ตอนที่ 9
พันธสัญญา… ทำงาน!
ตึก ๆ ๆ ๆ !
เสียงฝีเท้าอันหนักแน่นของคนสองคน ที่กำลังวิ่งผ่านตรอกซอยแน่นขนัดในเขตที่พำนักอาศัยของปุถุชนชั้นล่างสุด ด้านหน้าที่วิ่งนำเป็เด็กหนุ่มเรือนผมสีแมกไม้ดูประหลาดที่กำลังสอดส่องสายตาไปมาอย่างเอาจริงเอาจัง
ทางด้านหลังเป็อิสตรีผู้งดงามทั้งเรียวหน้าและรูปร่างซึ่งกำลังร้อนใจเป็อย่างยิ่ง ขณะที่ต้องก้าวฝีเท้าโดยยั้งความเร็วมิให้นำฉิวเกินกว่าชายผู้วิ่งนำอยู่ด้านหน้า เนื่องด้วยพลังในฐานะพลังฝึกยุทธ์ที่แตกต่างกัน
“ข้างหน้า อีกสองตึก วิ่งนำข้าเลย!”
เยากั๋วซ่านนั้นรู้ดีว่าหญิงสาวที่อยู่ด้านหลังร้อนรนใจถึงเพียงใดกับการที่ต้องชะลอฝีเท้าของตนในสถานการณ์เร่งด่วนถึงเพียงนี้ เมื่อบ้านของตนเข้ามาอยู่ในระยะสายตาที่พอจะบอกอีกฝ่ายได้แล้ว เขาจึงมิลังเลที่จะกล่าวบอกให้เธอรีบไปก่อนในทันที
“..ข้าจะเตรียมผ้ากับน้ำไว้ให้”
ทันทีที่ได้ยิน จงเค่อฉิงก็พยักหน้ารับน้อย ๆ พร้อมกับพูดเปรยว่านางจะตระเตรียมเครื่องมือไว้ให้บ้าง แม้จะไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรกับนกฮูกน้อยที่าเ็ในอ้อมแขนตน แต่ก่อนอื่นคงต้องล้างเืและทำแผลให้กับมันเสียก่อน นั่นคือสิ่งที่นางคิดได้
ตึก! ฟึ่บ!
สิ้นเสียงบอกกล่าว จงเค่อฉิงก็เร่งฝีเท้าจนพุ่งตัวออกไปปานลมกรดทะยาน นางใช้แขนทั้งสองโอบอุ้มป้องกันมิให้นกฮูกน้อยต้องรับผลต่อลมกรรโชกที่เกิดขึ้นจากการเร่งฝีเท้า พลางเส้นผมสีดำประกายม่วงที่มัดเป็ทรงหางม้ายกสูงก็ปลิวไสววลู่ไปตามลมอย่างสง่างดงาม โดยเฉพาะในสายตาของผู้ที่กำลังวิ่งไล่หลังอยู่ ณ ตอนนี้
แม้ภาพตรงหน้าจะเคลิ้มชวนฝัน แต่นี่หาใช่เวลาไม่! เยากั๋วซ่านตั้งสติในพริบตาพร้อมกับเร่งฝีเท้าของตนให้เร็วยิ่งขึ้น แม้ขาเริ่มอ่อนล้า ลมหายใจเริ่มติดขัด แต่เขาก็ยังคงวิ่งต่อไป ขณะที่จงเค่อฉิงพุ่งทะยานไปไกลจนใกล้ถึงบ้านของเขาไปทุกขณะ
“..!”
ตรงหน้าบ้านไม้ซอมซ่อขนาดกระทัดรัดเพียงชั้นเดียว มีเพียงบานประตูไม้หนา ๆ ที่กั้นเอาไว้ไม่ให้ผู้รุกล้ำจากภายนอกเข้าสู่ภายในได้ ทว่า เพียงแค่แรงของผู้ฝึกยุทธที่เสริมลมปราณเข้าฝ่ามือเพียงเล็กน้อยก็อาจจะพังประตูไม้ให้กระเด็นออกไปได้ นับว่าเป็บ้านที่ไร้ความปลอดภัยโดนสิ้นเชิงหากเทียบกับมาตรฐานคำว่าบ้านของคุณหนูอย่างเค่อฉิง
แม้นางจะทรงพลังพอจะะเิประตูไม้นี่เข้าไป เพียงแค่กรีดกรายฝ่ามือเรียวที่เสริมด้วยพลังชี่ แต่สิ่งที่นางเลือกทำมิใช่วิธีการมักง่ายเช่นนั้น แต่นางเลือกอีกหนทางหนึ่งที่จำเป็ต้องใช้ความสามารถในการควบคุมลมปราณที่ละเอียดไม่น้อยเลย
ฟึ่บ! ปึง!
