23:29 น.
ตายแล้วไปไหน
ชีวิตหลังความตาย
ผมใน่วัย 22 ปีกำลังคิดวนเวียนอยู่ในหัวอย่างไม่รู้จบ ไม่ใช่ว่าสิ้นหวังจนอยากหาทางไปโลกใบสุดท้ายเพียงแต่คิดว่าอีกไม่นานผมอาจจะอดตาย หลังจากที่เงินก้อนสุดท้ายในบัญชีถูกนำไปจ่ายเป็ค่าหอพักจนหมด
ไหนจะต้องหาเงินค่ากินค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ไหนจะต้องหาเงินมาจ่ายค่าเทอมเพื่อให้ตัวเองได้เรียนต่อในปีสุดท้าย มันเป็เงินจำนวนก้อนใหญ่ที่ผมนอนคิดไม่ตกว่าจะไปหามาจากไหน ถ้ายังลอยเคว้งหางานทำไม่ได้สักที
ทุนเรียนฟรีพร้อมค่าใช้จ่ายคงใช้ไม่ได้กับเด็กที่มีผลการเรียนธรรมดาอย่างผม
ถ้าไม่เรียนก็ไม่มีชีวิตที่ดี
ถ้าไม่ทำงานก็ไม่มีเงินไว้ใช้จ่าย
นั่นแหละ ผมชักเริ่มไม่แน่ใจว่าจะมีชีวิตเพื่ออะไร สุดท้ายแล้วผมก็เหลือแค่ตัวคนเดียวบนโลกใบนี้อยู่ดี ไม่มีทั้งเงิน ทั้งครอบครัวและความฝัน
เสียงท้องร้องดังโครกครากสลับกับเสียงแป้นพิมพ์โน้ตบุ๊คตัวเก่า มือเลื่อนเม้าส์กดเข้าหน้าเว็บเสิร์ชหางานพาร์ทไทม์เป็ครั้งที่ร้อย หน้าเดิมๆ ถูกเปิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
งานพาร์ทไทม์
งานเงินดีตอนกลางคืน
งานกลางคืน
กู้เงินนอกระบบ…
ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ มองพระจันทร์เต็มดวงข้างนอกหน้าต่างจากห้องพักเล็กๆ หยุดความคิดชั่ววูบและบอกตัวเอง อย่าคิดทำอะไรโง่ๆ พรุ่งนี้ต้องออกไปเดินหางานทำต่อ เผื่อแถวนี้จะมีงานลูกจ้างรายวันให้พอทำได้สักงาน อย่างน้อยก็พอจะมีเงินมาประทังชีวิตตัวเองได้บ้าง
หากบนโลกนี้มีปาฏิหาริย์จริงก็คงดี ผมเองอยากจะขอเงินไว้ต่อชีวิตอีกสักหน่อยเหมือนกัน
ติ๊ง..
เสียงแจ้งเตือนอีเมลในโน้ตบุ๊คดังขึ้น ข้อความข่าวสารจากเว็บหางานถูกส่งมาทุกครั้งที่มีประกาศรับสมัคร วันละห้าฉบับ สิบฉบับ แต่การตอบรับอีเมลสมัครงานของผมยังคงว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่เสียงโทรศัพท์เพื่อเรียกไปทำงานอย่างที่หวัง
Rrrr
คงจะมีก็แค่ ‘แทนทัพ’ เพื่อนสมัยเด็กและเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่โทรมาหาบ่อยๆ
“ว่าไง”
[เป็ยังไง หางานได้หรือยัง]
