สายตาที่พร่าเลือนสามคู่มองภาพนั้นอย่างตื่นตลึงแม้จะเป็เพียงเงาด้านหลังก็ตามแต่ภาพนั้นกลับสลักลงจิติญญาของทั้งสามไม่จางหายไปแม้แต่กาลเวาลาก็ไม่สามารถลบภาพนี้ออกจากทั้งสามได้
" ท่านอาจารย์ "
เพียงทั้งสามกระพริบตาเพื่อย้ำเตือนภาพที่เห็นก็จางหายไปมีเพียงร่างเด็กหญิงวัยสิบขวบที่ขมุกขมัวไปด้วยเถ้าฝุ่นจากสายฟ้าที่กระแสสายลมพัดผ่านเข้าหาแบบเต็มร่างผมเผ้าชี้ชั้นเสื้อผ้าทั้งตัวมีรอยไหม้เกรียมส่งกลิ่นพลาสติกถูกเผาจางๆยังลอยตัวเหนือแท่นบูชาเพื่อยืนหยัดปกป้องพวกเขา
ซ่งซิงเหลียนที่ใช้พลังเฮือกใหญ่ปลดปล่อยจิตเทพเข้าสู้กดข่มพลังฟ้าดินได้สำเร็จถอดใจโล่งนึกว่าจะถูกเทพอัสนีที่เด็ดขาดไม่ยั้งมือไว้ไมตรีซะแล้ว
เมื่อมองเห็นสภาพของเหล่าศิษย์สามารถรอดมาได้ก็ทำให้อาจารย์อย่างเธออดจะนึกถึงอนาคตของทั้งสามไม่ได้เส้นทางต่อจากนี้พวกเขาจะต้องเผชิญกับความยากลำบากกว่าผู้อื่นอีกมากมาย
เห็นทีที่์ต่อต้านขนาดนี้ไม่ใช้เพราะไม่เห็นด้วยเพียงหนึ่งเหตุผลเพราะเป็ภูติสัตว์และภูติผีแต่เพราะยังเป็ศิษย์ของท่านเทพผู้นี้ที่อาจมีผู้เอาไปเป็แบบอย่างในการหาศิษย์
ถึงได้เอาเื่นี้มาเป็แบบอย่างแทนการเตือนผู้ที่คิดจะต้านฟ้าดินสินะ
เมื่อเ้าแข็งแกร่ง แม้แต่์ก็ยังไม่กล้าขวางทาง คำสอนท่านอาจารย์ใช่ได้ดีตลอดมา
" ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นคือกฎ เข้าใจแล้วใช่ไหม "
" กุ๊ก/จิ๊บ/ถ่องแท้ขอรับ "
" ยกน้ำชาเถอะ " เธอนั่งลงที่เก้าอี้ไม้อย่างสง่าพร้อมกับจดจ้องทั้งสามที่มีสภาพร่างเนื้อที่เรียกตายไปกว่าครึ่งแต่มีจิติญญาที่แข็งแกร่งกวาเดิมหลายเท่าพูดได้ว่าเหตุการณ์ฝ่าด่านทัณฑ์์เพื่อเป็ศิษย์ของท่านเทพอาจารย์นี้สร้างแรงกระตุ้นใหญ่ให้กับพวกมัน
มีอาจารย์เป็ผู้แข็งแกร่งขนาด์ยังถอยหนทางข้างหน้าคงต้องลำบากยากเข็น
" กุ๊ก น้ำชาท่านอาจารย์ " เสี่ยวเฟยที่ถูกเอียนหยาหลานวางจอกชาเล็กบนหัวไก่ของมันภาพความน่ารักแบบนี้ ทำเอาซ่งซิงเหลียนหลุดขำเธอรับน้ำชาจากมันแล้วจิบ
" จิ๊บ " จากนั้นจึงยื่นมือไปรับจอกชาบนกลางหลังจากเ้าเสี่ยวฝานที่บินอยู่ในระดับสายตา
" คาระท่านอาจารย์ เชิญท่านอาจารย์รับชาขอรับ "
