**ปฐมบทแห่งความเงียบงันและการจุติของราชัน**
หากความตายมีเสียงมันคงเป็นเสียงที่ดังกึกก้องที่สุดในลานประลองใต้ดินแห่งนี้ ทว่าในความเป็นจริงสิ่งที่หลงเหลืออยู่หลังจากการสะบัดนิ้วเพียงครั้งเดียวของหลินเทียนกลับมีเพียงความเงียบสงัดที่บาดลึกถึงกระดูกกลิ่นโอโซนจากการเผาไหม้ของกระแสไฟฟ้าแรงสูงที่เคยสถิตอยู่ในแขนกลของ 'จ้าวหมาป่าเหล็ก' บัดนี้ผสมปนเปกับกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งจนน่าสะอิดสะเอียนร่างของแชมป์เปี้ยนผู้เคยไร้พ่ายนอนกระตุกอยู่บนพื้นศิลาดินปืนเลือดสีแดงข้นไหลทะลักออกจากบาดแผลที่แขนซ้ายซึ่งแหลกละเอียดเป็นผุยผงไม่เหลือร่องรอยของความยิ่งใหญ่ใดๆ ให้จดจำอีกต่อไป
ผู้ชมบนอัฒจันทร์นับหมื่นคนเบิกตากว้างจนแทบถลนออกจากเบ้าริมฝีปากของพวกเขาอ้าค้าง ทว่าไม่อาจเปล่งเสียงใดๆ ออกมาได้แม้แต่เสียงเชียร์ที่เคยบ้าคลั่งดุจสัตว์ป่า หรือเสียงด่าทอสาปแช่งก็ถูกกลืนหายไปในลำคอ ราวกับว่าอวัยวะในการออกเสียงของพวกเขาถูก 'เจตจำนง' ที่แฝงมากับการโจมตีเมื่อครู่แช่แข็งไว้โดยสมบูรณ์
ผู้เข้าประลองสิบคนที่เหลือรอดชีวิตต่างทรุดตัวลงคุกเข่าตัวสั่นงันงกบางคนถึงกับกลั้นปัสสาวะไว้ไม่อยู่อาวุธวิเศษที่พวกมันเคยภูมิใจถูกทิ้งลงพื้นประหนึ่งเศษเหล็กไร้ค่าในสายตาของพวกมัน เด็กหนุ่มในชุดหนังสัตว์ที่ยืนอยู่กลางสมรภูมิ ไม่ใช่มนุษย์ไม่ใช่ผู้ฝึกตน แต่เป็น 'มัจจุราช' ที่หลุดออกมาจากขุมนรกชั้นที่ลึกที่สุด
หลินเทียนยืนนิ่งสงบแขนขวาลดลงแนบข้างลำตัวปราณสีม่วงทองที่เคยห่อหุ้มปลายนิ้วสลายตัวไปในอากาศอย่างไร้ร่องรอยเขาไม่ได้มองผลงานการสังหารของตนเองด้วยความภาคภูมิใจ ทว่าดวงตาสี sapphire ของเขากลับจ้องเขม็งทะลุม่านพลังเวทสีแดงที่ล้อมรอบลานประลองขึ้นไปยัง 'ระเบียงวีไอพี' ที่ตั้งอยู่บนจุดสูงสุดของอัฒจันทร์กระจกเงาดำที่ใช้บดบังสายตาคนภายนอก ไม่อาจปิดกั้น 'เนตรสัจธรรม' ของเขาได้ เขาสัมผัสได้ชัดเจนถึงสายตาคู่หนึ่งที่จ้องมองลงมา...สายตาที่แฝงไปด้วยความประหลาดใจ ความละโมบและความเย่อหยิ่งระดับผสานจิตวิญญาณขั้นสูง
> **"บนโลกใบนี้มีดวงตาอยู่สองประเภท...ประเภทแรกคือดวงตาที่มองเห็นเพียงเปลือกนอกและตัดสินผู้อื่นด้วยความเขลาส่วนอีกประเภท คือดวงตาที่ซ่อนอยู่ในเงามืดเฝ้ารอที่จะกลืนกินผู้ที่แข็งแกร่งกว่าเพื่อเป็นบันไดสู่จุดสูงสุดทว่าไม่ว่าจะเป็นดวงตาประเภทใด เมื่อต้องเผชิญหน้ากับดวงตะวันที่แท้จริงพวกมันย่อมถูกแผดเผาจนมืดบอดไปตลอดกาล"**