มือขวาข้างถนัดกำลังโอบอุ้มนกฮูกน้อยเอาไว้จึงเป็ทีของมือซ้ายที่ถูกพลังปราณเสริมแกร่งเข้าให้จนสายลมรอบข้างเกิดความปั่นป่วนพัดโชยอ่อน ๆ อย่างน่าอัศจรรย์ ก่อนที่มือนั้นจะพุ่งเข้าปะทะกับรูของประตูไม้จนเกิดเสียงดังขึ้นหนึ่งครั้ง
กรึ๊ก
กลไกภายในซับซ้อนที่ก่อเป็ร่องลึกเข้าไปภายในแผ่นไม้ ค่อย ๆ ถูกลมปราณที่มองไม่เห็นปลดล็อคไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดเสียงของกลไกที่ถูกไขก็ดังขึ้นเบา ๆ ให้พอได้ยินเป็สัญญาณว่าตอนนี้ประตูไม้ได้ถูกไขออกเป็ที่เรียบร้อย
“..อดทนหน่อยนะเ้าตัวน้อย!”
ประตูถูกเปิดออกอย่างเร็วไวพร้อม ๆ กับที่ร่างของนกน้อยในอ้อมแขนได้ถูกวางลงบนโต๊ะไม้เก่า ๆ แต่สะอาดหมดจดจนพอวางใจได้ ทำให้จงเค่อฉิงพูดกล่าวกับเ้านกฮูกที่ลมหายใจเริ่มติดขัด สีหน้าเริ่มดูไม่ดีสักเท่าไหร่ให้แข็งใจเอาไว้ พลางตนก็รีบวิ่งวุ่นเตรียมกะละมังใส่น้ำ และผ้าชุบน้ำ เพื่อให้พร้อมต่อการทำความสะอาดแผลให้กับมัน
ตึก
“แฮ่ก”
ไม่นานนัก เยากั๋วซ่านก็โผล่พรวดผ่านประตูเข้ามา ขณะที่จงเค่อฉิงก็ได้ตระเตรียมสิ่งที่นางบอกเอาไว้ก่อนหน้านี้จนพร้อมแล้ว ทำให้เด็กหนุ่มไม่เสียเวลาช้า รีบเดินไปยังโอ่งใส่น้ำที่อยู่ภายในห้องน้ำกั้นแยกเพียงห้องเดียวของบ้านหลังนี้อย่างเร็วไว
ซ่า..
มือทั้งสองพร้อมใบหน้าได้ถูกชะล้างโดยน้ำที่ตักผ่านขันอย่างเร็วไว เพื่อทำความสะอาดร่างกายของตนที่เสียเหงื่อมาตลอดทั้งวันจากการฝึกยุทธ์ เมื่อมั่นใจว่าสะอาดพอแล้ว เยากั๋วซ่านก็หันหลังกลับตรงไปยังโต๊ะทานอาหารของตนที่บัดนี้กลายเป็เตียงทำแผลจำเป็ให้กับนกฮูกน้อยไปแล้ว เพื่อทำการตรวจสอบอาการของมันต่อไป
“..เ้าเข้าเรียนศาสตร์แพทย์รึ?”
“เรียนไม่จบหรอก แต่ก็พอจะรู้จุดเดินลมปราณ การใช้สมุนไพร และการทำแผลอยู่บ้าง”
ทีท่าอย่างดูเป็มืออาชีพที่เริ่มมาก็ทำความสะอาดให้ร่างกายตนก่อนลงมือดูอาการผู้ป่วย ทำให้จงเค่อฉิงที่ไม่ได้มีความรู้พวกนี้ ได้แต่ยืนมองด้วยความอดสงสัยไม่ได้จนต้องเอ่ยถามออกไป ทางด้านเยากั๋วซ่านเองก็ตอบกลับออกมาพร้อม ๆ กับที่มือขวาค่อย ๆ แตะลงบนร่างกายของนกฮูกน้อยแล้วไล้ไปทั่วราวกับกำลังตรวจสอบบางสิ่งอย่างอยู่
ตรงปลายนิ้วของมือขวาที่กำลังไล่ไปทั่วตัวของนกฮูกน้อยได้ปล่อยกระแสลมปราณเบา ๆ ออกมาเท่าที่คนลมปราณตำหนิอย่างเขาจะทำได้ เพื่อใช้มันตรวจสอบจุดเดินลมปราณของเ้านกฮูกว่ามีส่วนใดเสียหายหรือไม่ อันเป็หนึ่งในสิ่งที่เขาทำเป็ตามที่ได้บอกกับเค่อฉิงไปก่อนหน้า
“แม่นางจง มือเ้าสะอาดแล้วหรือไม่?”
