ตอนที่ 8
“ในเมื่อนายอายุเท่าฉัน ทำไมถึงไม่เปลี่ยนร่างให้อายุเท่ากันหน่อย” เมื่อบ๊อบบี้เดินฮัมเพลงไปไกลแล้ว อีวานจึงหันมาตำหนิแซ็กด้วยใบหน้านิ่งๆ จากนั้นก็หยิบเบียร์ขึ้นมากระดก
อืม นุ่มลิ้นดี! ดวงตาสีฟ้าสว่างมองแก้วเบียร์ที่แซ็กเป็คนสั่งด้วยประกายอันพึงใจเล็กน้อย จากนั้นมันก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว
“พ่อเขาเปลี่ยนรูปลักษณ์ไม่ได้ครับคุณแม่” มาร์แชลโอบไหล่แซ็กด้วยท่าทางสบายๆ จากนั้นก็หันมาเอ่ยกับคุณแม่ของเขาพลางขยิบตาอย่างทะเล้นไปด้วย
“หืม?” อีวานเลื่อนสายตาไปหยุดอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาอันเยาว์วัยของแซ็กพลางครางในลำคอรอให้แซ็กเป็คนตอบเอง
“ฉันเปลี่ยนรูปลักษณ์ไม่ได้…ร่างนี้คือ่อายุสุดท้ายในโลกคนเป็ที่ิญญาของฉันเชื่อมโยงได้” แซ็กสบตาอีวาน เขาถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้ววางแก้วเบียร์ลง จากนั้นจึงเอ่ยด้วยสุ้มเสียงอันผ่อนคลายราวกับกำลังเล่าเื่ทั่วไปให้อีกฝ่ายฟังพลางแงะมือของมาร์แชลออกไปจากไหล่ของเขาไปด้วย
“งั้นฉันคงต้องมีคู่หูเป็เด็กผีสินะ” อีวานเอ่ยแซะนิ่งๆ พลางหรี่ตามองใบหน้าที่ไม่เปลี่ยนไปเลยของแซ็กอย่างหมดอารมณ์
เชื่อเถอะว่า ต่อให้อีวานโตเป็ผู้ใหญ่แล้ว แต่ลึกๆ แล้วเขาก็ยังคงนึกเกลียดใบหน้ากวนๆ ของแซ็กอยู่ดี
“อย่าน้อยใจเลยน่า ฉันก็อายุเท่ากับนายนั่นแหล่ะ” แซ็กเอ่ยพลางคลี่ยิ้มอันสุดแสนจะทะเล้นออกมา ขณะที่สุ้มเสียงของเขามีความปลอบโยนในแบบที่ฟังแล้วน่าหมั่นไส้อยู่ไม่น้อย พาให้เส้นเืบริเวณขมับของอีวานกระตุกขึ้นมา
มาร์แชลดื่มเบียร์ฟังทั้งสองสนทนากันเงียบๆ ด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มอิ่มเอมใจ อาจเป็เพราะเขาผูกพันกับดวงิญญาของบุพการีมากกระมัง ด้วยเหตุนี้เขาจึงดีใจที่ทั้งสองได้กลับมาสนทนากันต่อหน้าลูกชายอย่างเขาอีกครั้ง
“จะว่าไป ก็ว่าจะถามั้แ่รอบที่แล้วละ ทำไมเทพอย่างนายถึงดื่มเบียร์ได้ล่ะ?” อีวานหันมาย่นคิ้วเอ่ยถามท่านเทพที่นั่งซดเบียร์ฟังพวกเขาเถียงกันด้วยความกังขาั้แ่ครั้งที่แล้ว ที่อีกฝ่ายแย่งเบียร์ของแซ็กไปดื่ม
…เทพต้องไม่ข้องแวะกับของจำพวกอบายมุขไม่ใช่เหรอ?
“อย่าห่วงผมเลยครับคุณแม่ เบียร์ เครื่องดื่มมึนเมาหรือแม้แต่อาหารที่ขายอยู่ในมิติกึ่งกลางถูกบ่มและนำมาจากแดนของผู้บำเพ็ญ ถึงจะไม่มีข้อดีอะไรสำหรับผม แต่อย่างน้อยอาหารและเครื่องดื่มของแดนผู้บำเพ็ญจะไม่ทำให้ดวงจิตสกปรก” ว่าแล้วเทพหนุ่มผมทองก็ยกเบียร์ฟรีขึ้นมาซดอึกใหญ่โชว์อีวานด้วยท่าทางอันสุขสันต์ท่ามกลางสายตาเอือมระอาของผู้เป็พ่อ (?)
