วันนี้มณฑิราเฝ้ารอคอยที่จะเจอกับลำดวน ผู้หญิงซึ่งนุ่มกับเนียนต่างยืนยันเป็เสียงเดียวกันว่าคือพี่สาวที่รักและคอยปกป้องมณฑาจากจันทร์งามมาโดยตลอด
การนั่งคอยที่เรือนใหญ่พร้อมคุณหญิงพิกุลไม่ได้สร้างความเบื่อหน่ายให้แก่เธอ เมื่อต้องถูกท่านอบรมเื่กิริยามารยาทไปด้วย แต่กลับเป็ตัวช่วยอย่างดีที่ทำให้เธอไม่ต้องอึดอัดกับสายตาคมดุของคุณพระเหมที่คอยลอบมองมาจากเรือนอีกฝั่ง
ก่อนสำรับมื้อกลางวันจะถูกยกมา ร่างสูงโปร่ง ผิวขาวเนียนก็เดินขึ้นเรือนมากับพวกบ่าวที่กำลังหอบหิ้วทั้งของฝากและของส่วนตัวของเ้านาย
“ลูกไหว้เ้าค่ะคุณแม่” น้ำเสียงหวาน สุดแสนไพเราะเอ่ยขึ้นพร้อมก้มลงกราบผู้เป็มารดาเลี้ยง
มณฑิราตะลึงกับใบหน้ารูปไข่สวยไร้ที่ตินั้น ดวงตาหวานซึ้งรับกับริมฝีปากบางได้รูป รอยยิ้มละมุนราวกับจะหยิบยื่นความสุขให้กับทุกคนรอบข้าง
“น้องมณฑา” เสียงหวานดังขึ้นอีกครั้ง เพื่อทักทายคนที่กำลังตื่นค้าง
หญิงสาวทำตัวไม่ถูก ปกติเป็พี่ แต่ยามนี้มาเป็น้องแทน เลยยกมือไหว้ พลางส่งยิ้มที่คิดว่าจะแสดงความเป็มิตรที่ดีที่สุดออกไป อีกฝ่ายเข้ามาใกล้ รวบมือทั้งสองของเธอเอาไว้อย่างเบามือ
“พี่ยินดีนักที่น้องกลับมา” แววตาเผยความเอ็นดูทอดมองมายังผู้เป็น้อง
“แม่ลำดวน” คุณพระเหมเดินเข้ามา ก่อนจะนั่งลงไม่ห่างจากคุณหญิงพิกุลนัก ใบหน้าหวานซึ้งหันไปตามเสียงเรียก ก่อนจะยกมือไหว้ผู้าุโกว่า
“คุณพระสบายดีนาเ้าคะ”
“พี่สบายดี แล้วน้องเล่าเป็เยี่ยงไรบ้าง” น้ำเสียงหวานทุ้มตอบกลับไป มณฑิราถึงกับตื่นจากภวังค์ อยากเอาน้ำเกลือมาล้างหูเสียจริง เมื่อได้ยินสรรพนามเรียกขานแทนตัวเองและอีกฝ่ายของผู้ชายหยาบกระด้าง
ขนลุก!
“่ก่อนต้องตามเสด็จบ่อยครั้ง เลยมิใคร่ได้กลับมาที่เรือน ได้ยินว่าน้องมณฑากลับมา น้องอยากจักทูลลาเสด็จ แล้วรีบมาหา แต่ก็มิกล้าเ้าค่ะ” ลำดวนแจงเหตุที่ไม่ได้กลับมาที่เรือนเลยให้ทุกคนเข้าใจ
“มิเป็ไรดอกลูก น้องมิเป็ไรแล้ว จักมีบ้าง ที่อาจจักจำทุกสิ่งมิได้มาก แต่ประเดี๋ยวก็จักดีขึ้นเอง จริงรึไม่แม่มณฑา” คุณหญิงพิกุลดูมีความสุขไม่น้อยที่ได้เห็นหน้าบุตรสาวทั้งสองอยู่กันพร้อมหน้า
มณฑิราฝืนยิ้มออกไป ภาวนาให้การสนทนาเกี่ยวกับมณฑาสิ้นสุดโดยไว
ไม่นานนักสำรับเที่ยงก็ถูกตระเตรียมไว้บนโต๊ะเป็ที่เรียบร้อยโดยพวกบ่าว โชคดีที่ระหว่างมื้ออาหาร คุณหญิงพิกุลกับคุณพระเหมดูจะสนใจสนทนากับลำดวนเป็หลัก โดยเฉพาะคนหลัง...
สงสัยอยากจะกินพี่เมีย!
มณฑิรารู้สึกสบายใจที่ไม่ต้องลำบากจัดสรรปั้นแต่งคำพูดมากนัก เพราะทั้งสามคนพูดกันแต่เื่ของลำดวนเสียเป็ส่วนใหญ่ หลังสำรับเที่ยง ลำดวนชวนไปร้อยมาลัย ทีแรกเธอปฏิเสธอ้างว่าจำวิธีไม่ได้ แต่คนเป็พี่รับปากจะช่วยรื้อฟื้นให้ ใจอยากจะปฏิเสธอีกครั้ง แต่สายตาดูแคลนจากใครบางคนทำให้เธออยากจะเอาชนะ สุดท้ายก็ได้มาลัยออกมา แม้ดอกไม้จะช้ำไปมากก็ตาม เสร็จจากร้อยมาลัย ลำดวนยังรื้อฟื้นการเย็บปักผ้าให้อีก มณฑิราสงสัยนักว่าลำดวนไปเอาพลังเหลือล้นเหล่านี้มาจากไหน นอกจากใจต้องรักแล้วความอดทนยังต้องเป็เลิศ กุลสตรีที่เพียบพร้อมเช่นนี้ ผู้ชายคนไหนก็คงอยากแต่งงานด้วย
สำรับมื้อค่ำที่รับปากคุณหญิงพิกุลเอาไว้นั้น ลำดวนเป็ฝ่ายช่วยเตรียมทั้งหมด ทำให้เธอรอดจากการถูกค่อนแคะไปได้ เมื่อนึกไปแล้ว ั้แ่เจอพี่สาวคนนี้ มีแต่เื่โชคดี