“...ตอนข้าตักน้ำก็ล้างเืไปบ้างแล้ว”
“ดี เ้าช่วยเช็ดแผลให้มันหน่อย ไม่ต้องไปโดนตรงแผลมากก็ได้ แค่ซับให้เืไหลน้อยลงก็พอ”
“เข้าใจแล้ว”
ขณะที่กำลังไล่ตรวจทั่วร่างของนกฮูกน้อยอย่างหน้าดำคร่ำเครียด เยากั๋วซ่านก็เอ่ยถามเค่อฉิงโดยที่ไม่แม้แต่จะหันไปมองนาง ซึ่งนางก็เข้าใจสถานการณ์ดีจึงได้ตอบรับทุกคำขอไปอย่างง่ายดาย พร้อมกับเริ่มหยิบผ้ามาบิดหมาด ๆ แล้วเริ่มเช็ดรอบแผลให้กับนกฮูกตัวน้อยที่บัดนี้เหมือนสติจะเริ่มเลือนรางลงเรื่อย ๆ
สาเหตุที่เยากั๋วซ่านรู้วิชาศาสตร์การแพทย์เช่นนี้ มันเป็เพราะความพิการปราณตำหนินี้แหละที่ทำให้เขาต้องดิ้นรนลงเรียนหลากวิชาเพื่อทำคณะให้มากพอจะอยู่ต่อในสำนักได้ บวกเข้ากับความฉลาดเฉลียวจนทำให้สนุกไปกับทุกศาสตร์การเรียนได้จึงได้มีองค์ความรู้มากมายติดตัวอยู่
แต่ศาสตร์ที่ถูกใช้งานเป็หลักในครานี้คือศาสตร์เข็มเบื้องต้นที่เขาได้ลงเรียนเมื่อราวปีก่อน นี่คือวิชาที่เด็กหนุ่มตั้งใจเล่าเรียนอย่างหนักเพื่อความหวังว่าศาสตร์แห่งการฝังเข็มจักทำให้ร่างกายที่มีปราณตำหนิพลิกชะตากลับมาฝึกยุทธ์ได้บ้างแต่ก็คว้าน้ำเหลวจนได้
“..ฮึ่ม”
ทำให้บัดนี้เยากั๋วซ่านเริ่มจักหลงลืมตำราที่เคยท่องจากศาตร์แห่งนี้ไปบ้างจนหน้าตาเคร่งเครียดเช่นนี้ พร้อมกับสมองที่รีดเค้นความทรงจำขนานหนักเพื่อนำมันมาใช้ตรวจสอบจุดไหลเวียนลมปราณ อันเป็พื้นฐานของศาสตร์วิชาแพทย์อันเลื่องชื่อแห่งแผ่นดินจ่งหัวนี้
การฝังเข็มนั้นมีฤทธาเหนือจินตนาการ สามารถพลิกฟื้นผู้พิการให้กลับมาเดินเหินยังเคยมีมาแล้ว แต่มันก็เป็ศาสตร์ที่เสี่ยงเป็เสี่ยงตายยิ่งกว่าศาสตร์แห่งโอสถยาสมุนไพร เพราะมันจักเข้าไปข้องเกี่ยวกับเส้นจุดไหลเวียนลมปราณโดยตรง หากฝังไม่ถูกที่อาจถึงแก่ชีวิตหรือพิกลพิการได้
เช่นนั้นแล้วเขาจึงต้องเริ่มตรวจสอบเสียก่อนว่านกฮูกน้อยมีอาการเป็เช่นไรกันแน่ หากเป็แค่แผลถลอกปลอกกายเนื้อ ไปซื้อโอสถสมุนไพรมาตำยารักษาเอาน่าจะปลอดภัยกว่า หากแต่ ถ้ามันสาหัสถึงขั้นกรีดเืเนื้อเฉือนเข้าจุดลมปราณขึ้นมา มีเพียงแค่หมอเท่านั้นที่จะยื้อชีวิตมันไว้ได้
“...!”
ซึ่งทุก ๆ การเคลื่อนไหวของปลายนิ้วมือขวาเต็มไปด้วยคำภาวนาถึงเทพเซียนผู้ยิ่งใหญ่ ขอเพียงให้เป็แผลถลอกที่กายเนื้อเพียงเท่านั้นเป็พอ หากนกฮูกน้อยเกิดสาหัสถึงเส้นลมปราณขึ้นมาจริง เขาคงจนปัญญาที่จะหาทางยื้อรักษาชีวิตมันไว้อย่างไม่มีทางเลือก…
“..เืไหลน้อยลงแล้วล่ะ”
“ขอบใจเ้ามากนะ”
ขณะที่กำลังเพ่งจิติญญาทุกสิ่งอย่างไปกับการไล่หาจุดลมปราณไปทีละจุดอยู่นั้น เสียงของจงเค่อฉิงที่เอ่ยบอกความคืบหน้าจากฝั่งตนก็ดังขึ้นมา ทำให้เยากั๋วซ่านเริ่มหันมองตรงโคนปีกขวาของนกฮูกน้อยที่ร่องรอยเืเริ่มจางลงจนเห็นแผลแทงเหวอะอย่างเห็นได้ชัด แต่กระนั้นกระแสเืก็ยังคงไหลออกมาอย่างเอื่อย ๆ ทำให้ไม่อาจวางใจได้
“มิเป็ไรหรอก ทางเ้าเล่า เป็อย่างไรบ้าง?”
