หลินหร่วน : สาวน้อยพลังซอมบี้ (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    ตอนที่ 37 สรุปแล้วอยากเรียนหรือมิอยากเรียนกันแน่

    ตอนที่ 37 สรุปแล้วอยากเรียนหรือมิอยากเรียนกันแน่

     

    เหอจุนหยูพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม เขายกพู่กันขึ้นมาลงนามแล้วหยิบเอาตราประทับออกมาจากกระเป๋าที่เอว จากนั้นก็ประทับตราของตนเองลงไปในสัญญา

     

    หลังจากประทับตราเสร็จเรียบร้อยแล้ว เหอจุนหยูจึงผายมือให้หลินหร่วนจัดการต่อ

     

    หลินหร่วนเอื้อมมือไปหยิบพู่กันขึ้นมา นางมิรู้ว่าต้องทำเยี่ยงไรเพราะครั้งล่าสุดที่นางจับพู่กันคาดว่าคงเป็นตอนที่เรียนอยู่ชั้นประถม

     

    เหอจุนหยูคิดว่านางมิรู้หนังสือ ดังนั้นเขาจึงเอ่ยอย่างใจดีว่า“หลินหร่วน เจ้าสามารถพิมพ์ลายนิ้วมือได้เช่นกัน ส่วนชื่อให้หลงจู๊เฉียนเขียนให้เถิด”

     

    หลินหร่วนโบกมือไปมา นางถือพู่กันเอาไว้ในมือพลางเขียนชื่อตนเองอย่างระมัดระวัง

     

    หลังจากเขียนเสร็จก็รู้สึกอับอายขึ้นมาเล็กน้อยเพราะตัวอักษรของนางราวกับไก่เขี่ย เหมือนเป็นการทำลายศิลปะที่อยู่บนสัญญาฉบับนี้

     

    พู่กันนี้มิใช่สิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปสามารถใช้ได้อย่างแท้จริง!

     

    เพื่อมิให้เป็นการเคอะเขินไปมากกว่านี้ หลินหร่วนจึงนำเอานิ้วจุ่มลงไปในน้ำหมึกแล้วทำการพิมพ์ลายนิ้วมือลงไป

     

    สัญญาฉบับนี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

     

    เหอจุนหยูยื่นสัญญาให้หลงจู๊เฉียนหนึ่งฉบับส่วนอีกหนึ่งฉบับเขายื่นให้แก่หลินหร่วน

     

    “แม่นางหลินวันนี้เจ้านำสตรอว์เบอร์รีมาด้วยหรือไม่ ? ข้าได้ยินท่านแม่ของข้ากล่าวว่าผลไม้ชนิดนี้อร่อยเป็นอย่างข้าอยากจะลงชิมดูสักหน่อย”

     

    “นำมาด้วย ทว่าอยู่ข้างล่าง”

     

    “ถ้าเช่นนั้นพวกเราลงไปข้างล่างกันเถิด”

     

    ทันใดนั้นหลงจู๊เฉียนก็รีบเอ่ยขึ้นมาว่า“คุณชายรออยู่ที่นี่เถิด ประเดี๋ยวข้าน้อยจะสั่งให้คนนำมันไปล้างแล้วยกขึ้นมาให้คุณชายที่นี่”

     

    “มิจำเป็นต้องรบกวนผู้ใดไปกันเถิด”

     

    คนจำนวนหนึ่งเดินมายังสวนด้านหลัง หลงจู๊รีบสั่งให้เสี่ยวเอ้อร์ทำการชั่งสตรอว์เบอร์รี

     

    เพียงมินาน เสี่ยวเอ้อร์ก็เข้ามาแจ้งน้ำหนักของมัน“หลงจู๊เฉียน สตรอว์เบอร์รีทั้งหมดในตะกร้าหนักยี่สิบห้าชั่งขอรับ”

     

    หลงจู๊เฉียนพยักหน้ารับ “รีบนำสตรอว์เบอร์รีไปล้างแล้วยกมาให้คุณชาย”

     

