
ขออนุญาตประชาสัมพันธ์เปิดจอง รักนี้ผีขอลุ้นค่ะ เปิดจองั้แ่วันนี้ ถึง วันที่ 5 มีนาคม 2563 กำหนดการโอนเงิน 6 - 10 มี.ค. 2563 ค่ะ ราคา 450 บาท ไม่รวมค่าส่งนะคะ
หาก Reader ท่านใด โอนภายในกำหนด จะได้รับ Mini Novel เพิ่มอีก 1 เล่ม นั่นก็คือเื่ หลงลืมตัวตาย ซึ่งเป็เื่ราวของน้องชายพี่เต้ ที่ชื่อเต้ยนะคะ
ความพิเศษของหลงลืมตัวตายคืออะไร ?
เล่มนี้คือเื่สั้นที่เขียนขึ้นมา และลงขายใน Meb ก่อนหน้าเื่นี้ค่ะ เพราะฉะนั้น เขาจึงไม่ไช่เื่สั้นที่อ่านฟรีอยู่ท้ายเล่มนะคะ แต่ตอนนี้ได้เอาเื่นี้มาตีพิมพ์พร้อมแจกเป็พรี่เมี่ยมให้กับเล่ม รักนี้ผีขอลุ้นโดยเฉพาะค่ะ เป็เื่ผี ที่ไม่น่ากลัวนะคะ มั่นใจค่ะว่าสามารถอ่านได้ เบาสมองหน่อยๆค่ะ
สั่งจองและโอนได้ที่ไหนบ้าง ?
Facebook อารัญ.นามปากกา ในโพสปักหมุด และร่วมพูดคุยกันได้นะคะ อาจจะตอบช้าไปบ้าง แต่ตอบทุกเม้นต์เลยค่ะ
Facebook นิยายผ่านตา สำหรับร้านค้า เรามีเปอร์เซ็นต์ให้นะคะ ขั้นต่ำ 5 เล่มค่ะ
Facebook orapron tayanun
Facebook ดุจดาว จันทาพูน ร้านหนังสือ ดุจดาวออนไลน์
ขอขอบคุณ Reader ที่น่ารักทุกๆท่านะคะ ที่แวะเวียนมาอ่านพี่เต้ ให้ความรักเผื่อแผ่มายัง Writer คนนี้ด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ
รถฮอนด้า CR-V 2.4 i-VETC ปี 2017 สีแดงเพลิงพุ่งทะยานไปตามถนนเส้นหลักเพื่อมุ่งหน้ากลับเข้าสู่กรุงเทพมหานครอีกครั้ง มธุรสที่ในตอนนี้นั่งอยู่ที่เบาะข้างคนขับกำลังกดโทรศัพท์สมาร์ทโฟนของตัวเองมือเป็ระวิง หวังเพียงให้คนที่อยู่ปลายสายรับโทรศัพท์ของเธอสักครั้ง “เพื่อนยังไม่รับสายอีกเหรอ?” ภูชิสส์เอ่ยถามหลังจากที่ได้ยินเสียงถอนหายใจเบาๆ ของคนที่นั่งอยู่ข้างตัว
“ค่ะ” เธอถอนหายใจซ้ำอีกครั้งอย่างกังวลใจ “ถ้าหากเพื่อนไม่ยอมรับสาย หวานก็คงต้องกลับไปปิดงานเองค่ะ”
“แล้วทำไมไม่ลองโทรหาเพื่อนคนอื่นดูล่ะ?” เขาลองยื่นข้อเสนอ
“เพื่อนที่รู้จักคนอื่นๆ เขาทำงานประจำกันค่ะ ไม่เคยมีใครรับงานฟรีแลนซ์แบบหวานเลย จะมีก็แค่เพื่อนคนนี้เท่านั้นที่โยนงานมาให้ ถ้าหากจะให้โทรหาเพื่อนคนอื่น หวานก็รู้สึกเกรงใจพวกเขา อีกอย่างทั้งตัวสินค้าและสถานที่แจกของมันก็นะ…”
หญิงสาวพูดค้างไว้แค่นั้นเพราะว่าเสียงริงโทนของโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่งดังขึ้นมาพอดี “ว่าไงมีมี่”
“ขอโทษอ่ะแก..พอดีเมื่อกี้ฉันกำลังดิวงานกับลูกค้าทางโทรศัพท์อยู่” ปลายสายบอกเสียงเจื้อยแจ้ว ร่าเริง
“ไม่เป็ไรฉันเข้าใจ เออนี่มีมี่ งานแจกถุงยางที่ผับวันนี้น่ะ ฉันคงไปไม่ได้แล้วนะ พอดีว่าไม่ค่อยสบาย แกช่วยหาคนไปแทนฉันทีได้ไหม?” มธุรสเอ่ยปากขอร้อง
“แกไม่สบายเหรอ… แล้วเป็อะไรมากไหมเนี่ย?” คู่สนทนาถามด้วยความรู้สึกและน้ำเสียงที่ฟังแล้วรู้สึกได้ถึงความเป็ห่วง
“ก็…ไม่เป็อะไรมาก แต่ว่าอยากนอนพักผ่อนน่ะ ฉันรู้สึกไม่ไหวจริงๆ ”
“แต่ว่า…ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว แกช่วยฉันหน่อยเถอะ วันนี้ก็เป็วันสุดท้ายแล้วด้วย นะแก..ช่วยปิดจ็อบให้ฉันที ฉันเองก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่าจะขอให้ใครมาช่วยแทนอ่ะ มันค่อนข้างที่จะกะทันหัน..”