“..จนถึงยามนี้ยักปกติดี ข้ายังไม่เชี่ยวชาญพอจะส่งปราณเข้าไปตรงแผลเปิดจึงล่าช้า เพราะหากมิระวังจนผิดพลาดเพียงนิดอาจหมายถึงลมปราณอาละวาด ผลลัพธ์นั้นยากจะคาดเดา”
ถึงทีของคุณหนูตระกูลจงถามกลับบ้างในขณะที่นางกำลังซับผ้าเปื้อนเืให้หมาดออก เยากั๋วซ่านก็เอ่ยตอบสถานการณ์ปัจจุบันของการตามหาจุดเสียหายของเส้นลมปราณ พร้อมกล่าวถึงเหตุที่ทำให้มันล่าช้าไปกว่าสองเค่อแล้วในเพลานี้
“..มันอาจไม่มีอะไรอย่างที่คิดก็ได้นะ เ้านกน้อยเอยสีหน้าก็เริ่มทุเลาความเ็ปลงแล้ว”
“อาจเป็เช่นนั้น หากแต่สลบไปแล้วเช่นนี้ล้วนแต่น่ากังวล”
หลังจากลงผ้าเช็ดคราบเืตามปากแผลไป จงเค่อฉิงได้สังเกตุว่านกฮูกน้อยได้หลับตาพริ้มสลบไสลไปเป็ที่เรียบร้อย แรก ๆ นางก็ยังเป็กังวลอยู่มาก แต่พอเห็นสีหน้าที่ทุเลาอาการลงไปก็ดูจะทำให้ใจชื้นขึ้นได้บ้าง แต่เยากั๋วซ่านยังมิอาจปลงใจให้ตนคิดในแง่ดีได้ จึงยังคงไล่มือไปรอบ ๆ ปากแผลบริเวณปีกของนกฮูกน้อยต่อไป
“..ขออย่าให้เป็อย่างที่เ้าคิดเลย”
“ข้าก็หวังเช่นนั้น.. จากใจ”
คำตอบของเยากั๋วซ่านอาจจะแลดูมองโลกในแง่ร้ายจนเกินไป แต่ความเป็จริงนั้นมิอาจคาดเดา ระแวงไว้ก่อนย่อมไม่เสียหาย กระนั้นแล้ว การที่ตนมิอาจทำอะไรได้เลยนอกจากเพียงรอคำตอบจากเยากั๋วซ่าน มันทำให้เค่อฉิงเกิดความรู้สึกสับสนหลากหลายขึ้นมา แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือขออย่าให้ทุกอย่างเป็ไปตามที่กังวลไว้เลยเถิด นั่นคือสิ่งที่ทั้งสองพูดและคิดจากใจจริง
“...!!”
ฟึ่บ!
ทว่า ตอนนั้นเองที่นิ้วมือของเยากั๋วซ่านซึ่งกำลังัับริเวณเหนือโคนปีกของนกฮูกน้อยอยู่กลับกระตุกวูบขึ้นมาชั่วขณะจนเด็กหนุ่มต้องชักมือออก สร้างความใทั้งแก่เ้าตัวเอง และแม่นางจงที่ยืนอยู่ข้างเคียงมิห่างกัน
“มะ มันเกิดอะไรขึ้น?”
“..เช่นนี้คืออาการ ลมปราณรั่วไหล!”
ทันทีที่ตั้งสติได้ จงเค่อฉิงได้รีบเอ่ยปากถามทันทีด้วยความเป็กังวล โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นเยากั๋วซ่านได้แต่ยืนนิ่งงันพร้อมกับนิ้วมือขวาที่ยังคงสั่นราวกับได้เผขิญกับสิ่งที่ไม่อยากให้เกิด และเด็กหนุ่มก็นิ่งงันไปชั่วครู่ก่อนจะกัดฟันเอ่ยอย่างเจ็บใจขึ้นมาในทันทีที่เขาประเมินสิ่งที่เกิดขึ้นในเหตุครานี้ได้
ขณะที่พลังปราณอันน้อยนิดของเยากั๋วซ่านกำลังไหลไปตามเส้นสายแห่งจุดเดินลมปราณภายในร่างของนกฮูกน้อยไปทีละนิด จากที่เคยไหลอย่างเรียบนิ่งดั่งสายธารสงบ จู่ ๆ ก็พบจุดที่พุ่งพรวดราวกับน้ำพุที่เดือดพล่าน จนทำให้มือขวาของเยากั๋วซ่านถูกดีดกระเด็นออกมาดั่งที่ได้เห็นกันไป
“แล้วมันสาหัสเพียงใด!?”
“..ลมปราณรั่วไหลเพราะมีจุดลมปราณฉีกขาด ดูได้จากโลหิตที่ยังไม่หยุดไหล หากเป็เช่นนี้ต่อไปลมปราณได้ไหลทะลักออกจนตายแน่!”