“นุ่ม เนียน พี่ลำดวนมีคนรักไหม” หญิงสาวถามขึ้นขณะเดินไปนั่งบนเตียงนอน หลังจากใช้เวลาตรงหน้ากระจกเสร็จ
“มิมีเ้าค่ะ จักมีก็แต่คุณหลวงเชิด พี่ชายคุณจันทร์งามมาก้อร่อก้อติก แต่คุณลำดวนมิได้มีใจให้เ้าค่ะ” นุ่มผู้รู้ทุกอย่างตอบราวกับไปนั่งอยู่ในใจลำดวน
“ดีแล้วที่พี่ลำดวนไม่ชอบ ฉันคิดว่าพี่ชายกับน้องสาวนิสัยคงไม่ต่างกันมากนักหรอก” เธอวิจารณ์ออกมาตรง ๆ แล้ววกกลับมาเื่ที่อยากรู้มากกว่า
“แล้วฉันกับคุณพระเหมมาแต่งงานกันได้ยังไงเหรอ”
“เดิมทีคุณพระมิได้ปลงใจอยากตบแต่งกับหญิงใดดอกเ้าค่ะ แม้แต่กับตัวคุณมณฑาเองที่ยังเด็กนัก จากนั้นคุณมณฑาก็เข้าถวายตัวรับใช้ฝ่ายในพร้อมกับคุณลำดวน ส่วนคุณพระก็ไปประจำอยู่หัวเมือง จนผ่านไปหลายปีคุณพระเหมก็ย้ายมาประจำอยู่ที่พระนคร แลคุณมณฑากลับมาที่เรือน ท่านก็มิคัดค้านใด ๆ เื่ออกเรือนอีก ทั้งยังดูหลงรักคุณมณฑาั้แ่แรกพบเ้าค่ะ” นุ่มเล่าไปยิ้มไป นึกถึงภาพครั้งแรกที่เธอกับเนียนได้เห็นความรักของคนทั้งคู่
โอ้...น้ำเน่าจริงจังมากกก คนแบบนั้นน่ะเหรอตกหลุมรักแรกพบเป็
“แล้วตอนนี้คุณพระเหมอายุเท่าไร...ฉันล่ะ ฉันอายุเท่าไร”
ถามไปแล้วก็อยากตีปากตัวเอง รู้ว่ามันแปลกแค่ไหน ไล่ถามอายุตัวเอง...และสามีกับคนอื่น
“คุณพระเหมปีนี้สามสิบสอง ส่วนคุณมณฑาย่างสิบแปดขวบปีเ้าค่ะ” เนียนตอบ แม้ยังจะไม่ใคร่เข้าใจโรคที่แม่นายเป็อยู่ก็ตาม
“ห่างกันเยอะเหมือนกันนะนี่” เธอว่าพร้อมทำตาโตเมื่อคำนวณช่องว่างระหว่างอายุ แอบใเล็กน้อยที่ผู้ชายบ้าอำนาจคนนั้นหน้าตาไม่เหมือนคนอายุสามสิบสองเลยสักนิด ตอนแรกเดาว่าน่าจะสักยี่สิบห้าไม่น่าเกินยี่สิบเจ็ด ไม่อยากจะชมว่าหน้าตาดูดีกว่าเลขอายุหลายปี แต่นิสัยกลับเหมือนชายแก่วัยทอง และที่น่าใกว่าคือมณฑาอายุเพียงสิบแปดปี ถ้าเป็สมัยปัจจุบันยังถือว่าเด็กมาก ยังอยู่ใน่วัยรุ่น คนพวกนี้คิดว่าเธอเป็มณฑา ทั้ง ๆ ที่เธออายุยี่สิบห้าแล้ว นั่นก็แสดงว่า..
เราหน้าเด็กเว่อร์...
“คุณมณฑายิ้มกระไรเ้าคะ” เนียนถามเมื่อเห็นรอยยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ปรากฏบนใบหน้านายสาว
“ก็แค่คิดเื่อายุ ไม่เอาแล้ว ฉันง่วง จะนอนละ” เธอรีบกลบเกลื่อน พลางล้มตัวลงนอน หันหลังให้กับสองบ่าว
คืนนี้คงเป็คืนที่เธอคงนอนหลับได้อย่างสบายใจ เพราะตัวเองหน้าเด็ก
เรือพายจอดเทียบท่าน้ำเรือนพระเหมราชอรรถคดีเพื่อรอรับนายบ่าวและนายสาวของเรือน ร่างสูงใหญ่ บ่าตั้งอยู่ในชุดเสื้อราชประแตน นุ่งผ้าม่วงโจงกระเบนกำลังมองมายังร่างของหญิงสาวสองคนที่อยู่ในชุดเสื้อแขนกระบอกผ่าอกแขนยาว ห่มแพรจีบตามขวาง มีสไบเฉียงทาบบนเสื้อ
มณฑิรารู้สึกอึดอัดกับชุดทางการที่มีทั้งสร้อยแขวน แหวนกำไลและเข็มขัด ตอนแรกนุ่มจะเอาสร้อยคอสีพิ้งค์โกลด์ที่ติดตัวเธอมาออก แต่เธอมองว่ามันดูดีและเข้ากับสไบสีม่วงอ่อน แม้ผ้านุ่งจะสีเขียวอ่อนตัดกันชนิดที่เทรนด์ไหนในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดก็สู้ไม่ได้
“เรือพร้อมแล้ว เราไปกันเถิด” กล่าวเสร็จ คุณพระเหมก็เดินลงเรือไป
ลำดวนแตะตรงข้อศอกของคนเป็น้องเบา ๆ ให้เดินลงเรือตามคุณพระไป มณฑิราทำตามอย่างว่าง่าย หากไม่ยอมนั่งคู่กับเ้าของใบหน้าขาวอมชมพูนั้น โดยเลือกนั่งด้านหลังแทน เลยได้รางวัลเป็สายตาเขียวปั๊ดมาแทนรอยยิ้ม
คิดว่ากลัวเหรอ ชิ!