อีวานมองท่านเทพผู้มีออร่าอันสะอาดบริสุทธิ์ที่นั่งอยู่ข้างกันแล้วหลุบตาลงมองแก้วเบียร์ที่วางอยู่บนโต๊ะด้วยความรู้สึกย้อนแย้ง ทว่าเมื่อนึกถึงการผจญภัยของเขากับแซ็กที่พึ่งจะดำดิ่งลงไปยังก้นมหาสมุทรเพื่อนำทางิญญาของเศรษฐีชราโดยปราศจากชุดอุปกรณ์ดำน้ำใดๆ เมื่อ่บ่าย ทำให้ชายหนุ่มเลือกที่จะมองผ่านเื่ที่เหนือธรรมชาติดังเช่นตรรกะของมิติกึ่งกลางนี้ไป
เมื่อนึกได้ดังนั้นอีวานจึงยกเบียร์ขึ้นมาชนแก้วกับมาร์แชลหนึ่งทีแล้วจึงกระดกเบียร์ลงท้องไปอีกหลายอึก
หลังจากดื่มเบียร์กันไปหลายแก้ว ในที่สุดมาร์แชลก็โบกมือลาทั้งสองด้วยสภาพมึนนิดๆ ทำให้บรรยากาศอันสงบสุขหวนกลับมาอีกครั้ง ด้วยเหตุนี้เองแซ็กกับอีวานจึงดื่มกันต่ออีกพักใหญ่ จากนั้นพวกเขาจึงเดินโซซัดโซเซกลับมาที่ห้องกันตามประสาคนเมา
“เอาน้ำไหม?” แซ็กเดินเซๆ เปิดฝาถือขวดน้ำมาหยุดอยู่ข้างๆ อีวานที่นั่งเอนหลังพิงเบาะของโซฟาอยู่บนพื้นอย่างหมดสภาพ
“ไม่ล่ะ” อีวานส่ายหัวเบาๆ พลางใช้เท้าเขี่ยเศษกระดาษโน้ตที่แซ็กขยำทิ้งบนพื้นใกล้ๆ ไปด้วย
“เมาขนาดนี้แล้วยังจะปฏิเสธอีก” แซ็กถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างนึกเอือม จากนั้นเขาก็ทิ้งตัวนั่งลงบนพื้นข้างกับอีวานในสภาพที่ดูไม่ได้ไม่ต่างกัน
“ก็ไม่ต่างกับนายเท่าไหร่” อีวานมองแซ็กอย่างนึกขัน แล้วเอ่ยกลับไปอย่างห้วนๆ ด้วยสุ้มเสียงอันแหบพร่า
“เฮ้อ ต่อให้นายโตเป็ผู้ใหญ่แล้วก็อย่าทำตัวดื้อแบบนี้” แซ็กกลอกตามองอีวานอย่างจนใจ จากนั้นเขาก็ยัดขวดน้ำใส่ฝ่ามือสีขาวสว่างของคนที่นั่งอยู่ข้างกันอย่างเผด็จการ
“นายไม่มีสิทธิ์มาสั่งฉัน เข้าใจไหมไอแซ็ก?!” อีวานเอ่ยเสียงขรึมอย่างดื้อรั้นพลางโยนขวดน้ำลงไปบนตักของแซ็ก ทำให้น้ำในขวดกระฉอกออกมาใส่เสื้อยืดสีส้มเนื้อนุ่มของคนที่นั่งอยู่ข้างกันจนเปียกไปหมด
“ทำไมฉันจะสั่งนายไม่ได้ ถึงยังไงนายก็เป็คู่หูของฉัน” แซ็กพ่นลมหายใจออกมาอย่างแรง แล้วหันมาเอ่ยกับอีวานอย่างไม่ยอมแพ้พลางใช้มือเช็ดเสื้อที่เปียกไปด้วย
“ใช่สิ เพราะฉันตายแล้วไง แถมยังต้องมาซวยติดอยู่ที่นี่กับนายจนกว่าจะหมดอายุขัยอีก” อีวานระบายความหงุดหงิดที่อยู่ในใจออกมาอย่างเคืองๆ พลางใช้มือทุบอกของตัวเองไปด้วยตามประสาคนเมา
“ขอโทษแล้วกันนะคู่หู” แซ็กขยิบตาพลางเอ่ยปลอบอีวานอย่างกวนๆ จากนั้นเขาจึงหยิบขวดน้ำขึ้นมากระดกทั้งที่เสื้อยังเปียกอยู่อย่างนั้น
