เว่ยซูฮวาลืมตาขึ้นมาในตอนเช้าก็พบเข้ากับอาการปวดหัว
อ่า สงสัยนางจะดื่มมากเกินไป
เมื่อขยับกายก็พบว่าตัวของนางเหมือนโดนบางสิ่งบางอย่างทับอยู่ มองที่ตัวก็เห็นท่อนแขนใหญ่ของศิษย์พี่ที่ยังคงกอดนางเอาไว้ หันไปมองข้างกายก็พบกับใบหน้าหล่อเหลา จมูกโด่งเป็สัน ขนตางอน คิ้วกระบี่ เครื่องหน้าลงตัวราวหยกสลักชั้นดี ทั้งยังมีอำนาจมากล้น จึงไม่น่าแปลกที่หญิงมากมายจะยอมพลีกายถวายชีวิตให้
“ใบหน้าท่านช่างล่อลวงผู้คนนัก!” เว่ยซูฮวาว่าพลางจิ้มจมูกโด่งนั้นอย่างหมั่นไส้
“ทำร้ายพระวรกายฮ่องเต้มีโทษสถานใดรู้หรือไม่” หลี่หยางฮุ่ยจับมือที่จิ้มบนใบหน้าเอาไว้แล้วลืมตาขึ้นมองสตรีข้างกาย หน้าเล็กนั้นทำหน้ามุ่ยไปในทันทีที่โดนจับได้
หลี่หยางฮุ่ยลุกขึ้นนั่งแล้วหันไปหยิบยาสร่างเมาที่สั่งให้คนยกมาไว้ั้แ่เมื่อคืน “ดื่มยานี้ก่อนจะได้หายปวดหัว”
เว่ยซูฮวาเบ้หน้าไปในทันทีที่ได้กลิ่นยา แค่กลิ่นก็รู้แล้วว่าขม! “ศิษย์พี่เหตุใดจึงดูขม”
“จะได้ทำให้เ้าเด็กดื้ออย่างเ้าเลิกดื่มสุราอย่างไรเล่า” เขาสั่งให้หมอหลวงผสมยาสร่างเมาให้รสขม ๆ เ้าเด็กดื้อผู้นี้จะได้เข็ดขยาดมิไปดื่มเหล้าต่อหน้าผู้อื่น
“ศิษย์พี่ข้าสัญญาครั้งหน้าจะไม่ดื่มเยอะเช่นนี้อีกนะๆๆ” สิ่งที่เว่ยซูฮวาเกลียดมากที่สุดคือยาขมเช่นนี้! นางช้อนสายตาขึ้นมองศิษย์พี่ ใช้แววตาอ้อนวอนออดอ้อน น้ำตาคลอหน่วยอยู่ที่ดวงตาอย่างมีชั้นเชิง ไม่มีทางที่ศิษย์พี่ใหญ่จะใจแข็งกับนางได้!
