหมือนกันว่า 'ท่านปู่ของข้าฝึกฝนพ่อข้ามาอย่างไร ถึงมีความใจดีกับมิตรประชาราษฏและมีความมุ่งอาฆาตกับศัตรู' ข้าไม่ค่อยจะเข้าใจสักเท่าไหร่
แต่ก็มีข่าวลือไม่น้อยจากขุนนางที่เคยก่อการฏแต่ด้วยไหวพริบและปฏิภาณของพ่อข้าก็เหมือนจะคาดเดาและดูคนๆนั้นออกั้แ่แรก แต่คำพูดสุดท้ายของขุนนางชุดพื้นเมืองคนนั้นบอกกับข้าทั้งน้ำตาว่า 'นายน้อย พ่อท่านเป็คนไม่ดี ลอบปลงพระชนท่านปู่....'
แล้วหลังจากนั้นข้าก็ถูกนำตัวออกมาจากห้องพระโรงวันนั้นเป็ต้นมา แล้วพ่อข้าก็อุ้มข้าขึ้นมา พาข้าทรงม้าไปอยู่ที่อื่น ที่ที่ไม่ใช่สถานที่แห่งนี้ มีความซับซ้อนเกินจะหยั่งรู้ได้ แต่ข้าก็ได้แต่ไม่พูดและคิดเื่เ่าั้ เพราะข้าสนใจและรักเพียงแต่ ขลุ่ย อยากจะขับร้องเพลงทุกครั้งที่เห็นผู้คนล้มตา หลั่งคราบน้ำตา
หัวเมืองครั้งก่อนที่คิดต่อต้านพ่อข้า น้ำตาของพวกเขาอ้อนวอนขอชีวิตในความสำนึกผิด แต่ทว่า พ่อข้าก็ไม่มีความปราณีกับผู้ที่คิดคบค้ากับฏ ไม่เหลือซากเอาไว้ทำตน แต่กลับฆ่าให้ตายคาที่ตรงนั้น และความเคยชินเ่าั้ทำให้ข้ารู้สึกเห็นใจศัตรูพวกนั้นไม่น้อยไปกว่าห่วงประชาราษฏในเมืองตนเอง
แต่ถึงอย่างนั้นพ่อข้าก็ได้รับการขนานามจากประชาชนที่อยู่ใต้อาณัติ ไม่มีใครมาบังคับพวกเขา ทุกคนต่างพูดเป็เสียงเดียวกันว่า 'พระราชปวงชน ดุดัน เหี้ยมเหิม แต่ก็ใจกว้าง เมตตากับผู้ยากไร้ ไร้มิตรสหาย' ่หนึ่งหลังจากเกิดการ่ชิงอำนาจของเมืองทางทิศใต้ พ่อข้าก็ไปขันอาสารับเอาประชาชนที่หนีตายมา ด้วยความที่เป็ญาติมิตรเมืองคู่สหายที่ร่วมรบกับพ่อข้ามา
ด้วยความเมตตาและมีไมตรีของสองหัวเมืองทำให้เป็ที่รักของประชาชน ประวัติศาสตร์ของราชวงศ์ข้ามีมาอย่างยาวนาน พ่อข้ามักจะเรียกเมืองของตนว่าเป็เมือง 'ฮวาน' และได้ชื่อเต็มๆว่า 'าาฮวาน'
ส่วนข้าราชทาญาติ 'องค์ชายฮวาน' กระดานบ่าของยศ ฐาบรรดาศักดิ์เอามาให้ข้าแบกอยู่เต็มอก อึดอัดและบอกกับใครไม่ได้ นอกจากจะระบายสิ่งต่างๆเ่าั้ผ่านขลุ่ยไผ่หนึ่งเลาในห้องพระโรงใหญ่...
"เฮือก! ยกทัพขึ้นเหนือ!" พ่อข้าะโแผ่ดลั่นวาจาไปกับวาโยพักตร์ ทุกเสียงะโถูกส่งผ่านราวกับบังคบลมกรดให้หมุนไปได้ จะรับรู้ได้จากกองทัพที่เรียงรายกันยาวไปเส้นสาย ต่างตอบกลับพ่อข้าอย่างพร้อมเพรียงกัน
"ตึบ!" เสียงกระทืบเท้าของพวกเขาทั้งหมดพร้อมเพรียงกันคือเครื่องที่ชี้ชัดว่า 'พ่อข้าควบคุมลมได้'
ข้าหันไปสังเกตดูวาโยก็ตีหน้าเข้ามาไม่รู้จบ แต่เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของราชวงศ์นี้ ทำให้ข้าหวั่นเกรงและเริ่มเกร็ง ถึงแม้ว่าข้าจะไม่ใช่ข้าศึกหรือฝั่งศัตรูแต่ข้ายังเกรงกลัวท่านพ่ออย่างบอกไม่ถูก พ่อข้าชูกำปั้นเหนือศีรษะตนอยู่
"โฮ้! เฮ้!" เสียงของกองทัพอันมหาศาลกำลังก้องกังวารดูฮึกเฮิม ขนของข้าที่ลุกซู่เป็ทุนเดิมจากวาโยหนาวสั่นกลับขนลุกชั่นในความยิ่งใหญ่ของราชวงศ์ฮวานนี้อีกด้วย
"เฮือกๆๆๆ"! เสียงของพ่อข้าทำการยกเชือกควบคุมม้าให้วิ่งไป และข้าก็ทำตาม ตลอดจนขุนนางผู้ภักดี บนหลังม้าก็ทำตามที่บอกด้วยเช่นเดียวกัน แล้วไพร่พลทหารก็เคลื่อนทัพตามพวกข้าที่เป็ผู้นำอยู่ ขบวนหน้า