“ไม่เห็นมันจะเข้าใกล้ คำว่า โซ อะไรนั่นเลยสักนิด!” สุ้มเสียงไม่พอใจระคนกังขาของอีวาน ทำให้แซ็กแทบจะสำลักออกมาด้วยสีหน้าอันเลิ่กลั่ก
“ไม่มีโซอะไรหรอกน่า เราเป็คู่หูกันต่างหาก” แซ็กเอ่ยปัดอย่างส่งๆ เหมือนกับเมื่อตอนกลางวันไม่มีผิด เขาทำได้แค่หลุบตาลงมองหาฝาปิดขวดน้ำเป็การกลบเกลื่อนอยู่ในที
“หึ โกหกไม่เนียนสักนิด ช่างเถอะ สักวันฉันก็ต้องรู้อยู่ดี!” ดวงตาสีฟ้าสว่างของอีวานหรี่ลงมองใบหน้าของแซ็กเป็การจับผิด ขณะที่ริมฝีปากได้รูปสีชมพูสวยเอ่ยคาดโทษอย่างใจเย็นไปด้วย
แน่ล่ะั้แ่เล็กจนโตสิ่งหนึ่งที่เขาถนัดมากก็คือ การอดทนรออย่างใจเย็น!
“เมาแล้วพูดมากนะนายเนี่ย!” แซ็กเลิกมองหาฝาขวดน้ำ เขาทำเป็บ่นคนที่นั่งอยู่ข้างกันราวกับว่า แค่้าเปลี่ยนเื่เพื่อปกปิดอะไรบางอย่าง จากนั้นจึงยกขวดน้ำในมือขึ้นมากระดกอีกหลายอึก
“ฉันก็เป็แบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร” อีวานบ่นงึมงำ ขณะที่ดวงตาสีฟ้าสว่างของเขาหยุดมองใบหน้าอันหล่อเหลาของคนที่นั่งอยู่ข้างกันด้วยความรู้สึกไม่พอใจที่แวบหนึ่ง
“...เพราะนายไม่มีฉันไง” แซ็กปาดน้ำที่อยู่เหนือริมฝีปากด้วยท่าทางสุดเท่พลางขยิบตาเอ่ยกับอีวานด้วยท่าทางทะเล้น
“หึ หลงตัวเอง!” อีวานเอ่ยเสียงต่ำอย่างนึกขัน จากนั้นก็ฉวยขวดน้ำจากมือของแซ็กมาดื่มโดยไม่ฉุกคิดอะไรเลยแม้แต่น้อย
แซ็กเอียงคอมองคนเมาที่นั่งดื่มน้ำอยู่ข้างกัน จากนั้นเขาก็เอนหลังไปพิงกับเบาะของโซฟาด้วยท่าทางอันเกียจคร้าน ขณะที่ดวงตาสีน้ำเงินเข้มของเขามองไปยังทิวทัศน์ที่มีแสงไฟรำไรในยามค่ำคืนด้านนอกหน้าต่าง
“ไม่แย่ใช่ไหมล่ะ?” ชั่วขณะนั้นแซ็กหันมาเอ่ยถามคนที่นั่งดื่มน้ำอยู่ข้างกันด้วยสุ้มเสียงอันนุ่มลึก
“หมายถึงนายเหรอ ถ้าใช่ฉันตอบเลยว่า โคตรจะเกลียด” อีวานหรี่ตามองแซ็ก เขาเค้นยิ้มน้อยๆ แล้วเอ่ยเสียงแข็งพลางยื่นขวดน้ำไปคืนคนที่นั่งอยู่ข้างกัน
“ไม่ใช่ ฉันหมายถึง การได้มาอยู่ที่นี่” แซ็กเอ่ยเสียงขรึมพลางรับขวดน้ำจากมืออีวานมาปิดฝาด้วยท่าทางอันผ่อนคลายราวกับว่า เขาไม่ได้ใส่ใจสิ่งที่อีวานเอ่ยออกมานัก
“...มันไม่ยุติธรรมเลยนะ” อีวานหลุบตาลงเหม่อมองขวดน้ำในมือของแซ็กพลางรำพันตะกอนที่อยู่ในใจออกมาอย่างไม่รู้ตัว