คำถามที่ถูกโพล่งขึ้นมาอย่างต่อเนื่องโดยแม่นางจง ทำให้เยากั๋วซ่านต้องรีบเค้นความรู้ที่เกือบจะหลงลืมไปแล้วให้ผุดขึ้นมา แม้จะจำหลายสิ่งอย่างมิได้ แต่ความรู้พื้นฐานอย่างจุดไหลเวียนลมปราณ และอาการาเ็ของมันเขายังพอจำได้
จุดไหลเวียนลมปราณนั้นฝังตัวอยู่ภายในหลอดเืของร่างกาย แม้เส้นเืฉีกขาดอาจเกิดรั่วไหลของลมปราณระลอกหนึ่ง แต่เพียงไม่นานมันก็จักสมานตนเองได้เพราะมิใช่จุดตาย ทว่า หากจุดที่เส้นเืฉีกขาดตรงกับจุดไหลเวียนลมปราณในศาสตร์ฝังเข็มกระตุ้นลมปราณนี้ มันจะรั่วไหลทะลักออกมามิมีหยุด หากไม่มีการฝังเข็มปิดจุดลมปราณรั่วไหลอย่างถูกต้อง คนผู้นั้นจะต้องถึงฆาตเป็แน่
“ละ แล้วเ้าทำอะไรได้บ้างหรือไม่!?”
“...ข้า ข้าเองก็จนปัญญา”
คำของเยากั๋วซ่านทำให้จงเค่อฉิงยิ่งตื่นตระหนก แม้จะมิได้เกี่ยวข้องผูกสัมพันธ์กันกับนกฮูกน้อยตนนี้มาก่อน แต่นางก็มิอยากจะเห็นสิ่งใดหรือผู้ใดต้องมาสิ้นใจต่อหน้าต่อตาเป็แน่ แต่คำตอบต่อคำถามล่าสุดของเยากั๋วซ่านนี้ ก็ทำให้นางได้รู้ว่าทุกอย่างมันเกินกำลังเด็กสองคนอย่างพวกตนไปแล้ว
“โธ่เว้ย!!”
ปึง!
ยามเมื่อกลาวอย่างยอมจำนนต่อตนเองแล้ว เยากั๋วซ่านที่มีสีหน้าไม่ค่อยดีเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว ใบหน้าของเขาก็ยิ่งตรอมไปด้วยความเศร้าโศกมากยิ่งขึ้น พร้อม ๆ กับที่มือขวาที่ใช้ตรวจร่างนกฮูกน้อยจนถึงเมื่อครู่นี้ก็ได้ฟาดเข้ากับผนังห้องอย่างแรงจนเกิดเสียงดังเพื่อระบายความคับคั่งในใจออกมา
“..เ้าทำอย่างดีที่สุดแล้ว อย่าคิดโทษตัวเองเลยนะ”
ทางด้านจงเค่อฉิงเองก็รู้สึกไม่ต่างกันจนขอบตาทั้งสองข้างเริ่มรื้นน้ำสีใสจนเกือบปริ่ม แต่ยามที่นางได้มองไปในดวงตาสีฟ้าสุกสะกาวของเด็กหนุ่มผู้กำมือชกกำแพงไปเมื่อครู่นั้น มันมิได้มีแต่ความเศร้าโศก แต่ยังอัดแน่นไปด้วยแรงโทสะที่นางรู้ดีเลยว่าเขานั้นกำลังคิดโทษตนเองอยู่เป็แน่ จึงได้พูดปลอบออกมาขณะที่เลื่อนมือไปแตะไหลของอีกฝ่ายอย่างเบาบางด้วยความเกรงใจ
“ข้ามันไร้พลัง… หากข้ามีอำนาจ มีเงินตรา ข้าคงช่วยชีวิตมันไว้ได้…”
ทว่า นางมิได้รู้เลยว่า เหตุที่เยากั๋วซ่านเศร้าโศกาพร้อมทั้งแรงโทสะที่อัดแน่นที่สองนัยตาจนน้ำตาหลั่งไหลออกมาเป็สาย มันซับซ้อนและเกี่ยวโยงไปถึงหลากเื่ราวมากเกินกว่านั้น ภาพจำในวันวานที่หวนย้อนกลับมา ภาพที่ตนมิอาจทำอะไรได้เลยเพราะไร้ซึ่งอำนาจ เงินตรา จนได้แต่มองผู้ที่ตนรักยิ่งกว่าผู้ใดบนยุทธภพนี้ด่วนจากไป มันได้หวนกลับมาทำร้ายเขาอีกคราในยามนี้
และนั่นคือเหตุผลว่าทำไม เยากั๋วซ่านผู้มีปราณตำหนิที่ไม่อาจมีหนทางจักเป็ผู้ฝึกยุทธได้ ถึงได้ดื้อแพ่งกัดฟันสู้มาได้ถึงเช่นนี้ หากไร้ซึ่งอำนาจ ไร้ซึ่งเงินตรา ไร้ซึ่งพลัง ชีวิตบนยุทธภพแห่งนี้คงมิต่างจากเศษขยะที่ถูกกวาดทิ้งเมื่อถึงเวลา เขาได้เห็นมันมาทั้งหมดแล้วผ่านชีวิตของท่านแม่
“ข้าสิ.. ไร้พลัง ข้าทำอื่นใดไม่ได้เลยนอกจากยืนดูเ้า”
ยามเมื่อได้ยินเยากั๋วซ่านเอ่ยออกมาอย่างสิ้นหวังเช่นนั้น มันกลับทำให้เค่อฉิงย้อนหวนมองถึงตน นางมิอาจจะทำสิ่งใดได้เลยหากไร้การชี้แนะของเยากั๋วซ่าน หากอยู่เพียงคนเดียวในตอนที่เห็นนกฮูกน้อยโดนทำร้าย นางคงจะเลือกปล่อยผ่านทำเป็มิรู้มิเห็นอย่างที่เคยทำเป็ปกติเป็แน่
พอคิดได้เช่นนี้นางก็เกลียดสิ่งที่ตนเองเป็เหลือเกิน เพราะนางมันขี้ขลาด ไร้พลัง ไร้ความกล้า นางจึงมิอาจจะไคว่คว้าความคาดหวังจนเป็เหตุให้พี่ชายต้องมารับเคราะห์จนสิ้นอนาคตเช่นนี้ ยามความคิดไหลย้อน ภาพจำผุดโผล่ น้ำตาที่ปริ่มมาตลอดก็เริ่มหลั่งไม่ต่างจากเด็กหนุ่มที่นางกำลังจับไหล่อยู่
“ฮึก!”
