หลินสวินวิ่งตามหลี่จื่ออิงมาภายหลัง เขาโล่งใจเล็กน้อยเมื่อเห็นว่ารถม้าสกุลหลี่ยังคงจอดรอเขาอยู่ที่ตำแหน่งเดิม ชายหนุ่มรีบก้าวขึ้นไปบนรถม้าและเห็นว่าหญิงสาวหน้าซีด หัวคิ้วทั้งสองข้างขมวดเข้าหากันแน่นสีหน้าเคร่งเครียด
“โกรธข้าเื่แม่นางเถียนเช่นนั้นหรือ?”
หลี่จื่ออิงเหลือบตาขึ้นมามองหลินสวิน เม้มริมฝีปากแน่น ไม่ตอบคำอยู่พักใหญ่
หากทุกสิ่งทุกอย่างที่หลินสวินทำในชาติก่อน เป็เพียงละครตบตาเพื่อให้เขาได้จวนสกุลหลี่โดยชอบธรรมเล่า? ยามนี้นางระแวงหลินสวินแล้วจริงๆ
“เรารีบกลับกันก่อนดีกว่า ข้าเหนื่อยแล้วเ้าค่ะ”
“อิงเอ๋อร์ เ้าทำดีกับข้าได้เหตุใดจึงไม่ทำดีกับนางบ้างเล่า นางน่าสงสารมากนะ”
“น่าสงสาร?” หญิงสาวแค่นหัวเราะเสียงเย็น
“ข้าไม่อยากได้ยินชื่อของนางอีก และข้าก็โกรธท่านแล้วจริงๆ หลังจากวันนี้ท่านยังไม่ต้องไปหาข้าที่เรือนก็แล้วกันนะเ้าคะ” หญิงสาวหลับตาลงไม่อยากมองเห็นใบหน้าของหลินสวินอีก
บนรถม้าต่างฝ่ายต่างนิ่งเงียบใช้ความคิดของตนเองอยู่ในใจ จนกระทั่งกลับถึงจวนสกุลหลี่และแยกย้ายกันไปพักผ่อนโดยที่ไม่มีคำพูดใดๆ ออกจากปากทั้งสองคนอีกเลย
หญิงสาวเดินคอตกกลับเข้าไปในเรือนด้วยความรู้สึกอับจนปัญญา หัวสมองของนางหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงเอาไว้ด้วยหินพันชั่ง
เมื่อเมฆหมอกแห่งความสงสัยเข้าปกคลุม นางก็รีบตั้งสติไตร่ตรองเื่ราวในอดีตซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายหน
“เฉินอาหมู่ ฝนหมึกให้ข้าที”
“คุณหนูเพิ่งจะกลับมาจากงานเลี้ยง ยังคิดจะคัดพระสูตรอีกหรือเ้าคะ” แม้จะคัดค้านแต่หญิงชราก็รีบเดินไปที่โต๊ะหนังสือ
นางยืนฝนหมึกสลับกับรินน้ำชามายื่นให้หญิงสาวเป็ระยะ พลันสายตาของบ่าวรับใช้สูงวัยก็ได้เห็นข้อความแปลกๆ ที่คุณหนูของนางขีดเขียนลงบนกระดาษ
นั่นไม่ใช่พระสูตร? เหตุใดจึงมีชื่อของคุณชายและคุณหนูหลายคนบนนั้น ทั้งยังมีบางประโยคที่น่าใรวมอยู่ด้วย!