และก็เป็จริงดังที่เว่ยซูฮวาคิด หลี่หยางฮุ่ยเห็นแววตาดุจแมวน้อย ใจพลันอ่อนยวบรู้สึกพ่ายแพ้อย่างราบคาบ
“เฮ้อ ก็ได้” เขาว่าแล้วหยิบก้อนน้ำผึ้งจากโต๊ะด้านข้าง เว่ยซูฮวากลั้นใจยกชามกระดกเข้าคออย่างรวดเร็วแล้วอ้าปากให้ศิษย์พี่ป้อนน้ำผึ้งเข้าปาก
“ขอบคุณเ้าค่ะ” เว่ยซูฮวากล่าวแล้วเอาหัวไปถูแขนศิษย์พี่ของตน จากนั้นก็ลุกขึ้นปรนบัติแต่งตัวให้เขาออกไปประชุมเช้า
“วันนี้ระวังหน่อยเถิด เข้าวังมาเพียงสามวันเ้าก็เป็ศัตรูกับคนทั้งวังหลังเสียแล้ว” หลี่หยางฮุ่ยกล่าวเตือนด้วยความเป็กังวล ฝีมือนางเขามิอาจดูเบาได้เลยจริง ๆ “หาก้าให้พี่ออกหน้าอันใดก็ให้ส่งคนไปแจ้งเข้าใจหรือไม่”
“เ้าค่ะ” เว่ยซูฮวารับคำอย่างว่าง่าย ทว่าในใจกลับยกยิ้มอย่างเ้าเล่ห์ อันใดกันริจะเป็สนมชั่ว เพียงเท่านี้จะเพียงพอได้อย่างไร นางจะต้องทำให้สนมเ่าั้ทนไม่ไหวลงมือทำร้ายถึงจะเป็ไปตามที่ศิษย์พี่้า
หลี่หยางฮุ่ยเห็นแววตาเ้าเล่ห์ที่ศิษย์น้องน้อยปิดบังไม่มิดก็ให้ถอนหายใจแล้วกล่าวอย่างระอา “ระวังอย่าให้เจ็บตัวรู้หรือไม่”
คิดจะทำการใหญ่ก็ต้องยอมลงทุนเจ็บตัวกันบ้าง แม้จะคิดเช่นนี้แต่เว่ยซูฮวาก็ยังคงรับปากอย่างว่าง่ายเป็เด็กดีของศิษย์พี่ใหญ่ “เ้าค่ะ ข้าจะระมัดระวัง”
“ดีมาก” หลี่หยางฮุ่ยลูบศีรษะของนางแล้วก็เดินออกไป ทว่าก้าวเท้าไปได้ไม่กี่ก้าวก็อึกอักหันรีหันขวางราวกับ้าจะเอ่ยอันใดกับนาง
“มีอันใดหรือเ้าคะ” เว่ยซูฮวาเอ่ยถามเมื่อเห็นศิษย์พี่ใหญ่ยังคงอึกอัก
“เอ่อ เ้าลืม” หลี่หยางฮุ่ยกล่าวเสียงเบาไม่สมกับเป็ฮ่องเต้ที่มีความเด็ดขาดเลยสักนิด แล้วชี้นิ้วเข้าที่ข้างแก้มของตน เม้มปากแน่นพยายามรักษาสีหน้าให้เป็ปกติที่สุดทว่าใบหูกลับขึ้นสีแดงระเรื่อ
“อ่อ” เว่ยซูฮวาพลันนึกออก เป็สนมชั่วก็ต้องตีตราจองฮ่องเต้! นางเดินไปทาชาดแล้วเขย่งตัวประทับริมฝีปากข้างแก้มของศิษย์พี่ใหญ่
หลี่หยางฮุ่ยที่ได้รับการตีตราจองก็รีบเดินออกจากตำหนักของนาง รอยยิ้มเจิดจ้าเปล่งประกายเสียจนนางกำนัลพากันเขินอายไปตาม ๆ กัน
เว่ยซูฮวาเดินไปเข้าเฝ้าที่ตำหนักคุนหนิงเพื่อถวายพระพรอันเป็กิจวัตรประจำวันของเหล่าสนม ยามนางก้าวเท้าเข้าไปในตำหนัก นางก็รับรู้ได้ถึงสายตาทิ่มแทง เมื่อวานนางก็เพียงพูดไปประโยคเดียวเท่านั้นเหตุไฉนจึงมองนางเช่นนี้ เฮ้อ สตรีเหล่านี้ช่างใจแคบเสียจริง