“ยังเลย เปิดๆ ดูอยู่” ผมเอนหลังพิงเก้าอี้ หลับตาลงอย่างเหนื่อยล้า การหางานพาร์ทไทม์เงินดีๆ ใน่ปิดภาคเรียนบนเว็บไซต์ยากกว่าการเดินเท้าไปสมัครงานเป็แรงงานถูกกดราคาขั้นต่ำเป็ไหนๆ คนตกงานก็เยอะ เรียนยังไม่จบ ไม่มีประสบการณ์ก็เป็ข้อจำกัดในการหางานทำ
[เสียงเหมือนคนไม่มีแรง ได้กินข้าวบ้างไหมวะ]
“กินสิ เพิ่งกินไปเอง” ผมตอบ อย่างน้อยก็ยังมีข้าวสารติดหม้อไว้ประทังชีวิตอยู่แหละนะ
[กินเยอะๆ ปิดเทอมแล้วก็อย่าเงียบหายไปนะเว้ย ถ้าเครียดเื่เงินก็ยืมเงินกูก่อน มีเมื่อไหร่ค่อยคืน]
“ก็ของเก่ายังไม่ได้คืนเลย จะยืมอีกได้ไง” ผมหัวเราะ มองแบงก์สีแดงยับๆ สามสี่ใบบนโต๊ะ เข้าใจความเป็ห่วงของเพื่อน “ตอนนี้ยังพอมีเหลืออยู่ ไม่ต้องห่วง”
[เหลือเท่าไหร่]
“…” ผมเงียบ ไม่ได้ตอบ คำนวณเงินในใจอย่างน้อยถ้าเจียดเงินใช้จ่ายอย่างประหยัดก็น่าจะพอค่ากินอีกสักสองสามสัปดาห์ แต่สิ่งที่กังวลคือเงินค่าเทอมที่ต้องจ่ายต่างหาก
[กูเป็ห่วงจริงๆ นะ อย่าฝืนมาก ของเก่าไม่คืนก็ยืมอีกได้ มึงมีแล้วค่อยคืน]
“อือ ถ้าไม่ไหวจริงๆ จะบอก ..ขอบคุณมากนะ”
[บอกให้จริงเถอะ ไม่ต้องมาขอบคุณอะไรหรอก]
“ช่วยตั้งเยอะขนาดนี้ไม่ขอบคุณได้ไง” ผมหัวเราะ ทัพเป็เพื่อนเพียงคนเดียวที่ไม่ต่างอะไรจากคนในครอบครัว แม้พวกเราจะฐานะต่างกันแต่ทัพไม่เคยทำให้ผมรู้สึกด้อยกว่าเลยสักครั้ง มีแต่จะช่วยเหลือให้กำลังใจ
[แทบไม่ได้ช่วยอะไรเลย เออ กูจะบอกว่าพี่ปุ่นถามถึง จำพี่ปุ่นได้ไหม]
“จำได้สิ ปีก่อนช่วยให้ได้ทำงานเป็สตาฟตั้งหลายวัน” ผมจำลูกพี่ลูกน้องของทัพที่นิสัยดีอย่างพี่ปุ่นได้ ผมได้ค่าจ้างงานสตาฟอีเว้นท์ที่พี่ปุ่นช่วยแนะนำตั้งหมื่นกว่าแต่ก็ใช่ว่างานมันจะมีตลอด
[พี่ปุ่นกำลัง้าคนไปช่วยงาน ถ้ามึง-]
“งานอะไร ฮัลโหลทัพ? ทัพได้ยินไหม”
เสียงทัพขาดหายไปก่อนจะพูดจบ
หลังจากนั้นก็มีเสียงติ๊ดดังยาวๆ เหมือนกับถูกตัดสายทิ้ง ผมลดมือลงมองหน้าจอโทรศัพท์ มองสัญญาณที่ขึ้นเต็มปกติ อาจเป็เพราะฝนใกล้จะตกกับห้องที่อยู่มุมอับ คลื่นสัญญาณจึงไม่ค่อยดีเท่าที่ควร
ติ๊ง
ผมละความสนใจจากสายที่ถูกตัดไปของแทนทัพ เมื่อเสียงแจ้งเตือนอีเมลใหม่ที่เด้งขึ้นมาบนหน้าจอ ตอนแรกผมคิดว่าคงเป็ข้อความแจ้งเตือนจากเว็บสมัครงานเหมือนทุกที แต่ไม่ใช่.. เมื่อพิจารณามองดูอย่างถี่ถ้วนแล้ว ทำให้รู้ว่าผมคิดผิด
หัวใจผมกระตุกวูบ เพ่งมองหน้าจอให้แน่ใจอีกครั้ง
inbox : แจ้งนัดสัมภาษณ์งาน