“?” สุ้มเสียงอันน่าเวทนาของอีวานทำให้แซ็กเงยหน้าขึ้นมามองราวกับ เขาไม่เข้าใจว่าอีวานหมายถึงอะไร
…ทั้งที่จริงๆ แล้ว เขาพอจะเข้าใจหัวอกของอีวานอยู่บ้างก็ตาม
“ฉันยังอยากจะมีชีวิตให้นานกว่านี้ ถึงฉันจะไม่มีใครให้คอยเป็ห่วงก็เถอะ แต่ฉันก็ยังอยากมีชีวิต” อีวานกำหมัดแน่น สุ้มเสียงของเขาค่อยๆ แหบพร่ามากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเขาได้ระบายวลีสุดท้ายออกมา น้ำตาก็ไหลรินลงมาเปื้อนสองข้างแก้มอย่างไม่อาจกลั้น
ชายหนุ่มรู้ดีว่า เขาตายแล้ว แต่ที่ได้กลับไปและได้เห็นว่า ตัวเองจากไปอย่างไรมันทำให้เขาเศร้า
“ฉันเข้าใจ” แซ็กมองคนที่นั่งร้องไห้อยู่ข้างกันแล้วเอ่ยเสียงอ่อนในแบบที่เขาไม่เคยใช้กับอีวานมาก่อนด้วยความเวทนา
อึดใจนั้นฝ่ามือของแซ็กเลื่อนไปเหนือศีรษะของอีวานราวกับว่า เขา้าจะปลอบใจอีกฝ่าย แต่ก่อนที่เขาจะลูบกลุ่มผมสีดำสนิทอย่างอ่อนโยนไปตามใจนึก เด็กหนุ่มพลันชักมือกลับมา
ถึงแม้เขาจะเฮงซวยแถมยังคอยเรียกร้องความสนใจจากอีวานมาโดยตลอด แต่เขาก็ไม่สามารถเอาเปรียบอีวานใน่ที่เปราะบางแบบนี้ได้เช่นกัน
“นายจะไปเข้าใจอะไร หึ มันโคตรไม่ยุติธรรมเลยสักนิด ทำไมมันถึงเป็แบบนี้ นายอยู่ที่นี่มาก่อน บอกฉันหน่อยทีว่า ทำไม?!!!” อีวานที่เมาจนเริ่มทำตัวไร้เหตุผลเงยหน้าขึ้นมาสบถใส่แซ็กด้วยความคับแค้นใจ ขณะที่ดวงตาสีฟ้าสว่างของเขาจดจ้องใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างไม่ยอมแพ้ต่อชะตา
“นั่นเป็เพราะนายหมดอายุขัยแล้ว…เวลาของนายที่โลกคนเป็น่ะมันหมดแล้วจริงๆ” แซ็กประสานฝ่ามือเข้าด้วยกันเพื่อหักห้ามใจไม่ให้เผลอไปััอีวานพลางเอ่ยข้อเท็จจริงให้อีกฝ่ายฟังอย่างใจเย็น
แซ็กเดาว่า อีวานรู้ตัวดี แต่มันก็คงยากที่จะยอมรับ เพราะอีวานเองก็พึ่งจะจากโลกคนเป็มาได้แค่สามวันเองเท่านั้น
“หึ อายุขัย ทีนายยังไม่หมดอายุขัยก็ยังติดอยู่ที่นี่เลยไม่ใช่หรือไง?!!!” อีวานหรี่ตาพลางเอ่ยเสียงหยันราวกับ เขา้าระบายความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ภายในใส่คนที่นั่งอยู่ข้างกันเหมือนกับอันธพาลคนหนึ่ง
“...” แซ็กนั่งนิ่งไม่โต้กลับไป เขาปล่อยให้อีวานเข้าใจไปแบบนั้นโดยไม่คิดที่จะอธิบายอะไรทั้งสิ้น
ท่าทีสงบนิ่งของแซ็ก บวกกับบรรยากาศอึมครึมที่ก่อตัวขึ้นมาระหว่างพวกเขา ทำให้อีวานพอจะได้สติขึ้นมาว่า เขาเผลอไปจี้ใจดำอีกฝ่าย
