ลิซซี่เดินทางไปบอสตัน...
...ป้าโฟบีของเธอดูจะแย่ยิ่งกว่าที่เธอคิดไว้มาก หล่อนเป็กุลสตรีผู้มีเรือนร่างสูงโปร่งท่าทางภูมิฐาน มีดวงตาคู่สีฟ้าคมปลาบ เรือนผมสีเทาเหล็กเข้ากับความเข้มแข็งของจิตใจ นิ้วเรียวงาม และถึงหกนิ้วที่ประดับแหวนไว้ การใช้คำพูดเป็ไปอย่างสมบูรณ์แบบ สำเนียงที่เปล่งออกมาบ่งบอกถึงความเป็ผู้ดีมีสกุลแห่งเมืองบอสตัน และทุกครั้งที่พูดน้ำเสียงจะเฉียบขาด บ่งบอกถึงความมีอำนาจ ซึ่งทำให้ลิซซี่เชื่อมั่นว่าเพราะเหตุนี้นี่เอง ดอลลี่ที่วางไว้ตามโต๊ะต่างๆ ถึงได้แบนราบเช่นนั้น...
ถ้าจะเปรียบ ป้าโฟบีก็เสมือนลูกไม้เนื้อดีสมัยเก่าหรือเครื่องเพชรโบราณ ยึดมั่นอยู่กับการทำทุกสิ่งตามแบบแผนโบราณไปเสียหมด หล่อนพำนักอยู่ในเคหาสน์หลังใหญ่ที่จะต้องเสิร์ฟน้ำชา พร้อมด้วยขนมมาร์ชเฟน (ขนมที่ประดิษฐ์เป็รูปดอกไม้หรือสัตว์) ซึ่งโปรดปรานเป็พิเศษตอนบ่ายสองโมงตรง นอกจากนั้นหล่อนก็ยังเลี้ยงแมวขนยาวหน้าแบนไว้สองตัวชื่อโรบินฮู๊ดกับไฟรอาทัค ซึ่งเ้าแมวสองตัวนี้ดูจะแสดงความไม่ชอบในตัว
ลิซซี่ออกมาทันที พ่อบ้านชาวอังกฤษของหล่อนชื่อปีเตอร์บี้นั้นชราโรยมากแล้ว กระดูกสั่นกราวเวลาเดิน ในจดหมายฉบับแรกที่ลิซซี่เขียนไปถึงเบคก้านั้น เธอได้แสดงความเชื่อมั่นว่าปีเตอร์บี้จะต้องเดินทางมาถึงอเมริกา พร้อมกับโคลัมบัสแน่...
ทันทีที่ลิซซี่ก้าวเข้าไปในห้องนั่งเล่นของป้าโฟบี เธอก็รู้ว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในสภาพเคราะห์ร้ายเสียแล้ว ขณะที่ยืนแอบอยู่ข้างบิดานั้น เธอต้องพบกับสายตาที่จ้องมองมาราวจะเปลื้องเสื้อผ้าออกทีละชิ้น...ทีละชิ้น มันทำให้เธอนึกขึ้นมาได้ว่าครั้งหนึ่ง แซมมวลเคยเล่าให้ฟังว่าป้าโฟบีนั้นชื่อสกุลเดิมคือ “บริวสเตอร์” และต่อมาเมื่อแต่งงาน หล่อนก็เลือกที่จะแต่งงานกับผู้ชายที่มีชื่อสกุลเดียวกัน ดังนั้นหล่อนจึงมีชื่อว่า โฟบี บริวสเตอร์ บริวสเตอร์...