ผมแทบลืมหายใจตอนอ่านหัวข้ออีเมล ไม่ต้องบอกใช่ไหมว่าใจผมเต้นแรงจนจะหลุดจากอก แต่ถึงอย่างนั้นก็กลัวว่าจะเป็สแปมอีเมลที่ตัวเองชอบทิ้งเมลไว้ตามเว็บหางานหรือบางทีก็อาจจะงานลูกโซ่ หาคนไปเป็ตัวแทนขายอะไรแปลกๆ ทำให้ผมดีใจเก้อ
ขอให้เป็งานที่ดีเถอะ
ผมภาวนา กดเข้าอ่านอีเมลอย่างระวังราวกับกลัวว่ากดผิดแล้วมันจะหายไป หน้าจอโน้ตบุ๊คกะพริบเปลี่ยนหน้า ข้อความในอีเมลมีเนื้อหาแจ้งนัดสัมภาษณ์งานในวันเสาร์นี้ ตอนสิบโมงตรงพร้อมทั้งแนบแผนที่ในการเดินทางมาให้เรียบร้อย
บ้านเลขที่ 9
ผมรู้ว่ามันไม่ดีที่ส่งอีเมลไปหลายๆ ที่จนจำไม่ได้ว่าตัวเองส่งไปที่ไหนบ้าง จำต้องย้อนกลับไปอ่านในอีเมลที่ตัวเองส่งไปอีกครั้งถึงได้นึกออก และไม่แปลกใจว่าสถานที่ทำงานจะเป็บ้านที่พักอาศัย
ผมจำได้อย่างเลือนรางว่าอาทิตย์ก่อนมีประกาศหางานจากโพสต์นึงในกลุ่มปิดของเฟสบุ๊ค รับสมัครผู้ช่วยนักเขียนชั่วคราว รายละเอียดงานก็เหมือนทั่วไป ไม่สิ ผมว่ามันเป็งานที่คนคอมเม้นว่าสนใจเยอะสุดเลยก็ว่าได้
งานช่วยหาไอเดียความคิดเกี่ยวกับนิยาย ช่วยหาข้อมูลสำหรับการเขียน ทำงานวัน 8 ชั่วโมง หยุดเสาร์อาทิตย์ตามปกติ ผมจำได้ว่ามีค่าเดินทางพร้อมทั้งอาหารให้ต่างหาก ระยะเวลางานแค่สามเดือน บวกกับค่าตอบแทนที่ดูดี ใครๆ ก็อยากได้งานนี้ ผมเกือบจะเลื่อนผ่าน หากไม่เห็นว่าเขารับเฉพาะผู้ชายไม่จำกัดอายุ ไม่จำเป็ต้องมีประสบการณ์
แต่ผมไม่คิดด้วยซ้ำว่าตัวเองจะได้รับอีเมลตอบกลับจากงานนี้
แม้จะไม่ใช่การตอบรับเข้าทำงาน เป็เพียงแค่การนัดสัมภาษณ์เท่านั้นแต่มันทำให้ผมรู้สึกมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง นับว่าโอกาสดีๆ ได้เดินทางมาหาผมแล้ว
☽
เช้าวันเสาร์ฝนตกลงมาอย่างไม่เป็ใจ ความชื้น ถนนที่เปียกและอากาศที่เย็นลงทำผมรู้สึกไม่ค่อยสบายตัว รวมถึงการเดินทางด้วยรถสาธารณะประจำทางเป็ไปอย่างลำบากกว่าเดิม
มันไม่ใช่การเริ่มต้นวันที่ดีเท่าไหร่ ผมได้แต่ภาวนาขอให้สายฝนช่วยชะล้างความโชคร้ายและให้ได้งานทำสักที
หยดน้ำฝนที่เย็นฉ่ำตกกระทบร่มในมือก่อนจะตกกระทบลงพื้นกระจายเป็วงกว้าง รถติดกว่าที่คิด จากที่พักมาถึงปลายทาง ใช้เวลานานกว่าปกติเกือบยี่สิบนาที ไม่นับรวมกับที่ผมต้องมายืนติดแหง็กอยู่ตรงป้ายรถเมล์เก่าๆ เกือบสิบนาที โชคดีที่ยังพอจะมีเวลาเหลืออีกนิดหน่อย