“คุณพี่ลำดวนเ้าขา นั่งคู่กับคุณพระเหมสิเ้าคะ” เธอจงใจทำเสียงออดอ้อนคนเป็พี่
“แต่มันมิงาม น้องต้องนั่งคู่กับคุณพระ มิใช่พี่ดอก” ลำดวนกล่าวพลางก้มหน้าลำบากใจที่น้องนุ่งทำตัวดื้อรั้นเอาตอนนี้
“มาเถิดแม่ลำดวน ประเดี๋ยวจักมิทันพิธี”
คนลังเลใจรีบตัดสินใจลงไปนั่งข้าง ๆ คนสั่งทันทีเมื่อได้ยินน้ำเสียงเข้ม
มณฑิรานั่งยิ้มหัวอยู่ด้านหลัง นึกพอใจที่ได้แกล้งคุณพระหน้าั์ แต่จะว่าไปแล้ว เมื่อลองพิจารณาดี ๆ อีตาหน้าั์คนนี้ก็ดูเหมาะสมกับพี่ลำดวนของเธออยู่เหมือนกัน หากพูดกันเฉพาะเื่หน้าตา ฐานะ และการงาน ไม่นับนิสัยซึ่งข้อหลังติดลบไปมากโข
เรือพายล่องตามแม่น้ำมาไกลพอสมควร ก่อนจะมาหยุดตรงท่าน้ำเรือนของพระยาพิชิตโยธา เมื่อลงเรือมายืนบนฝั่ง สิ่งแรกที่สะกดสายตาของมณฑิราคือตัวเรือนไทยหลังใหญ่ แม้ขนาดของตัวเรือนจะไม่ใหญ่เท่ากับเรือนไทยของพระเหมราชอรรถคดี หากความงดงามนั้นไม่ด้อยไปกว่ากันเลยสักนิด สายตาของเธอมาหยุดตรงท่าน้ำที่มีพวกบ่าวไพร่ของพระยาพิชิตโยธาซึ่งล้วนแต่เป็ชายรูปร่างใกล้เคียงกันมาคอยอำนวยความสะดวกให้กับแเื่ที่มาร่วมงานอวยยศของหลวงเชิดศักดิ์ แอบคิดเล่น ๆ ในใจ บ่าวพวกนี้หากเป็ในยุคของเธอคงเทียบกับกลุ่มศิลปินบอยแบรนด์ที่ถูกคัดสรรแต่คนที่มีรูปร่าง ความสูงรวมไปถึงหน้าตาใกล้เคียงกันมาไว้ด้วยกัน
“คุณท่านขอรับ” เสียงของหนึ่งในบ่าวบอยแบรนด์ดังขึ้น พลางยื่นบางสิ่งให้กับชายสูงวัยด้วยความนอบน้อม ผู้าุโมีสีหน้าแปลกใจเล็กน้อยก่อนจะเปลี่ยนเป็รอยยิ้มที่เมตตา
มณฑิราหยุดมองด้วยความสนใจ นึกชื่นชมการแสดงออกอย่างมีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ของทั้งสองคนซึ่งน่าจะพบได้ไม่ง่ายในยุคนี้
“น้องมณฑา รีบขึ้นเรือนกันเถิด” ลำดวนเอ่ยขึ้น ในขณะที่ร่างสูงใหญ่ของคุณพระเหมเดินขึ้นเรือนไปก่อนแล้ว
พระยาพิชิตโยธาพร้อมกับคุณหญิงจันทร์แรมแต่งตัวเต็มยศกำลังยืนต้อนรับแขกด้วยรอยยิ้ม โดยมีคุณหลวงคนใหม่ยืนอยู่ด้วย พระเหมราชอรรถคดียกมือไหว้ผู้าุโกว่า ก่อนที่มณฑากับลำดวนจะทำเช่นเดียวกัน สายตาของหลวงเชิดมองไปยังใบหน้าสวยหวานของลำดวนอย่างพึงพอใจ แม้ลำดวนจะมีท่าทีเอียงอายเล็กน้อยแต่ก็พองาม สมกับเป็กุลสตรีที่เพียบพร้อมซึ่งได้รับการอบรมสั่งสอนมาเป็อย่างดี ตรงกันข้ามกับผู้หญิงอกทรงมะพร้าวที่กำลังพยายามส่งสายตาหวานเยิ้ม ยิ้มเอียงอายคล้ายสาวแรกแย้มไปให้เ้าของหน้ารูปปั้นกรีก แต่ทว่า ดูอย่างไรเสียก็กร้านโลกเกินกว่าจะเห็นความไร้เดียงสานั้น
มณฑิรากวาดสายตาไปรอบ ๆ เห็นผู้คนมากหน้าหลายตา ทุกคนต่างมีรอยยิ้มบนใบหน้า ไถ่ถามสารทุกข์กันอย่างมนุษย์ในสังคมพึงมี จนกระทั่งพระสงฆ์มาถึงและพิธีต่าง ๆ ได้เริ่มขึ้น ใช้เวลานานพอสมควรทุกอย่างก็แล้วเสร็จ หลังมื้อกลางวันผ่านไป มีการบรรเลงดนตรีไทยโดยมโหรีวงใหญ่เพื่อขับกล่อมแเื่ที่มาในงาน
เสียงเครื่องดนตรีไทยชนิดหนึ่งดังชัดและคุ้นหู ชวนให้มณฑิรานึกถึงเหตุการณ์ประหลาดในคืนนั้น ณ โลกปัจจุบันของตน หากจะคิดว่าเป็ความฝันแต่แหวนวงนั้นที่พบหลังจากสะดุ้งตื่นก็เป็หลักฐานยืนยันว่ามันคือเื่จริง ภาพความทรงจำผุดขึ้นมาอีกครั้ง ร่างของผู้หญิงคนหนึ่งร่วงจากชั้นบนลงสู่ชั้นล่าง ใบหน้าอาบเื ตาค้างถลน หลังจากนั้น เธอซึ่งเป็ผู้เห็นเหตุการณ์ก็ถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ตามล่า จนกระทั่งมีชายผู้หนึ่งมาช่วยเอาไว้ และยังนึกเสียดายไม่หาย ที่เห็นใบหน้าผู้มีพระคุณไม่ชัดก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาก่อน ไออุ่นจากตัวเขาทำให้เธออยากโอบกอดร่างนั้นเอาไว้เนิ่นนาน
อยากรู้จังว่าเขาจะมีหน้าตาแบบไหน
หญิงสาวเบนสายตามองหารอบกาย เผื่อบางที โชคชะตาอาจจะปราณีให้เธอได้พบกับเขาในสักวัน แต่ทว่า...ยามนี้พบแต่ใบหน้าขาววอก ปากแดง ที่มองมาทางเธออยู่ก่อนแล้ว หญิงสาวสะบัดหน้ากลับทันที เมื่อฝันหวานถูกรบกวนจากกระแสคลื่นหน้าั์
คนอะไรจ้องจะจับผิดอยู่เรื่อย