“คุณหนู ท่านกำลังทำสิ่งใดอยู่เ้าคะ ถ้อยคำเหล่านี้ไม่เป็มงคลเสียเลย”
“เฉินอาหมู่ ท่านเปรียบเสมือนมารดาของข้าคนหนึ่ง ข้าจะไม่ปิดบังท่าน” หญิงสาวหยุดเขียนและจับมือเฉินอ้ายให้นั่งลง พร้อมกับเล่าเื่ทุกอย่างออกมาให้นางฟัง…
“์!! กลับมามีชีวิตใหม่? คุณหนูท่านแน่ใจนะเ้าคะว่าท่านไม่ได้ฝันไป”
หญิงสาวส่ายหน้าช้าๆ
“วันพรุ่งนี้ทางราชสำนักจะประกาศการมาเยือนของราชทูตต่างแคว้น ท่านพ่อจะสั่งให้คนออกไปล่างูหัวหนามที่หายากยิ่งมาไว้เป็อาหารพิเศษให้ท่านราชทูต เวลานั้นเฉินอาหมู่ก็จะรู้ว่าข้าพูดเื่จริงทุกคำ”
หญิงชรายกมือขึ้นกุมอกพยายามปรับลมหายใจตนเองไม่ให้ตื่นเต้นจนเกินไป นางเชื่อคำพูดของหลี่จื่ออิงไปแล้วเก้าส่วน ดูจากพฤติกรรมของหญิงสาวที่เปลี่ยนไปชั่วข้ามคืนก่อนหน้านี้ก็พอจะทำให้นางเข้าใจอะไรได้มากขึ้น
“คุณชายหลินอย่างไรเ้าคะ! คุณชายหลินต้องช่วยนายท่านกับคุณหนูได้แน่นอน คุณหนูรีบเล่าเื่นี้ให้คุณชายกับนายท่านฟังก่อนดีหรือไม่”
“ที่ข้าทำดีกับพี่สวินในชาตินี้ก็เพราะข้าก็เคยคิดข้อนี้ แต่ตอนนี้ข้าไม่แน่ใจแล้ว.. ข้ากำลังสงสัยว่าเถียนอี่ถงคือคนร้ายตัวจริง คนที่เถียนเซียวเหวินจะแลกชีวิตให้ได้ก็มีแต่นางเท่านั้นล่ะ”
“คุณหนูเถียน!! นางทำอย่างนั้นเพื่ออะไร? แล้วเกี่ยวอะไรกับคุณชายหลินเล่าเ้าคะ”
“ทีแรกข้าก็คิดว่าเถียนอี่ถงน่าจะทำลงไปเพื่อแก้แค้นที่ข้ากลั่นแกล้งนางเป็ประจำ แต่วันนี้ข้าได้เห็นกับตาว่านางกับพี่สวินสนิทสนมกันไม่ธรรมดา ข้าเลยต้องกลับมาเรียบเรียงความคิดใหม่อีกครั้งอย่างไรเล่า” หญิงสาวชี้มือไปยังตัวหนังสือที่นางเขียนออกมาอย่างรีบเร่งเมื่อครู่
“หากข้าแต่งเข้าจวนสกุลฟู่ ก็เป็ไปได้ว่าท่านพ่อจะสนับสนุนให้ฟู่หนานซีรับตำแหน่งแม่ทัพแทนเขา ส่วนข้าก็จะแย่งชิงทุกสิ่งทุกอย่างจากพี่ชายมาให้สามีทั้งหมด ข้าเชื่อว่าหลินสวินก็คงจะคิดเื่นี้เช่นกันจึงเริ่มลงมือจากทางท่านพ่อก่อนโดยให้เถียนอี่ถงเป็คนลงมือ ส่วนเขาเวลานั้นก็ย้ายไปอยู่เมืองอื่นแล้วจึงไม่ถูกสงสัยอะไร”
“เป็ไปไม่ได้ คุณหนูบอกเองไม่ใช่หรือว่าคนที่ช่วยแก้ต่างให้นายท่านก็คือคุณชายหลิน หากเขาคิดร้ายกับนายท่านใหญ่ทำไมต้องรีบกลับมาแก้ต่างให้นายท่านด้วยเล่าเ้าคะ”
“เพราะเขา้าให้ทุกคนยอมรับในตัวเขาอย่างไรเล่า”
หญิงสาวจำได้ดีว่าหลังจากที่หลินสวินทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยบิดานางให้พ้นความผิด ผู้คนในเมืองหลวงต่างก็ยกย่องเขาในเื่ความกตัญญู ไม่มีใครคิดว่าหลินสวินเป็บุตรชายต่างแซ่อีกเลย ซ้ำยังคิดว่าเขาคือคนที่คู่ควรกับการเป็ผู้สืบทอดตำแหน่งแม่ทัพและจวนสกุลหลี่ที่เหมาะสมที่สุดอีกด้วย
“ท่านพ่อรักพี่สวินมาก ตราแม่ทัพและจวนสกุลหลี่เขาก็เต็มใจมอบให้หลินสวินได้โดยไม่มีข้อกังขา แต่มันติดอยู่ที่ข้า” หญิงสาวไล่นิ้วไปตามอักษรที่ตนบันทึกไว้ด้วยความรู้สึกเ็ป
“หลังจากที่แสดงตัวตนว่าเป็คนดีแล้ว คนที่เขา้ากำจัดจริงๆ ก็คือข้า เพราะข้าจะต้อง่ชิงทุกอย่างจากเขามาให้ฟู่หนานซี เถียนอี่ถงขายตัวเองเข้ามาเป็บ่าวรับใช้ในจวนสกุลฟู่ก็เพื่อลงมือกับข้าเป็รายต่อไป!!”