...ขณะที่เธอกำลังใช้ความคิดอย่างเพลิดเพลินอยู่นั้น เสียงพูดของป้าโฟบีก็เสียดแทรกเข้ามาในภวังค์แห่งความคิดนั้น
“หน้าตาท่าทางเธอมันช่างไม่เหมือนเพชึนสเอาเสียเลย” โฟบีเอ่ยขึ้น “เพชึนสน่ะเหมือนแม่ของเรามาก แม่ของเราน่ะเป็ คอลด์เวลล์คนหนึ่ง แล้วก็รับสายเืนั้นเข้าไว้เต็มตัว แต่สำหรับเธอ...มันน่าเสียดายเหลือเกินที่จะต้องพูดว่า...เป็เพียงเศษเสี้ยวของฉันเมื่ออายุรุ่นราวคราวเดียวกับเธอนี่แหละ...เธอน่ะ เป็บริวสเตอร์คนหนึ่งนะ สายเืตรงเสียด้วย...แต่มันคล้ายกับเป็ลางร้ายอะไรสักอย่างสำหรับเธอ...ฉันจะบอกให้นะว่าพวกบริว-สเตอร์น่ะ...โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็ผู้หญิงแล้ว ไม่เคยมีเวลาสำหรับความสะดวกสบายหรอก เพราะฉะนั้นบริว-สเตอร์หญิงถึงได้เข้มแข็งกว่าบริวสเตอร์ชายหลายเท่านัก” หล่อนโบกมือที่สวมแหวนไว้พราวอยู่ไหวๆ” พวกผู้ชายน่ะใช้ไม่ได้ ล้วนแต่อ่อนแอกันทั้งนั้น ซึ่งก็รวมทั้งพ่อของฉันด้วย ขอให้พระเ้าคุ้มครองดวงิญญาที่อ่อนไหวของเขาด้วยเถิด”
ลิซซี่รู้สึกกลัวจนหัวหด เธอไม่อยากเป็อะไรที่เกี่ยวกับบริวสเตอร์เลย และจะต้องไม่มีอะไรเหมือนหรือคล้ายคลึงสตรีวัยกลางคนที่นิ้วประดับแหวนไว้...แพรวพราวคนนี้ด้วย
“ลิซซี่ กล่าวคำสวัสดีป้าโฟบีเสียก่อนสิลูก”
เมื่อลิซซี่ไม่ยอมพูดอะไรออกมาเลย พ่อก็เอาศอกกระทุ้งสีข้างอย่างแรง
“สวัสดีค่ะ ป้าโฟบี”
โฟบีเพียงแต่พยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ก่อนจะหันไปจ้องหน้าแซมมวลเขม็ง
“ชื่อลิซซี่งั้นเรอะ...ช่างเป็ชื่อที่น่าเกลียดอะไรยังงั้น...เชื่อฉันสิแซมมวลชื่อนี้ฟังดูแล้วมันไม่เข้าหูคนเลยนะเหมือนเสียงร้องแหลมๆ ของแมวที่ฟังเสียดหูยังไงบอกไม่ถูก”
พอได้ยินคำว่าแมว ลิซซี่ก็มองไปยังพนักเก้าอี้ซึ่งแมวสองตัวเกาะอยู่ตรงนั้นใกล้กับไหล่ของป้าโฟบี ตัวหนึ่งสีขาวดวงตาสีฟ้า อีกตัวหนึ่งเป็สีส้มจุดดำ ดวงตาเป็สีส้มด้วย จากสายตาที่มันองเธออยู่ในยามนี้ ลิซซี่รู้ดีว่าเธอกับแมวสองตัวนี้ไม่มีทางที่จะเข้ากันได้ดีแน่
ลิซซี่มองไปทางป้า สายตาของโฟบีสำรวจไปทั่วเรือนร่างของหลานสาวเพียงครู่สั้นๆ ก่อนจะเลื่อนไปที่แซมมวลอีกครั้ง
“คุณกล้าดียังไง ถึงเรียกลูกคนนี้ว่าลิซซี่ทั้งที่แกมีชื่อคริสเตียนที่เพราะจะตาย...ไหน...ช่วยกรุณาบอกหน่อยสิว่ามันผิดตรงไหน ถ้าจะเรียกแกว่าเอลิซาเบธ ตามที่ได้ทำพิธีตั้งขึ้นไว้หรืออย่างน้อยเรียกแกว่าเอมิเลีย ก็ยังดี”
“หนูเกลียดชื่อเอมิเลียออก” ลิซซี่เอ่ยออกมา
“อย่าพูดถ้าผู้ใหญ่ยังไม่พูดด้วย” ป้าโฟบีออกคำสั่ง หันกลับไปมองแซมมวลด้วยสายตาที่บอกว่าหล่อนยังรอฟังคำตอบอยู่ “ว่ายังไง...?”
