ในบ้านตระกูลอัน อันเยว่มีสีหน้าอึมครึมโดยมีซูจือฉือเข็นนางเข้าไปในห้องโถง
เซียวสิงเยี่ยนและหยูยวนนั่งอยู่บนตำแหน่งหลัก เดิมทีมันควรมีที่นั่งของอันเยว่ด้วย แต่กลับไม่มี
“เข็นข้าเข้าไป”
อันเยว่ชี้นิ้วไปตรงระหว่างเซียวสิงเยี่ยนและหยูยวน ซูจือฉือก็เชื่อฟังเป็นอย่างดี หลังจากที่เขาเข็นนางไปไว้ตรงกลางระหว่างพวกเขาแล้ว ก็นั่งลงบนเก้าอี้ด้านข้าง
กู่หยางค่อย ๆ เดินเข้ามาเป็นคนสุดท้าย หนำซ้ำยังเปลี่ยนเครื่องแต่งกายใหม่ เขาเกล้าผมเป็นมวยอย่างสวยงาม ทำให้คนที่เห็นอยากตะโกนเหลือเกินว่าไอ้สารเลว
แม้บุรุษผู้นี้จะมีรูปร่างงดงาม แต่กลับพยายามไปเรียนรู้เรื่องหยุมหยิมกับหยูยวนเสียอย่างนั้น
“เดือนนี้ข้าเป็นวัวเป็นม้าให้พวกเจ้า ทั้งเข้าครัวทำอาหาร หาความรู้ และผลิตครีมหอมให้พวกเจ้า แต่ผลเป็นอย่างไรฮึ?”
อันเยว่พูดจบก็หันกลับไปจ้องเซียวสิงเยี่ยน เห็นได้ชัดว่าในสายตาของนางมีอารมณ์โกรธแต่ไม่กล้าทำอะไรอีกฝ่ายเช่นกัน
มือเล็กของนางกำเข้าหากันแน่น เซียวสิงเยี่ยนผู้นี้อาศัยที่ตัวเองห้าวนิดหน่อย มิเช่นนั้น เขาจะกล้ากระทืบเท้าเช่นนี้หรือ?
“เจ้าต้องการพูดอะไรกันแน่?”
วันนี้หยูยวนไม่ได้ออกไปไหน จึงไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นข้างนอก ยิ่งไปกว่านั้น ตลอดหนึ่งเดือนนี้เขารู้แล้วว่าหากมีอันเยว่ เขาก็ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องอาหารสามมื้อ
แต่เรื่องไร้เหตุผลเช่นนี้ กลับเอ่ยว่า “เป็นวัวเป็นม้าให้พวกเจ้า” ซึ่งนี่ค่อนข้างแปลกพอสมควร
“ภรรยาที่มีนิสัยอย่างข้า ตราบใดที่พวกเจ้าสามารถหาคนที่สองได้ในราชวงศ์ต้าโจว พวกเจ้าก็ลองดู ถ้าหาเจอข้าจะไม่ใช้แซ่อันอีกต่อไป!”
ถือได้ว่าอันเยว่พูดออกไปหมดแล้ว ในราชวงศ์ต้าโจวไม่มีใครเป็นได้เหมือนกับอันเยว่ที่อ่อนโยนกับพวกเขา แทบจะกล่าวได้ว่านางเชื่อฟังพวกเขาทุกอย่าง
ในราชวงศ์ต้าโจวสตรีเป็นที่เคารพนับถือ เมื่อบุรุษคนใดก็ตามที่แต่งเข้า จะต้องเชื่อฟังภรรยา มิเช่นนั้น หากถูกหย่าบ่อยครั้ง และสุดท้ายตกไปอยู่ในหอคณิกา ก็เป็นเรื่องยากแล้วหากจะแต่งงานใหม่
“ใช่”
หยูยวนพูดแทนอันเยว่อย่างพบได้ไม่บ่อยนัก อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย ในหัวใจของอันเยว่รู้สึกตื้นตันใจเล็กน้อยเช่นกัน
คนไร้คุณธรรมที่สุดผู้นี้กลับเข้าข้างนางเสียอย่างนั้น
อันเยว่มองไปยังซูจือฉือ เขาไม่คิดจะพูดแทนนาง แต่กำลังมองทุกคนด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม และรอยยิ้มของเขาก็งดงามเหลือเกิน ทำให้คนรู้สึกจมดิ่งเมื่อได้เห็น
“ในวันนี้เกิดเรื่องขึ้นทำให้ข้าโกรธมาก ข้าจึงจำเป็นต้องพูด และพิจารณาตัวเองให้ดีต่อหน้าทุกคนในครอบครัว!”