เมื่อทำความเคารพทุกคนในที่นั้นเป็ที่เรียบร้อย ฮองเฮาก็ตรัสขึ้นมา “เมื่อวานน้องชงหรงดื่มไปเสียเยอะไม่รู้ว่าสร่างหรือยัง”
“ทูลฮองเฮา หม่อมฉันหายดีแล้วเพคะ” เว่ยซูฮวากล่าวแล้วก็ยกยิ้มอย่างเขินอาย “ฝ่าาทรงพระกรุณาดูแลหม่อมฉันเป็อย่างดีเพคะ”
ประโยคนี้หากนางมิเอ่ยก็แล้วไปเถิด แต่เมื่อเอื้อนเอ่ยออกมาก็พาให้พวกนางอยากจะฉีกนางเป็ชิ้น ๆ มากยิ่งขึ้น นอกจากฝ่าาจะไม่ว่ากล่าวตักเตือนอันใดนางสนมน่าชังผู้นี้ ยังประคองกลับตำหนักอย่างทะนุถนอม ทั้งยังอยู่ที่ตำหนักเหลียนฮวาทั้งคืน! เป็คืนที่สามติดต่อกันเช่นนี้มิให้พวกนางโกรธเกรี้ยวได้อย่างไร
“น้องชงหรงช่างมีวาสนาเข้าวังมาไม่กี่วันก็เป็ที่โปรดปรานของฝ่าาเป็อย่างมาก” หวางกุ้ยเฟยกล่าวพลางยกยิ้มมีเมตตาหวังคลี่คลายสถานการณ์แห่งความเกลียดชัง
“คงจะโปรดปรานบิดาของนางมากกว่ากระมัง” โจวซูเฟยเชิดหน้าขึ้นเอ่ยด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันดูแคลน
“โปรดปรานบิดาเผื่อแผ่ถึงลูกย่อมดีกว่ามิเป็ที่โปรดปรานเพคะ” เว่ยซูฮวาเอ่ยวาจาอย่างอ่อนหวาน ทว่าคำพูดที่ออกมาก็ทำให้โจวซูเฟยขุ่นเคืองไม่น้อย ด้วยยามนี้กองทัพของบิดาสามารถจัดการกับชนเผ่าหมานที่เข้ามารุกรานดักปล้นชาวบ้านได้อย่างเด็ดขาด ถึงขนาดที่พวกมันต้องย้ายถิ่นฐานหนีไป ทำให้บิดาของนางมีความชอบใหญ่หลวง กลบรัศมีของโจวต้าเจียงจวินบิดาของโจวซูเฟยจนมิด
“เฮอะ ก็แค่ดอกเบญจมาศเมื่อถึงวันพรุ่งจะยังเหลือสิ่งใดให้ชื่นชม[1]” หลิวเสียนเฟยกล่าวขึ้นบ้าง เดิมทีนางก็หาได้ชมชอบโจวซูเฟยเท่าใดนักทว่ายามนี้ศัตรูของศัตรูคือมิตร นางจึงไม่ลังเลที่จะช่วยอีกฝ่าย
“ดอกไม้ย่อมมีวันโรยราเป็วัฏจักร” เว่ยซูฮวายกยิ้มแล้วจิบน้ำชาในมืออย่างไม่สะทกสะท้าน “ทว่าน่าเสียดายที่หม่อมฉันหาใช่ดอกไม้ไม่”
“มาดว่าคงมีเพียงน้องชงหรงกระมังที่มิรู้ว่าหญิงสาวเปรียบดังดอกไม้” ซุนเจาอี๋กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงดูถูก แววตาเย้ยหยัน บุตรีแม่ทัพก็เป็เช่นนี้คงมิเข้าใจว่าคำเปรียบเปรยคืออันใด
หวงเต๋อเฟยยกยิ้มหยัน นี่ซุนเจาอี๋คิดว่าเว่ยชงหรงผู้นี้ไร้สมองเหมือนตัวเองหรืออย่างไร