“แต่ว่าฉัน….” หญิงสาวถึงกับพูดไม่ออก เพราะคำว่าหน้าที่มันแล่นมาจุกอยู่ที่คอ
“บอกเพื่อนไป หาคนไปแทนให้หน่อย เดี๋ยวจะจ่ายเพิ่มให้เป็ 3 เท่า โอนให้เลยทันทีตอนนี้ไม่เบี้ยวแน่นอน” สารถีหนุ่มบอก หากแต่สายตายังคงจับจ้องมองไปยังท้องถนนเบื้องหน้าอย่างไม่ละสายตา คนที่นั่งอยู่ที่เบาะข้างๆ คนขับได้ยินถึงกับตาลุกวาว
‘โอ้…แม่เ้า ตั้ง 3 เท่า นี่ถ้าไม่ติดว่ายังป่วยนะ แม่จะรับเหมาเองเลยทีเดียว’
“มีมี่ ฉันไม่ไหวจริงๆ แกช่วยหาคนไปแทนให้หน่อยนะ เดี๋ยวฉันจะโอน Budget ของวันนี้ให้เพิ่มเป็ 3 เท่าเลย ช่วยหน่อยละกัน ถือว่าฉันขอร้อง”
“3 เท่า นี่แกไปเอาเงินมาจากที่ไหน?” ปลายสายร้องบอกอย่างใ
“ก็ฉันไม่สบายจริงๆ นี่แก สรุปแล้วแกจะช่วยฉันไหม ไม่งั้นฉันจะโทรให้เพื่อนคนอื่นมารับงานแทนนะ” มธุรสแกล้งขู่ เพราะในความเป็จริงเธอก็หาคนที่มาแทนตัวเองไม่ได้เหมือนกัน
“แหม…เพื่อนไม่สบายใครจะใจร้ายให้เพื่อนไปทำงานได้ล่ะ เผื่อเป็อะไรไป จะเดือดร้อนฉันอีก เดี๋ยวฉันจัดการให้เอง ว่าแต่..อย่าลืมโอนมานะ บัญชีเดิม อุ๊ย! มีสายซ้อน แค่นี้ก่อนนะแก”
“จ้า..ขอบใจมากเพื่อน”
ภูชิสส์ที่นั่งฟังการสนทนาเมื่อครู่อย่างเงียบๆ อยู่นั้น อดที่จะส่ายหัวอย่างระอาใจไม่ได้ เพราะแทนที่จะใช้ความเข้าใจ และความเห็นใจในการแก้ปัญหา กลับกลายเป็ว่าต้องใช้เงินในการแก้ปัญหาแทนเสียอย่างนั้น
มธุรสเก็บโทรศัพท์มือถือลงในกระเป๋าสะพายสีหวานลายดอกไม้ของ Cath Kidston หลังจากที่ได้ทำการส่งสลิปยืนยันการโอนเงินให้กับเพื่อนสาวเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
“แล้วพี่เต้อย่าลืมโอนคืนมาให้หวานด้วยนะคะ”
รอยยิ้มร้ายๆ กระตุกขึ้นที่มุมปาก บ่งบอกความเอาแต่ใจของเ้าของรอยยิ้มนั้น
“ได้สิ แต่ว่าต้องหลังจากที่เรากินข้าวเย็นกันก่อนนะ”
“กินข้าวเย็น?”