“ผมก็ไม่รู้หรอกนะ” แซมมวลยักไหล่ “ไม่รู้จริงๆ โฟบีไม่ว่าแต่ไหนแต่ไรแกก็เป็ลิซซี่สำหรับผมนั่นแหละ”
“ถึงได้เป็อยู่อย่างนี้ไงล่ะ” โฟบีว่า มือทั้งสองประสานกันอย่างวางอำนาจอยู่บนหัวไม้เท้า “ในเมื่อโตขึ้นมากับชื่อลิซซี่ ก็เลยไม่ต้องสงสัยกันอีกแล้วว่าเพราะอะไรถึงได้กลายเป็เด็กที่ไร้ระเบียบ ขาดมรรยาท ไม่มีความเป็กุลสตรีอยู่ในตัวเลย เพราะการที่คุณตบหน้าลูกคนนี้ด้วยการตั้งชื่อที่ไม่เข้าท่านั่นแหละ มันถึงได้ทำให้แกกลายเป็เด็กที่สะเพร่า ขาดความรับผิดชอบโดยสิ้นเชิงไงล่ะ”
โฟบีตวัดสายตามองมาทางลิซซี่อีกครั้งก่อนจะเอ่ยต่อว่า
“เพราะฉะนั้นสิ่งแรกที่เราจะต้องทำก็คือ จะต้องลืมเสียให้หมดว่าครั้งหนึ่งเธอเคยมีชื่อที่ไม่เข้าท่าแบบนั้น...ฉันปฏิเสธอย่างเด็ดขาด ไม่ยอมให้ใครมาเรียกเธอด้วยชื่อนี้ภายในบ้านหลังนี้ แค่คิดมันก็ทำให้ฉันประสาทเสียแล้ว แถมยังติดอยู่ปลายลิ้นเหมือนรสชาติที่ขมขื่นอีกด้วย” หล่อนเลื่อนมือขึ้นคลำลูกไม้ที่ประดับอยู่ตรงคอเสื้อ “พระเ้าน่ะทรงเมตตาอย่างยิ่งที่ให้เพชึนสตายไปเสียก่อนหน้าที่จะได้เห็นว่าจุดจบของลูกสาวคนนี้มันเป็อย่างไร” หล่อนส่ายหน้าอย่างเศร้าใจ “เพชึนสน่ะเคยตั้งความหวังอันสูงส่งไว้สำหรับเอลิซาเบธ จริงไหมล่ะแซมมวล?”
ซึ่งแซมมวลก็ผงกศีรษะรับช้าๆ ...
“นับแต่บัดนี้เป็ต้นไป เธอจะต้องใช้ชื่อว่าเอลิซาเบธ หรืออย่างน้อยที่สุดก็เอลิซ่าหรือลิซ่าก็ยังดี”
“แต่ใครๆ ก็เรียกหนูว่าลิซซี่ทั้งนั้นนี่คะ” ลิซซี่แย้ง “และหนูก็ชอบชื่อนี้ด้วย”
“เงียบนะ ไม่ยังงั้นฉันจะให้ปีเตอร์บี้เอากล้องยาฝิ่นเข้ามา เธอจะต้องใช้ชื่อตามที่ฉันตั้งให้ และจะต้องไม่พูดถ้ายังไม่มีใครเขาพูดด้วย เข้าใจไหม?” และด้วยสีหน้าที่บอกความเด็ดขาด โฟบีหันไปออกคำสั่งกับพ่อบ้านว่า “พาแกเข้าไปในครัวได้แล้วปีเตอร์บี้”
“ทำได้ก็ดีน่ะสิ” ลิซซี่พลั้งออกมาอีกพร้อมกับมองหน้าปีเตอร์บี้อย่างสงสัยว่าจะทำได้จริงหรือไม่ เพราะในความคิดเห็นของลิซซี่แล้ว คำสั่งนั้นมิได้ต่างไปกว่าการที่ป้าของเธอจะสั่งว่า “เอาตัวแกไปขังในตรุเดี๋ยวนี้เลยปีเตอร์บี้”
แต่พอคำพูดประโยคนั้นหลุดออกจากปากไป เธอก็ถูกเคาะข้อนิ้วด้วยด้ามพัดของป้าแรงๆ ก่อนที่โฟบีจะสั่งต่อว่า
“บอกลิดดี้ให้เสิร์ฟชาหลานฉัน...ในห้องครัวนั่นแหละ”
“แล้วคุณผู้หญิงจะดื่มน้ำชาหรือยังล่ะขอรับ?”
