บทที่ 7 คัมภีร์ฮุ่นตุ้นขั้นแรก
"ท่านลุงฝู!" เซียวอวิ๋นมองชายชราผมขาวตรงหน้าแล้วคำนับอย่างนอบน้อม
ลุงฝูรีบหลบไปด้านข้างพลางยิ้มแหย ๆ "นายน้อย อย่าได้ทำให้ข้าละอายเลย"
เซียวอวิ๋นรู้สึกจนปัญญา เขาเป็คนหนุ่มที่เคารพผู้าุโและรักเด็ก เมื่อเห็นอีกฝ่ายอายุมากพอจะเป็ปู่ของตน เขาย่อมต้องให้ความเคารพ
อย่างไรก็ตาม ในโลกของผู้ฝึกตนนั้น ระบบชนชั้นนั้นเข้มงวดอย่างยิ่ง
เซียวอวิ๋นจึงได้แต่พยายามปรับตัว เขาเอ่ยปากว่า "รบกวนท่านลุงฝูพาข้าเยี่ยมชมยอดเขาตี้นี้ด้วยขอรับ"
ที่นี่คือที่ที่เขาจะพำนักอยู่ต่อไป แน่นอนว่าเขาต้องทำความคุ้นเคย มิเช่นนั้นยาม้าปลดทุกข์ก็จะหาห้องน้ำไม่เจอ
ที่นี่งดงามเช่นนี้ คงมิอาจปลดทุกข์ข้างทางเรี่ยราดได้ นั่นคงไร้มารยาทเกินไป
"นายน้อยไม่ต้องเกรงใจ นี่เป็หน้าที่ของข้า" ลุงฝูกล่าวพลางยิ้ม สายตาที่มองเซียวอวิ๋นเต็มไปด้วยความยินดี หลายปีมานี้ ในที่สุดนายท่านก็รับศิษย์เสียที และยังได้ยินว่าเป็บุตรเทวะของสำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้นของพวกเขา นี่คืออัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่ง
จากนั้นลุงฝูก็นำเซียวอวิ๋นเที่ยวชมยอดเขาตี้อย่างนอบน้อม
ระหว่างทาง เมื่อเห็นว่าตำหนักเ่าั้ว่างเปล่า เซียวอวิ๋นก็อดที่จะถามด้วยความสงสัยมิได้ว่า "ท่านลุงฝู ไฉนที่นี่จึงสร้างตำหนักมากมาย แต่กลับไม่มีผู้ใดอาศัยอยู่เลย?"
ลุงฝูพลันถอนหายใจ กล่าวอย่างสะท้อนใจว่า "ในอดีต นายท่านได้ชื่อว่าเป็บุตรเทวะที่แข็งแกร่งที่สุดของสำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้น ผู้ติดตามของท่านมีมากมายนับไม่ถ้วน ดังนั้นจึงต้องสร้างตำหนักมากมาย แต่หลายปีมานี้ ผู้ติดตามเ่าั้ล้วนสิ้นอายุขัยหรือจากนายท่านไป เหลือเพียงข้าผู้เดียว"
เซียวอวิ๋นได้ยินดังนั้นก็เข้าใจทันที ตี้เทียนอายุเก้าร้อยปีแล้ว ผู้ติดตามของเขาคงสิ้นชีพด้วยโรคชราไปหมด ส่วนผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ บัดนี้พลังบำเพ็ญคงเหนือกว่าตี้เทียน จึงมิอาจติดตามตี้เทียนอีกต่อไปได้
เซียวอวิ๋นเดินตามลุงฝู เที่ยวชมยอดเขาตี้ต่อ เขายังเห็นสัตว์ิญญาและวิหคเซียนมากมาย รวมถึงข้าวทองคำ ทำให้ยอดเขาแห่งนี้เต็มไปด้วยชีวิตชีวา
ลุงฝูแนะนำว่า "ตอนนี้นายน้อยยังไม่สามารถอดอาหารได้ สัตว์ิญญา วิหคเซียน และผืนข้าวสีทองเหล่านี้ ต่อไปจะเป็อาหารของนายน้อย"
เซียวอวิ๋นได้ยินวาทะนั้นแล้วรู้สึกละโมบ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็ของดีทั้งสิ้น ต้องยอมรับว่าการได้เข้าร่วมยอดเขาตี้นั้นวิเศษนัก
พึงรู้ไว้ว่าในโลกภายนอกนั้น ยากนักที่จะหาของล้ำค่าเช่นนี้ได้
อีกทั้งแม้สัตว์ิญญาและวิหคเซียนเ่าั้จะดูแสนเชื่อง ทว่าความจริงแล้วพวกมันมีพลังมหาศาล แม้เขาจะมีร้อยคนก็มิอาจเป็คู่ต่อสู้ของพวกมันได้
ดังนั้นหลายปีมานี้ เขาจึงไม่เคยได้ลิ้มรสของดีเหล่านี้เลย บัดนี้ในที่สุดเขาก็จะได้ลิ้มลองสมใจสักที
...