    เหอจุนหยูเดินไปดูองุ่นในตะกร้า แล้วเอ่ยออกมาด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย“ยังมีองุ่นด้วยหรือ นำไปล้างมาให้ข้าสักสองพวง”

     

    หลงจู๊เฉียนรีบสั่งให้เสี่ยวเอ้อร์นำเอาองุ่นไปชั่งอีกครา

     

    เพียงมินานเหอจุนหยูก็ได้สตรอว์เบอร์รีและองุ่นมาหนึ่งถ้วยใหญ่เขารู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก ดังนั้นเขาจึงยกถ้วยขึ้นมาแล้วเดินกลับไปยังห้องพักบนชั้นสอง

     

    หลินหร่วนรับเงินมา จากนั้นก็อุ้มหลินซิ่วขึ้นมาแล้วพาหลินหานออกไปจากหอจุ้ยเซียน

     

    “อาหร่วนข้ารู้สึกว่าเจ้ากำลังหลอกข้า”

     

    “เหตุใดถึงคิดแบบนั้น ? ”

     

    หลินหานเบะปากพลางตอบว่า “เมื่อวานเจ้ามิได้บอกว่า...หอจุ้ยเซียนจะรับซื้อสตรอว์เบอร์รีของพวกเราครั้งละยี่สิบชั่งหรอกหรือ? ”

     

    หลินหร่วนเอ่ยกลับกรอกในทันใด “ข้าเคยเอ่ยเรื่องนี้ด้วยหรือ? ข้าเอ่ยมันเยี่ยงนั้นหรือ ? ”

     

    หลินหานผงะตกใจในทันใด ดังนั้นเขาจึงหันไปเอ่ยถามหลินซิ่วว่า“หลินซิ่ว เจ้าเอ่ยมาสิ ว่าเมื่อวานอาหร่วนได้เอ่ยเช่นนี้หรือไม่ ? ”

     

    เจ้าเด็กผู้นี้ขี้ขลาดเป็นอย่างมาก แต่นางก็เป็นเด็กที่ฉลาดมากเช่นกันดังนั้นนางจึงหันไปมองพี่ชายทีพี่สาวที พลางเผยรอยยิ้มออกมา “ข้ามิทราบเมื่อวานข้ามัวแต่กินจึงมิได้สนใจในเรื่องนี้”

     

    หลินหานกระทืบเท้าด้วยความโกรธ “หลินซิ่ว เจ้าเอ่ยเรื่องไร้สาระแบบนี้ออกมาได้เยี่ยงไรกัน? ”

     

    หลินซิ่วพ่นลมหายใจออกมาพลางซุกหน้าเข้ากับซอกคอของหลินหร่วนลมหายใจอุ่น ๆ ของนางทำให้หลินหร่วนรู้สึกจั๊กจี้ขึ้นมา จนหลินหร่วนต้องนำคอไปถูกับเส้นผมของนาง

     

    หลินหานเห็นว่าทั้งสองคนร่วมมือกัน จึงมิต่อความยาวสาวความยืดอีกเขาเปลี่ยนไปสนทนาหัวข้ออื่นแทน

     

    “เหตุใดเจ้าถึงเขียนหนังสือได้กัน ? ”

     

    หลินหร่วนกลอกตาไปมา “ข้าเขียนได้เพียงแค่ชื่อของตนเองเท่านั้นแหละเรื่องนี้เจ้ามิทราบเยี่ยงนั้นหรือ ? ”

     

    หลินหานส่ายศีรษะเบา ๆ

     

    “ข้ามิเคยได้ยินเจ้าเอ่ยถึงเรื่องนี้เลย”

     

    “อาจเป็นเพราะว่าเจ้ามิได้เอ่ยถามข้าและข้าก็มิมีโอกาสได้เขียนมาหลายปีแล้ว ดังนั้นข้าเกือบจะลืมวิธีเขียนไปแล้วด้วยซ้ำ”

     

    เมื่อหลินหานนึกถึงลายมือไก่เขี่ยของหลินหร่วนก็อดมิได้ที่จะหลุดขำออกมาทว่าเขาแอบอิจฉานางอยู่เล็กน้อย เพราะแม้แต่ชื่อของตนเอง เขาก็ยังเขียนมิได้เลย