" เมื่อเป็ศิษย์แล้วย่อมต้องเชื่อฟังคำสอนไม่จำเป็ต้องฟังคำสั่งเสมอ การมีชีวิตอยู่สำคัญกว่าศักดิ์ศรี ถ้าเลือกผิดก็แค่เลือกใหม่ "
เมื่อย้อนเวลากลับกว่าหมื่นปีในปีนั้นเหล่าผู้มีเกียรติที่เข้าร่วมเป็พยายานการรับศิษย์เอกและศิษย์คนเดียวของท่านบรรพจารย์เซียนเทียนซูผู้แข็งแกร่งที่สุดในแดนเซียนเมื่อได้ยินคำสอนสั่งนี้ก็ได้อึ้งงันและมีความไม่เห็นด้วยเต็มสถานะมันเป็คำสอนสั่งที่ฟังแล้วประหลาดสุดๆทว่ากลับเป็คำสอนที่ประจักษ์ด้วยเหตุและผลลัพธ์ที่ไม่สามารถแย้งได้เลย
ใครให้ศิษย์ของท่านบรรพจารย์เทียนซูใช้เวลาแค่หมื่นปีสำเร็จเทพได้เล่า
" กุ๊ก/จิ๊บ/ขอรับ "
เห็นทั้งสามที่พอได้ฟังคำสอนแรก มีสีหน้าต่างกันออกไป
เสี่ยวเฟยเ้าไก่ที่ไม่ค่อยยึดติดกับคำสอนโบราณทำให้มันมีความคิดที่ก้าวหน้ากว่าใครแต่ขาดความยั้งคิด
เสี่ยวฝานที่ชอบท่องโลกกว้างกลับมีความขัดแย้งในใจกับคำสอนที่ขัดกับหลักการที่มันได้เรียนรู้มาก่อนบ้าง
เอียนหยาหลานที่เหมือนจะไม่มีปัญหากลับทำให้เธอเห็นปัญหาได้ชัดเจนที่สุดเพราะยึดติดกับคำสอนหัวโบราณมากเกินไป
" เมื่อถึงเวลานั้นพวกเธอจะเข้าใจ "
ทุกอย่างแก้ไขได้ด้วยกาลเวลาและประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเหมือนกับเธอเองที่สามารถเข้าใจคำสอนนี้อย่างถ่องแท้ก็ต่อเมื่อเจอกับตัวเอง นี้คือคำสั่งสอนแรกที่ท่านอาจารย์มอบให้กับเธอ เป็คำสอนที่คอยย้ำเตือนในการตัดสินใจตลอดมาจนทำให้เธอเข้าสู่แดนเทพได้อย่างราบรื่น
ท่านอาจารย์คำสอนนี้ถูกส่งต่อแล้ว
เห็นทั้งสามที่ดูจะคลายความกังวลลง ซ่งซิงเหลียนจึงได้แต่ปลอบใจตัวเอง เอาเถอะไม่มีศิษย์คนไหนที่อ่านหนังสือรอบเดียวแล้วจะฉลาดขึ้นหรอก นี้สินะความกังวลของท่านอาจารย์ที่มีต่อเธอยามนั้น
เอียนหยาหลานเดินไปหยิบถาดไม้ที่วางอยู่ในนั้นมีของสามย่าง ถุงใบเล็กสีแดงละสีแดงสด กล่องไม้ขนาดกลาง เขายื่นให้เ้าเสี่ยวเฟยและเสี่ยวฝานที่จิกไปตัวละถุง
" ของขวัญบูชาครูที่พวกศิษย์ช่วยกันหามาขอรับ "
ทั้งสามต่างยื่นให้ด้วยตัวเองเป็การแสดงความเคารพและกตัญญูตามจารีตโบราณนี้คงเป็เอียนหยาหลานที่บอกเล่าเื่ราวพวกนี้ให้เ้าสองตัวฟังสินะ