“ใช่” ภูชิสส์ตอบสั้นๆ และเมื่อเห็นคนที่นั่งอยู่ข้างๆ เริ่มทำหน้าตาบูดบึ้ง เขาจึงรีบอธิบายเพิ่มเติม
“วันนี้ที่บ้านพี่เรานัดทานข้าวเย็นกัน แวะทานข้าวกันก่อน แล้วค่อยกลับ”
“ไม่เป็ไรค่ะพี่เต้ หวานเกรงใจ เดี๋ยวพี่เต้จอดส่งหวานตรงไหนก็ได้ หวานจะกลับเอง พี่เต้จะได้ขับรถเลยไปทานข้าวกับครอบครัวได้ยังไงล่ะคะ” หญิงสาวเสนอทางเลือก
“แล้วเราจะกลับยังไง?” ชายหนุ่มเอ่ยถาม ด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยพอใจ
“กลับแท็กซี่ค่ะ”
“อันตราย”
“อันตรายยังไงคะ?” มธุรสเอ่ยถาม พลางทำหน้างุงงง นับั้แ่ตอนเรียนมหาวิทยาลัย จนถึงก่อนที่จะซื้อรถยนต์เป็ของตนเอง เวลาที่ต้องเดินทางไปไหนมาไหนนั้นมักเรียกใช้บริการของรถแท็กซี่มาโดยตลอด ยังไม่เห็นว่าจะอันตรายตรงไหน ถ้าเทียบกันแล้วผู้ชายที่อยู่ข้างเธอตอนนี้ยังดูอันตรายกว่าเลย
“ไม่ได้ดูข่าวบ้างหรือไง รถแท็กซี่แอบถ่ายรูปผู้โดยสารผู้หญิงที่ขึ้นรถคนเดียวยังงี้ รถแท็กซี่ที่ข่มขื่นผู้โดยสารผู้หญิงยังงี้ เราไว้ใจคนขับรถได้เหรอ” ภูชิสส์เริ่มตั้งกัณฑ์เทศน์ แถมเผลอเปลี่ยนสรรพนามของหญิงสาวให้ดูเด็กลงไปอีกหลายปี
“หวานคงไม่โชคร้ายขนาดนั้นมั้งคะ…” หญิงสาวบอกเสียงเบาอย่างไม่แน่ใจ เมื่อฉุกคิดตามคำพูดของคู่สนทนา
“พี่ไม่ส่งเราลงกลางทางแน่นอน เพราะฉะนั้น..เราต้องไปกินข้าวกับพี่ที่บ้านก่อน แล้วเดี๋ยวจะพากลับคอนโด”
รถฮอนด้าสีแดงเพลิง ได้เลี้ยวเข้ามาก่อนจอดนิ่งสนิทอยู่ที่โรงจอดรถภายในบ้านของตัวเองหลังจากที่ผ่านประตูบ้านที่เปิดด้วยระบบเปิด - ปิด อัตโนมัติเข้ามา บ้านของภูชิสส์ เป็บ้านเดี่ยวสไตล์โมเดิร์น รูปลักษณ์ภายนอกดูหรูหราแบบ Modern luxury โดยใช้สีโทนอบอุ่นของสีน้ำตาลและเทา โดยตัดรายละเอียดที่ไม่จำเป็ออกเพื่อเพิ่มบรรยากาศให้ดูโปร่งโล่ง เน้นความเป็ธรรมชาติโดยอาศัยต้นไม้ใหญ่เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกร่มรื่นผ่อนคลาย
ภูชิสส์ก้าวลงมาจากรถพร้อมกับมธุรส เธอมีความประหม่าเล็กน้อยเพราะว่าไม่ค่อยได้ไปทานข้าวที่บ้านคนอื่นเท่าไหร่ ยิ่งถ้าเป็นัดทานอาหารของครอบครัวด้วยแล้ว เธอยิ่งไม่ค่อยได้ััเลยถ้าไม่ใช่กับครอบครัวของตนเอง เนื่องจากตัวเธอเองนั้นเป็คนที่ค่อนข้างเก็บตัว หากแต่ในวันนี้กลับกลายเป็ว่าต้องมานั่งทานข้าวร่วมกับระดับผู้บริหารด้วยแล้ว เลยไม่รู้ว่าจะวางตัวยังไงถึงได้ตัดสินใจปฏิเสธออกไป หากแต่ว่ามันกลับไม่เป็ผล ชายหนุ่มเห็นท่าทางนิ่งคิดและลังเลของคนที่เขาพามาด้วยก็อดเป็ห่วงไม่ได้ จึงตัดสินใจพูดขึ้นมาเพื่อทำให้บรรยากาศรอบข้างที่ดูตึงเครียดนั้นผ่อนคลายลง
