การเดินทางของเหวินในห้องสมุดนี้เริ่มต้นขึ้นอย่างช้าๆ เขาเดินตามเด็กสาวทั้งสองไปตามทางเดินแคบๆ ที่มีเพียงแสงสลัวๆ จากโคมไฟโบราณที่ห้อยลงมาจากเพดานสูงตระหง่าน บรรยากาศเงียบสงัด มีเพียงเสียงฝีเท้าของพวกเขาที่ก้องกังวานไปทั่วบริเวณ ทุกๆ ก้าวที่เดิน เหวินรู้สึกเหมือนกำลังก้าวเข้าสู่โลกที่ถูกลืมเลือนไปแล้ว
“โลกนี้คืออะไร?” เหวินถามขึ้นด้วยความสงสัย
เด็กสาวผมสีน้ำตาลทองยิ้มบางๆ แล้วตอบว่า “นี่คือที่ที่เราอยู่ เื่เล่าที่ไม่เคยถูกเขียนจนจบจะมาพักพิงอยู่ที่นี่”
เหวินหยุดเดินแล้วมองไปรอบๆ เขาเห็นชั้นหนังสือที่ทอดยาวไปจนสุดสายตา แต่ละเล่มมีลักษณะที่แตกต่างกันไป บางเล่มดูเก่าแก่และขาดวิ่น บางเล่มก็ดูใหม่แต่มีหน้ากระดาษว่างเปล่าราวกับไม่เคยถูกััมาก่อน ความรู้สึกเศร้าสร้อยเข้ามารุมล้อมหัวใจของเขา เขาจินตนาการถึงเื่ราวที่เคยเกือบจะเกิดขึ้น แต่สุดท้ายก็ถูกทอดทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย
“แล้วพวกเ้าล่ะ?” เหวินถาม “เื่ราวของพวกเ้าเป็แบบไหน”
เด็กสาวผมสีเงินม่วงมองลงไปที่พื้นแล้วตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “เราไม่มีเื่ราวให้เล่า เราเป็เพียงเงาของความทรงจำของใครบางคนเท่านั้น”
คำตอบนั้นทำให้เหวินนึกถึงงานเขียนของตัวเองที่ค้างคาอยู่หลายเื่ เขาเคยคิดที่จะเขียนเื่ราวเกี่ยวกับเด็กสาวสองคนนี้ แต่สุดท้ายก็ทิ้งมันไปกลางคันเหมือนกับเื่อื่นๆ ที่ผ่านมา ความรู้สึกผิดเข้ามารุมเร้าหัวใจของเขาอย่างรุนแรง เขานึกถึงความฝันที่เคยยิ่งใหญ่ในวัยเด็ก แต่กลับต้องมาจบลงด้วยความสิ้นหวัง
เด็กสาวผมสีน้ำตาลทองเดินเข้ามาใกล้เหวินแล้วใช้มือที่เย็นเฉียบแตะที่แขนของเขา “อย่าได้รู้สึกผิดเลย” เธอกล่าว “เราไม่ได้มาเพื่อตำหนิเ้า แต่เรามาเพื่อขอร้องให้เ้าเป็ผู้เขียนเื่ราวของเราให้จบ”
เหวินมองเข้าไปในดวงตาที่บริสุทธิ์ของเธอ แล้วเขาก็รู้สึกถึงแรงกระตุ้นบางอย่างที่ทำให้เขากล้าที่จะพูดในสิ่งที่เขาไม่เคยกล้าพูดมาก่อน “ฉันจะทำเพื่อพวกเ้า” เขากล่าว “ฉันจะเขียนเื่ราวให้พวกเ้าจนจบ ฉันสัญญา”
คำสัญญาของเหวินไม่เพียงแต่เป็การให้ความหวังแก่เด็กสาวทั้งสองเท่านั้น แต่ยังเป็การให้ความหวังแก่ตัวเขาเองด้วยเช่นกัน เขาตระหนักว่าการเขียนนิยายไม่ใช่แค่การสร้างโลกในจินตนาการ แต่เป็การสร้างชีวิตใหม่ให้กับเื่เล่าที่ถูกทอดทิ้งไปแล้ว และนับจากนี้ไปเขารู้แล้วว่าภารกิจของเขาคือการพาเด็กสาวทั้งสองเดินทางสู่ตอนจบที่พวกเธอสมควรจะได้รับ...