ด้วยเหตุนี้เองชายหนุ่มจำต้องเช็ดน้ำตาแล้วพรูลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่เพื่อสงบอารมณ์อันว้าวุ่นของตัวเอง
“ฉันขอโทษ” อีวานเอ่ยเสียงแหบพลางหลับตาลงเพื่อยับยั้งอารมณ์ด้านลบที่ผุดขึ้นมาในห้วงความรู้สึก
“ไม่เป็ไรคู่หู ฉันจะคิดซะว่า นายเมา” สุ้มเสียงอันผ่อนคลายราวกับไม่ติดใจอะไรของแซ็กทำให้บรรยากาศอึมครึมระหว่างพวกเขายุติลง
อีวานนั่งเช็ดน้ำตาเงียบๆ โดยมีแซ็กนั่งกระดกน้ำอยู่ข้างกันด้วยท่าทางอันผ่อนคลาย พาให้ชั่วเวลานั้นดวงตาสีฟ้าสว่างของอีวานเผลอเลื่อนไปมองใบหน้าหล่อเหลาอันอ่อนเยาว์ของเด็กหนุ่มที่มีอายุเพียงสิบแปดปีด้วยความรู้สึกเวทนาขึ้นมา
ถ้าตอนนี้อีกฝ่ายยังมีชีวิตอยู่ จะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไรกันนะ?
อีวานเอ่ยถามตัวเองในใจอย่างไร้สติ เพราะนึกเสียดายอนาคตของคนที่ไม่อาจกลับไปยังโลกคนเป็ได้ทั้งที่ยังไม่หมดอายุขัย
“...ชีวิตมันไม่ได้แย่เลยสักนิด ฉันชอบมันนะ ถ้านายได้กลับไป นายต้องใช้ชีวิตให้ดี ไปเรียนรู้อะไรใหม่ๆ และใช้มันให้คุ้ม” อีวานไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ทำไมเขาถึงพูดอะไรแบบนี้ออกมา อาจเป็เพราะเขากำลังครุ่นคิดถึงแซ็กในเวอร์ชันที่ยังมีชีวิตอยู่จึงโพล่งออกไปแบบไม่ทันคิดกระมัง
“อืม ฉันรับปาก…ถ้าได้กลับไปน่ะนะ” แซ็กหันมากลอกตาใส่อีวานหนึ่งทีอย่างทะเล้นพลางตกปากรับคำด้วยท่าทางกวนๆ ไปด้วย
“ดีมาก” อีวานทำเป็มองไม่เห็นท่าทางกวนประสาทของอีกฝ่ายพลางขานรับยิ้มๆ
เวลานี้ชายหนุ่มรู้สึกหนักหัวมากเหลือเกิน ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงเอนศีรษะลงไปพิงกับเบาะโซฟาด้วยท่าทางอันเมื่อยล้าจากการะเิอารมณ์เมื่อครู่
“เมาแล้วพูดมากจริงๆ …” แซ็กมองคนเมาที่นอนคอพับหนุนเบาะโซฟาต่างหมอนแล้วเอ่ยเย้าด้วยสุ้มเสียงอันขบขัน
“ไม่ไหวเลยนะ โซ…..ของฉัน” แซ็กเอ่ยคำคำนั้นออกมาด้วยท่าทางอันผ่อนคลาย จากนั้นก็เอนศีรษะลงไปพิงกับเบาะของโซฟาเหมือนกันกับอีวาน
“หึ” อีวานยิ้มรับสิ่งที่แซ็กเอ่ยกับตน ทั้งที่จริงๆ แล้ว เขาได้ยินไม่ชัดด้วยซ้ำว่า แซ็กกำลังเอ่ยถึงอะไร
ไม่ว่า โซ… ที่ว่านั่นจะหมายถึงอะไร ชายหนุ่มเชื่อว่า ในไม่ช้าเขาจะต้องรู้ความหมายของมันแน่นอน!