จนกลายเป็นางเองที่เข่าอ่อนจนล้มฮวบลงไป มือที่เคยลูบปลอบใจกลายเป็ยึดแรงพักพึงตรงหัวไหล่ของเยากั๋วซ่านเพื่อประคองมิให้ร่างล้มลงไปกองกับพื้นอย่างน่าสมเพช แล้วจากนั้น ก็มิมีเสียงอื่นใดภายในห้องอันคับแคบแห่งนี้เสียอีกนอกจากเสียงสะอื้นของหญิงสาว และน้ำตาในความเงียบของเด็กหนุ่ม
“..เหมือนดั่งคนบ้าเลยนะ เช่นนี้แล้วจะเป็ผู้ฝึกยุทธ์กันได้อย่างไรหากจิตใจอ่อนไหวเพียงกับการตายของนกฮูกเพียงตัวเดียวเช่นนี้”
เวลาล่วงเลยไปเกือบหนึ่งก้านธูป คนทั้งสองที่ได้หลั่งน้ำตาขับไล่ความเศร้าโศกและความคับแค้นจากภาพความทรงจำในอดีตที่ตามหลอกหลอนเริ่มค่อย ๆ ได้สติกลับคืนมา และเป็เด็กหนุ่มผู้แข็งแกร่งทางด้านใจมากกว่าเป็ฝ่ายเอ่ยออกมาอย่างขำขัน แม้น้ำเสียงจะยังฟังแปร่ง ๆ ไร้ซึ่งอารมณ์สุนทรีก็ตาม
“..เพราะเ้านั่นแหละ ข้าก็เลยอุปทานหมู่ไปด้วยนี่ไง”
พออารมณ์เริ่มคงที่ จงเค่อฉิงผู้กักเก็บอารมณ์ที่แท้จริงก็ได้หวนคืนกลับมาอีกครั้ง นางเอ่ยกล่าวเช่นนั้นขณะที่มือก็เริ่มดึงออกจากไหล่ของเยากั๋วซ่านด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ที่เขาเป็สาเหตุให้นางต้องมาน้ำตาแตกต่อหน้าผู้ที่มิใช่สหายกันแต่อย่างใด
“แต่ก็ขอบใจที่ให้ยืมไหล่นะ”
ปากพูดไปเช่นนั้นแต่นางรู้ดีว่าทุกสิ่งมันเกิดจากความอ่อนแอของตนเพียงเท่านั้น พอแกะมือออกจนเริ่มยืนห่างกันพอประมาณ นางถึงได้กล้าเอ่ยขอบคุณขณะที่ยังก้มหน้าหลีกหนีหน้าเพราะนางมิกล้าจะมองหน้าอีกฝ่ายตรง ๆ ในยามที่เพิ่งทำเื่ขายหน้ากันมาเช่นนี้
“..ขอบใจเช่นกันที่บอกว่าข้าทำดีแล้ว”
ฝากฝั่งเยากั๋วซ่านเองก็รู้สึกเกร็งไม่น้อยที่ตนเผยอารมณ์ต่อหน้านางที่ไม่สนิทใจกันเสียเท่าไหร่ถึงเช่นนี้ แต่เมื่อได้ยินคำขอบคุณ เขาก็ยิ้มบาง ๆ ที่มุมปากขณะตอบกลับไปด้วยคำขอบคุณไม่ต่างกัน
“...ไม่เป็ไร หรอก”
ยามเมื่อได้ยินคำขอบคุณ แม้จะรู้สึกดีใจแต่นางกลับไม่ได้พึงใจเสียขนาดนั้น เพราะนางรู้ดีว่าตอนนั้นคำพูดของนางไม่ใช่คำที่อีกฝ่ายฟังแล้วดีขึ้นเป็แน่ เพราะหลังจากที่นางพูดเยากั๋วซ่านก็ยิ่งะเิอารมณ์ออกมาราวกับถูกจี้จุดแทงใจดำเข้าให้ แต่นางก็เอ่ยตอบกลับไปอย่างเบาหวิว
“...”