พอถึง่บ่ายคล้อยแเื่เริ่มทยอยกลับ พระเหมราชอรรถคดีเองก็เช่นกันที่เห็นควรแก่เวลาจึงขออนุญาตลาผู้หลักผู้ใหญ่ หากยังไม่ทันได้ลงเรือน จันทร์งามก็เดินขึ้นเรือนมาพร้อมกับสีหน้าตื่นตระหนกเสียก่อน ตามมาด้วยร่างอ้วนที่แลดูเหนื่อยหอบของอวบ สีหน้าดูไม่สบายใจนักคล้ายเกิดเื่ไม่ดีขึ้น
“คุณพ่อคุณแม่เ้าขา ลูกมีเื่จักกราบเรียนเ้าค่ะ” จันทร์งามพูดขึ้น เสียงแหลม ๆ ชวนให้สายตาของแเื่มองมาอย่างสนใจ
“มีกระไรกันรึแม่จันทร์งาม” หลวงเชิดผู้เป็พี่ชายถามขึ้นก่อนผู้าุโทั้งสองจะทันได้เอ่ย
“ลูกจับหัวขโมยได้เ้าค่ะ”
ผู้ชายตัวผอมบางถูกนำตัวขึ้นมาบนเรือน พระยาพิชิตมองหน้าคุณหญิงจันทร์แรมอย่างนึกสงสัย จันทร์งามไม่ตอบคำถาม หากเดินเข้าไปใกล้ขุนนางผู้ใหญ่ผู้หนึ่งพร้อมกับภรรยา
“คุณหญิงสร้อยเ้าคะ ถุงอัฐของคุณหญิงได้หายไปฤาไม่เ้าคะ”
คุณหญิงสร้อยทำหน้ามึนงงเล็กน้อย ก่อนจะเปิดชายพกของตนเองดู และใเมื่อพบว่าถุงเงินได้หายไปจริง ๆ
“ใช่จ้ะ หลาน”
“หลานเห็นไอ้บ่าวชั่วผู้นี้ จึงเฝ้าตามมันไป ทันได้เห็นว่ามันกำลังเก็บถุงอัฐลงไปที่ชายเสื้อ แลสืบรู้ว่ามันขโมยจากคุณหญิงสร้อยไปเ้าค่ะ” เสียงฮือฮาของคนที่มาร่วมงานรวมถึงเ้าภาพงานดังขึ้นอย่างนึกชื่นชมในความสามารถของจันทร์งาม โดยเฉพาะคุณหญิงจันทร์แรมที่มีสีหน้าระรื่น ยิ้มรับคำชม
“กระผมมิได้ทำขอรับ จักเอาไปสาบานที่วัดไหน ฤาให้ตายในสามวันเจ็ดวันก็ได้ขอรับ” บ่าวผู้กำลังตกเป็จำเลยร้องขอความเป็ธรรม
“มึงจักกล้าสาบานรึ แค่เพียงข้าสั่งให้ค้นตัว มึงก็ต้องถูกส่งตัวไปอยู่ในคุกแล้ว” จันทร์งามแสดงมาดราวกับนางพญาเพื่อข่มขู่
“น้าขอขอบน้ำใจหลานจันทร์งามด้วยนะจ๊ะ ที่ช่วยน้า” คุณหญิงสร้อยเข้าไปกุมมือของนักสืบสาวคนใหม่
เหตุการณ์มันดูคุ้น ๆ จังแฮะ
มณฑิรานิ่งคิด มองทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงพฤติกรรมของทุกคนที่กำลังชุมนุมกันอยู่ ณ จุดนี้ แล้ววิเคราะห์ตาม ก่อนที่รอยยิ้มน้อย ๆ จะปรากฏบนริมฝีปากรูปกลีบกุหลาบ
“อิฉันมีเื่อยากจักถามเ้าค่ะ” น้ำเสียงใสกังวาน หากแฝงไว้ด้วยความสงสัยเอ่ยออกมา ทำให้ทุกสายตาหันมาจับจ้องที่เธอแทน รวมถึงสายตาคมกริบของคุณพระเหมด้วย
“น้องคิดว่า มิมีเื่ใดจักต้องตอบแล้วนาเ้าคะ ในเมื่อทุกสิ่งล้วนประจักษ์แก่สายตาทุกท่าน แลเื่นี้เป็เื่ในเรือนของเ้าคุณพ่อ คนนอกอย่างคุณพี่มณฑามิควรเกี่ยวข้องเ้าค่ะ” ดวงตาเย้ยหยันเผยชัยชนะออกมา เปล่งวาจาฉะอีกฝั่งอย่างไม่ยอมไว้หน้า
ลำดวนแตะที่แขนของน้องสาวเบา ๆ ส่ายหน้าห้าม เพราะไม่อยากให้โดนอีกฝ่ายทำร้ายเหมือนที่ผ่านมา
“กระผมคิดว่า แม้จักเกิดเื่ในเรือนของท่านเ้าคุณ หากเื่ลักขโมยเป็เื่ที่ผิดกฎหมายแลต้องรับโทษ จึงเห็นชอบที่ควรจักมีการสืบความเบื้องต้นเพื่อความเป็ธรรมขอรับ” คุณพระเหมแสดงความเห็นของตนกับพระยาพิชิตโยธา สร้างความขัดใจให้แก่จันทร์งามไม่ใช่น้อย หากเพิ่มความประหลาดใจให้กับมณฑิราเป็อย่างมาก ที่จู่ ๆ ศัตรูอย่างเขาจะมาช่วยคนอย่างเธอ
“เอาล่ะ ที่คุณพระเหมกล่าวมาก็ถูกต้องทีเดียวเทียว ถ้าเยี่ยงนั้น ให้แม่มณฑาซักถามสิ่งที่อยากรู้เถิดลูก” พระยาพิชิตโยธามองมายังมณฑิราด้วยความเอ็นดู หญิงสาวยกมือไหว้แสดงความขอบคุณ ส่วนคนเป็ลูกสาวแท้ ๆ น่ะหรือ อยากจะกรีดร้องใส่หน้าเ้าคุณพ่อตัวเองนัก
“อิฉันอยากจักรู้ว่า เหตุใดคุณจันทร์งามจึงใส่ใจบ่าวผู้นี้เป็พิเศษ เพราะหากมองผิวเผิน บ่าวเรือนนี้รูปร่างแลหน้าตาคล้ายกันมาก” คำถามแรกจากปากของมณฑิราแทบจะทำให้จันทร์งามเก็บทรงไม่อยู่ และหญิงสาวก็จับพิรุธนั้นได้
“จักคล้ายกันเพียงใด น้องก็จดจำได้แม่น แลเห็นทีท่าแปลก ๆ ของมัน เพียงเท่านี้พอจักช่วยให้คุณพี่มณฑาคลายความสงสัยได้ฤาไม่เ้าคะ” จันทร์งามเชิดคางขึ้น แววตาที่ส่งมายังคนถามราวกับจะฉีกร่างนั้นออกเป็ชิ้น ๆ แต่มณฑิราหาได้เกรงกลัวไม่
“อาจจักเป็จริงอย่างที่คุณจันทร์งามว่า เพราะอิฉันเองก็เห็นทีท่าแปลกๆ ของบ่าวผู้นี้เช่นกันเ้าค่ะ”
“ในเมื่อเห็นด้วยกับแม่จันทร์งาม ไยแม่มณฑาจึงยังเคลือบแคลงใจอีกเล่า” คุณหญิงจันทร์แรมที่นิ่งเงียบมาตลอดเอ่ยขึ้น ไม่ใคร่ชอบใจนักที่ศัตรูหัวใจของบุตรสาวกำลังจะแย่งความสนใจไปจากทุกคน
