บทที่ 6 ตำนานโจรโพ้นทะเล
“ข้าพอรู้แล้วว่า ต้องไปตามหาคนผู้นี้ได้จากที่ไหน”
แต่ก่อนจะไปที่นั่นได้ จำเป็ต้องกลับเมืองหลวง ไปรายงานความคืบหน้าให้ทางการทราบก่อน สำคัญที่สุดจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับเดินทางไกลไปอีกซีกแคว้น เพื่อไล่แกะรอยหาคนผู้นั้นโดยอิงจากภาพวาดปริศนาที่โม่เตี๋ยวยื่นให้
ขณะนี้เรือลำใหญ่แล่นอยู่กลางทะเลสีมรกต โม่เตี๋ยวยืนทรงตัวบนหัวเรืออย่างซุกซนตามประสา แขนอวบอ้วนที่สั้นยาวเพียงสามคืบมือ กางออกต้านลมคล้ายนกน้อยโผบินเสียจนสุดแขน ปากเ้าเนื้ออ้ากว้างถลาลม จนเกิดเสียงดัง ‘งึง..งึง’ อยู่ในลำคอ
ยามที่คลื่นลมแรงโถมสู่ร่าง ก็คล้ายว่าโคนขาเล็ก ๆ จะเอาไม่อยู่ ด้วยเหตุนี้จึงมีเชือกความหนาเท่าสองนิ้วมือ มัดขาเล็ก ๆ ล่ามติดกับแขนของโหรวชิงอวิ๋นไว้ ที่ดูอย่างไรก็เหมือนนายท่านเ้าสำราญผู้ที่พาสัตว์เลี้ยงของตัวเองออกมาสูดอากาศอย่างไรอย่างนั้น
ชิงอวิ๋นไม่สนสายตาผู้คนที่มองมา หากไม่ทำเช่นนี้มีหวังขาสั้นป้อมของโม่เตี๋ยว ได้วิ่งซอยเท้าไปทั่วทั้งลำเรือ ขืนไปเหยียบหางใครเข้า ก็เท่ากับว่าทำให้ตนเองตกเป้าหมาย ก็ที่พาโม่เตี๋ยวเดินทางเรือ เพราะบนบกมีด่านตรวจคนมากเกินไป ยามนี้ไม่สะดวกให้ใครตรวจสอบตัวตนทั้งนั้น จนกว่าจะกลับถึงเมืองหลวง แล้วประกาศกร้าวต่อสาธารณชนว่า
โหรวชิงอวิ๋นเก็บลูกสาวได้ระหว่างทาง แล้วเกิดมีเมตตาจึงนำมาชุบเลี้ยงในจวนก็เท่านั้นเอง
“ซาลาเปาไส้กุ้งสับของนายท่านมาส่งแล้วขอรับ”
เสี่ยวเอ้อร์ยกอาหารมาจากใต้ท้องเรือลำใหญ่ส่งให้ลูกค้าถึงที่ แน่นอนว่าซาลาเปามากมายพวกนี้มีไว้เพื่อเ้าหนูโม่เตี๋ยว หลังสอบถามและสังเกตจากนิสัยใจคอ ค้นพบอย่างหนึ่งว่าโม่เตี๋ยวชอบซาลาเปาเป็ชีวิตจิตใจ
“ท่านพ๊อ ~”
ขาสั้นะโจึ๋งจากขอบเรือ แล้ววิ่งปรูดตรงมาแหมะก้นลงบนฟูกที่นั่งด้วยสีหน้าแสนร่าเริง เพียงเท่านี้ก็เรียกรอยยิ้มมุมปากจากโหรวชิงอวิ๋นได้เล็กน้อย แล้วมีเสียง ‘หึ’ ปนออกมาจากลำคอ แล้วยังกล่าวต่อไปอีกว่า
“เพื่อของกินไร้ประโยชน์พวกนี้ เ้าก็กล้าเรียกข้าบิดาได้เต็มปากแล้วอย่างนั้นหรือ”
โหรวชิงอวิ๋นทั้งพูดทั้งยื่นมือไปหยิกแก้มอ้วน ที่กำลังเคี้ยวหนุบหนับไม่สนโลก ยิ่งมองก็ยิ่งอยากหยิกแก้มน้อย ๆ ของนางให้ยืดเป็แป้งเปียก
“เช่นนั้นโม่เตี๋ยวเรียกท่านลุงดังเดิมก็ได้เ้าค่ะ”
เ้าลูกหมูโม่เตี๋ยวหันมาหัวเราะเหอะหะอย่างมีความสุข ทั้งที่ขณะเดียวกันก็จับของกินยัดเข้าปากอย่างมูมมาม อีกครู่เดียวก็สำลักออกมาไม่ผิดไปจากที่คาดไว้ ต้องเป็หน้าที่ของโหรวชิงอวิ๋นที่รินชาเตรียมไว้ให้ แล้วยกมือลูบหลังให้ปีศาจหมูตัวน้อยอย่างห่วงใย พร้อมกล่าวตำหนิอย่างอ่อนใจว่า
“แล้วใครจะแย่งเ้ากิน!”