ฮองเฮาก็ยังคงนั่งนิ่งมองบรรดาสนมของผู้เป็พระสวามีตีกันด้วยวาจามิคิดยื่นมือช่วยเหลือ นางไม่ซ้ำเติมก็นับว่าเมตตามากพอแล้ว
“ผู้คนนั้นก็แปลกเป็มนุษย์ดี ๆ มิชอบ ยังคงเปรียบตัวเองเป็ดอกไม้บอบบางไร้ค่าไร้ราคา หม่อมฉันมิคิดจะนำตัวเองไปเปรียบเทียบให้ด้อยค่าหรอกเพคะ” เว่ยซูฮวาปรายตามองซุนเจาอี๋เหมือนกับที่อีกฝ่ายใช้มองนาง
“น้องชงหรงช่างมีความคิดที่น่าสนใจ” หวางกุ้ยเฟยเปิดปากคลายบรรยากาศอันน่าอึดอัดอีกครา
“เอาล่ะคุยกันพอสมควรแล้วพวกเ้าไปพักเถิด” ฮองเฮารีบเอ่ยปากไล่ทันที เมื่อเห็นว่าไม่มีใครทำอันใดสตรีน่าชังผู้นี้ได้ มิใช่ว่าพระนางมิอยากกลั่นแกล้งสั่งทำโทษสนมนางนี้อีกครั้ง แต่เมื่อวานฮ่องเต้เพิ่งส่งคนมาแจ้งแก่นางว่าให้ยกเลิกการทำโทษคัดของเว่ยชงหรง หากวันนี้นางยังสั่งทำโทษนางสนมผู้นี้อีกครา ฝ่าาคงจะเห็นนางเป็สตรีที่ขี้อิจฉาริษยา จึงจำต้องอดทนอดกลั่นเช่นนี้
น่าผิดหวังเสียจริง!
เว่ยซูฮวาคิดว่าพระสนมเหล่านี้จะใจกล้าเล่นงานนางมากกว่านี้เสียอีก แต่เอาเถิดหญิงฝ่ายในมิใช่คนโง่ พวกนางคงจะตระหนักดีว่าการที่จะเล่นงานนางในระยะนี้คงมิใช่เื่ดี บิดาเพิ่งจะมีความดีความชอบฮ่องเต้ย่อมให้ความสำคัญแก่นาง ในเมื่อพวกนางยังไม่กล้าลงมืออันใดมากนัก นางก็จะปั่นป่วนโหมกระพือไฟริษยาให้พวกนางอัดอั้นมากขึ้นไปอีกก็แล้วกัน
เป็เวลากว่าหนึ่งเดือนแล้วที่เว่ยซูฮวาเข้ามาอยู่ในวังหลังแห่งนี้ ตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ศิษย์พี่มาอยู่ที่ตำหนักของนางทุกวัน จนเหล่าสนมเริ่มอยู่ไม่ติดคิดจะให้บิดาของตนถวายฎีกาให้ฮ่องเต้ทรงพิรุณพรมทุกหย่อมหญ้า ทว่าแม้สนมเ่าั้จะหมดความอดทนแต่มิใช่กับขุนนางที่ยังพอมีสมองอยู่บ้างว่ายามนี้กองทัพตระกูลเว่ยมีหน้ามีตามากเพียงไร และพวกเขาก็กำลังยกทัพกลับเมืองหลวง ดังนั้น่เวลานี้ฮ่องเต้ผู้ปรีชาย่อมต้องโปรดปรานเว่ยชงหรง หากพวกเขาไม่รู้ความยื่นฎีการ้องเรียน มิเป็การหาเื่ใส่ตัวหรอกหรือ พวกเขาจึงทำได้เพียงปลอบประโลมผู้เป็บุตรี กล่าวว่าหลังจากกองทัพตระกูลเว่ยกลับมา ไทเฮาก็จะเสด็จกลับวังเตรียมงานคัดเลือกสนมหน้าใหม่ เช่นไรไทเฮาก็คงมิยินยอมให้ฝ่าาเสด็จเพียงตำหนักใดตำหนักหนึ่งเป็แน่
ยามเว่ยซูฮวาก้าวเท้าเข้างานเลี้ยงฉลองชัยให้แก่ผู้เป็บิดา