“ดื่มสิ ก็ในห้องนั่งเล่นเช่นเดิมนั่นแหละ อ้อ...บอกลิดดี้ให้ตั้งเครื่องชาเผื่อมิสเตอร์โรบินสันด้วย” หล่อนตวัดสายตามอง ลิซซี่แวบหนึ่งก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับแซมมวลต่อ “ฉันเชื่อว่า กิริยามรรยาทของลูกสาวคุณคนนี้คงทำให้ระบบการย่อยอาหารของฉันเสียหมดแน่ คงจะต้องท้องอืดตายกันคราวนี้”
มันเป็คำพูดที่ทำให้แซมมวลถึงกับส่ายหน้าด้วยความอ่อนระอาใจ
“และมรรยาทของแกก็เป็ส่วนที่จะต้องได้รับการปรับปรุงให้ดีที่สุดเสียด้วย บอกตามตรงนะโฟบี ถ้าผมรู้ว่าตัวเองจะอายุยืนมาถึงขนาดนี้ละก็ ผมคงมีลูกน้อยกว่านี้แน่”
...ลิซซี่ซึ่งเดินตามปีเตอร์บี้ออกมาจากห้องนั้น ได้ยินเสียงป้าโฟบีของเธอกล่าวอยู่ว่า
“แล้วเราค่อยพูดจากันอีกที เอลิซาเบธ เอาไว้ให้พ่อเธอลากลับเสียก่อน”
“ลาก่อนสำหรับการสลัดให้หลุดพ้นที่น่ายินดี” ลิซซี่พึมพำอยู่กับตัวเอง...ฉันไม่เข้าใจตัวเองเลยจริงๆ ว่าทำไมถึงหวังจะให้พ่อหรือป้าโฟบีเข้าใจ ไม่เห็นพวกเขาจะแสดงความรู้สึกรู้สมอะไรเลยนี่...
เธอถอนหายใจ มองหน้าปีเตอร์บี้ด้วยแววตาบึ้งตึง การย่างก้าวเข้าสู่วัยรุ่นนั้น มันมีหลักในการดำเนินชีวิตที่สุดแสนจะน่าเบื่อหน่ายอย่างที่สุด เพราะวัยรุ่นทั้งหลายย่อมจะต้องข้องเกี่ยวอยู่กับพ่อ...และพ่อทั้งหลายเ่าั้เข้าใจในเื่ของความรักเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เปรียบเสมือนผีเสื้อที่มีชีวิตอยู่เพียงชั่วฤดูกาลแล้วก็ตายไป
ความรักเป็อะไรบางอย่างที่คนที่เป็พ่อทั้งหลายเข้าใจได้เพียงครั้งเดียวในชั่วชีวิตนี้ และนั่นก็คือเมื่อครั้งที่ตนตกหลุมรัก หลังจากนั้นแล้วอานุภาพแห่งความรักก็จะสูญสลายลงโดยสิ้นเชิง
และสำหรับป้าโฟบี...เห็นจะตำหนิหล่อนไม่ได้ การที่หล่อนไม่เคยเข้าใจในเื่ของความรักนั้น มันน่าจะเป็เพราะว่า...คนอย่างป้าเกิดมาไม่เคยพานพบกับความรักนั่นเอง และเหนือสิ่งอื่นใดป้าก็ยังไม่เคยพานพบกับทาวิส แมคคินน่อนด้วย...
ผู้หญิงสมควรที่จะได้พบกับผู้ชายเช่นนั้นเสียก่อน จึงจะเข้าใจความหมายในคำว่า “รักแรกพบ” ได้อย่างถ่องแท้...