????
แม่ศรีประไพรู้ดี บ้านกงสีไม่ได้อยากให้ไฉเรียนต่อ จึงลองเอาพวกยาหอมไปฝากพร้อมช่วยพูดให้
ตามคาด เตี่ยของไฉอิดออด ไอ้ให้สอบนั่นแค่ให้ไปเป็เพื่อนลูกหลวงเวชวินิจ ไม่คิดว่าจะติดด้วยซ้ำ ประเมินลูกชายตัวเองต่ำไปหน่อย ครั้นสอบได้เลยลำบากใจ เพราะแค่ส่งจนจบมอหกก็เกินกว่าพ่อค้าคนหนึ่งจะร่ำเรียนได้แล้ว นี่กระไรไม่ได้หวังเข้ามหาวิทยาลัยเสียหน่อย คำนวนดูแล้ว รู้สึกไร้ประโยชน์ไม่คุ้มค่าสักนิด คิดคำนวนอย่างพ่อค้าเสร็จสรรพ จึงบอกให้ลูกชายตัดใจเสีย
ลูกชายตัวเองน่ะไม่เท่าไหร่ แต่เพื่อนลูกชายไม่ยอมแพ้นี่สิปัญหา
เ้าว่านยาเขียนจดหมายพร่ำพรรณนาถึงความจำเป็ของการศึกษา และความรู้สึกตนผ่านตัวหนังสือบรรจง ไฉจะเป็พ่อค้าตลอดชีวิตก็ไม่ผิด แต่อนาคตไม่แน่นอน ไฉไม่ใช่เถ้าแก่แซ่หลี่ วันหน้าหากค้าขายไม่รอด อยากรับราชการหรือสอบเป็ตำรวจ ครู มีตำแหน่งใหญ่โต การศึกษายิ่งสูงยิ่งมีภาษีมากกว่า ไปศึกษาก็ได้เส้นสายถือว่าเป็ประโยชน์อีกทาง เรียงร้อยถ้อยคำด้วยภาษาสละสลวยเรียบร้อย ก็ปิดผนึกหย่อนไปรษณีย์หาบิดาที่ตอนนี้ทำงานอยู่สุขศาลานคร์
รอสองสัปดาห์คุณพ่อก็เดินทางกลับถึงบ้านหันคา มาพร้อมของฝากเป็ปลาส้มกระบุงใหญ่และขนมเปี๊ยะไข่เค็ม
“คุงหลวงอย่ามาเกลี้ยกล่อมเลย เรียนไปก็เปลืองเงินเปล่าๆ โตขนาดนี้ควรทำงานทำการได้แล้ว”
ว่านยาเอาหูแนบผนังห้องโดยมีไฉซ้อนอยู่้า ด้านล่างเป็อาฉางวัยสิบขวบ เฉียนน้องน้อยสุดหน้าตาน่ารักตัวกลมมองเฮียสามคนในมือถือจานขนมเอ่ยถาม
“เฮียๆ ได้ยินด้วยเหรอ ตั้งไกล”
“ชู่ว” อาฉางลากน้องมาปิดปาก มองขนมในมือก่อนจะยกยิ้มกระซิบบอกพวกพี่
“เฮีย อั๊วสืบให้เอง” แย่งขนมในมืออาเฉียนมาถือ แล้วเดินไปคว้ากาน้ำชามาอีกใบ
เ้าฉางนั้นฉลาดเฉลียวหลบหลีกเก่ง ตอนไฉเข้าประถมถูกเพื่อนคอยว่ารังแก แม้จะสู้กลับแต่ยังไม่พ้นโดนติฉินนินทา ต่างจากเ้าฉางที่เข้าโรงเรียนแล้วมีพรรคพวกเป็โขยง ไม่ชอบใครก็คิดแผนชักใยให้คนตีกัน
ไฉดึงเฉียนที่กำลังจะโวยวายพี่ชายคนกลางเข้ามาปิดปาก หูไม่ได้ยินสักนิดว่าหลวงเวชวินิจกับเตี่ยคุยอะไรกัน เยี่ยมหน้ามองผ่านวงกบแล้วหลบวูบ สีหน้าแต่จะคนเคร่งเครียดเหมือนคุยเื่ค้าขายใหญ่โต ว่านยาก็เห็นเช่นนั้น เลยเงยหน้ามองคนพี่คิ้วย่นเข้าหากันตาเริ่มแดง ไฉถึงปล่อยมือจากน้องชายคนเล็กมาคว้ามือน้องชายนอกสายเืก่อน
“เฮีย” เ้าเฉียนทำเสียงขึ้นจมูก เฮียเอาใจแต่เฮียว่าน น้องแท้ๆ กลายเป็หมาหัวเน่าอยู่ร่ำไป
“ชู่ว เงียบ” กระซิบขู่น้อง
ตอนนั้นเ้าฉางก็ออกมาพอดี
“ว่าไง” ไฉถาม
“ป๊าไม่ยอมท่าเดียวเลย หลวงท่านกำลังช่วยพูดอยู่”