ย่านผู้ดีเก่าในกรุงเทพ…
แม้จะรู้ล่วงหน้าจากแผนที่ว่าเป็ย่านคนมีเงินแต่พอเอาเข้าจริงผมยิ่งกังวลและประหม่า
ทันทีที่ฝนเริ่มซาลง ผมไม่รอช้าที่จะขยับเท้าเดินทางไปบ้านหลังตามนัด สอดสายตามองสำรวจบ้านหลายหลังที่เดินผ่าน รถราคาแพงหลายคันที่ขับสวนทางเป็ระยะบนถนนคอนกรีตเรียบเสมอกันอย่างดี บรรยากาศเงียบสงบเป็ส่วนตัว ไม่วุ่นวาย ไม่จอแจด้วยผู้คน แตกต่างจากที่ผมอยู่อย่างสิ้นเชิง
ผมก้มมองสำรวจตัวเองอีกครั้ง…ครั้งที่สิบ
เสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงสีดำ ชุดที่คิดว่าสะอาดและดูดีที่สุดในตู้เสื้อผ้า บางทีเขาเห็นผมแล้วอาจเปลี่ยนใจอยากได้คนที่ดูคล่องแคล่ว เป็มืออาชีพ มีประสบการ์สูงมากกว่านักศึกษาธรรมดา ตัวผอมแห้งเหมือนไม่มีแรงอย่างผมก็ได้
ผมรู้ว่าควรจะมั่นใจในตัวเองแต่ชีวิตหลายปีที่ทำงานก็ใช่ว่าจะเจอแต่นายจ้างที่ดี สัจธรรมบนโลกใบนี้สอนให้เราเรียนรู้ คนบางคนไม่ได้ใจดีและหวังดีกับเรามากขนาดนั้น
แผนที่ในโทรศัพท์ถูกยกขึ้นมาดูอีกครั้ง ตำแหน่งที่ตั้งที่ถูกแนบมากับอีเมลค่อนข้างละเอียดชัดเจน บ้านประตูรั้วไม้ทึบอยู่สุดซอยทางตันแยก 13 ใช้เวลาเดินจากต้นซอยราวๆ 5-10 นาที
ไม่แย่เท่าไหร่ ผมหมายถึงแถวนี้ก็ไม่ได้อยู่ในซอยเปลี่ยวหรือลึกจนลับตาคนอย่างที่นึกกลัว ความจริงผมเองก็กังวลเลยบอกกับทัพเอาไว้ว่าตัวเองไปสัมภาษณ์งานที่ไหน เผื่อมีอะไรขึ้นมาจะได้ตามหาผมเจอ
ถึงผมใกล้จะอดตายก็ไม่ได้หมายความว่าผมไม่กลัวตาย จริงไหม
ทว่าผมคงต้องคิดใหม่
เมื่อหยุดยืนหน้าบ้านเลขที่ 9
ผมแหงนหน้ามองประตูรั้วไม้ทึบและกำแพงบ้านที่สูงเกือบสองเมตรอย่างระงับอาการสั่นไหวในใจ มันสูงเสียจนบดบังตัวบ้านจากสายตาของคนภายนอกอย่างมิดชิด บ้านสีขาวหลังใหญ่ข้างในถูกปกคลุมด้วยต้นไม้สูงใหญ่ราวกับถูกซ่อนเอาไว้
หากไม่สังเกตก็คงไม่เห็น
ฝนหยุดตกแล้ว ผมยังยืนละล้าละลังอยู่ที่หน้าประตูรั้วใหญ่ ทุกอย่างเงียบสงบจนชักไม่แน่ใจว่ามาถูกบ้าน ผมไม่มีแม้แต่เบอร์โทรติดต่อเพื่อโทรแจ้ง อีเมลมีรายละเอียดแค่วันและเวลา สถานที่นัดหมายก็เท่านั้น
แต่ยังไม่ทันที่จะได้หันไปมองรอบๆ เพื่อหาอะไรสักอย่างเช่นกริ่งประตู เสียงอินเตอร์คอมไร้สายตรงกำแพงไม่ไกลจากที่ยืนอยู่ก็ดังขึ้นพอดี