“ท่าทีแปลก ๆ ที่อิฉันกล่าวถึงนั้นคือ ความซื่อสัตย์ที่บ่าวผู้นี้มี อิฉันเป็พยานได้ แลท่านผู้นั้นก็ช่วยยืนยันได้เช่นกันเ้าค่ะ” มณฑิรายกมือไหว้ผู้สูงวัยที่ตนเบนสายตาไปมอง ส่งผลให้สายตาทุกคู่หันไปมองตามทิศทางเดียวกับสายตาของเธอ
ร่างท้วมสูงวัยมีรอยยิ้มผุดขึ้นที่ใบหน้า เสียงพูดคุยของแเื่เกี่ยวกับเื่ที่เพิ่งได้ยินไปเริ่มดังขึ้นทีละนิด
“ใช่แล้วขอรับท่านเ้าคุณ ก่อนที่กระผมจักขึ้นเรือนมา ได้ทำแหวนตกไว้ แต่บ่าวผู้นี้เก็บได้แล้วนำมาส่งคืนให้ คราแรกจักให้อัฐเป็สินน้ำใจ หากมันมิเอาสักแดงเดียวขอรับ” แววตาของชายสูงวัยแสดงความสัตย์จริงจากเื่ที่เล่า
“ท่านเ้าคุณจักเป็พยานให้มันย่อมได้ แต่ความละโมบของมันมิอาจจักช่วยให้มันพ้นข้อกล่าวหาได้เ้าค่ะ” จันทร์งามยังยืนหยัดในความคิดของตน
“แล้วเหตุใดคุณน้องจันทร์งามจึงรู้ ว่าถุงอัฐนั่นเป็ของคุณหญิงสร้อยได้เล่าเ้าคะ” มณฑิราปล่อยไม้เด็ดออกมา ขณะที่ถามคำถามนี้เธอจงใจจ้องไปยังใบหน้าซึ่งเต็มไปด้วยโทสะของอีกฝ่าย ทุกอย่างมันผิดปกติวิสัยั้แ่ทีแรก คนอะไรไม่เห็นตอนถุงอัฐโดนขโมย และยังไม่มีเ้าทุกข์คนไหนโวยวาย แต่ดันระบุตัวเ้าทุกข์ได้ถูกต้อง
เป๊ะเว่อร์...ยิ่งกว่าเขียนบทเองเสียอีก
จันทร์งามมีสีหน้าใ หากรีบกลบเกลื่อนโดยไว
“น้องรู้ได้เยี่ยงไร คงมิสำคัญเท่า ถุงอัฐของคุณหญิงสร้อยในตัวมัน เพราะนั่นจักเป็หลักฐานที่บ่งชี้ว่ามันคือขโมย พวกเอ็งจงค้นตัวมันบัดเดี๋ยวนี้” จันทร์งามจงใจหันไปสั่งพวกบ่าวเพื่อหลีกเลี่ยงการตอบคำถาม และเริ่มไม่พอใจ ที่จู่ ๆ ก็มีพยานมาช่วยไอ้บ่าวผู้เคราะห์ร้าย มิหนำซ้ำ เมียเก่าของคุณพระเหมยังตั้งคำถามที่ไม่ควรถามอีก อวบพยายามกระตุกชายผ้าของนายหญิงเบา ๆ หวังให้หันมาสนใจตัวเอง แต่อีกฝ่ายหาได้ใส่ใจไม่ บ่าวชายสองคนพยายามค้นตัวของผู้ตกเป็จำเลย แต่ทว่า ค้นอย่างไรก็ไม่เจอถุงอัฐอย่างที่จันทร์งามพูด
“มิเจอขอรับ”
“พวกเอ็งค้นให้ทั่ว จักเป็ไปได้เยี่ยงไร ในเมื่อ...” ประโยคถัดมาเหมือนมีอะไรมาจุกไว้ที่คอหอย เสียงขาดหายไปพร้อมกับที่นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ก่อนจะตวัดสายตากร้าวไปหาคนที่พยายามกระตุกชายผ้าของตนอยู่
“อิฉันคิดว่า ลองค้นตัวบ่าวของคุณจันทร์งามดูก่อน เผื่อว่าบางทีจักเจอสิ่งที่คุณจันทร์งาม้าเ้าค่ะ” มณฑิราเปล่งน้ำเสียงหนักแน่น สายตารู้ทันจ้องไปยังร่างของอวบที่กำลังสั่นเทาด้วยสาเหตุบางอย่าง
พระยาพิชิตโยธาส่งสัญญาณมือให้พวกบ่าวทำตามคำแนะ และจริงดังที่มณฑิราว่า พบถุงอัฐที่ตัวนางอวบจริง ๆ
“อีอวบ! มึงริอาจเป็หัวขโมยรึ” จันทร์งามตวาดลั่น ไม่แน่ใจว่าเพราะความโกรธจริงหรือทุกอย่างไม่เป็ดังใจหวัง
“บ่าว...บ่าว” ร่างอ้วนของอวบสั่นเทา เสียงพูดตะกุกตะกักฟังไม่เป็ความ ด้วยไม่รู้จะพูดหรือไม่ควรพูดอะไรออกมา
“คุณน้องจันทร์งามควรจักให้บ่าวได้พูดบ้าง บางที...อวบอาจจักแค่เก็บถุงอัฐของคุณหญิงสร้อยได้ แลอยากส่งคืนเ้าของ จริงฤาไม่ อวบ” มณฑิราหันไปสบตาหวาดหวั่นของอวบ ไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงว่าถุงอัฐไปอยู่กับอวบได้อย่างไร แต่มั่นใจว่าบ่าวอ้วนผู้นี้ไม่ได้เป็คนเขียนบทละครแสนห่วยเื่นี้ขึ้นมาแน่นอน เพราะสังเกตจากสายตาที่เป็ทุกข์ และภาษากายที่พยายามจะเตือนนายของตนว่าเกิดการผิดพลาดบางอย่างขึ้น
“จะ...เ้าค่ะ ใช่แล้วเ้าค่ะ” อวบรีบตอบรับอย่างไว ยามนี้หัวสมองรอคอยคำว่ารอดเท่านั้น แม้ในใจจะเตลิดไปไกลจากคำนั้นเต็มที
จันทร์งามอ้าปากค้างก่อนจะรีบปิดปากตัวเองเมื่อเห็นสายตาทุกคู่จับจ้องมายังตนแทนร่างสั่นเทาของนางอวบ และอาจก่อให้เกิดคำถามตามมาอีกมาก
“ส่วนที่คุณน้องจันทร์งามเห็นว่ามีบ่าวถือถุงอัฐนั้น อาจจักเห็นจริง แต่มิใช่บ่าวผู้นื้ แลมิใช่การลักขโมย อย่างไรเสีย เพื่อความกระจ่าง อิฉันอยากจักขอเรียนถามทุกท่านในที่นี้ ว่ามีถุงอัฐแลของมีค่าอันใดหล่นหายไปฤาไม่เ้าคะ”
ทุกคนรีบสำรวจของมีค่าที่ติดตัวของตนมา และไม่มีใครสักคนพบว่าของมีค่าของตนได้หายไป