"ปะ... ประกาศผล!"เสียงของโฆษกประจำสังเวียนดังขึ้นผ่านโทรโข่งเวทมนตร์ด้วยความสั่นเครือทำลายความเงียบงันที่น่าอึดอัด "ผู้ชนะในศึกร้อยคนทิ้งดิ่งรอบนี้...และผู้รอดชีวิตทั้งสิบเอ็ดคน... เอ้ย! สิบคน!(เนื่องจากจ้าวหมาป่าเหล็กสิ้นใจไปแล้ว) ถือว่าผ่านการทดสอบ! โดยเฉพาะ... ทะ...ท่านนิรนาม! ท่านคือผู้คว้าชัยชนะอย่างเด็ดขาด!"
ม่านพลังเวทสีแดงที่ล้อมรอบลานประลองถูกปลดออกอย่างรวดเร็วเสียงโห่ร้องที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความตื่นเต้นผสมปนเปกันดังกระหึ่มขึ้นจากอัฒจันทร์พวกผีพนันที่แทงข้างจ้าวหมาป่าเหล็กต่างฉีกตั๋วทิ้งด้วยความแค้นทว่าก็ไม่มีใครกล้าปาข้าวของลงมาในสนามประลองเหมือนทุกที
ชายแก่หลังค่อมที่มีดวงตากลไกสีเขียวซึ่งเป็นผู้รับลงทะเบียนเมื่อครู่รีบกึ่งวิ่งกึ่งเดินเข้ามาหาหลินเทียนด้วยท่าทีประจบประแจงและหวาดหวั่นอย่างเห็นได้ชัดในมือของมันถือถาดหยกที่ปูด้วยผ้าไหมสีแดงทับทิมบนนั้นวางสิ่งของชิ้นหนึ่งที่เปล่งประกายเจิดจ้า
"ทะ... ท่านนิรนาม! ไม่สิใต้เท้าผู้ยิ่งใหญ่!" ชายแก่คุกเข่าลงเบื้องหน้าหลินเทียนยกถาดหยกขึ้นเหนือศีรษะ"นี่คือรางวัลสำหรับผู้ที่โดดเด่นที่สุดในค่ำคืนนี้... **'ตราสัญลักษณ์ดาราทองคำ' (GoldenStar Token)** ตั๋วผ่านทางเข้าสู่การประลองระดับทวีปที่นครสวรรค์และเป็นเครื่องหมายรับรองสถานะเทียบเท่าขุนนางชั้นสูงของเมืองหน้าด่านแห่งนี้ขอรับ!"
หลินเทียนหยิบตราสัญลักษณ์นั้นขึ้นมาพิจารณามันเป็นเหรียญทองคำบริสุทธิ์ที่ถูกหลอมด้วยไฟปราณระดับสูงสลักลวดลายดวงดาวเจ็ดแฉกที่แผ่กลิ่นอายเวทมนตร์ที่ป้องกันการปลอมแปลง"ขอบใจ" เขาตอบสั้นๆก่อนจะเก็บมันเข้าในสาบเสื้อรวมกับป้ายหยกสีฟ้าอมเขียวของวิหารพิสุทธิ์สวรรค์
"ช้าก่อน...ใต้เท้าผู้ทรงเกียรติ"
ทันใดนั้นเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบทว่าแฝงไปด้วยพลังกดดันมหาศาลก็ดังแทรกขึ้นชายวัยกลางคนในชุดสูททักซิโด้แบบโลกอนาคตที่ตัดเย็บจากผ้าไหมปราณสวรรค์สีดำสนิท (Cyberpunk-XianxiaButler Suit) ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าหลินเทียนอย่างไร้สุ้มเสียงการเคลื่อนไหวของเขาไร้ร่องรอยของการแหวกอากาศบ่งบอกถึงระดับการบ่มเพาะที่สูงส่งอย่างน้อย 'ระดับก่อตั้งรากฐานขั้นสูงสุด' ซึ่งทัดเทียมกับหลินเทียนก่อนที่จะเข้าสู่หอคอยไร้เนตร!