“ขอบคุณเ้าค่ะท่านลุงโหรว”
“____” โม่เตี๋ยวผันเสียงไปเรียกคนตรงหน้าว่าท่านลุง นั่นเปลี่ยนสีหน้าสุดห่วงใยของชายหนุ่มให้กลับมาบึ้งตึงขึงขัง แล้วขับลมออกจากท้องเปลี่ยนเป็คำพูดที่น่าขนลุกอย่างไรก็ไม่ทราบ
“เรียกข้าท่านพ่อ!”
โม่เตี๋ยวกลับคืนสู่สภาวะปกติ เหลือแค่หายใจถี่ ๆ เล็กน้อย ทว่าอาการเ่าั้พลันหายเป็ปลิดทิ้ง เหลือแค่ความรู้สึกอึ้ง ๆ แล้วกะพริบตาปริบ ๆ หลายครั้งอย่างไม่อยากเชื่อสิ่งที่หูได้ยิน แล้วงึมงำออกมาเป็ภาษาบ้าใบ้บางอย่างว่า
“ท่านพ่อของโม่เตี๋ยว ~”
โหรวชิงอวิ๋นถอนหายใจโล่งอกคล้ายกำลังพูดในใจอย่างไร้เสียงว่า ‘ค่อยยังชั่ว’ ใจหนึ่งก็ทอดถอนหายใจว่า การเลี้ยงเด็กหนึ่งคนมันยากขนาดนี้เชียวหรือ ไม่ว่าเื่อะไรก็จุกจิกหยุมหยิม ยากกว่าการออกรบไม่รู้ตั้งกี่เท่า แต่พอนั่งคิดก็คงได้แต่คิด ใครใช้ให้ตอนนี้หลงใหลในความน่ารักของปีศาจหมูตัวนี้ไปเสียแล้ว
ว่าแต่…เจียงเย่? เ้านั่นหายหัวไปไหน?
เพียงมองหา แล้วขานชื่อเรียกยังไม่ทันขาดคำ เ้าตัวก็วิ่งมาแต่ไกลพร้อมด้วยกุมฝักกระบี่เอาไว้ในมือแน่น ท่าทีลนลานใช่เล่น มีเื่อะไรที่สามารถทำให้รองผู้บัญชาการหงตื่นตระหนกได้ อนุมานว่าเื่นั้นต้องไม่ใช่เื่ธรรมดาอย่างแน่นอน
“ว่าอย่างไร? คราวนี้พระอาทิตย์ย้ายไปตกทางตะวันออก หรือว่านางเงือกเกยตื้นขึ้นมาโบกมือให้เ้ากันล่ะ”
ผู้เป็นายยังคงใจเย็นกับท่าทีลนลานของผู้ติดตามเจียงเย่อยู่ เรือลำนี้เป็เรือบรรทุกสินค้าของพวกพ่อค้า แล้วยังเป็เรือส่งคนข้ามฟาก ดังนั้นนอกจากเถ้าแก่เ้าของเรือเอาของแปลก ๆ ออกมาขาย แล้วหลอกคนนอกว่า หายากอย่างนั้นที ล้ำค่าอย่างนี้ที เช่นนั้นก็คงเป็เื่นี้ที่ทำให้เจียงเย่ลนลานกระมัง
“ไม่ใช่ทั้งสองอย่างขอรับ”
เจียงเย่โก่งตัวเข้ามากระซิบ หวังให้ได้ยินกันเพียงสองคน แล้วกล่าวต่อไปอีกว่า
“ทิศประจิมมีเรือลำหนึ่งมุ่งตรงมาที่นี่ขอรับ ประเมินจากสัญลักษณ์บนเรือ หรือว่าจะเป็โจรโพ้นทะเลในตำนาน?”
