จอมดาบจ้าวมนตรา

    โดนจับได้

    ชายหนุ่มทั้งสองเมื่อผ่านประตูชั้นในเข้าไป จึงพบกับรองผู้บัญชาการกองทัพหลิวจั้น ซึ่งกำลังตรวจสอบคัดกรองเหล่าศิษย์ใหม่ ที่ทางตำหนักเทพสวรรค์ได้ส่งเทียบเชิญไปให้อีกครั้งหนึ่ง โดยการยืนยันตัวตนนี้จะใช้วิธีหยดโลหิตลงบนป้ายรับเชิญประจำตัวของแต่ละคน ถ้าเป็นตัวจริงป้ายรับเชิญจะเปล่งแสงเจิดจ้าออกมา แต่ถ้าเป็นผู้แปลกปลอมป้ายรับเชิญจะหม่นหมอง ที่มันไม่ตรวจสอบโดยใช้วิธีแต่แรกก็เพื่อหลอกให้ตายใจ จะได้ถูกทหารโอบล้อมไม่อาจหลบหนีออกจากเมืองหนานเยี่ยนั่นเอง 


      องค์ชายทั้งห้าก่อนหน้านี้ได้ผ่านการตรวจสอบยืนยันตัวตนเป็นที่เรียบร้อย สำหรับขั้นตอนนี้องค์หญิงสามได้ตระเตรียมการทุกอย่างเป็นอย่างดี ด้วยการใช้หยดเลือดของหวางเหลียนใส่ลงในเมล็ดข้าวสารีทิพย์ ที่มีคุณสมบัติพิเศษในการเก็บของเหลวให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ วิธีใช้งานเพียงแค่นำโลหิตออกมาหยดตรงปลายนิ้ว โลหิตนั้นจะไหลซึมเข้าไปแทนที่เลือดของตน ซึ่งมันสามารถคงสถานะนี้ไว้ได้นานถึง 1 ชั่วยามโดยไม่มีผลแทรกซ้อนแต่อย่างใด หลี่หมิงสามารถหลบรอดการตรวจสอบของรองผู้บัญชาการหลิวจั้นไปได้อย่างง่ายดาย


      "องค์ชายทุกท่าน จะต้องไปพักที่จวนแม่ทัพใหญ่ ซึ่งทางเราได้จัดเตรียมสถานที่เอาไว้อย่างดีเยี่ยม รวมถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มแข็ง รอจนถึงวันพรุ่งจะมีการทดสอบขั้นตอนสุดท้าย ก่อนจะเข้าเป็นศิษย์ของตำหนักเทพสวรรค์อย่างเป็นทางการ โดยคืนนี้ท่านแม่ทัพฮั่นเฉิงเยียนจะจัดงานเลี้ยงรับรองทุกท่าน" รองผู้บัญชาการหลิวจั้นกล่าวจบ ก็จัดเตรียมรถม้า 3 คัน ส่งเหล่าเชื้อพระวงศ์ทั้ง 7 ท่าน ไปที่จวนแม่ทัพใหญ่


      หลี่หมิง,หยวนไท่ ได้นั่งมากับองค์ชายแปดเว่ยซวีแห่งอาณาจักรเว่ย ซึ่งอยู่ติดชายแดนของอาณาจักรไท่หยางทางทิศตะวันออก องค์ชายผู้นี้อายุ 15 ปีหน้าตาดีมีสง่าราศีท่าทางเย่อหยิ่ง มันนั่งเงียบแต่ใช้หางตามองอย่างเหยียดหยาม ถึงแม้อาณาจักรไป๋ฮู่จะเป็นดินแดนขนาดใหญ่อันดับ 5 แต่เพราะอากาศหนาวเหน็บขาดแคลนอาหารผู้คนยากไร้เบาบาง จึงเป็นอาณาจักรที่อ่อนแอที่สุดในอาณาจักรทั้ง 9 ซึ่งเป็นที่รังเกียจเหยียดหยามดูแคลนเรื่อยมา ท่าทีของมันทำให้หยวนไท่อดบังเกิดโทสะไม่ได้


      "ข้าคือองค์ชาย 5 หยวนไท่ เป็นเชื้อพระวงศ์เช่นเดียวกันกับเจ้า ถึงเจ้าจะไม่คิดคบหาข้า ก็ไม่ควรมองด้วยสายตาเหยียดหยันเช่นนี้"


      องค์ชายเว่ยซวีแค่นหัวเราะแล้วกล่าวด้วยเสียงเหยียบเย็น "อาณาจักรที่ยากไร้อ่อนแอไร้อารยธรรมอย่างไป๋ฮู่ ไม่คู่ควรจะมาเป็นศิษย์ของตำหนักเทพสวรรค์ "


      หยวนไท่ได้ฟังถึงกับปะทุไฟโทสะ กล่าวด้วยเสียงขุ่น "ไป๋ฮู่ของข้ามีดินแดนมากกว่าอาณาจักรเว่ยถึง 2 เท่า มิหนำซ้ำยังสืบเชื้อสายราชวงศ์มากกว่า 2,000 ปี แต่อาณาจักรเว่ยเพิ่งก่อตั้งราชวงศ์มาได้เพียง 800 ปีเท่านั้น ถ้าเทียบเรื่องกำลังทหารอาณาจักรของข้ามีกองกำลังเกิน 1 ล้าน มากกว่าอาณาจักรเว่ยถึง 3 เท่า ข้าต่างหากที่ควรจะดูถูกพวกเจ้า"