ยอดเขาตี้นั้นใหญ่โตมาก จวบจนโพล้เพล้ เซียวอวิ๋นถึงเที่ยวชมยอดเขาตี้จนทั่ว
หลังจากนั้น เขาก็ตามลุงฝูกลับไปยังตำหนักเทียน
ทันทีที่เข้าสู่ตำหนักเทียน เขาก็เห็นอาจารย์ตี้เทียนผู้เป็เสมือนบิดาของ กำลังจัดการกับเตาหลอมสามขาทองสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่สูงเท่าสาม่คน
ขณะนี้ ตี้เทียนกำลังปล่อยเพลิงสามสีออกมา เพื่อให้ความร้อนเตาหลอมใบนี้
กลิ่นหอมลอยออกมาจากเตาหลอม ทำให้เขารู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันที
"ศิษย์รัก…"
ตี้เทียนเห็นเซียวอวิ๋นกลับมา ก็ยิ้มพลางกล่าวว่า "นี่คือน้ำยาสร้างรากฐานที่อาจารย์เตรียมไว้ให้เ้า ข้างในมีสมบัติล้ำค่าที่อาจารย์สะสมมาหลายปี แม้แต่โลหิตเจียวหลงก็มี รับรองว่าจะช่วยให้เ้าสร้างร่างกายอันแข็งแกร่งได้แน่นอน"
ลุงฝูที่อยู่ข้าง ๆ ก็อธิบายเสริมว่า "นายน้อย ขั้นแรกของการฝึกบำเพ็ญคือ ‘หลอมกายา’ สำหรับพวกเราผู้ฝึกตนแล้ว ร่างกายนั้นสำคัญยิ่ง มีเพียงร่างกายที่แข็งแกร่งเท่านั้น จึงจะสามารถก้าวหน้าในเส้นทางการบำเพ็ญต่อไปได้อย่างราบรื่น"
เซียวอวิ๋นพยักหน้าอย่างเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง
ตี้เทียนจึงเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าจริงจังว่า "ศิษย์รัก ดังคำกล่าวที่ว่าหอสูงพันวาเริ่มจากพื้นดิน ดังนั้นรากฐานของพวกเราผู้ฝึกตนจึงสำคัญยิ่ง ขั้นแรกนี้คือ ‘หลอมกายา’ เป็่เวลาที่พวกเราต้องสร้างรากฐาน ยิ่งสร้างรากฐานให้แข็งแกร่งเพียงใด อนาคตของเ้าก็จะยิ่งไร้ขีดจำกัดเพียงนั้น"
เซียวอวิ๋นพยักหน้าอย่างเข้าใจ หอสูงหากรากฐานไม่มั่นคง เพียงแค่แผ่นดินไหวเล็กน้อยก็อาจพังทลายได้ ดังนั้นรากฐานจึงสำคัญมาก
"อาฝู มาช่วยข้าทำพิธีหลอมเถิด!" ตี้เทียนโบกมือเรียกลุงฝู มอบหมายงานพิธีหลอมให้ลุงฝู ส่วนตนเองพาเซียวอวิ๋นไปนั่งขัดสมาธิบนเสื่อข้าง ๆ
ยามนี้นภามืดสนิท ดวงดาวนับพันพราวพรายบนท้องนภา แสงดาวส่องประกายระยิบระยับ สาดส่องลงมาจากฟากฟ้า ทำให้ทั้งยอดเขาตี้ดูงดงามราวกับภาพฝัน
ตี้เทียนมองเซียวอวิ๋นที่นั่งตรงข้ามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม กล่าวว่า "ข้าจะถ่ายทอดคัมภีร์ฮุ่นตุ้นให้เ้า แต่เ้าต้องสาบานก่อนว่าจะไม่เผยแพร่คัมภีร์ฮุ่นตุ้นโดยไม่ได้รับอนุญาตจากประมุขศักดิ์สิทธิ์"
เซียวอวิ๋นพยักหน้า เขารู้ดีว่าวิชานี้เป็คัมภีร์สูงสุดของสำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้น ห้ามเผยแพร่ออกไปเด็ดขาด
เซียวอวิ๋นจึงกล่าวคำสาบานอย่างจริงจัง