มณฑิรายิ้มหวานก่อนจะปิดท้ายอย่างเหมาะสมที่สุด
“อิฉันคิดว่า ในเมื่อเป็การเข้าใจผิด ก็มิน่าจักถึงขั้นต้องจับตัวผู้ใดไปส่งพระนครบาลเ้าค่ะ”
คำชื่นชมพร้อมกับการยกย่องจากบรรดาแเื่และผู้าุโทั้งหลายสร้างความปีติยินดีให้กับมณฑิราอย่างล้นหลาม และคำชื่นชมเ่าั้ยังเผื่อแผ่มาถึงคนที่เธอเกลียดนักเกลียดหนาอย่างคุณพระเหมอีกด้วย
พระอัยการหนุ่มน้อมรับคำชมภายใต้ความสงสัยและเคลือบแคลงใจมากมาย ร้อยล้านพันคำถามติดอยู่ในใจ หากเขายังไม่มีโอกาสปลดปล่อยมันออกมาได้เลยสักข้อ
คุณหญิงจันทร์แรมรีบขอตัวลูกสาวกลับไปที่เรือนอีกฝั่ง ราวกับรู้ว่าหากปล่อยให้จันทร์งามอยู่ที่นี่ต่ออีกสักอึดใจเดียว คงได้เอาปี๊บคลุมหัวให้เป็แน่ เผลอ ๆ จะต้องคลุมให้คนเป็แม่อย่างตนด้วย
เมื่อทุกอย่างผ่านพ้นไปเป็ที่เรียบร้อย ทุกคนที่มาร่วมงานก็ได้เดินทางกลับกันจริง ๆ เสียที ขณะที่มณฑิรากำลังจะก้าวเท้าลงเรือ ขาทั้งสองข้างจำต้องชะงักเอาไว้ เมื่อได้ยินน้ำเสียงไม่คุ้นหูหากไพเราะเรียกชื่อของคนที่เธอกำลังสวมรอยอยู่
“แม่มณฑา พี่ยินดีนักที่ได้เจอน้องอีกครา” ร่างสูงใหญ่ ผิวสีเข้มรับกับรูปหน้าหล่อคมสมชายไทยแท้เอ่ยขึ้น พร้อมรอยยิ้มอันอบอุ่นปรากฏบนใบหน้า
มณฑิราเลิกคิ้วสูงด้วยความสงสัยว่าชายที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าในยามนี้คือใครกันอีก แค่ที่มาเจอบนเรือนพระยาพิชิตวันนี้ก็เยอะจนแทบจำไม่หวาดไม่ไหวแล้ว
“คุณพระเจตมาด้วยฤาขอรับ” หากเป็พระเหมราชอรรถคดีที่ตอบออกไป สีหน้ามิยินดียินร้าย ไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ อีกเช่นเคย
มณฑิรากับลำดวนยกมือไหว้ผู้ที่มาใหม่
“แม่ลำดวนก็มาด้วยรึ” น้ำเสียงประหลาดใจแฝงไว้ด้วยความอบอุ่นเช่นเคย
“เ้าค่ะคุณพระ” เสียงหวานผิดปกติของลำดวนตอบกลับ
หญิงสาวในยุคอีกร้อยกว่าปีข้างหน้าเริ่มจับสังเกตในท่าทีเขินอายเกินปกติวิสัยของคนเป็พี่สาว แม้เพิ่งรู้จักกับลำดวนมาได้ไม่กี่ชั่วโมง เธอมั่นใจว่าคุณพระเจตผู้นี้มีอิทธิพลต่อจิตใจของสาวเรียบร้อยอ่อนหวานคนนี้มากทีเดียว
“พี่ยินดีนัก ที่น้องมิเป็ไร เมื่อหลายวันก่อนยังชมน้องเื่ที่ตลาดกับคุณพระเหมอยู่เทียว” คุณพระเจตหันมาพูดกับมณฑิรา
ประโยคเมื่อสักครู่ช่วยไขความกระจ่างเื่ที่เธอถูกคุณพระเหมค่อนแคะเมื่อวันก่อน และช่วยให้พอจะมองเห็นอะไรบางอย่างชัดเจนมากขึ้น
สรุป อีตาเหมหึงเมียกับคุณพระเจต เอ หรือว่า...หึงพี่ลำดวนกันนะ
หญิงสาวเริ่มลังเลในความคิด แต่ก็แหงล่ะ คนอะไร ทั้งหล่อ สุภาพ และอ่อนโยน ผู้หญิงน้อยคนนักจะห้ามใจไม่ให้หลงรักได้ ขนาดเธอผู้ซึ่งไม่ให้ความสำคัญกับเื่ความรักเชิงหนุ่มสาวมากนัก ยังแอบเคลิ้มตาม
“จักยืนกันอยู่เยี่ยงนี้อีกนานฤาไม่ เพราะกระผมต้องรีบกลับไปจัดการอรรถคดีเร่งด่วนอีกมาก มิได้ว่างพอจักรอได้ขอรับ” น้ำเสียงฟังดูผ่อนปรนลงมาเยอะอยู่ก็จริง แต่ความหมายของแต่ละคำยังคงแสดงเจตนาของผู้พูดชัดเจนว่าไม่ใคร่พอใจนัก
ปากปราศรัย น้ำใจเชือดคอ มันมีคนแบบนี้จริง ๆ นะเนี่ย
มณฑิราแอบนินทาในใจ พลางเหล่มองคนหน้าขาววอก ปากแดงด้วยความหมั่นไส้
ขากลับเรือพายทำเวลาได้ช้ากว่าขาไปอยู่มาก เพราะต้องพายทวนกระแสน้ำ ทำให้มาถึงเรือนเกือบค่ำ แสงจากพระอาทิตย์ที่กำลังจะลาลับขอบฟ้าตัดกับบรรยากาศของหมอกบาง ๆ ใน่เข้าฤดูหนาวทำให้สะท้อนออกมาเป็สีแดงอมชมพู และคงจะสวีทหวานโรแมนติกมาก ๆ หากใครก็ตามได้อยู่กับคนรัก
ลำดวนพร้อมบ่าวคนสนิทรีบขึ้นเรือนไปก่อน เพราะต้องรีบไปช่วยคุณหญิงพิกุลเตรียมสำรับเย็น ทิ้งให้มณฑิราที่กำลังวุ่นอยู่กับสองบ่าวคนสนิทในการถามตอบเกี่ยวกับคุณพระรูปงามผู้มาใหม่ไว้ที่ท่าน้ำ ส่วนคุณพระเหมไม่ได้รั้งรอใครอีกเช่นเคย พอลงจากเรือปุ๊บ ก็เดินฉับหายไปทางสวนปั๊บ และั้แ่ลงเรือมาด้วยกัน คำพูดสักคำยังไม่หลุดออกมาจากปากหยักหนานั้น จะมีก็แต่สีหน้าบึ้งตึงเหมือนคนกินรังแตนมา