ชายในชุดสูทค้อมศีรษะลงเล็กน้อยด้วยท่วงท่าที่สง่างามทว่าเย่อหยิ่งในที"ข้าน้อยคือ 'กู่หมิง' พ่อบ้านประจำตระกูลจ้าว...นายน้อยของข้ามีความประทับใจใน 'พละกำลังทางกายภาพ' ของท่านอย่างมากและประสงค์จะเชิญท่านขึ้นไปร่วมดื่มสุราพันปีที่ระเบียงวีไอพีด้านบน...โปรดให้เกียรติติดตามข้าน้อยมาด้วยเถิด"
คำพูดนั้นดูเหมือนคำเชิญทว่าน้ำเสียงและรังสีคุกคามที่แผ่ออกมากลับบ่งบอกชัดเจนว่า นี่คือ 'คำสั่ง' ที่ไม่อาจปฏิเสธได้
หลินเทียนเหลือบมองพ่อบ้านกู่หมิงตั้งแต่หัวจรดเท้าแววตาสี sapphire ของเขาปราศจากความหวั่นไหวใดๆ"สุราพันปีงั้นรึ? หวังว่ามันจะมีรสชาติดีกว่ากลิ่นคาวเลือดในลานประลองนี่นะนำทางไปสิ"
**ระเบียงสวรรค์ท่ามกลางขุมนรก**
พ่อบ้านกู่หมิงเดินนำหลินเทียนผ่านช่องทางลับที่สงวนไว้สำหรับชนชั้นสูงเท่านั้นทันทีที่ก้าวพ้นประตูศิลา สภาพแวดล้อมก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเสียงโหวกเหวกโวยวายและกลิ่นเหม็นคาวของลานประลองถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิงด้วยค่ายกลเก็บเสียงระดับสูงสุดทางเดินปูด้วยพรมขนสัตว์อสูรสีขาวบริสุทธิ์ที่นุ่มฟูผนังสองข้างทางประดับด้วยโคมไฟระย้าที่ทำจากผลึกนีออนปราณหลากสี ส่องแสงสลัวๆที่ให้ความรู้สึกหรูหราทว่าลี้ลับ
เมื่อมาถึงชั้นสูงสุดพ่อบ้านกู่หมิงผลักบานประตูไม้จันทน์หอมที่สลักลวดลายพยัคฆ์เหยียบเมฆออกเผยให้เห็นห้องโถงวีไอพีที่โอ่อ่าเกินจินตนาการ
ห้องนี้กว้างขวางเทียบเท่ากับจวนเจ้าเมืองในทวีปเก่าพื้นห้องส่วนที่ยื่นออกไปทางลานประลองทำจากกระจกเงาดำโปร่งใสสามารถมองเห็นทุกการกระทำเบื้องล่างได้อย่างชัดเจนเสมือนมองดูมดปลวกในขวดโหลตรงกลางห้องมีโต๊ะหยกหิมะที่เต็มไปด้วยอาหารเลิศรสและผลไม้วิญญาณหายากกลิ่นกำยานสวรรค์ลอยอวลช่วยผ่อนคลายเส้นชีพจร
ที่โซฟาหนังมังกรเพลิงตัวใหญ่กลางห้องปรากฏร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งนั่งไขว่ห้างอยู่เขาสวมชุดคลุมไหมสีแดงเลือดนกที่สลักลวดลายวิญญาณคนบาป เรือนผมสีเงินยาวปรกหน้าใบหน้าหล่อเหลาและซีดเซียวประหนึ่งแวมไพร์ดวงตาของเขาเรียวยาวและทอประกายสีแดงโกเมนที่แฝงไปด้วยความวิปริตและเจ้าเล่ห์ด้านหลังของเขามีเงาร่างมืดมิดสองร่างยืนอารักขาอยู่เงียบๆ กลิ่นอายของทั้งสองคือ 'ระดับผสานจิตวิญญาณขั้นต้น' อย่างไม่ต้องสงสัย!