หงเจียงเย่หน้าตื่นเข้ามารายงาน เคยได้ยินเื่ตำนานโจรโพ้นทะเลมาบ้าง ไม่น่าเชื่อว่าเื่งมงายที่ผู้าุโเคยเล่าให้ฟังตอนเด็ก จะมีอยู่จริง ๆ ในโลกใบนี้
“ให้ตายเถอะ! ที่ว่ามาก็แค่นิทานหลอกเด็กเท่านั้น ข้าว่าเ้าเอาเวลาไปนอนกลางวันเถอะ อย่ารบกวนเวลากินอาหารของข้ากับลูกจะดีกว่า เดี๋ยวข้ายังต้องเอาโม่เตี๋ยวไปกล่อมนอนอีก ข้าเหนื่อยมากนัก เหนื่อยเกินกว่าจะมาฟังเื่ไร้แก่นสาร”
ชิงอวิ๋นเอนหลังพิงฟูกที่นั่งอย่างใจเย็น ทว่าสีหน้าเต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย คงเพราะรู้ดีว่านิสัยส่วนตัวของเจียงเย่ก็เป็เช่นนี้ อะไรก็ต้องเล่นใหญ่ไว้ก่อน
“อ้อ! จะว่าไป...ท่านพ่อกับท่านอาหงละเลยหน้าที่ หนีจากชายแดนมาอยู่เป็เพื่อนโม่เตี๋ยว ทหารเล็ก ๆ อย่างพวกท่านจะโดนทำโทษหรือไม่”
เอาอีกแล้ว O_O’
โม่เตี๋ยวพูดอะไรแปลก ๆ อีกแล้ว คนแคว้นเทียนสือ ตลอดจนชายปริศนาผู้ที่ชี้นำให้โม่เตี๋ยวเดินทางมาพบโหรวชิงอวิ๋นถึงแผ่นดินต้าเจิ้ง ไม่ได้บอกไว้หรืออย่างไร ว่าบุรุษที่หล่อเหลาล่มบ้านล่มเมือง มือหนึ่งถือโล่ มือหนึ่งถือทวน นามว่าโหรวชิงอวิ๋น คือแม่ทัพใหญ่แห่งต้าเจิ้ง หาใช่ทหารยศเล็ก ๆ อะไรนั่น
เจียงเย่ที่พร้อมก้าวเท้าหลบออกไปให้พ้นหน้านายทานโหรว! จำต้องชะงักไปหนึ่งจังหวะ จะถอยก็ไม่เหมาะ จะก้าวก็ไม่ดี เปลี่ยนทิศทางเป็หมุนตัวมาอุดปากโม่เตี๋ยวไว้แทน เสียงรัวเร็วเฝ้ากระซิบอยู่ห่างหูเสี่ยวเตี๋ยวอย่างมีลับลมคมใน
“คุณหนูอย่าพูดซี้ซั้วนะขอรับ นายท่านของพวกเราหน้าใหญ่ใจโต ให้ความสำคัญกับยศและตำแหน่ง ครั้งหนึ่งมีคนไม่รู้ความ เผลอดูิ่ทางวาจา พร้อมด้วยลำดับยศผิด บุรุษที่ท่านคิดว่าใจดีถึงขั้นแกว่งทวนตัดมวยผม จนคนผู้นั้นต้องรีบไปโกนหัวโล้นในเช้าวันถัดมา ทำเขาอับอายไปสามเดือนติด!”