่สุดสัปดาห์ของมิติกึ่งกลางดำเนินไปคล้ายกับโลกคนเป็ที่มีวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ด้วยเหตุนี้เองผู้ที่ทำงานให้กับสำนักงานิญญาจึงได้หยุดพักกันใน่สุดสัปดาห์ จากนั้นพวกเขาก็ต้องกลับไปทำหน้าที่ในวันจันทร์ไม่ต่างกับสมัยที่ยังมีชีวิตนัก
ยามที่แสงอาทิตย์ยามเช้าส่องเข้ามากระทบกับแพขนตาอันดกหนาสีดำ พาให้กลุ่มขนตาคู่งามกระพือไปมาแล้วค่อยๆ แยกออกจากกันเผยให้เห็นดวงตาสีฟ้าสว่างที่ประกายของความง่วงงุนนิดๆ
อีวานกะพริบตาสองสามทีเพื่อปรับสายตาให้ชินกับแสงยามเช้า จากนั้นเสียงความเคลื่อนไหวของใครอีกคนที่ดังอยู่บริเวณหน้าห้องน้ำก็ทำให้สติของเขาแจ่มชัดขึ้นจากการพักผ่อนอันยาวนานตลอดทั้งคืน
“ส่งเสียงแต่เช้าเลย” ชายหนุ่มบ่นเสียงเบาพลางยันกายลุกขึ้นจากโซฟาอย่างเนือยๆ ตามประสาคนที่ยังงัวเงียอยู่ ขณะที่ดวงตาสีฟ้าสว่างของเขาเลื่อนไปมองแผ่นหลังของแซ็กที่กำลังแยกผ้าอยู่บนพื้นห้องด้วยความประหลาดใจ
“ไม่คิดว่าจะได้มาเห็นอะไรแบบนี้นะ” อีวานป้องปากหาวเล็กน้อย จากนั้นก็หยัดกายลุกจากโซฟา แล้วก้าวไปแซวคุณชายที่กำลังเตรียมเสื้อผ้าสำหรับซักอยู่
“นายมองฉันแย่ขนาดไหนกันเนี้ย” แซ็กหันมาเอ่ยอย่างเซ็งๆ พลางกลอกตาใส่อีวานหนึ่งที จากนั้นเขาก็ก้มหน้าลงแยกผ้าต่อ
“แค่ไม่คิดว่า นายจะซักผ้าเองเป็” อีวานเอ่ยแซวยิ้มๆ ขณะที่ดวงตาสีฟ้าสว่างของเขาหลุบมองกองผ้าขาวที่ถูกแยกกับผ้าสีอย่างชัดเจนด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย
ไม่ว่าจะเป็ภาพที่แซ็กเตรียมมื้อเช้าก็ดี ซักผ้าก็ดี ภาพอันแปลกตาเหล่านี้ทำให้เขาอดที่จะตระหนักไม่ได้ว่า คนที่นั่งอยู่เบื้องหน้าไม่ใช่คุณชายนิสัยเสียที่วันๆ เอาแต่บูลลี่เขาเหมือนในอดีตอีกต่อไป
…เฉกเช่นเดียวกับเขาที่ไม่ใช่เด็กหนุ่มที่ต้องทนให้อีกฝ่ายรังแกเพียงเพราะไร้ความสามารถที่จะสู้กลับด้วยเช่นกัน
“เฮ้ ฉันอยู่คนเดียวมาตั้งนาน นายไม่คิดหน่อยเหรอว่า ฉันก็ต้องทำเื่พวกนี้ด้วยตัวเองเหมือนกัน” แซ็กยู่ปากบ่นอย่างเคืองๆ กับทัศนคติแย่ๆ ที่อีวานมีให้เขา
ก็ใช่อยู่หรอกว่า สมัยก่อนตอนยังมีชีวิตอยู่ เขาทำเื่พวกนี้ไม่เป็ แต่การติดอยู่ที่มิติกึ่งกลางซ้ำร้ายยังต้องอยู่คนเดียวมาตั้งแปดปี เขาก็ต้องเรียนรู้เื่งานบ้านงานครัวเพื่อเอาตัวรอดเป็ธรรมดา