     

    ในขณะเดียวกัน ด้านหน้ามีบัณฑิตสองคนจากสำนักศึกษาชิงซานทั้งสองกำลังสนทนาถึงเรื่องความรู้ด้วยท่าทางภาคภูมิใจ

     

    หลินหานมองดูพวกเขา จากนั้นก็ก้มศีรษะลงด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ

     

    ดังนั้นหลินหร่วนจึงกระซิบเสียงเบาว่า“เจ้าอยากร่ำเรียนตำราหรือไม่ ? ”

     

    หลินหานพยักหน้ารับ ทว่าต่อมาก็ส่ายหน้าอีกครา“มิอยาก”

     

    “มิอยากเรียนจริงๆ หรือ ? ”

     

    “ข้ามิอยากเรียนอย่างแท้จริง! ”

     

    หลินหร่วนกลอกตาไปมา “อาหาน ข้าจะเอ่ยถามเจ้าเป็นคราสุดท้ายเจ้าต้องตอบข้าตามความจริง หากเจ้าอยากเรียน ข้าจะกลับไปยังหอจุ้ยเซียนเพื่อสอบถามเกี่ยวกับการเข้าเรียนบัดนี้พวกเรามีเงินแล้ว หากเจ้าอยากเรียน ย่อมมิใช่เรื่องอยากอันใด”

     

    หลินหานเตรียมที่จะปฏิเสธ

     

    “เจ้าจงคิดให้ดีข้าจะเอ่ยถามเจ้าเป็นคราสุดท้าย หากเจ้าปฏิเสธข้าอีกครา ข้าจะมิเอ่ยถึงเรื่องนี้กับเจ้าอีกตลอดไป”

     

    เมื่อหลินหานได้ยินดังนั้น เขาจึงกลืนคำเอ่ยลงคอไปทั้งหมด

     

    “อาหานเจ้าเรียนเถิด ตั้งแต่โบราณมามีคำกล่าวที่ว่า ‘ทุกสิ่งล้วนด้อยค่ามีเพียงการศึกษาเท่านั้นที่สูงส่ง’พวกเราเกิดมาในตระกูลยากจน หากต้องการเปลี่ยนชีวิต นอกจากร่ำเรียนตำราก็มิมีวิธีอื่นอีกแล้วข้ามิได้คาดหวังว่าเจ้าจะต้องอ่านออกเขียนได้ แต่ข้าอยากให้เจ้าร่ำเรียนเพื่อที่จะได้รู้เรื่องหนังสือได้เข้าใจในชีวิตมากขึ้น แต่แน่นอนว่าหากเจ้าสามารถอ่านออกเขียนได้ ข้าย่อมจะดีใจเป็นอย่างมาก”

     

    หลินหานเม้มปากเน้น เขาก้มหน้าครุ่นคิดเนิ่นนานเลยทีเดียว

     

    “ข้าอยากเรียน ทว่าเรื่องในบ้านจะทำเยี่ยงไร ?”

     

    หลินหร่วนยกยิ้มอย่างอ่อนโยน “เรื่องในบ้านเจ้ามิต้องกังวล เจ้าคิดเยี่ยงไรกับความแข็งแกร่งของข้า ในหมู่บ้านตระกูลหลินมีผู้ใดสู้ข้าได้หรือไม่มีผู้ใดหาเงินเก่งเท่าข้าหรือไม่ และมีผู้ใดที่สามารถเทียบเคียงกับข้าได้อีกกัน ? ”

     

    หลินหานยังคงลังเลเล็กน้อย

     

    ทันใดนั้นกันก็มีเสียงหยิ่งผยองเสียงหนึ่งดังขึ้นมา

     

    “อาหานเจ้าเข้าเมืองมาทำอันใดกัน ? ดูเสื้อผ้าของเจ้าสิทั้งเก่าทั้งสกปรก เจ้าใส่เสื้อผ้าแบบนี้เข้ามาในเมือง เจ้ามิอายแทนตระกูลหลินบ้างเลยหรือเยี่ยงไร! ”