มณฑิราขอนั่งมองแสงสุดท้ายของวันตรงท่าน้ำต่อ ขณะที่นุ่มกับเนียนรีบไปเตรียมน้ำและสารพัดอุปกรณ์เพื่อขัดสีฉวีวรรณให้ เสียงฝีเท้าเบา แต่หนักดังขึ้นทางด้านหลัง หญิงสาวรีบหันขวับไปดู แรกทีเดียวรอยยิ้มหวานผุดขึ้นที่ใบหน้ารูปวีเชฟ หากเปลี่ยนกลับเป็ปกติในเวลาไม่ถึงวินาที เมื่อเห็นว่าเป็ใคร
คุณพระเหมที่ยามนี้เปลี่ยนจากชุดเดิมมาอยู่ในชุดลำลองกำลังยืนมองมาด้วยสายตาเคร่งขรึมเช่นเคย
“กำลังนึกถึงคุณพระเจตอยู่รึ” ประโยคประชดประชันเริ่มทำงานราวกับถูกตั้งโปรแกรมไว้
“อิฉันจะนึกถึงทำไมล่ะเ้าคะ ไม่ได้เป็อะไรกันสักหน่อย” เวลาอยู่กับผู้ชายคนนี้ เธอไม่คิดจะปรับเปลี่ยนวิธีการพูด หากเขาฟังไม่เข้าใจก็ช่วยไม่ได้ และแม้จะช่วยได้ก็ไม่อยากจะช่วยด้วย
ใบหน้ามึนตึงเผยรอยยิ้มบางเบาเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่จะปรับเปลี่ยนเป็ปกติโดยไวชนิดที่มณฑิราเองก็ไม่ทันสังเกตเห็น เพราะนั่งหันหลังให้
“หล่อนดูมิเหมือนคนเดิม”
เอาอีกแล้ว จะมาจับผิดอะไรกันอีกเนี่ย
“อิฉันถามหลายครั้งแล้ว ว่าไม่เหมือนยังไง แต่คุณพระไม่เคยคิดจะตอบ แล้วจะให้อิฉันตอบไปเพื่ออะไรเ้าคะ” หลังประโยคนี้จบลง ร่างระหงลุกขึ้น หันกลับมามองคนตัวสูงใหญ่กว่า หวังจะได้รับคำตอบบ้าง...สักครั้งก็ยังดี
“ความคิดความอ่าน ฤาแม้กระทั่งการพูดการจาของหล่อนราวกับมิใช่มณฑาที่ฉันเคยรู้จัก ดูผิดแผกแปลกไป คล้ายเป็...ผู้อื่น” เขาตัดสินใจพูดออกมาในที่สุด เพื่อสังเกตปฏิกิริยาของหญิงสาวตรงหน้า
“อิฉันคิดว่า อะไรที่เราพบ หรือเราประสบมาในชีวิตจะช่วยให้เราเข้มแข็งขึ้น และไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายอีก” ทั้งหมดเธอตอบเพื่อมณฑา
“ใครจักทำร้ายหล่อนได้ หากหล่อนมิทำตัวเองเสียก่อนดังเช่นที่ผ่านมา จำได้ฤาไม่เล่า ว่ามีชายกี่คนที่หล่อนเอาตัวเข้าแลกเพื่อกามตัณหาอย่างไร้ยางอาย” ไม่ใช่แค่คำพูด หากแววตายังแสดงถึงความรังเกียจเดียดฉันท์ออกมาด้วย
“อิฉันทำอะไรเ้าคะ เห็นมีแต่คุณพระที่เอาอกเอาใจสาวงามอย่างคุณจันทร์งาม”
ประโยคนี้พูดแทนมณฑาจริงจริ๊ง
“ทีหล่อนเล่า พระเจตเพียงแค่เอ่ยทัก ก็ส่งยิ้มหวานหยาดเยิ้มจนคนเห็นกันทั้งท่าน้ำ”
เธอไปส่งยิ้มหวานหยาดเยิ้มให้คุณพระเจตตอนไหนกัน จำได้ว่าตอนนั้นยังยืนทำหน้างงอยู่เลย เห็นมีแต่พี่ลำดวนที่ยืนอายจนไม่กล้าสบตาผู้ใด
หาเื่กันชัด ๆ
“แต่อิฉัน...ช่างมันเถอะ” เธอตั้งใจจะพูดว่า แต่อิฉันไม่ได้คิดอะไรกับคุณพระเจต แต่จำต้องปิดปากปิดความคิดตัวเองลง เพราะนึกขึ้นมาได้ว่า ทำไมต้องอธิบายให้ชายผู้นี้เข้าใจ เขาไม่ใช่สามีของเธอจริง ๆ สักหน่อย
“หล่อนจักกล่าวอันใด” คุณพระเหมยังตื้อไม่หยุด
“ไม่มีอะไร ขอตัวนะเ้าคะ” เธอตัดบท ก่อนจะรีบสาวเท้าเดินผ่านคนตรงหน้าอย่างไว แต่จังหวะที่กำลังจะเดินพ้นจากร่างสูงไปได้ มือหนาก็คว้าหมับเข้าที่ต้นแขนของเธออย่างแรง แรงกระชากกลับตีกับแรงพุ่งไปข้างหน้า ทำให้คนตัวเล็กกว่าเสียหลัก โชคยังดีที่คนตัวโตกว่ารับเอาไว้ในอ้อมกอดได้ทัน หากจังหวะไม่ได้สวยหรูเหมือนในภาพยนตร์หรือละครทีวี เมื่อลำแขนแข็งแรงเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อเป็มัด ๆ ข้างหนึ่งกอดรัดไปตรงหน้าอกหน้าใจของเธอทั้งสองข้าง โดยไร้สิ่งปกป้องที่เรียกว่า เสื้อชั้นใน ด้วยสัญชาตญาณแห่งการป้องกันตัว มณฑิรากระแทกส้นเท้าอย่างแรงลงบนเท้าเ้าของร่างที่กำลังรุกล้ำแดนสงวนส่วนบนของตน ก่อนจะกระแทกศอกข้างหนึ่งไปยังลำตัวของคนลามกคนเดิม ทำให้ร่างของคนตัวใหญ่กว่าเสียท่า แพ้อย่างราบคาบหล่นตูมลงไปในน้ำ
“สมน้ำหน้า ไอ้บ้ากาม!” เธอหลับหูหลับตาด่าอย่างเหลืออด ก่อนจะรู้สึกได้ว่าไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ กลับมาทั้งสิ้น
“คุณพระ ไม่เอานะเ้าคะ อย่าเล่นแบบนี้” เธอเริ่มใจเสียเมื่อไม่เห็นร่างของอีกฝ่ายผุดขึ้นมาเหนือน้ำอย่างที่ควรเป็ ยามนี้ในใจเริ่มหวาดกลัว แม้จะไม่ชอบถึงขั้นเกลียดขี้หน้า แต่ก็ไม่เคยคิดอยากจะทำร้ายจนถึงขั้นทำให้อีกฝ่ายถึงแก่ชีวิต หญิงสาวเริ่มตั้งสติ ก่อนจะค่อย ๆ นั่งลงตรงบันไดที่ถูกสร้างลงไปใต้น้ำ เริ่มมองหาร่างที่คุ้ยเคย จนกระทั่ง...