“เจ้าหมายถึงตัวเองใช่ไหม?”
กู่หยางย้อนถามด้วยน้ำเสียงเหน็บแนมเล็กน้อย สิ่งนี้ทำให้อันเยว่โกรธมากกว่าเดิม
“กู่หยาง อย่าคิดนะว่าข้าไม่ได้เอ่ยชื่อเจ้าแล้วจะไม่เกี่ยวกับเจ้า เวลาปกติก็เงียบไม่พูดอะไร แต่กลับแทงข้างหลังข้าในตอนสำคัญ พวกเจ้าไม่หัดดูบ้างเลยว่า ช่วงนี้ตัวเองอิ่มเอิบขึ้นมากหรือไม่ ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณใครล่ะ ต่อให้ไม่มีกระจกก็เถอะ หรือว่าพวกเจ้ายังไม่ฉี่ด้วย?”
อันเยว่พ่นลมออกทางจมูกอย่างเย็นชาและชี้นิ้วไปที่กู่หยาง นี่เป็นครั้งที่สองที่นางแสดงอารมณ์โกรธในบ้าน
ก่อนหน้านี้ ไม่ว่าพวกเขาสี่คนจะรังแกนางอย่างไร นางก็ไม่เคยแสดงออกว่าโกรธ นอกจากในครั้งนั้นที่บอกว่าต่างคนต่างอยู่
มันฟังดูดีอยู่หรอก แต่เมื่อทำจริง ๆ กลับยากมาก เป็นเรื่องยากมากที่จะต่างคนต่างอยู่
ยามนี้อันเยว่คิดแค่ว่า หากต้องอยู่ร่วมกับพวกเขาสักระยะหนึ่ง ทางที่ดีควรอยู่กันอย่างสงบสุข ทำให้พวกเขาพลั้งเผลอแล้วจากนั้นก็ค่อยหย่าทิ้งทีละคน
แต่ใครจะรู้ว่าเซียวสิงเยี่ยนไม่ให้เกียรตินางเลย คนผู้นี้ช่างน่ารังเกียจจริง ๆ!
“สิ่งที่เจ้าเคยทำมันทำให้ผู้คนไม่เชื่อมั่นในตัวเจ้าน่ะสิ”
กู่หยางไม่รู้สึกว่าตัวเองทำผิดเลยสักนิด อีกทั้งยังตำหนิอันเยว่อย่างคิดว่ามันสมควรแล้ว สายตาดูถูกของเขากวาดไปทั่วใบหน้าของนางก่อนไปหยุดที่ใบหน้าของเซียวสิงเยี่ยน
“หากไม่ใช่เพราะเจ้ามีประวัติต้องโทษ เราจะทำเช่นนี้ได้อย่างไร?”
เซียวสิงเยี่ยนพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจเช่นกัน ทำราวกับว่าอันเยว่เป็นคนแบบนั้นจริง ๆ และนางต้องทำเช่นนั้นเป็นเรื่องปกติ
ความคิดที่ฝังรากลึกเช่นนี้อันตรายเกินไปจริง ๆ หากพวกเขามองนางแบบนี้ต่อไปก็เท่ากับว่า อันเยว่จะไม่มีสถานะใด ๆ ในบ้านหลังนี้เลยหรือ?
“เมื่อครู่นางพูดว่าอะไรนะ?”
หยูยวนมองไปยังกู่หยาง แต่กู่หยางเองก็ไม่เข้าใจ พวกเขาไม่เคยได้ยินคำพูดเช่นนี้มาก่อน
“นางมักจะใช้คำพูดที่เราไม่เคยได้ยินมาก่อน นางบอกว่ากระจกอะไรสักอย่างกับ…ไอ้นั่น?”
กู่หยางไม่สามารถเอ่ยคำสกปรกออกจากปาก ฉะนั้น ยามนี้เขาจึงอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ เช่นกัน
“ข้าหมายความว่า แม้พวกเจ้าจะไม่ได้ส่องกระจกเพื่อดูรูปร่างของตัวเอง แต่อย่างน้อยก็ยังสามารถฉี่แล้วส่องดูตัวเองได้ไม่ใช่รึไง?”