จนทำให้ความเงียบงันเข้าปกคลุมคนทั้งสองอีกครา
“..นี่ก็เริ่มจะดึกดื่นแล้ว ข้าว่าเ้ารีบกลับบ้านก่อนดีหรือไม่?”
แต่มันก็ถูกทำลายลงภายในไม่กี่อึดใจ เมื่อเยากั๋วซ่านหันมองไปยังหน้าต่างจนได้เห็นจันทราฉายแจ่มชัดอยู่บนฟากฟ้าเช่นนั้น เขาจึงได้เอ่ยถามคุณหนูจงที่ยืนก้มหน้าอยู่ในยามนี้ด้วยความเป็ห่วง
“นะ นั่นสิ ข้าควรไปได้แล้วล่ะ”
พอได้ยินเยากั๋วซ่านเอ่ยเตือน นางถึงได้สติกลับมาอย่างจริงจังจนเงยหน้าขึ้นมาตอบรับด้วยความกังวลไม่น้อย มันเลยเวลายามปกติที่นางจะกลับบ้านมานานโขแล้ว กลับไปหากท่านพ่ออยู่บ้านวันนี้ นางคง…
“แต่กลับไปทั้งเช่นนี้คงดูมิงาม ข้าว่าเ้าล้างเืของนกฮูกน้อยออกก่อนเถอะ ถึงจะไม่ได้หอมหวนเหมือนที่เ้าใช้ แต่ที่บ้านข้าก็มีสบู่อยู่”
ขณะที่เค่อฉิงกำลังคิดถึงเื่ของที่บ้านจนเริ่มทำหน้านิ่วกังวลขึ้นมา เยากั๋วซ่านก็เหลือบมองไปยังชุดประจำสำนักของนางที่ยังคงเปรอะคราบเืจนเริ่มจะแห้งไปบ้างแล้ว แต่ว่า การกลับไปทั้งสภาพนั้นอาจจะยิ่งทำให้นางมีปัญหาและนางคงจะกังวลกับเื่นี้ เขาคิดเช่นนั้นเลยกล่าวบอกเธอไปเท่าที่ตนคิดออกว่าจะช่วยเหลือเธออย่างไรได้บ้าง
“มิเป็ไรหรอก ตำหนักข้าอยู่ห่างจากเรือนใหญ่ กลับไปคงมีเวลาผลัดชุดอยู่บ้าง”
พอได้ยินคำเสนอแนะนั้น จงเค่อฉิงก็ส่ายหน้าเบา ๆ พร้อมกับยิ้มขอบคุณน้ำใจนั้น แต่เื่เสื้อผ้าสกปรกอาจเป็เื่ใหญ่ก็จริงอยู่ แต่นางมีข้ารับใช้ส่วนตัวประจำตำหนักอยู่จึงมิใช่ปัญหาหากนางลอบเข้าไปถึงตำหนักของตนได้อย่างปลอดภัยก่อนผู้ใดจะมาเจอตัว
“ถ้าเ้าว่าเช่นนั้น..”
คำตอบของนางทำให้เยากั๋วซ่านพยักหน้ายอมรับอย่างว่าง่าย ก็สมกับเป็คุณหนูจงดี ตำหนักของพ่อค้าใหญ่แห่งชินเจี่ยโป แม้จะเป็คนต่ำต้อยเช่นเขาก็เคยเห็นผ่านตามาบ้างจึงเข้าใจที่นางพูดได้ง่าย ก่อนที่สายตาของเด็กหนุ่มจะเลื่อนลงมายังร่างก้อนขนน้อยบนโต๊ะไม้ที่ยังคงนอนหายใจรวยรินอย่างไม่ได้สติ
“เ้า.. จะเอาเช่นไรต่อ?”