ชายหนุ่มผู้นี้คือ **'จ้าวเทียนหลิง' (ZhaoTianling)** นายน้อยแห่ง**'หอหมื่นวิญญาณ' (MyriadSouls Pavilion)** หนึ่งในสี่มหาอำนาจของนครสวรรค์องค์กรใต้ดินที่ควบคุมเครือข่ายข่าวกรอง การค้าทาสและลานประลองทั่วทั้งมหาทวีปฝั่งตะวันออก!
"ยินดีต้อนรับอัจฉริยะลึกลับแห่งสังเวียนโลหิต"จ้าวเทียนหลิงเอ่ยขึ้นพร้อมกับแกว่งจอกแก้วที่บรรจุของเหลวสีแดงข้นในมือ"เข้ามานั่งสิ ข้าไม่ถือสาเรื่องความสกปรกและกลิ่นเลือดบนตัวเจ้าหรอกนะเพราะนั่นคือกลิ่นของความสำเร็จที่ข้าโปรดปรานที่สุด"
หลินเทียนเดินเข้าไปหยุดยืนห่างจากโต๊ะหยกหิมะเพียงสามก้าวเขาไม่ได้นั่งลงตามคำเชิญแต่กลับยืนตระหง่านด้วยแผ่นหลังที่เหยียดตรงประหนึ่งทวนที่ปักแน่นบนพื้นหิน"ข้ามาเพื่อฟังสิ่งที่เจ้าต้องการจะพูด ไม่ได้มาเพื่อร่วมโต๊ะกับเจ้า"
ความโอหังของหลินเทียนทำให้พ่อบ้านกู่หมิงขมวดคิ้วรังสีสังหารปะทุขึ้นในดวงตาทว่าจ้าวเทียนหลิงกลับยกมือขึ้นห้ามพร้อมกับหัวเราะเสียงแหลม
"ฮ่าๆๆ! ดุดัน!ข้าชอบแววตาของเจ้าจริงๆ มันเหมือนแววตาของหมาป่าเดียวดายที่ถูกขังอยู่ในกรงทว่ายังคงคำรามใส่ราชสีห์" จ้าวเทียนหลิงวางจอกสุราลง"ข้าจะไม่อ้อมค้อมล่ะนะ ข้าได้ดูการต่อสู้ของเจ้าเจ้าไม่ได้ใช้ลมปราณเลยแม้แต่หยดเดียวทว่ากลับมีพละกำลังกายเนื้อที่สามารถบดขยี้แขนกลไกเหล็กไหลระดับสี่ได้ด้วยสองนิ้ว...วิชาขัดเกลากายาของเจ้า ช่างน่าสนใจยิ่งนัก"
จ้าวเทียนหลิงโน้มตัวมาข้างหน้าดวงตาสีโกเมนหรี่ลง "แต่ในมหาทวีปแห่งนี้พละกำลังกายเนื้ออย่างเดียวไม่อาจทำให้เจ้ารอดชีวิตจาก 'งานประลองคัดเลือกดารา' ได้หรอกนะที่นั่นมีแต่อัจฉริยะที่ใช้เวทมนตร์และศาสตราวิญญาณระดับสูงสุดเจ้าไม่มีเบื้องหลัง ไม่มีสำนักหนุนหลัง เข้าไปก็เป็นได้แค่เป้าซ้อมเคลื่อนที่...ทว่า ข้าสามารถให้ในสิ่งที่เจ้าขาดได้"
"เงื่อนไขคืออะไร?" หลินเทียนถามกลับเสียงเรียบ
"ฉลาดมาก!"จ้าวเทียนหลิงดีดนิ้ว "มาเป็น 'สุนัขรับใช้' ของข้า มอบคัมภีร์วิชาขัดเกลากายาของเจ้าให้ข้าแล้วข้าจะมอบทรัพยากร โอสถสวรรค์ และอาวุธระดับตำนานให้เจ้าข้าจะผลักดันเจ้าให้เข้ารอบลึกๆ ในงานประลองเพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับหอหมื่นวิญญาณของข้า... เป็นข้อเสนอที่ยุติธรรมดีใช่ไหม? สวะเร่ร่อนอย่างเจ้าได้กลายเป็นคนของนายน้อยจ้าวนับเป็นวาสนาที่บรรพบุรุษของเจ้าต้องร้องไห้ด้วยความยินดีในหลุมศพเลยล่ะ"