“คุณพระทำบ้าอะไรเนี่ย!” หญิงสาวแหวใส่ เมื่ออีกฝ่ายผุดขึ้นมาจากน้ำกะทันหัน แล้วดึงตัวเธอให้ลงไปในน้ำด้วยกัน ก่อนจะโอบรัดร่างของเธอเอาไว้แน่น บังคับให้นั่งลงตรงขั้นบันไดที่อยู่ใต้น้ำ เท่ากับว่ายามนี้ร่างครึ่งท่อนล่างของเขาและเธอจมอยู่ใต้น้ำ ขณะที่ท่อนบนกำลังสามัคคีหันอกเบียดชนกันแน่น
“หล่อนแกล้งฉันก่อน แค่นี้ยังน้อยไป ดีที่นึกได้ว่าหล่อนกลัวน้ำเพียงใด” นับเป็ครั้งแรกที่มณฑิราััถึงความอบอุ่นจากผู้ชายหน้าั์คนนี้ ความรู้สึกร้อนผ่าวผุดขึ้นที่ใบหน้าและลามไปยังความรู้สึกข้างใน ทำให้ต้องรีบสลัดมันทิ้งไปโดยไว
มณฑิรารวบรวมเรี่ยวแรงบวกกับความรู้สึกที่อยากต่อต้าน ผลักอ้อมกอดหนานั้นออกห่าง ก่อนจะรีบพาตัวเองเหยียบบันไดหนีขึ้นไปจากที่อันตรายต่อกายและโดยเฉพาะต่อใจตรงนี้ให้เร็วที่สุด ก่อนจะหันมาค้อนด้วยความขุ่นเคือง แล้วรีบวิ่งอย่างเร็วรี่ทั้ง ๆ ที่ผ้านุ่งและสไบยังเปียกโชก
พระเหมราชอรรถคดีหัวเราะออกมาด้วยความสุข ยามนี้เขาบอกตัวเองไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรกับเ้าของร่างที่เพิ่งหนีไปกันแน่ รู้เพียงแต่ว่า หากปล่อยไว้เช่นนี้ ความโกรธความแค้นที่เคยมีอาจจะต้องสลายหายไปในอีกไม่นาน
อวบร้องไห้สะอึกสะอื้นหลังจากถูกจันทร์งามทั้งตบทั้งตีและด่าทอสารพัดว่าโง่เขลาเบาปัญญา นับว่ายังโชคดีที่คุณหญิงจันทร์แรมห้ามบุตรสาวเอาไว้ ไม่งั้นอวบคงได้เปลี่ยนชื่อเป็อ่วมก็งานนี้
“เื่ที่ข้าให้เอ็งไปจัดการ ั้แ่ที่ไปเรือนคุณพระคราโน้นไปถึงไหนแล้ว” คุณหญิงจันทร์แรมเอ่ยถาม หลังจันทร์งามสงบลงได้...เพียงชั่วคราว
“คุณแม่จักให้มันทำเื่กระไรอีกเ้าคะ โง่เขลาเยี่ยงมันจักทำได้ฤา วันนี้ทุกอย่างล่มลงไปก็เพราะมัน ลูกหวังจักได้คำชื่นชม กลับกลายเป็อีนังมณฑาเสียที่ได้ไปหมดสิ้น” จันทร์แรมยังไม่ยอมจบง่าย ๆ เมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อตอนกลางวัน
“บ่าวก็กระตุกชายผ้าเตือนแล้วนาเ้าคะ ว่าบ่าวยังมิทันยัดของใส่ตัวมัน กว่าจักเลือกได้ว่าจักเอาผู้ใดมารับเคราะห์ ก็นานเทียวคุณจันทร์งามก็รีบเร่ง ไม่รั้งรอที่จักฟังบ่าวกล่าวเลย นึกแต่จักอยากเป็เยี่ยงคุณมณฑาซึ่งมีแต่คนเล่าลือว่าเก่งนักเก่งหนาที่จับผู้กระทำผิดได้” อวบไม่ยอมเช่นกัน ในเมื่อคนที่ทำให้ทุกอย่างล่มคือเ้านายที่อยากได้หน้าจนเกินไป
จันทร์งามยกเท้าข้างหนึ่งถีบลงไปเต็มแรงที่ร่างอ้วนของอวบ เพราะความหนาของชั้นไขมันทำให้ร่างที่ล้มหงายไม่เป็ท่ากลับเป็จันทร์งามเสียเอง
“มึงจักคิดสู้กูรึ!” เมื่อลุกขึ้นมาได้และกำลังจะจิกผมอวบขึ้นมาแล้วตบตี พลันคุณหญิงจันทร์แรมก็ขึ้นเสียงอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
“พอได้แล้ว! ทั้งสองคนนั่นละ อีอวบ มึงก็โง่เขลาจริงดังลูกข้าว่า ส่วนแม่จันทร์แรมเองก็มิรอบคอบ คิดแต่จักทำตามเยี่ยงมัน แต่ไม่รั้งรอเวลา”
“คุณแม่เ้าขา ก็ลูกเห็นคุณพระจักกลับแล้ว ลูกก็เลยรีบเ้าค่ะ” จันทร์งามอธิบายเสียงอ่อย ทำหน้าเจื่อนเพราะรู้ตัวว่าผิดเต็ม ๆ
สายตาอันร้ายกาจและเ้าเล่ห์ของคุณหญิงจันทร์แรมฉายความคิดที่อยู่ภายในใจยามนี้ออกมา
“เอ็งจงไปตระเตรียมแผนการที่ข้าสั่ง เตรียมคนให้พร้อม แลให้พวกมันลงมือได้ทันที...เมื่อมีโอกาส”