เมื่อเห็นเซียวอวิ๋นสาบานแล้ว ตี้เทียนก็ยิ้มบาง ๆ แล้วชี้นิ้วไปที่หว่างคิ้วของเซียวอวิ๋น "ศิษย์รัก จงรักษาจิตใจให้มั่นคง ตั้งใจรับรู้คัมภีร์ฮุ่นตุ้น"
เซียวอวิ๋นรีบหลับตาลง และเพราะกังวลว่าพร์และคุณสมบัติของตนอาจไม่เพียงพอ จึงใช้การรู้แจ้งทันที
‘จักรวาลมีสัจธรรม ยากจะรับรู้ด้วยตาและหู สรรพสิ่งไม่ใช่สรรพสิ่ง เป็หนึ่งเดียวกับข้า…’ บทคัมภีร์ฮุ่นตุ้นปรากฏชัดในสมองของเซียวอวิ๋น เหมือนตอนที่เขาเข้าใจคัมภีร์เหนี่ยวนำฮุ่นตุ้น
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเข้าสู่สภาวะรู้แจ้งฉับพลัน ความคิดของเซียวอวิ๋นก็ยิ่งแจ่มชัด ขณะที่เข้าใจคัมภีร์ฮุ่นตุ้น แรงบันดาลใจก็ผุดขึ้นในใจไม่หยุด ทุกครั้งที่เจอปัญหา ก็จะรู้สึกเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งทันที
อาจกล่าวได้ว่า ในสภาวะรู้แจ้งฉับพลัน เซียวอวิ๋นเข้ากันได้ดีกับฮุ่นตุ้น การเข้าใจคัมภีร์ฮุ่นตุ้นจึงไม่มีอุปสรรคใด ๆ ง่ายดายประหนึ่งปลอกกล้วยเข้าปาก
ด้านข้าง
ตี้เทียนยิ้มมองเซียวอวิ๋นที่หลับตาอยู่ ส่วนลุงฝูที่กำลังเฝ้าเตาหลอมก็จ้องมองเซียวอวิ๋นอย่างกังวล
"ไม่ต้องกังวลไป ด้วยพร์ของเซียวอวิ๋น อย่างมากสามวันก็น่าจะเข้าใจคัมภีร์ฮุ่นตุ้นขั้นแรกได้" ตี้เทียนเห็นลุงฝูกังวลมากจึงหัวเราะกล่าว
ลุงฝูกล่าวเบา ๆ ว่า "นายท่าน เมื่อก่อนท่านใช้เวลาเจ็ดวันก็เข้าใจคัมภีร์ฮุ่นตุ้นขั้นแรกได้ นี่เป็สถิติที่เร็วที่สุดแล้ว หากนายน้อยไม่สามารถทำลายสถิตินี้ได้ อนาคตก็คงไม่อาจเหนือกว่าท่าน"
ตี้เทียนเอ่ยด้วยสีหน้ามั่นใจว่า "วางใจเถิด เซียวอวิ๋นสามารถทำให้ระฆังฮุ่นตุ้นดังถึงเก้าครั้ง เขาย่อมสามารถบรรลุคัมภีร์ฮุ่นตุ้นขั้นแรกได้ภายในสามวันอย่างแน่นอน"
ทว่าในขณะนั้นเอง
จู่ ๆ ปราณิญญารอบข้างก็ปั่นป่วนขึ้นมาอย่างรุนแรง ราวกับมหานทีหลายสายไหลบ่าเข้าหาเซียวอวิ๋นที่นั่งขัดสมาธิอยู่
ในชั่วพริบตา เซียวอวิ๋นก็ถูกห่อหุ้มด้วยปราณิญญา ร่างของเขาลอยขึ้นกลางเวหา ปล่อยแสงสีขาวออกมาเป็สาย
"เป็ไปได้อย่างไร?" ตี้เทียนเบิกตากว้าง มองไปที่เซียวอวิ๋นด้วยสีหน้าตกตะลึง
ส่วนลุงฝูที่อยู่ข้าง ๆ ก็สูดลมหายใจเข้าลึก เอ่ยด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อว่า "ปราณิญญากำลังหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกาย! นายน้อยบรรลุคัมภีร์ฮุ่นตุ้นขั้นแรกแล้วหรือ? ์! นี่เพิ่งจะผ่านไปนานเพียงใดกัน? แค่หนึ่งเค่อ*[1] เท่านั้น!"
"นี่คือพร์อันล้ำเลิศ!" ตี้เทียนจ้องมองเซียวอวิ๋นที่ลอยอยู่กลางอากาศด้วยดวงตาเปล่งประกาย ราวกับกำลังมองสมบัติล้ำค่า
[1] หนึ่งเค่อ เท่ากับ สิบห้านาที