> **"ความหยิ่งยโสของชนชั้นสูงคือการมองเห็นคุณค่าของผู้อื่นเป็นเพียงเครื่องมือ... ทว่าความเขลาที่แท้จริงคือการพยายามยื่นปลอกคอให้กับมังกรที่สามารถกลืนกินสวรรค์ได้ทั้งใบ"**
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องวีไอพีอีกครั้งหลินเทียนก้มหน้าลงเล็กน้อย เส้นผมที่ปรกหน้าบดบังแววตาของเขาทว่ามุมปากกลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม...รอยยิ้มที่เย็นเยียบและน่าสะพรึงกลัวจนทำให้พ่อบ้านกู่หมิงรู้สึกหนาวสะท้านที่สันหลัง
"เจ้าขำอะไร?" จ้าวเทียนหลิงขมวดคิ้วความหงุดหงิดเริ่มปรากฏบนใบหน้า
"ข้ากำลังขำในความคับแคบของดวงตาเจ้าอย่างไรเล่า" หลินเทียนเงยหน้าขึ้น ดวงตาสี sapphire ทอประกายสังหารที่เดือดพล่าน"เจ้าคิดว่าตัวตนของข้า เป็นเพียงหมาป่าที่หิวโหยงั้นรึ? เจ้าคิดว่าเศษเนื้อและกระดูกที่เจ้าโยนให้จะสามารถซื้อสัจธรรมที่ข้าแลกมาด้วยชีวิตได้งั้นรึ?"
หลินเทียนก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวรังสีอำมหิตระดับ 'ครึ่งก้าวผสานจิตวิญญาณ' ที่แท้จริง ถูกปลดปล่อยออกมาจนหมดสิ้น!
*ครืนนนนนน!*
ห้องโถงที่สร้างจากวัสดุระดับสูงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงโต๊ะหยกหิมะร้าวราน จอกแก้วสุราพันปีแตกละเอียดคามือของจ้าวเทียนหลิง!แรงกดดันนี้ไม่ได้มาจากพละกำลังกายเนื้อแต่มันคือปราณมังกรครามที่บริสุทธิ์และดุดันที่สุด!
"ระดับพลังนี่มัน...ไม่ใช่รวบรวมลมปราณ! แกปกปิดระดับพลังไว้!" จ้าวเทียนหลิงผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นตระหนกใบหน้าซีดเซียวของมันบัดนี้ซีดเผือดลงไปอีก "เงาทมิฬ! ฆ่ามัน!"
**สัจธรรมแห่งอำนาจปลายกระบี่ที่ยังไม่หลุดจากฝัก**
สิ้นคำสั่งเงาร่างมืดมิดสองร่างที่ยืนอยู่เบื้องหลังจ้าวเทียนหลิงก็พุ่งทะยานเข้าหาหลินเทียนดุจภูตผี!พวกมันคือ 'องครักษ์เงาทมิฬ' ยอดฝีมือระดับผสานจิตวิญญาณขั้นต้นที่ถูกฝึกมาเพื่อการลอบสังหารโดยเฉพาะ!