“ไม่ต้องเครียดนะ ให้คิดว่าตอนนี้กำลังทำงานอยู่” พูดจบเขาเดินนำเข้าไปในบ้าน มธุรสสูดลมหายใจเข้าออกยาวๆ เพื่อเรียกกำลังใจให้กับตนเองพลางรีบก้าวเท้าเพื่อเดินตามเข้าไปให้ทัน ถ้าหากเข้าไปช้ากว่าเ้าของบ้านเธอคงจะเก้อเขินน่าดู
“สวัสดีค่ะ” มธุรสยกมือขึ้นไหว้ทุกคนที่นั่งอยู่ภายในห้องรับแขกห้องใหญ่ ในขณะที่ทุกคนกำลังร่วมพูดกันกันอย่างสนุกสนาน ไม่เว้นแม้แต่หญิงสาวหน้าหวาน ท่าทางน่ารัก ที่รวบผมยาวสลวยสีดำขลับของตัวเองเอาไว้ครึ่งศีรษะ อยู่ในชุดเดรสแขนกุดสีเหลืองอ่อน
“เต้พาใครมาน่ะลูก?” สตรีร่างท้วมดูสมวัย หากแต่ยังคงมีเค้าความงามของสมัยที่ยังเป็สาวน้อยหลงเหลืออยู่ เอ่ยถามลูกชายเพียงคนเดียวอย่างสงสัย
“อ๋อ…คุณน้ำหวาน เลขาคนใหม่ของผมเองครับคุณแม่”
มธุรสยิ้มรับบางๆ หากแต่ในใจนั้นอยากจะหายตัวไปจากตรงนี้เสียเลยจริงๆ เพราะเธอรับรู้ได้ถึงบรรยากาศรอบตัวที่เริ่มอึดอัดและมีความไม่เป็มิตรที่พุ่งตรงเข้ามาปะทะอย่างที่ไม่สามารถหาคำอธิบายเป็คำพูดออกมาได้
“เริ่มมาทำงานั้แ่เมื่อไหร่ ทำไมแม่ไม่เห็นรู้เื่เลย?” ผู้เป็มารดายังคงซักต่ออย่างรู้สึกสงสัย เพราะจำได้ว่าลูกชายของเธอยืนกรานอย่างหนักแน่นว่าไม่ชอบทำงานร่วมกับผู้หญิง ไม่อย่างนั้นหญิงสาวน่ารักที่นั่งอยู่ข้างตัวของเธอตอนนี้จะต้องได้ทำงานในตำแหน่งนี้ไปนานแล้ว
“มาทำงานวันนี้เป็วันแรกครับ พอดีเมื่อเช้าผมพาเธอให้ไปดูงานด้วยกันที่ชลบุรีมา ก็เลยยังไม่ได้บอกเื่เลขาคนใหม่ให้ คุณพ่อกับคุณแม่รู้น่ะครับ”
คำว่า ‘ไปดูงานด้วยกัน’ ทำเอาสาวน้อยหน้าหวานที่นั่งอยู่ข้างตัวของผู้สูงวัยถึงกับนั่งหน้าตึงในทันที
“ถ้าอย่างนั้นแม่คิดว่า…”
“นี่คุณ..จะมาซักไซ้อะไรเยอะแยะมากมาย ลูกขับรถทางไกลมาเพิ่งกลับมาถึงบ้านเหนื่อยๆ ” ชยธรผู้เป็พ่อเอ่ยห้าม พลางลุกขึ้นจากโซฟาเป็คนแรก
“ในเมื่อเ้าเต้มาถึงแล้ว เราก็ไปกินข้าวกันเถอะ ป่านนี้ลูกคงหิวแล้วล่ะ”
ศศิภาคือคนที่ผูกขาดการสนทนาบนโต๊ะอาหารคู่กับกานต์ติมาผู้ที่เป็มารดาของภูชิสส์ ทั้งคู่คุยหัวเราะต่อกระซิกกันเพียง 2 คน ในขณะที่คนอื่นนั่งนิ่งเงียบฟังเพียงอย่างเดียวแบบไม่มีส่วนร่วมในวงสนทนานั้นเลย ยิ่งไปกว่านั้นผู้สูงวัยที่เป็ฝ่ายมาเยี่ยมเยือนพยายามพูดชมลูกสาวตัวเองอยู่อย่างเป็ระยะๆ สาวน้อยหน้าหวาน ทำได้แต่เพียงส่งยิ้มอย่างเอียงอายไปทางชายหนุ่มทุกครั้งที่ถูกพูดถึง