(…เข้ามาได้เลยครับ)
เป็เสียงทุ้มๆ ของผู้ชายคนหนึ่ง…
พร้อมกับเสียงดังคลิกเบาๆ ที่ประตูรั้วเล็กเหมือนกับถูกปลดล็อกราวกับเป็คำอนุญาตให้เข้าไปข้างใน สถานที่ไม่คุ้นชินทำท้องไส้ของผมปั่นป่วนพร้อมๆ กับความหวังที่จะได้งานจากบ้านหลังใหญ่โอ่อ่าค่อยๆ หดเล็กไป
ผมผลักประตูเล็กเข้าไปเหมือนกับอลิซในดินแดนมหัศจรรย์
ทุกอย่างหลังประตูให้ความรู้สึกราวกับหลุดเข้ามาอยู่ในหนังสือแต่งบ้านและสวน ผมมองสวนขนาดใหญ่ซ้ายมือ มองสนามหญ้าสีเขียวบริเวณหน้าบ้าน ความสวยงามและกว้างขวางทั้งหมดถูกซ่อนไว้หลังกำแพงสูงใหญ่ จนอดไม่ได้ที่จะคิดภาพการตั้งแคมป์นอนดูดาวนอกบ้านคงได้บรรยากาศเหมือนมาพักค้างแรมรีสอร์ทไม่มีผิด
ยังไม่นับพื้นคอนกรีตพิมพ์ลายขัดมันอย่างดีที่ทอดยาวไปถึงโรงจอดรถกับชานหน้าบ้านขนาดใหญ่ ทั้งร่มเงาและความเย็นจากต้นไม้ใหญ่ที่ปกคลุม มีรั้วรอบขอบชิดสูงจนเรียกว่าเป็บ้านส่วนตัวที่ตัดขาดจากความวุ่นวายภายนอกโดยสมบูรณ์แบบ
ผมยืนมองด้วยความคิดหลายอย่างประดังประเดเข้ามาในหัว บางทีงานเขียนของเขาอาจเป็แค่งานอดิเรก รองจากงานธุรกิจร้อยล้านอะไรสักอย่าง
ความเงียบรอบตัวที่ไม่มีใครเดินออกมามองคนแปลกหน้าอย่างผมเลยสักคน ทำให้ผมต้องกึ่งเดินกึ่งจ้ำเท้าเพราะกลัวจะโดนหาว่ามายืนด้อมๆ มองๆ ไม่ต่างกับโจร
ประตูหน้าบ้านเป็กระจกกรอบไม้บานใหญ่สูงจากพื้นจรดเพดาน มันถูกปิดไม่ให้มองเห็นด้านในด้วยม่านสีครีม เห็นแค่เพียงไอเย็นที่ขึ้นเกาะบนกระจกที่พอจะทำให้รู้ว่ามีคนเปิดแอร์อาศัยอยู่เท่านั้น
มือทั้งสองข้างผมชื้นไปหมด ความประหม่าแล่นไหลผ่านไปทั่วทั้งตัว
ผมสูดหายใจเรียกความกล้าทั้งหมด ถ้ากลัวก็คงมีแต่จะอดตาย
ก๊อกๆ
“ขอ..อนุญาตนะครับ”
ผมผลักประตูเข้าไปข้างในบ้านอย่างเบามือที่สุด บ้านเงียบเชียบ.. ไม่มีใครนั่งอยู่ตรงห้องโถงรับแขก ไม่ใครเลยสักคน ััได้เพียงความเย็นฉ่ำของเครื่องปรับอากาศปะทะผิวพร้อมกับกลิ่นก้านหอมลอยมาแตะจมูก
ผมไม่อยากจะเสียมารยาทแต่บรรยากาศชักทำผมนึกถึงเื่ผีหลายๆ เื่ที่เคยฟัง
“นั่งรอก่อนนะคะ”
“ครับ?” ผมสะดุ้งเกือบสุดตัว หลังจากเหยียบพื้นโถงทางเดินเข้าบ้านอย่างเงอะงะ หันไปเจอคุณป้าที่เดินออกมาจากด้านหนึ่งของบ้านอย่างไม่ให้สุ้มให้เสียง ผู้หญิงวัยกลางคนห้าสิบเศษๆ แต่งกายด้วยชุดแม่บ้านสีครีม ท่าทางสุภาพ หน้าตากับรอยยิ้มใจดีทำผมอุ่นใจขึ้นมานิดหน่อย