หลี่จื่ออิงกัดฟันแน่นจนแทบแตก หากเื่นี้เป็ไปตามที่นางคาดเดาก็นับได้ว่าหลินสวินฉลาดและโเี้ไม่น้อย เมื่อนางตายไปแล้ว บิดาซึ่งรักหลินสวินมากย่อมไม่สนใจบุตรเขยที่กลายเป็คนอื่นอีกต่อไป สิบปีให้หลังเมื่อบิดาครบกำหนดโทษก็คงมอบทุกสิ่งทุกอย่างให้หลินสวินแต่เพียงผู้เดียว!!
เฉินอ้ายหลับตาลงด้วยความเหนื่อยอ่อน สิ่งที่หลี่จื่ออิงกล่าวเมื่อครู่ก็มีน้ำหนักพอสมควร
“บ่าวรู้ว่าเขามีแรงจูงใจที่จะทำเช่นนั้น แต่บ่าวก็เห็นคุณชายหลินมาั้แ่เล็ก ยังทำใจเชื่อว่าเขาจะเป็คนเช่นนั้นไม่ได้เลยเ้าค่ะ..คุณหนูเรานำความเื่นี้ไปปรึกษานายท่านกันก่อนเถิด นายท่านต้องมีคำแนะนำให้กับเราแน่ๆ"
“บอกท่านพ่อไม่ได้เด็ดขาด นอกจากท่านพ่อจะไม่เชื่อแล้วบางทีเขาอาจนำความเื่นี้ไปบอกพี่สวินให้รู้ตัวอีกด้วย เฉินอาหมู่อย่าลืมสิว่าท่านพ่อรักเขามากกว่าข้าด้วยซ้ำ”
“เช่นนั้นท่านก็หาทางไล่เถียนอี่ถงไม่ให้เข้ามาในจวนได้อีกดีหรือไม่เ้าคะ คุณหนูไม่ชอบหน้านางอยู่แล้วผู้ใดก็รู้ นายท่านจะไม่คัดค้านอย่างแน่นอน ไม่มีนางเื่ราวต่างๆ ก็จะไม่เกิดขึ้น” หญิงชราตาลุกวาว กำจัดเนื้อร้ายก้อนนี้ได้จวนสกุลหลี่ก็คงพ้นจากเคราะห์กรรม!
“เราต้องยอมให้นางลงมือจึงจะสาวถึงตัวคนที่บงการตัวจริงได้เ้าค่ะ กำจัดนางแต่เปิดโปงหลินสวินไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์ ต้องให้ท่านพ่อได้เห็นธาตุแท้ของเขากับตา”
“ปล่อยให้นางลงมือก็เท่ากับว่าเราปล่อยให้มีคนตายถึงสองคนเชียวนะเ้าคะ คุณหนูอย่าทำบาปเลยเ้าค่ะ”
“เฉินอาหมู่ ข้าไม่ได้บอกว่าจะให้นางทำจนสำเร็จเมื่อไรเล่า” หญิงสาวจรดพู่กันลงบนกระดาษอีกครั้ง พยายามเค้นความทรงจำที่ไหลผ่านอย่างระมัดระวังด้วยเกรงว่าจะตกหล่นส่วนใดไป
……….
หลายวันต่อมา ที่จวนแม่ทัพหลี่
“เทศกาลแห่เรือัปีนี้ให้พี่ชายเ้าตามไปดูแลเ้าน่าจะดีกว่ากระมัง” หลี่หยวนตงเอ่ยขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอึดอัดบนโต๊ะอาหาร
เขาไม่เข้าใจเลย สองพี่น้องที่เพิ่งปรับความเข้าใจกันได้ไม่นานอยู่ดีๆ ก็ทำตัวเหินห่าง พวกเขาไม่พูดคุยหรือไปไหนมาไหนด้วยกันอีกเลยจนหลี่หยวนตงร้อนใจอย่างหนัก
“ข้ามีงานต้องทำขอรับท่านแม่ทัพ บางทีอาจจะไปกับนางไม่ได้” หลินสวินรีบชิงตัดบท เขาเชื่อว่าหลี่จื่ออิงยังคงไม่พอใจเื่ในงานเลี้ยงวันนั้น หากอีกฝ่ายไม่อยากสุงสิงกับตนเขาก็จะไม่บังคับใจ
หญิงสาวรับฟังบทสนทนาบนโต๊ะอาหารของบุรุษทั้งสองคนด้วยแววตาสงบนิ่ง
ชาติก่อนในเทศกาลแห่เรือัเกิดอุบัติเหตุกับนาง และเป็เหตุที่ทำให้นางกับฟู่หนานซีต้องเร่งรีบจัดงานแต่งงานขึ้นมากะทันหัน แต่ชาตินี้นางยังคงต้องจับตาดูเถียนอี่ถงด้วยตนเองอยู่ในจวน นางจะรีบร้อนออกเรือนไปกับฟู่หนานซีไม่ได้เป็อันขาด