คนหนึ่งใช้กริชสั้นคู่ที่อาบไปด้วยพิษไร้เงาพุ่งแทงเข้าที่จุดตายบริเวณหลังคอส่วนอีกคนใช้โซ่ตะขอวิญญาณพันธนาการข้อเท้าและแขนของหลินเทียนเพื่อหยุดการเคลื่อนไหวการผสานงานของทั้งคู่ไร้ที่ติความเร็วระดับทะลวงมิติทำให้มองเห็นเพียงเส้นแสงสีดำสองเส้นที่ตัดไขว้กัน!
"บังอาจนัก!"พ่อบ้านกู่หมิงเองก็ชักดาบเรียวยาวพุ่งเข้าแทงจากด้านหน้าเพื่อปิดทางหนี!
การถูกล้อมกรอบด้วยยอดฝีมือระดับผสานจิตวิญญาณถึงสองคนและก่อตั้งรากฐานขั้นสูงสุดอีกหนึ่งคนในพื้นที่แคบๆ ของห้องวีไอพี คือสถานการณ์ที่ไร้ทางรอดสำหรับผู้ฝึกตนทั่วไปทว่าสำหรับราชันมังกรผู้เพิ่งเหยียบย่ำสวรรค์จำลองมาแล้ว...นี่เป็นเพียงแค่การวอร์มอัพร่างกายเท่านั้น!
> **"วิชากระบี่นิรนาม...ไม่จำเป็นต้องชักออกจากฝัก เมื่อสัจธรรมแห่งดาบอยู่ในใจแม้แต่ฝักกระบี่ก็สามารถตัดขาดได้ทุกสรรพสิ่ง!"**
หลินเทียนไม่หลบหลีก ไม่ถอยหนีเขาเพียงแค่ยกฝักกระบี่มังกรพลิกฟ้าที่ยังคงเก็บสนิทอยู่ข้างเอวขึ้นมาด้วยมือซ้ายอย่างเชื่องช้า...ทว่าความ 'เชื่องช้า' นั้นกลับแฝงไปด้วยกฎแห่งมิติที่ทำให้เวลาของศัตรูดูเหมือนหยุดนิ่ง!
**"กระบวนท่าลับ:เสียงสะท้อนแห่งความว่างเปล่า!"**
หลินเทียนใช้ปลายฝักกระบี่กระแทกลงบนพื้นกระจกเงาดำอย่างแรง!
*เปรี้ยงงงงงงงงง!*
เสียงกระแทกที่ดังกังวานประหนึ่งระฆังสวรรค์ถูกตีด้วยค้อนสายฟ้า!คลื่นเสียงที่แฝงไปด้วย 'เจตจำนงแห่งมังกร' และ 'ปราณอัสนีสีม่วงทอง' ระเบิดออกเป็นวงแหวนขยายตัวไปรอบทิศทางในเสี้ยววินาที!
คลื่นอัสนีนี้ไม่ได้ทำลายสิ่งของแต่ทำลาย 'โครงสร้างปราณ' โดยตรง!
พริบตาที่คลื่นเสียงปะทะร่างโซ่ตะขอวิญญาณถูกกระชากขาดเป็นชิ้นๆ ประหนึ่งเส้นด้ายเปื่อยๆกริชสั้นคู่อาบพิษแตกละเอียดกลายเป็นผงเหล็กองครักษ์เงาทมิฬทั้งสองคนกระอักเลือดคำโตร่างของพวกมันถูกกระแทกปลิวไปอัดกับกำแพงห้องจนยุบเป็นรูปคนกระดูกซี่โครงและเส้นชีพจรหลักแหลกสลาย สิ้นสภาพการต่อสู้ในพริบตา!
ส่วนพ่อบ้านกู่หมิงที่พุ่งเข้ามาจากด้านหน้าถูกแรงอัดอากาศซัดจนลอยเคว้ง ดาบในมือหักสะบั้น หลินเทียนไม่ปล่อยให้มันร่วงลงพื้นเขาพุ่งตัวตามเข้าไป ใช้มือขวาคว้าหมับเข้าที่ลำคอของกู่หมิงยกประคองร่างที่ใหญ่โตกว่าขึ้นเหนือพื้นด้วยมือเพียงข้างเดียว!