อย่างน้อยก็ไม่ยืนเคว้งคว้างไม่รู้ว่าควรจะทำตัวยังไงดี
“คุณเขาติดสายคุยงานอยู่ค่ะ อีกสักครู่น่าจะลงมา”
“ครับ ขอบคุณมากนะครับ” ผมยิ้มตอบ ไม่สามารถหยุดอาการประหม่าของตัวเองได้ นั่งบนโซฟาสีเข้มราคาแพงอย่างระวัง ยกมือขอบคุณหลังจากที่คุณป้าวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะตรงหน้า เธอมองหน้าผมแล้วยิ้มอย่างใจดี
“ทำตัวตามสบายนะคะ”
“..ครับ” ผมอ้อมแอ้มตอบไม่เต็มเสียง มองแผ่นหลังของคุณป้าที่เดินกลับไปทางเก่า คุณป้าดูใจดีราวกับผมเป็แขกมาติดต่องานมากกว่าคนมาของานทำ
แต่ผมไม่รู้จะทำตัวตามสบายในบ้านที่กว้างขวาง โอ่อ่าและแอร์เย็นเฉียบขนาดนี้ได้ยังไง ผมห่อตัวลงกับเสื้อเชิ้ตบางๆ ของตัวเอง หวังให้มันช่วยสร้างความอบอุ่นก่อนจะหันมองสำรวจรอบบ้านอย่างถือวิสาสะ อย่างไม่รู้ว่าควรทำอะไรฆ่าเวลารอดีนอกจากการมอง
สวนภายนอกได้รับการตกแต่งอย่างดีมากแค่ไหน ภายในบ้านก็เป็ไปอย่างที่คิด บางทีอาจจะมากกว่าที่ผมคิดนิดหน่อยด้วยซ้ำ ชั้นหนังสือบิวอินท์ติดผนังสูงจรดเพดานสะดุดตา
ร้อยเล่ม.. ห้าร้อยเล่ม.. เยอะมากพอที่จะบอกว่าเ้าของบ้านเป็พวกรักการอ่านไม่ก็นักสะสมหนังสือ หรืออาจจะไม่แปลกที่คนในบ้านหลังนี้เองก็เป็นักเขียน
ทุกอย่างในบ้านราวกับเปิดกูเกิ้ลหาภาพเพื่อเป็เรฟตกแต่งบ้าน ผมมองเพดานสูงโปร่ง หน้าต่างบานใหญ่ที่ถูกปิดด้วยผ้าม่านอย่างตื่นตาตื่นใจ ทั้งสวยงาม ทันสมัย กว้างขวางแต่ยังคงเรียบขรึมด้วยเฟอร์นิเจอร์สีเข้ม
ผมหยุดไม่ได้ที่จะมองสำรวจไปเรื่อย ทุกอย่างในบ้านเต็มไปด้วยความน่าสนใจ ไม่ว่าจะพื้นไม้ พรมนุ่มๆ ที่เท้า โซฟาสีน้ำเงินตัดกับโต๊ะไม้สีน้ำตาลและไฟสีส้มยิ่งทำให้บ้านดูอบอุ่นเป็เท่าตัว ทุกอย่างถูกจัดวางอย่างดี ไม่ใช่แค่เลือกซื้อตามใจแล้วนำมาวางรวมๆ กันเท่านั้น มันยังแสดงถึงรสนิยมของเ้าของบ้านที่ไม่ใช่แค่หรูหราอึมขรึมอย่างเดียว
ถ้าผมมีเงินมากพอ ผมเองก็อยากมีบ้านแบบนี้สักหลัง
นานเกือบสิบห้านาทีที่ผมยังคงนั่งรออยู่บนโซฟาตัวใหญ่ แต่แล้วความเย็นฉ่ำจากแอร์ภายในบ้านทำผมต้องเสียมารยาทอีกครั้งด้วยการขยับตัวลุกขึ้นเดินก่อนที่จะหนาวสั่นทั้งตัว