โหรวชิงอวิ๋นปรายตามองอย่างสอดรู้สอดเห็น ทว่าก็ยังวางมาดสูงส่งค้ำคางไว้อยู่หลายส่วน จึงทำได้แค่หมาดคอให้นกกระจิบสองตัวแตกรัง ตามด้วยเปล่งเสียงนิ่ม ๆ ลงไปตักเตือน
“เสี่ยวเตี๋ยว เ้าอย่าได้ไปเที่ยวฟังคำสอนพิลึกพิลั่นของเ้าคนแซ่หง ในสายตาเ้ามองบิดาเป็ทหารยศน้อยก็ดี หรือมองเป็อื่นไกลก็ช่าง รู้ไว้แต่เพียงว่า นอกจากเ้าแคว้นแห่งต้าเจิ้ง ข้าโหรวชิงอวิ๋นก็มีความสามารถในการคุ้มกะลาหัวให้เ้าได้ก็พอ”
คำพูดประโยคนี้เสริมบารมีให้ท่านแม่ทัพดูน่ายำเกรงเสียจนะเิระเบ้อ หากไม่ได้เห็นกับตา ไม่ได้ฟังกับหู คงคิดว่ามีคนนำบทกวีขึ้นมาท่อง
ย๊า!!!
ไม่ทันไรรอยยิ้มของเจียงเย่หดหายจากแก้ม เมื่อััได้ว่าทิศบูรพามีธนูอาบยาพิษพุ่งเข้ามาโจมตี ยามนี้เสียงกรีดร้องปะปนกับเสียงฝีเท้าที่ขวักไขว่ของผู้คน ชั่วพริบตาเดียวก็เกิดเหตุโกลาหลวุ่นวาย ชายชุดดำไม่ต่ำกว่าห้าสิบคน บุกล้อมเรือขนส่งสินค้าที่ชิงอวิ๋นอาศัยนั่งข้ามฟาก เหมือนที่เจียงเย่เตือนเมื่อครู่
นี่มีจริงหรือ พวกโจรโพ้นทะเล!
“โม่เตี๋ยวเป็เด็กดีเชื่อฟังบิดา! จงซ่อนตัวที่ห้องพักใต้ท้องเรือ หากไม่ได้ยินเสียงบิดาคนนี้เรียก ห้ามส่งเสียงเด็ดขาด”
โม่เตี๋ยวกลัวจนตัวสั่น ทว่ากลัวเพียงใดนิ้วมือที่แน่นเหนียวก็ไม่ยอมปล่อยชายเสื้อของบิดา แต่เหตุการณ์ก็เริ่มชุลมุนมากขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนกัน พวกคนบริสุทธิ์เริ่มถูกจับเป็ตัวประกัน ด้วยสัญชาตญาณแม่ทัพผู้พิทักษ์แผ่นดิน ไม่อาจเห็นคนบริสุทธิ์ล้มตายโดยไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือได้
“ท่านพ่ออย่าไป!” ปากเล็ก ๆ เริ่มเบาะ ดวงตากลมโตคลอหน่วยน้ำใส
“ฟังนะโม่เตี๋ยว ตอนนี้เ้าเป็คนสกุลโหรวแล้ว จำเป็ต้องเชื่อฟังบิดา”
ชิงอวิ๋นแบมือออกแล้วปรากฏเกาลัดเชื่อมน้ำตาลสองก้อนในกระดาษซับมัน ชายหนุ่มยังย้ำชัดอีกว่า หากเ้ากลัวก็แค่กินสิ่งนี้ รสหวานจะทำให้เ้าอารมณ์ดี แล้วเกาลัดเชื่อมที่อยู่เป็คู่ ถือเสียว่าเป็ตัวแทนของบิดาที่คอยอยู่เป็เพื่อนเ้า
หลังได้ขนมหวานของท่านพ่อ โม่เตี๋ยวพยักหน้าหงึกแล้ววิ่งตรงไปยังจุดหมายที่ท่านพ่อบอก แต่เอ๋! โม่เตี๋ยวมาผิดทางหรือ เหตุใดมาโผล่ที่ห้องครัว แต่ช่างเถอะ ที่นี่คงซ่อนตัวได้เหมือนกัน