เมื่อได้เห็นเยากั๋วซ่านชายตามองไปยังเ้าตัวน้อยอีกคราด้วยแววตาเรียบนิ่ง เค่อฉิงจึงเกิดอาการหวั่นใจขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับเอ่ยถามเขาไปอย่างเป็ห่วง นั่นสินะ เื่ของนกฮูกน้อยยังมิจบเสียหน่อย
“..ในยุทธภพจ่งหัวนี้ การจะเป็ผู้ฝึกยุทธนั้น อ่อนโยนได้แต่อย่าอ่อนไหว ข้าคงทำเท่าที่จะทำได้ หากเกินยื้อก็คงต้องบอกลามันแต่เพียงเท่านี้”
หลังได้ร่ำไห้กันมามันก็ทำให้จิตใจกลับมาปลอดโปร่งอีกครั้ง ทำให้เมื่อคิดทบทวนดูให้ดีแล้ว หากจิตใจอ่อนโยนอยากจะช่วยเหลือ ทำได้ไม่ใช่เื่ผิด หากแต่ถ้าช่วยมิไหว เกินกว่ากำลังของตนก็จงอย่าอ่อนไหวเป็อันขาด นี่คือคำสอนพื้นฐานั้แ่แรกย่างกรายเข้าสู่สำนัก
“...นั่นสินะ ข้าเข้าใจแล้วล่ะ”
คำตอบเขาเยากั๋วซ่านทำให้จงเค่อฉิงได้ย้อนคิดถึงคำสั่งสอนแรกเริ่มของสำนักหินผาเช่นเดียวกัน นางเผยอปากค้างอยู่อย่างนั้นครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้ารับเบา ๆ อย่างเข้าใจก่อนจะเริ่มหันหลังเดินตรงไปยังประตูบ้านไม้ที่ยังคงเปิดกว้างอยู่ั้แ่แรกที่นางสะเดาะกลอนเข้ามา
“เช่นนั้น ข้ากลับก่อนนะ.. เจอกันที่สำนัก.. พรุ่งนี้”
สายตาของนางเลื่อนมอยจันทร์ฉายบนฟากฟ้ายิ่งตอกย้ำว่าเวลาล่วงเลยมาถึงเพียงใด จิตใจก็ยิ่งเริ่มว้าวุ่นเกี่ยวกับเื่ที่บ้าน แต่ก่อนจะจากกันนางก็หันกลับไปบอกลาเด็กหนุ่มผู้ทำให้นางได้เจอแต่เื่ไม่คาดคิดมาตลอด 3 วันนี้ แม้จะเหนื่อยยากชวนทุกข์ใจ แต่น่าแปลกที่นางกลับรู้สึกมีความสุขไม่น้อยกับ่เวลาเหล่านี้ จนทั้งหมดได้สื่อผ่านออกมาทางรอยยิ้มราวหยาดน้ำค้างย่ำราตรีของนางที่ส่งผ่านไปให้เยากั๋วซ่านในท่าทีเอียงคอชายมองขณะยืนหันหลังเตรียมออกจากประตูไป
“เช่นกัน เจอกันที่สำนักพรุ่งนี้”
ทางด้านเ้าหนุ่มเองก็มองตามรอยยิ้มหวานนั้นพร้อมกับพยักหน้าตอบรับเบา ๆ พร้อมกับยิ้มบาง ๆ ที่มุมปากตอบเธอกลับไป… เริ่มต้นจากเปิดใจงั้นรึ? ก็ไม่แย่เสียทีเดียวนะ
ฟึ่บ!
แล้วจากนั้น เสียงฝีเท้าลมกรดของจงเค่อฉิงก็ดังสะบัดขึ้นมา พร้อมกับร่างของนางที่หายออกไปจากหน้าบ้านของเยากั๋วซ่านในทันทีทันใด
แอ๊ด.. กรึบ
เมื่อนางจากไปแล้ว แม้ใจจะแอบเป็กังวลห่วงนางจนอยากตามไปดูอยู่บ้าง แต่เยากั๋วซ่านก็เลือกจะปิดประตูบ้านตัวเองลง ก่อนจะเดินกลับเข้ามาภายในแล้วปรายตามองร่างของนกฮูกน้อยที่ค่อย ๆ มีสีหน้าซีดเซียวลงเรื่อย ๆ ตามการรั่วไหลของลมปราณที่ไหลทะลักออกมาอยู่ทุกวินาที
สองขานั้นเดินไปหยุดอยู่ที่โต๊ะไม้เนื้อดีเพียงหนึ่งเดียวในบ้านนี้ ก่อนจะค่อย ๆ ใช้มือขยับเลื่อนลิ้นชักใต้โต๊ะออกมา จนเผยให้เห็นกองกระดาษจำนวนมากฝังตัวอยู่ภายใน เคียงคู่กับพู่กันและขวดน้ำหมึกที่นอนแอ้งแม้งแฝงตัวอยู่กับกระดาษ
“..ช่วยเป็พลังให้ข้าด้วย ท่านอาจารย์”
ในตอนที่ร่ำน้ำตาอย่างเมามายราวกับคนขาดสติ น้ำตาเ่าั้ไม่ได้แค่พัดพาอารมณ์ขุ่นมัวออกไป แต่มันกลับผุดความทรงจำบางสิ่งขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เมื่อนึกถึงเื่นั้นมันก็ทำให้เยากั๋วซ่านตัดสินใจเดินมาเปิดลิ้นชักเพื่อหยิบกระดาษ พู่กัน และขวดน้ำหมึกขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะ
“..ช่วยเป็พลังให้ข้าด้วย ท่านอาจารย์”
ก่อนจะเอ่ยภาวนาต่อปรมจารย์แห่งพันธสัญญาผู้เป็อาจารย์ของตน พร้อมด้วยความขอบคุณที่สลักอยู่ในจิต ผูกพันธ์กันด้วยพันธสัญญาที่มันผุดขึ้นมาในยามคับขันไร้ซึ่งทางออก ดั่งที่เขาและอาจารย์ได้ผูกพันธศิษย์อาจารย์ชั่วนิรันดร์ร่วมกันไว้ในการสอบสุดท้าย
และนั่นทำให้เขาได้ความคิดที่จะช่วยเหลือนกฮูกน้อย.. ด้วยพันธสัญญา!