โอ้ ถึงยังไม่ได้เปิดดูแค่ัักลิ่นอายพลังเธอก็รับรู้ได้ว่าเป็สิ่งที่เหนือความคาดหมาย
โสมเืพันปีที่เกือบจะกลายมีจิติญญาดันโชคร้ายมาเจอแม่สาวไก่ป่าเสี่ยวเฟย
เกล็ดย้อนัดินที่ฝังกายไว้ในถ้ำน้ำแข็งลึกหวังพักอย่างสงบหลังความตายดันโชคร้ายเจอเ้าเสี่ยวฝานนักขุดสุสาน
แก่นศิลาธาตุ น้ำ ที่เอียนหยาหลานชอบไปนั่งกินแตงกับภูติผีพรายทะเลสาปท้ายหมู่บ้านที่ไม่ป่านนี้จะรู้หรือยังว่าถูกชายงามซื้อแตงที่บ้านไม่ได้จ่ายเงินพวกเธอ
เธอรับของมาทั้งหมด มิน่าล่ะ่เวลาหนึ่งเ้าพวกสามศิษย์ไม่อยู่บ้านนานนับเดือนคงเพราะรวมตัวกันไปหาของพวกนี้เพื่อแสดงความกตัญญูต่อเธอ เมื่อมีของบูชาครูก็ย่อมต้องมีของรับขวัญศิษย์
" นี่คือของ ที่ฉันเตรียมไว้ให้พวกเธอ " โบกมือเบาๆก็ปรากฏ ป้ายหยกเขียวจักรพรรดิสลักลวดลายเมฆพร้อมกับอักษรหนึ่งประโยคที่ทั้งสามใช้จิตัั สำนักเทียนหลุนซี ด้านหลักของป้ายหยกกะสลักเป็รูปดอกบัว หยกพวกนี้ได้มาจากถ้ำโจรที่เอียนหยาหลานเป็ผีเฝ้าทรัพย์โดยมีเธอเป็คนลงมือแกะสลักด้วยตนเอง
นี่คือ เอียนหยาหลานที่ไม่เคยคาดคิดถึงเื้ัของท่านอาจารย์น้อยได้แต่รับมาด้วยความสั่นเทา นี้พวกเขาถึงขนาดมีท่านผู้นี้เป็อาจารย์
ป้ายหยกระจำตัวสัญลักษณ์สำนักถ้ามีโอกาสหลุดพ้นจากโลกนี้สามารถใช้ป้ายนี้แทนตัวได้ถ้าหากไม่มีโอกาสเข้าสู่แดนแห่งนั้นก็ยังมีประโยชน์เป็หยกคุ้มภัย
" กุ๊ก/จิ๊บ/ขอบคุณท่านอาจารย์ "
ซิงซิง นี้พวกเธอ ป้าหงส์ที่เดี๋ยวนี้ชอบมานั่งกินแตงที่บ้านเธอ กลับมานั่งแทะเมล็ดทานตะวันบ้านเธอ พร้อมๆกับของกินเล่นมากมาย มานั่งเม้าท์มอย ซุบซิบนินทา เอาแตงชาวบ้านมากินกับแม่ของเธอ ทำให้เธอรู้ว่าอย่ามองคนแต่เพียงภายนอกคนบางคนปากหวานก้นเปรี้ยว ส่วนคนบางคนกับมีนิสัย ใจ ตรงข้ามกับปากเสมอ อย่างที่ป้าหงส์เป็
นี่ก็คงมาหาเพื่อนกินแตงล่ะสิ
" กุ๊กๆ/จิ๊บๆ/ป้าหงส์ " นี้ไงเพื่อนสวนแตงป้าหงส์ก็เ้าลูกศิษย์ทั้งสามของเธอเอง
" ฮ่าฮ่าฮ่า"
" เอิ๊กอ๊ากเอิ๊กอ๊าก "
" คิกคิก "
เสียงหัวเราะของคนสามวัยดังลั่นทั่วลานบ้านเมื่อเห็นสภาพพวกเขาก็นะทำใจไว้แล้วว่าถัาคนที่บ้านเห็นจะต้องมีปฏิกิริยาตอกย้ำจิตใจแต่ก็ไม่ได้ความว่าจะมีผู้ที่อยู่นอกความคาดหมายอยู่นี้