      เว่ยซวีหัวเราะลั่นขบขันกับหน้าตาที่แค้นเคืองขององค์ชายแดนเหนือ "จริงอยู่ที่อาณาจักรเว่ย มีดินแดนอยู่ในการครอบครองน้อยที่สุด แถมยังมีชายแดนอยู่ติดกับอาณาจักรทั้ง 5 แต่พวกเราก็มีกองทัพที่เข้มแข็งเป็นอันดับสามของทวีป มีผู้ฝึกตนระดับที่แท้จริงมากมายราวกับเม็ดทราย และเป็นดินแดนที่ถูกสร้างโดยตำนานระดับเซียนขอบเขตจักรพรรดิหยุนเทียนหลง" มันแย้มยิ้มอย่างภาคภูมิใจ ที่อาณาจักรเว่ยถึงจะมีขนาดเล็กรายล้อมด้วยเสือสิงห์กระทิงแรดถึง 5 อาณาจักร แต่สามารถประคองบ้านเมืองอยู่ได้ ก็เพราะความแข็งแกร่งของอัจฉริยะมากมายที่ส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่น ทำให้หยวนไท่ไม่อาจโต้แย้งกับความเป็นจริงในข้อนี้ ได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความเคืองแค้น 


      งานเลี้ยงใหญ่ที่แม่ทัพฮั่นเฉิงเยียนจัดขึ้นนับว่าสมเกียรติเป็นอย่างยิ่ง สร้างความพออกพอใจให้กับเหล่าเชื้อพระวงศ์ต่างแคว้นทั้ง 9 ซึ่งนับว่าเป็นอีกหนึ่งปีที่แม่ทัพฮั่นเฉิงเยียนเป็นตัวแทนขององค์ฮ่องเต้ในการรับรอง องค์ชายทั้ง 6 ท่าน องค์หญิง 3 ท่าน และราชนิกุลอีก 16 ท่าน นอกจากอาหารอร่อยดนตรีไพเราะแล้ว ก็มีแต่การคุยข่มยกตนเหนือท่านของเหล่าเชื้อพระวงศ์ต่างแคว้น นับว่าเป็นงานสังสรรค์ที่น่าเบื่อโดยแท้


      ครั้นถึงรุ่งอรุณขบวนรถม้าทั้ง 9 คันกับกองกำลังคุ้มกัน 1,000 นาย ได้พาเหล่าศิษย์ใหม่ของปีนี้จำนวน 25 คน ขึ้นเขาไปส่งยังตำหนักเทพสวรรค์ ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาเทียนฉื่อที่สูงเสียดฟ้า เมื่อเข้าเขตตำหนักเทพสวรรค์ในระยะ 50 ลี้ ก็มีผู้อาวุโสของตำหนักเทพสวรรค์ลอยตัวอยู่กลางอากาศออกมาต้อนรับ เขามีนามว่าเหวยคังหนึ่งในสภาเซียนของตำหนักเทพสวรรค์ ซึ่งอาวุโสเหวยคังนั้นเป็นหัวหน้าตึกลงทัณฑ์ เป็นผู้ฝึกตนระดับเซียน ขอบเขตเซียนปัฐพีขั้นกลาง นับว่ามีฝีมือรองจากเจ้าตำหนักเทพสวรรค์วูซูสื่อเสียน ซึ่งฝึกฝนถึงขั้นขอบเขตเซียนสวรรค์ขั้นปลาย


      เหวยคัง ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่บนกระบี่ทะยานเมฆ ผมสีเงินหนวดเครายาวสวมชุดคลุมสีแดงเข้มโบกสะบัดพลิ้วไหวไปตามสายลม กล่าวอย่างอ่อนโยน "ขอบคุณท่านรองผู้บัญชาการ ที่เป็นธุระมาส่งศิษย์ใหม่ของสำนักเรา ข้าเหวยคังต้องขอบคุณท่านเป็นอย่างยิ่ง" รองผู้บัญชาการหลิวจั้นประสานมือคำนับตอบตามธรรมเนียม แล้วจึงพากองกำลังอารักขาทั้งหมดลงจากเขาไป


      "พวกเจ้าทั้งหลายตามข้ามา เดินตรงไปข้างหน้าอีกราว 20 ลี้ก็จะถึงทางผาขาด เมื่อข้ามสะพานไม้ลอดอุโมงค์ถ้ำไปอีกราว 30 ลี้ ก็จะถึงตำหนักเทพสวรรค์ "


      เมื่อเดินทางมาถึงหน้าผาขาด เหวยคังพลันหยุดชะงักค้างกลางอากาศ มันมองลงมาเบื้องล่างด้วยสายตาเหยียบเย็น พลางเปล่งเสียงคำรามราวกับฟ้าร้อง "บังอาจสิ้นดี ไม่คิดว่าจะมีคนถ่อยอาจหาญลวงตาข้า ระดับฝีมือไม่ถึงเกณฑ์กลับคิดคดจะเข้าตำหนักเทพสวรรค์ มันจะดูถูกข้าเหวยคังเกินไปแล้ว" มันพูดจบฟาดฝ่ามือจากบนฟ้า เล็งลงมายังที่หลี่หมิงยืนอยู่




    คล้ายกับเรื่องจอมดาบจ้าวมนตรา ที่คุณอ่าน