“แล้วสมัยที่ยังอยู่ นายทำเองเหรอ?” อีวานกอดอกด้วยท่าทางอันผ่อนคลายพลางเอ่ยเย้าอย่างอารมณ์ดี
“ก็ไม่อยู่แล้วสิ” แซ็กย่นจมูกตอบคนที่ยืนกอดอกอยู่ข้างกันเสียงขุ่นพลางโยนเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดจากตะกร้าผ้าไปใส่กองผ้าขาวอย่างแม่นยำ
“หึ หึ” อีวานหัวเราะขันออกมาอย่างเบิกบานราวกับว่า เขากำลังฉลองให้กับชัยชนะเล็กๆ ของตนในยามเช้าอันสดใสอยู่
“เลิกหัวเราะ แล้วส่งตะกร้าตัวนั้นมา!” แซ็กเมินเสียงหัวเราะอันเบิกบานของอีวาน แล้วชี้ไปยังตะกร้าหวายที่อยู่ด้านหลังพลางสั่งการคนที่มัวแต่หัวเราะเยาะไปด้วย
“นี่มันตะกร้าของฉัน” อีวานขมวดคิ้วมองตะกร้าผ้าของเขาที่แซ็กกำลังชี้อยู่พลางเอ่ยเสียงขรึม
“อยากซักเองก็ตามใจ!” ในเมื่ออีกฝ่ายไม่อยากให้ช่วย เขาก็จะไม่ยุ่ง ด้วยเหตุนี้เองแซ็กจึงเอ่ยปัดไปตามอารมณ์ จากนั้นเขาก็หยิบเสื้อยืดสีดำออกมาจากตะกร้า
ตุ๊บ!
จังหวะที่แซ็กกำลังจะโยนเสื้อยืดในมือไปใส่กองผ้าสีนั้น ตะกร้าหวายสีน้ำตาลอ่อนของอีวานก็ถูกวางลงข้างๆ กับตะกร้าหวายสีเข้มของเขาอย่างเบามือ
“ขอบใจนะ” อีวานเอียงคอเล็กน้อยพลางเอ่ยคำขอบคุณด้วยสุ้มเสียงอันเริงร่าราวกับว่า เขาไม่ติดใจที่อีกฝ่ายจะซักผ้าให้เลยแม้แต่น้อย
ถ้าเป็สมัยเรียนชายหนุ่มคงจะปฏิเสธเสียงแข็งเป็แน่ แต่การเป็ผู้ใหญ่ทำให้เขารู้ว่า บางทีก็ต้องรีบฉวยโอกาสในตอนที่ยังทำได้
ถึงแม้ว่าคนที่ยื่นโอกาสนี้ให้เขาจะเป็แซ็กก็ตาม!
“คิดว่าจะเสียงแข็งใส่ฉันซะอีก” แซ็กหันมาเลิกคิ้ว แล้วคลี่ยิ้มทะเล้นให้คนที่ยืนอยู่ข้างๆ โดยไม่วายที่จะเอ่ยเย้าด้วยสุ้มเสียงอันกวนประสาทไปด้วย
อีวานพ่นลมหายใจออกมาราวกับว่า เขากำลังนึกขำอยู่ จากนั้นดวงตาสีฟ้าสว่างพลันเปล่งประกายอันเฉียบคมเหมือนกับคนหนุ่มสาวที่รู้จักใช้ชีวิตให้คุ้มค่าในทุกวินาที
“ในเมื่อนายอาสา ฉันก็แค่ตอบรับเท่านั้นเอง”
…ในเมื่อมีคนอาสาซักผ้าให้แบบนี้ จะมีสักกี่คนปฏิเสธกันล่ะ?
ติดตามตามอ่านได้ทุก วันศุกร์ และ วันเสาร์ เวลา 20.30 จ้า
สำหรับใครรอไม่ไหว ดำเนินเื่ถึง หน้า 108 (หน้า 113 แบบรวมปก) ในฉบับ ebook นะคะ