ว่านยาเม้มปาก ไฉเห็นแล้วถอนใจ รู้อยู่แล้วว่าต้องเป็อย่างนี้ ดึงคนขี้แงมาซุกอก ลูบหัว ตบหลังปลอบ เด็กๆ เห็นเลยช่วยกันตบหลังเฮียว่านด้วยอีกคน
“อาไฉ!! อยู่ข้างนอกใช่ไหม ลื้อเข้ามานี่” เตี่ยเรียกเสียงดังกังวาน
ไฉจำใจปล่อยเ้ายาส่งให้น้องๆ แล้วเดินเข้าห้องไป
“ลื้อสอบเข้าแผนกภาษาหรือ”
“ครับเตี่ย”
“อยากเรียนต่อจริงๆ ใช่ไหม”
เป็ครั้งแรกที่เตี่ยถามความคิดเห็น เดิมทีแกวางแผนชีวิตให้หมดแล้วว่าต้องเดินไปทางไหน ไฉชำเลืองมองหลวงเวชวินิจ ท่านพยักหน้าให้ เป็เชิงว่าตอบได้ตามจริง
“อั๊วเป็เตี่ยลื้อ ลื้อพูดมาเลย อยากทำอะไร” คนเป็พ่อเห็นลูกมองผู้ใหญ่อีกท่าน แม้สนิทกันแต่ก็จุกในใจอยู่ไม่น้อย เลยต้องเอ่ยปาก
“เตี่ย อั๊วอยากไปพระนครกับเ้ายา”
หลวงเวชวินิจกดยิ้มเล็กน้อย เตี่ยถอนหายใจ มองกาน้ำชาบนโต๊ะนิ่งครู่หนึ่ง มือยกเติมชาในถ้วยทั้งสองใบ ไฉได้แต่ก้มหน้านิ่ง รอฟังว่าผู้ใหญ่จะว่าอย่างไร
“อั๊วจะเปิดร้านที่คลองภาษีเจริญ ทุกวันหยุดลื้อต้องตรวจความเรียบร้อยของที่เหลือให้ตรงกับบันทึก และตรวจบัญชีร้านทุกเดือน” เตี่ยสั่งงานเหมือนสั่งลูกน้องในร้าน
“ทุกครึ่งปีต้องกลับมารายงานความคืบหน้าของร้าน สำคัญคือสองปีที่ไปเรียน อั๊วจะให้เงินจากค่าจ้างกับส่วนแบ่งกำไร อยากได้มากก็หาลูกค้ามา ค่าอยู่ค่ากินจัดการเอาเอง”
ใจความคือยอมปล่อยให้ไฉเรียนต่อพระนคร และเรียนรู้งานไปพร้อมกัน
“เตี่ย จริงเหรอ”
เตี่ยตวัดสายตา หนวดปลาดุกกระตุกยิก
“อั๊วบอกว่าจะไม่ให้เงินนอกจากค่าจ้าง ลื้ออยากไปนักก็ดิ้นรนเอาเองแล้วกัน ฮึ”
เตี่ยสะบัดหน้า ขณะที่คนเป็ลูกลงนั่งคุกเข่ากอดขาตนเขย่าดีใจ
ไฉดึงคอชายพุงพลุ้ยวัยกลางคนมาหอมแก้มซ้ายขวา จนได้ลูกถีบอย่างจังเข้าที่หน้าท้องให้กลิ้งหลุน
“อาไฉ อั๊วขนลุก โตๆ กันแล้ว อย่ามาทำเป็เด็กๆ ลื้อตัวเท่าอาเฉียนหรือไง”
เด็กตัวอ้วนกลมแก้มยุ้ยเป็ซาลาเปาได้ยินชื่อตัวเองก็โผล่หน้าออกมาจากกรอบประตู
“เตี่ยเรียกหนูเหรอ”
“นี่ลื้อแอบฟังผู้ใหญ่คุยกันรึอาเฉียน เดี๋ยวจะโดนไม้เรียว”
เ้าซาลาเปาส่ายหน้าหวือ ชี้นิ้วไปยังเฮียๆ ที่หลบเป็จิ้งจกเกาะผนัง
“หนูเปล่า เฮียต่างหากที่แอบฟัง”
“เจี่ยะป๊าบ่อสื่อ ไอ้เฉียน อยากตายเหรอ” อาฉางกัดฟันเขม่นตาใส่น้อง แต่อาเฉียนหัวไว รีบวิ่งเข้าไปหาบิดาก่อนจะถูกพี่ชายคนกลางกินหัว
“อาฉาง! ออกมา”
เ้าของชื่อสะดุ้งโหยง มองหน้าว่านยาแหยๆ เยี่ยมหน้าให้บิดาเห็นเพียงนิด
“เตี่ย อั๊วแค่จะมาเติมชาให้”
หลวงเวชวินิจยิ้มน้อยๆ กับสถานการณ์ในบ้านกงสี เห็นเื่ทุกอย่างจบลงด้วยดีก็ขอตัวกลับ เดินออกมาจึงเห็นลูกชายตนเองที่ยืนรออยู่
“ไปกันเถอะเ้ายา แม่เรารออยู่”
????