ตู้โชว์หน้าทีวีจอใหญ่ถูกจัดเรียงด้วยหนังสือต่างประเทศกับตุ๊กตาเซรามิกขนาดเล็ก ดูค่อนข้างมีราคา น่าจะเป็ของสะสมจากการไปเที่ยวต่างประเทศอย่างที่ผมมักเห็นในบ้านคนมีเงินชอบสะสม บางอย่างดูเป็ของเก่าราคาแพง บางอย่างก็ดูเป็ของตกแต่งตามยุคสมัย
จนกระทั่งสายตาของผมหันไปสะดุดกับบางสิ่ง
รูปทรงคล้ายกับก้อนหิน ไม่สิ มันคล้ายกับคริสตัลใสขนาดประมาณสองนิ้ว ผิวััขรุขระ ส่องประกายวิบวับ สวยจนผมเผลอยืนมองมันอย่างไม่ละสายตา ความยับยั้งชั่งใจเหมือนถูกกัดกินหายไปทีละนิด มันดึงดูดผมเสียจนอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือหยิบมันขึ้นมามองใกล้ๆ
ผมชูมันขึ้นสูง... กลิ้งมันเล่นกับแสงไฟจนสะท้อนประกาย
ปรากฎให้เห็นฟองน้ำเล็กๆ เคลื่อนที่อยู่ข้างใน
มันเป็อะไรที่ผมไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน
“ผลึกควอตซ์น่ะครับ ผมมีอีกหลายก้อนเลยถ้าคุณสนใจอยากดู”
“ขอโทษครับ”
ผมสะดุ้งสุดตัวรีบวางผลึกที่ว่าอะไรนั่นกลับลงที่เดิมอย่างกลัวความผิด แต่แล้วสิ่งที่ทำให้ผมใกลับไม่ใช่การที่ถูกจับได้ว่าตัวเองได้ทำเื่เสียมารยาทลงไปแล้ว เพราะทันทีที่หันหลังกลับไปผมกลับพบว่าคนพูด ยืนอยู่ข้างหลังห่างกันไม่ถึงหนึ่งคืบดี ใกล้จนผมใเซถอยหลังจนเกือบชนตู้โชว์
โชคดีที่มือใหญ่ยังคว้าต้นแขนผมเอาไว้ทัน
“ขอโทษที่ทำให้ใครับ เห็นคุณดูท่าทางสนใจผลึกควอตซ์”
“มะ..ไม่..ครับ” ผมก้มมองพื้นอย่างเงอะงะ หาเสียงตัวเองแทบไม่เจอ ไม่ใช่ความผิดเ้าของบ้าน ผิดที่ผมถือวิสาสะลุกมาหยิบจับของในบ้านโดยไม่ขอมากกว่า
ผมไม่รู้ตัวเลยว่ามีคนเดินมายืนอยู่ข้างหลัง
ไม่รู้ตัวจริงๆ …
“ผมคงเสียมารยาทมากที่ให้คุณรอนาน”
“ไม่เป็ไรครับ ไม่ได้นานมากครับ” ..ผมต่างหากที่เสียมารยาท ผมนึกต่อในใจ เสียงทุ้มๆ ทำผมทั้งคลายกังวลทั้งตื่นตนก อย่างน้อยก็ไม่ได้มีน้ำเสียงตำหนิทั้งที่คนเสียมารยาทเป็คนแปลกหน้าอย่างผม
ผมโล่งใจที่ไม่โดนต่อว่าว่าเป็ขโมย
เขาปล่อยมือออกจากต้นแขนและขยับตัวถอยหลังให้ระหว่างเราได้มีพื้นที่หายใจมากขึ้น จังหวะนั้นเองที่ผมมีโอกาสเงยหน้ามองหน้าเขาชัดๆ ไม่ใช่แค่ปกคอเสื้อเชิ้ตสีดำหรือกางเกงสแล็คเข้ารูปรับสะโพกและขายาวๆ เท่านั้น
“ผมเจโรมครับ เ้าของงานที่เรียกคุณอารัญมาสัมภาษณ์ในวันนี้”
☽
- tbc -
#หลงพระจันทร์
ฝากน้องอารัญกับคุณเจโรมไว้ในอ้อมอกด้วยนะคะ
ขอบคุณค่ะ