คนทั้งสามวัยมองแล้วก็หยุดหัวเราะไม่ได้นี้ยังใช้ซ่งซิงเหลียนเด็กหญิงตัวร้ายและเ้าสามศิษย์แสบ นักปลูกแตงประจำหมู่บ้านหรีอ
ซ่งซิงเหลียนที่มีเขม่าควันดำทั้งตัวผมที่เคยเรียบสวยกลับกลายเป็ทรงเดดร็อกยุค 80 เสื้อผ้าทั้งชุดขาดวิ่น แม้แต่ขอทานยังไม่กล้าใส่ เ้าไก่เสี่ยวเฟยละเ้านกเสี่ยวฝานนั้นนอกจากทั้งตัวไม่เหลือขนสักเส้นแล้วก็ยังมีหนังที่ไหม้เกรียมย่างพร้อมสุก ดีขึ้นมาหน่อยเอียนหยาหลานที่มอง ผิวเผินก็ไม่เท่าไหร่ต่ถ้าสังเกตดีๆร่างมนุษย์ของเขาค่อนข้างเลื่อนลางลงวูบหายเป็พักๆ
แต่ไม่เห็นเป็อะไรพวกเขาก็รู้กันทั้งหมู่บ้านแล้วว่าทั้งสามนี้ไม่ใช่ไก่ไม่ใช่นกละไม่ใช่คนแค่ไม่พูดออกมาเท่านั้น รู้ๆกันอยู่ว่าใครเป็หัวหน้า
" ยังกับถูกฟ้าผ่ามา ฮ่าฮ่าฮ่าๆๆ " ป้าหงส์ที่ไม่เคยเห็นเ้าพวกตัวร้ายเสียท่าเท่านี้มาก่อนได้ทีอดเอาคืนผ่านเหตการณ์นี้ไม่ได้
" คิกคิก "
" เอิ๊กกกกก "
แม้แต่แม่สุดที่รักและน้องชายผู้น่ารักทั้งสองของเธอก็ไม่สามารถทนต่อการยั่วยวนเสียงหัวเราะจากตัวตลกทั้งสี่ได้ จวบจนที่คนสามวัยมีความสุขจนเหนื่อยล้าแต่ยังพยายามตั้งสติโดยไม่หันกลับไปมองภาพของทั้งสี่อีก
" พวกเธอคงไม่ใช่ว่าถูกฟ้าผ่ามาจริงๆนะ " ป้าหงส์ถามด้วยอารมณ์ขันหยอกล้อเล่นไม่ได้คิดว่าทั้งหมดจะตอบ
" อืม/กุ๊ก/จิ๊บ/ขอรับ " ทั้งสี่พยักหน้ารับอย่างปลงตกโดยไม่คิดปิดบังความจริง
จะปิดยังไงล่ะหลักฐานเชิงประจักษ์ตรงหน้าทั้งสี่ยืนอยู่นี้
..........
ทั้งลานบ้านเกิดความเงียบไปหลายอึดใจแม้แต่เสียงลมยังไม่กล้าพัดผ่าน
" ไม่ได้เกี่ยวกับฟ้าร้องฟ้าผ่าที่แถบูเาทางใต้สุดของมณฑลหรอกใช่ไหม "
เมื่อเห็นทั้งสี่ก้มหน้าลงชิดอกอย่างพร้อมเพรียงแทนคำตอบ
" สูดดด "
เสียงสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ทำให้คนสามวัยก็ได้แต่ใช้มือทั้งสองข้างปิดเสียงที่ไม่ควรเล็ดลอดออกมาอีก
ครืดดดดดด
เหมือนจะมีสัญญาณเตือนจากฟ้าเหนือลานบ้านเมื่อจู่ๆก็เกิดเมฆทะมึนตั้งเค้า
ยังตามขู่หรือ
เพียงเด็กหญิงตวัดสายตามงฟ้าที่เริ่มก่อตัว บรรยากาศที่น่าหวาดเกรงของมวลเมฆก็สลายหายราวกับฝันไป
เสียเวลา ใช่ว่าตามมาขู่ท่านจะกลัว
แค่ตอบคำถามแทนท่าน ใยต้องมีท่าทีเคืองกัน