นางไม่อยากไว้หน้าใครอีกแล้ว หากไม่แสดงอารมณ์ออกมา ผู้ชายพวกนี้ก็จะคิดว่ารังแกนางได้ง่าย ๆ และใช้คำพูดน่าเกลียดอะไรก็ได้ตามใจชอบ
วันนี้นางจะสถาปนาสถานะภรรยาของตัวเอง มิเช่นนั้น หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ชื่อเสียงของนางในฮวาตูคงสร้างแรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้
ในเมื่อสวรรค์ให้โอกาสข้ากลับมามีชีวิตอีกครั้ง ข้าก็ต้องอยู่เหนือผู้อื่นถึงจะถูกต้อง
“ข้าให้เกียรติพวกเจ้ามามากพอแล้ว อย่างน้อยพวกเจ้าก็ต้องให้เกียรติข้าบ้างเช่นกัน ข้างนอก ข้าคือภรรยา สถานะและตำแหน่งของข้าไร้ข้อกังขาใด ๆ ข้าไม่ขอให้พวกเจ้าเป็นเหมือนผู้อื่นที่ต้องคุกเข่าและทำอะไรเทือกนั้น ขอแค่พวกเจ้าไม่เลื่อยขาเก้าอี้ข้าก็พอ”
อันเยว่กล่าวคำขอขั้นต่ำที่สุดของตัวเองให้พวกเขาฟัง อย่างน้อยต้องไม่มีปัญหาเรื่องการไว้หน้าให้เกียรติถึงจะถูกต้อง ส่วนเรื่องอื่น ๆ ยังสามารถวางไว้ด้านหลังชั่วคราว
“…”
บุรุษทั้งสี่มองหน้ากัน นี่เพิ่งผ่านไปได้เพียงเดือนเศษ นางกลับเรียนรู้ที่จะยื่นข้อเรียกร้อง หนำซ้ำท่าทางของนางยังเผด็จการมากด้วย
เมื่อเห็นสตรีร่างผอมบางนั่งอยู่บนรถเข็นด้วยสีหน้าแน่วแน่ ทำให้ใคร ๆ ต้องมองนางด้วยความชื่นชม
เมื่อเทียบกับสิ่งที่นางเคยทำ ครั้งนี้แตกต่างจากครั้งอื่นจริง ๆ
“หรือว่าเจ้าไม่ควรหาสาเหตุจากตัวเจ้าเอง?”
เซียวสิงเยี่ยนรู้สึกลังเลเล็กน้อย เขาไม่แม้แต่จะถามและไม่ให้เวลาอันเยว่ได้อธิบาย กลับทำโดยอำเภอใจและโยนความผิดให้อันเยว่
“เจ้าจะให้ข้าพูดเนี่ยนะ? หากเจ้าให้ข้าพูดสักคำ เรื่องมันก็คงไม่ลงเอยเหมือนทุกวันนี้หรอก!”
พูดถึงเรื่องนี้แล้วยิ่งโมโห อันเยว่เหลือแค่ชี้หน้าด่าเซียวสิงเยี่ยนเท่านั้น นางเอ่ยขึ้นทีละคำ “ในฐานะที่เจ้าเป็นสามีใหญ่ เจ้าไม่มีวิจารณญาณสักนิดเลยหรือ? หากข้าขายซูจือฉือจริง เขายังจะเป็นฝ่ายไปเขียนสัญญาขายร่างกายอย่างหน้าระรื่นเช่นนั้นหรือ? ถ้าเป็นจริง เจ้าก็ควรยินดีกับเขาสิ เพราะนั่นหมายความว่าเขาเต็มใจไป”
เป็นถ้อยคำโกรธจัดจนใบหน้าของอันเยว่แดงก่ำ นางไม่รู้ว่าควรพูดอย่างไรดี และแทบเด้งตัวขึ้นจากรถเข็นอยู่รอมร่อ
ทันใดนั้นภายในห้องก็เงียบลง ไม่มีใครคาดคิดว่าเรื่องจะไปในทิศทางนี้
ความโกรธของอันเยว่ดูเหมือนจะไม่มีความหมายเมื่ออยู่ต่อหน้าบุรุษเหล่านี้ ในฐานะภรรยา ทั้งราชวงศ์ต้าโจวอาจหาภรรยาคนที่สองที่ไร้ซึ่งสถานะใด ๆ เช่นนางไม่ได้อีกแล้ว