     

    หลินหร่วนหันไปมองพลางขมวดคิ้วแน่น

     

    คนที่เอ่ยเมื่อครู่ ใส่ชุดของสำนักศึกษาชิงซาน

     

    เขาก็คือบุตรชายคนเล็กของหลินเหล่าต้า...หลินหยู

     

    หลินเหล่าต้ามีบุตรชายสี่คน คนโตชื่อว่าหลินหู่เมื่อมิกี่วันก่อนหลินหร่วนทุบตีเขาจนต้องนอนพักฟื้นอยู่ที่บ้านหลายวัน คนรองชื่อหลินหลงคนที่สามชื่อหลินจิน สองคนนี้อยู่ฝ่ายเดียวกันกับหวังไฉ แต่ดูเหมือนพวกเขามิค่อยชอบหลินหู่สักเท่าใดนัก

     

    ว่ากันว่าบุตรชายคนโตมักจะเป็นที่รักของมารดา

     

    ทว่าตระกูลหลินกลับมิได้เป็นเช่นนั้นสิ่งที่มีค่ากับนางหลินมากที่สุดก็คือบุตรสาวคนโตของนาง รองลงมาก็คือเด็กหนุ่มอายุสิบหกปีที่ชื่อว่าหลินหยู

     

    เพราะในอนาคตหลินเซียงเอ๋อร์จะได้แต่งเข้าไปในจวนขุนนางขั้นสูงนางย่อมจะทำให้ตระกูลดีขึ้น ส่วนหลินหยูย่อมจะได้เป็นขุนนางระดับสูงในอนาคต

     

    ถึงแม้ว่าบัดนี้หลินหยูจะเป็นเพียงเด็กคนหนึ่ง ทว่านางหลินก็ปฏิบัติต่อเขาราวกับสิ่งของล้ำค่า

     

    ในความเป็นจริงแล้ว สภาพความเป็นอยู่ของตระกูลหลินก็มิเลวบุตรชายหลายคนมีพื้นที่ทางการเกษตรเป็นของตนเองทว่าพวกเขามิอาจส่งบุตรของตนไปร่ำเรียนได้

     

    ถึงแม้ว่าจะร่ำรวยเพียงใด แต่การจะส่งเสียให้คนผู้หนึ่งได้ร่ำเรียนก็มิใช่เรื่องง่ายมิต้องเอ่ยถึงเรื่องที่ว่าก่อนเข้าเรียนต้องซื้อของไปให้อาจารย์เพื่อแสดงความเคารพไหนจะค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ค่ากระดาษ ค่าพู่กันอีก ยังมิรวมค่าใช้จ่ายที่จะต้องใช้ซื้อของในช่วงเทศกาลไปให้อาจารย์เพื่อแสดงความกตัญญูอีกหากมิมีเงินมากพอ ย่อมมิสามารถเรียนได้อย่างราบรื่น

     

    หลินหร่วนมิทราบว่าหลินหยูมีความรู้มากน้อยเพียงใดทว่าหลินหร่วนมิถูกชะตากับหลินหยูอย่างถึงที่สุด คนผู้นี้มิได้มีความยับยั้งชั่งใจและมิมีความอ่อนน้อมถ่อมตนซึ่งเป็นคุณสมบัติที่บัณฑิตพึงมีทุก ๆ คราที่เขาไปบ้านตระกูลหลิน เขามักจะมองผู้อื่นด้วยสายตาเหยียดหยามเพราะคิดว่าตนเองนั้นสูงส่ง

     

    สำหรับลูก ๆ ของหลินจง หลินหยูแทบจะมิได้มองพวกเขาเป็นมนุษย์เลยด้วยซ้ำหลินจงมองพวกเขาเป็นขยะ เฉกเช่นเดียวกันกับตอนนี้

    คล้ายกับเรื่องหลินหร่วน : สาวน้อยพลังซอมบี้ (นิยายแปล) **จบแล้ว** ที่คุณอ่าน