เสียงพูดคุยภายในงานก็เงียบเสียงลงโดยพร้อมเพรียง เมื่อเห็นความพิลาสลักษณ์เป็เอก อาภรณ์พระราชทานสูงค่าที่หากมิใช่ฮ่องเต้พระราชทานก็อย่าหวังว่าจะมีโอกาสได้สวมใส่ ชุดที่ประณีตงดงามนี้มิได้กดข่มทำให้ใบหน้าโฉมสะคราญด้อยลงแต่อย่างใด ทว่ากับส่งเสริมให้นางยิ่งงดงาม งามสง่า ชวนให้ผู้คนหยุดหายใจมากยิ่งขึ้น ยิ่งเมื่อเดินเข้ามาใกล้ใบหน้างดงามเฉิดฉันเป็หนึ่งไม่มีสองก็ยิ่งเด่นชัด มุมปากของหญิงสาวปรากฏรอยยิ้มเล็ก ๆ ทุกท่วงท่าเปี่ยมเสน่ห์เย้ายวนชวนเคลิบเคลิ้ม ทุกผู้คนแทบจะไม่เชื่อสายตาว่าในใต้หล้านี้ยังมีความงามเหนือจินตนาการเช่นนี้ดำรงอยู่
โฉมสะคราญงามล่มเมือง...
พวกเขาไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดเข้าวังไปได้เพียงหนึ่งเดือน สนมผู้นี้ถึงเป็ที่โปรดปรานเหนือผู้ใด ต่อให้ตระกูลเว่ยหาได้มีผลงานใดพวกเขาก็เชื่อว่าพระสนมตระกูลเว่ยผู้นี้จะต้องก้าวข้ามกลบรัศมีผู้อื่นกลายเป็พระสนมที่ฮ่องเต้ทรงโปรดปรานมากที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย
ในบรรดาสนมทั้งหมดที่ได้เข้าร่วมมีนางที่มีตำแหน่งต่ำที่สุด โดยปกติงานเลี้ยงนั้นจะให้สนมั้แ่ตำแหน่งขั้นสองชั้นเอกขึ้นไปถึงจะมีสิทธิ์เข้าร่วมงานเลี้ยง ทว่างานเลี้ยงนี้จัดเพื่อฉลองชัยให้แก่เว่ยต้าเจียงจวิน ดังนั้นเว่ยซูฮวาผู้เป็บุตรีจึงได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าร่วม ต่อให้สนมอื่นอยากจะอิจฉาก็คงอิจฉาได้ยากนัก
เสียงขันทีประกาศการมาถึงของฮ่องเต้และฮองเฮา ทุกผู้คนต่างถวายความเคารพ ฮ่องเต้เอ่ยอนุญาตทุกคนก็นั่งประจำที่ งานเลี้ยงก็เริ่มในทันที เมื่อการแสดงผ่านไปได้ไม่กี่ชุด หลี่หยางฮุ่ยก็กล่าวขึ้น
“ชนเผ่าหมานรุกรานแคว้นต้าหลี่ของเรามาเนิ่นนาน มาบัดนี้เว่ยต้าเจียงจวินและเหล่าทหารหาญสามารถกำจัดพวกมันออกไปได้ สร้างความยินดีให้แก่ชาวประชาและเราเป็อย่างยิ่ง” อู๋ตี้ฮ่องเต้ตรัสแล้วยกจอกสุราขึ้น “เราขอดื่มสุราสามจอกให้แก่พวกท่าน”
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ” เว่ยต้าเจียงจวินยกยิ้มเต็มใบหน้าแล้วกระดกสุราเข้าปาก
จากนั้นก็ฮ่องเต้ก็ประทานรางวัลและวันหยุดให้แก่เหล่าทหารหาญ ประทานบรรดาศักดิ์กั๋วกงให้แก่เว่ยต้าเจียงจวินเป็เจิ้งตงกั๋วกง[2] หรือเจิ้งตงต้าเจียงจวิน