"อั่ก... ปะ... ปล่อย..."กู่หมิงดิ้นทุรนทุราย ใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ ขาทั้งสองข้างเตะอากาศไปมา
จ้าวเทียนหลิงเบิกตากว้างจนแทบฉีกขาดขาทั้งสองข้างสั่นระริกจนล้มทรุดลงไปกองกับโซฟาหนังมังกรเพลิงความหยิ่งยโสที่เคยมีมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความหวาดกลัวระดับสัญชาตญาณมันไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเอง... องครักษ์ระดับผสานจิตวิญญาณสองคนพ่ายแพ้ในการโจมตีเพียงครั้งเดียวโดยที่อีกฝ่ายยังไม่ได้ชักกระบี่ออกจากฝักด้วยซ้ำ!
นี่มันสัตว์ประหลาดระดับจักรพรรดิชัดๆ!
หลินเทียนเบนสายตาที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็งขั้วโลกมาที่จ้าวเทียนหลิงเขาสะบัดมือขวา เหวี่ยงร่างของกู่หมิงกระแทกทะลุกระจกเงาดำหนาเตอะ!ร่างของพ่อบ้านร่วงหล่นลงสู่ลานประลองเบื้องล่างที่สูงหลายสิบวาท่ามกลางเสียงหวีดร้องของผู้ชม
หลินเทียนก้าวเดินช้าๆเข้าไปหาจ้าวเทียนหลิงที่กำลังสั่นงันงกอยู่บนโซฟา เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่สั่นเครือของนายน้อยผู้ยิ่งใหญ่
"ฟังให้ดี จ้าวเทียนหลิง..."หลินเทียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดุจกระซิบของมัจจุราช"ข้าไม่สนว่าหอหมื่นวิญญาณของเจ้าจะยิ่งใหญ่คับฟ้าเพียงใด ในสายตาของข้าพวกเจ้าก็เป็นแค่เศษดินเศษหญ้าที่เกาะกินโลกใบนี้ ข้าจะไปที่นครสวรรค์จะเข้าร่วมงานประลองคัดเลือกดาราและข้าจะเหยียบย่ำอัจฉริยะที่พวกเจ้าภาคภูมิใจให้จมดิน...หากเจ้าหรือคนของเจ้ากล้ามาขวางทางข้าอีกข้าสัญญาว่าข้าจะไปถอนรากถอนโคนหอหมื่นวิญญาณของเจ้าให้สิ้นซาก!"
หลินเทียนยืดตัวขึ้นหมุนตัวเดินจากไปทางประตูที่เปิดอ้าอยู่ ก่อนจะก้าวพ้นห้องเขาหยุดชะงักและเอี้ยวหน้ากลับมามองเล็กน้อย
"อ้อ... แล้วก็จำไว้ มังกร...ไม่เคยก้มหัวให้ราชาแห่งบ่อโคลน"
แผ่นหลังของเด็กหนุ่มในชุดคลุมหนังสัตว์ค่อยๆเลือนหายไปในความมืดของทางเดินทิ้งให้ห้องวีไอพีที่เคยหรูหรากลายเป็นซากปรักหักพังพร้อมกับความหวาดกลัวที่สลักลึกฝังรากลงในจิตวิญญาณของนายน้อยจ้าวเทียนหลิงไปตลอดกาล
การประกาศศักดาของราชันมังกรไม่ได้จบลงแค่ในลานประลองใต้ดิน ทว่าบัดนี้ คลื่นลูกใหญ่กำลังก่อตัวขึ้นและมันกำลังจะพัดพาความบ้าคลั่งไปสู่นครสวรรค์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!
**จบบทที่ 39(เงาทมิฬแห่งระเบียงสวรรค์)**