มธุรสสะดุ้งเบาๆ เมื่ออยู่ๆ ภูชิสส์ก็ตักทอดมันกุ้งมาใส่ในจานข้าวให้เธอ พร้อมราดน้ำจิ้มให้ด้วยอย่างเสร็จสรรพ
“คุณตาลทำเอง อร่อยนะ” ชายหนุ่มบอกก่อนชะงักไปนิดนึด แล้วอธิบายต่อเมื่อนึกได้ว่าคนตัวเล็กข้างตัวยังไม่รู้จัก
“คุณตาล เป็แม่ครัวที่ทำอาหารให้บ้านเรากินมานานมากแล้ว รสมือของคุณตาลทำอะไรก็อร่อยทุกอย่าง โดยเฉพาะทอดมันกุ้ง พี่ชอบมากเลย” ชายหนุ่มทอดเสียงหวานลงที่ท้ายประโยค
“ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวเอ่ยขอบคุณเสียงเบา เมื่อรู้สึกว่าการสนทนาบนโต๊ะทานอาหารได้หยุดชะงักลงอย่างกะทันหัน
“ที่บ้านของน้ำหวานทำงานอะไรเหรอ?” ประโยคคำถามนี้ดังออกมาจากหญิงสาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม แม้สีหน้าจะยิ้มละมุน หากแต่น้ำเสียงที่ได้ยินทำเอาคนฟังรู้สึกได้ถึงความไม่พอใจ
“ที่บ้านทำไร่ส้มค่ะ”
“เป็ชาวไร่เหรอคะ?”
“ใช่ค่ะ เป็ชาวไร่ และเป็เกษตรกรด้วย” มธุรสเชิดหน้าตอบอย่างภาคภูมิใจ
“ดีจัง เราไม่เคยทำไร่เลย อย่างเก่งก็ได้แต่คอยช่วยงานคุณแม่ทำธุรกิจเกี่ยวกับจิวเวอร์รี่นิดหน่อยๆ อะไรแบบนี้น่ะค่ะ คิดเหมือนกันว่าจะไปหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อเอามาใช้ในกิจการของครอบครัว แต่ว่าตอนนี้อีกใจก็อยากหาประสบการณ์ในการทำงานด้านอื่นๆ ไว้สักหน่อย”
มธุรสไม่ตอบ หากแต่ยิ้มให้นิดๆ
“เอาไว้ว่างๆ พาเราไปเที่ยวที่ไร่ของเธอบ้างนะ อยากััชีวิตของชาวสวน ชาวไร่”
“ได้สิคะ ถ้ามีโอกาส ยินดีที่จะพาไปเที่ยวแน่นอน” หญิงสาวตอบพลางคิดในใจ ‘รับรองถ้ามีโอกาส แม่จะจับหมกทำปุ๋ยหมักให้ดู คนอะไรไม่รู้จักกัน แต่พูดข่มั้แ่ครั้งแรกที่เจอหน้า น่าเกลียด’
“คุณแม่ครับ” ภูชิสส์เอ่ยขึ้นมา หลังจากที่เขาวางแก้วน้ำดื่มลงที่ข้างลำตัว “่นี้งานเยอะ ผมขอไปนอนค้างที่คอนโดนะครับ”
“อ้าว.. ทำไมละลูก เต้ก็ไปเช้า เย็นกลับ หรือกลับดึกๆ เหมือนเดิมก็ได้นี่นา”
“่นี้งานจะออกต่างจังหวัดบ่อยขึ้นครับ อยู่คอนโดมันใกล้กับออฟฟิศ ใกล้จุดขึ้นลงทางด่วนเดินทางสะดวกกว่า กลับมาถึงก็นอนพักได้เลยไม่ต้องขับรถมาไกล มีแค่นี้แหละครับที่ผมกลับมาบอกให้พ่อกับแม่ทราบ”
“แล้วเื่น้องขนมผิงที่จะทำงานกับเราล่ะเต้?” ผู้เป็แม่เริ่มทวงถามในเื่ที่ขอเอาไว้เมื่อวันก่อน ทำเอาคนที่ถูกพาดพิงถึงใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ
ชายหนุ่มหันมาทางหญิงสาวหน้าหวาน “เราทำอะไรเป็บ้าง?”
“สามารถใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำนักงานได้นะคะ แต่ว่าผิงยังไม่เคยทำงานที่อื่นเลยนะคะเคยแค่ช่วยงานคุณแม่บ้างเป็บางครั้ง แต่ถ้าหากพี่เต้จะกรุณาสอนงานผิง ผิงก็พร้อมที่จะเรียนรู้งานค่ะ”
“งั้น พี่ให้เวลาเตรียมตัว 2 วัน พี่จะให้ผิงเป็ผู้ช่วยของนาวิน”
ชื่อของผู้ชายที่ภูชิสส์เอ่ยออกมานั้น ทำเอามธุรสใจวูบไหว เธอไม่อยากได้ยินชื่อนี้อีกแล้ว กลับต้องมาได้ยินอีกครั้ง พยายามที่จะลืมไปแล้ว กลับถูกปลุกให้จดจำ
“ผมขออนุญาตลาเลยก็แล้วกันนะครับ พอดีว่าวันนี้หวานก็ไม่ค่อยสบาย ทำงานวันแรก เจองานหนักไปหน่อย สวัสดีครับ”
ผู้พูดยกมือไหว้ ทำเอาหญิงสาวที่ติดตามมาด้วยนั้นรอท่าอยู่แล้ว รีบไหว้ตามก่อนลุกขึ้นเดินตามภูชิสส์ออกไปอย่างคนรู้งาน
เสียงสัญญาณปลดล็อคประตูดังขึ้นพร้อมกับไฟหน้ารถที่กระพริบเป็จังหวะ 2 ครั้ง มธุรสรีบวิ่งไปดักหน้าภูชิสส์ที่กำลังจะเปิดประตูขึ้นรถเพื่อที่จะพูดกับเขา
“คุณทำแบบนี้จะไม่เป็การเสียมารยาทกับคุณพ่อคุณแม่ของคุณเหรอ มันดูไม่ค่อยดีนะคะ?” เธอเอ่ยถามอย่างกังวลใจ
คู่สนทนากระแอมเสียงดังในลำคอ ก่อนที่จะพูดขึ้นอย่างไม่ตรงคำถาม
“ใช้สรรพนามเรียกชื่อผิดอีกแล้วนะหวาน”
หญิงสาวถอนหายใจยาวอย่างเหนื่อยใจ
“แล้วพี่เต้ทำแบบนี้ จะไม่เป็การเสียมารยาทกับคุณพ่อ คุณแม่เหรอคะ” เธอถามซ้ำอีกครั้ง เริ่มที่จะเบื่อนิดๆ
“ไม่หรอก เพราะพี่รู้ว่าวันนี้คุณแม่ของพี่มีจุดประสงค์อะไร เรากลับคอนโดกันได้แล้ว เดี๋ยวพี่ไปส่ง”
“ไม่เป็ไรค่ะ เดี๋ยวหวานกลับแท็กซี่เองดีกว่า พี่เต้จะได้พักผ่อนด้วย หวานเกรงใจ ป่านนี้ในเมืองรถคงจะติดน่าดู”
“อย่าดื้อสิ ก็บอกแล้วไงว่าจะไปส่ง อีกอย่างถ้าพี่ไม่ไปส่งหวานที่คอนโด พี่จะกลับห้องไปนอนได้ยังไง?”
“ยังไงคะพี่เต้ คือ…หวานไม่เข้าใจค่ะ มันเกี่ยวอะไรกับหวานคะ?” มธุรสทำหน้างง
“อ้าว..เมื่อกี้นี้พี่ก็บอกแม่แล้วว่าตอนนี้พี่จะพักอยู่ที่คอนโด มันใกล้กับที่ทำงาน แล้วถ้าพี่ไม่ไปส่งหวาน พี่ก็กลับคอนโดไปนอนไม่ได้ เพราะว่าพี่กับหวาน เราพักอยู่คอนโดเดียวกันนะ รู้หรือเปล่า?” ชายหนุ่มยิ้มเ้าเล่ห์อยู่ที่มุมปาก
“หา!! ว่าอะไรนะคะ” หญิงสาวอุทานขึ้นมาเสียงดังอย่างใ ไม่น่าเชื่อเลยว่าคำว่าโลกแคบมันเป็แบบนี้นี่เอง