ขุนนางมากมายต่างอิจฉาริษยาเพราะเว่ยต้าเจียงจวินผู้นี้เป็คนแรกที่ได้รับบรรดาศักดิ์จากฮ่องเต้ ส่วนผู้อื่นแม้แต่ผู้นำตระกูลเฉินอัครมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายบิดาของฮองเฮาก็ยังมีบรรดาศักดิ์เพียงโหวทั้งยังได้มาเพราะการสืบทอดบรรดาศักดิ์[3]จากอดีตผู้นำตระกูล หาใช่ได้รับเพราะผลงานเฉกเช่นผู้บัญชาการฝ่ายซ้ายผู้นี้
เมื่องานเลี้ยงจบลงฮ่องเต้ก็เดินเข้าไปจับมือเว่ยชงหรงพาเดินออกจากเลี้ยง เป็การให้เกียรติตระกูลเว่ยและกองทัพของเจิ้งตงต้าเจียงจวิน ขุนนางและสนมที่อยู่ในที่นั้นก็ได้แต่อดกลั้นความริษยาเอาไว้ในอกฉีกยิ้มยินดีกับตระกูลเว่ย
“ศิษย์พี่” เสียงอ่อนหวานและสายตาเว้าวอนที่มองมาก็ทำให้ร่างหนาที่จับมือของอีกฝ่ายอยู่ใจอ่อนยวบ
“วันพรุ่งพี่จะเรียกต้าเจียงจวินและพี่ชาย น้องชายของเ้าเข้าวัง เ้าค่อยมาเจอพวกเขาแล้วกัน”
“ขอบคุณเ้าค่ะ” เว่ยซูฮวายกยิ้มเจิดจ้า หางตาเหลือบไปเห็นนางกำนัลของสนมจากตำหนักอื่น ๆ มายืนชะเง้อคอแอบมอง แววตาเ้าเล่ห์พาดผ่าน นางเขย่งเท้าหอมแก้มหลี่หยางฮุ่ยแล้วกล่าวขอบคุณอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่ดังมากยิ่งขึ้น อ่อนหวานยิ่งกว่าเดิม “ขอบพระทัยเพคะฝ่าา”
หลี่หยางฮุ่ยที่ได้รับจุมพิต แววตารักใคร่น้ำเสียงอ่อนโยน ใจก็พลันเต้นแรงอย่างห้ามไม่อยู่ แม้จะรู้ว่านั้นเป็เพียงการแสดงของเ้าตัวแสบก็ตาม
หวงเต๋อเฟยมองภาพบุรุษที่นางหลงรักกำลังยืนยิ้มอย่างอ่อนโยนให้กับสตรีที่อยู่ข้างกายก็ได้แต่ข่มกลั้นความเ็ป นางหลงรักพระองค์ถึงเพียงนี้ ยินยอมทะเลาะกับพี่ชายเพียงเพื่อได้เคียงข้าง แต่พระองค์กลับไม่เคยเห็นคุณค่าความรักของนาง เพราะเหตุใด...
[1] มาจากสำนวนดอกเบญจมาศในวันพรุ่ง หมายถึงสิ่งที่เมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไปแล้วก็หมดประโยชน์ไร้ความหมาย มีที่มาจากเทศกาลฉงหยางมีธรรมเนียมชมดอกเบญจมาศ แต่เมื่อวันเทศกาลผ่านพ้นไป ดอกเบญจมาศก็จะร่วงโรยไม่มีใครเห็นคุณค่าอีก
[2] บรรดาศักดิ์ในสมัยโบราณที่ฮ่องเต้พระราชทานให้แก่ขุนนางเรียงจากสูงไปต่ำ กง โหว ปั๋ว จื่อ และหนาน
[3] โดยปกติหากสืบทอดบรรดาศักดิ์ผู้เป็ลูกจะต้องลดตำแหน่งลงหนึ่งขั้น