ตอนที่หนึ่ง พ่อของข้า
ณ กระท่อมท้ายสวน
เช้ามืดของอีกวัน
“ร้องโหยหวลขาดสติเหมือนหมาโดนน้ำร้อนขอรับแม่หญิง กว่าจะสงบลงได้ก็เกือบรุ่งสางขอรับ”
“มันหลับได้ก็ดีแล้วล่ะเ้าค่อม ให้มันได้พักฟื้นเอาแรง แล้วเื่ที่ทางที่จะให้ไอ้จ่อยได้ไปอาศัยในภายหน้าเอ็งฝากฝังกับไอ้แดงว่ากระไรบ้างล่ะ”
“เ้าคุณบวรเทศน์ เอ่อ... เ้าประคุณบัวผันฝากความกับไอ้แดงมาว่า ให้ไอ้จ่อยมันไปรับใช้ใต้ร่มผ้าเหลืองท่านก่อนขอรับ คราวเมื่อมันครบขวบปลงผมก็ค่อยให้ไอ้จ่อยมันบวชเณร เ้าประคุณท่านว่าเช่นนั้นขอรับแม่หญิง”
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว เอายานี่ไปต้มไฟอ่อน ๆ ให้มันกินเสียให้ครบมื้อ” ท่านหญิงพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความห่วงใยและอบอุ่นนัก
“ขอรับแม่หญิง บุญของไอ้จ่อยมัน”
“เช้ามาเห็นท่านหมื่นบอกว่าไม่สบายตัวเหมือนจะมีไข้ ข้าก็เลยต้องไปธุระแทนท่านที่คุ้มใต้"
"ขอรับแม่หญิง ให้เป็หน้าที่ข้าเถิด"
"เช่นนั้นข้าไปล่ะ..." แม่หญิงอ้อยอิ่งหรือคุณหญิงประนอมทิพย์ ท่านหญิงในหมื่นวรเดชหยุดเพียงครู่ให้ความเงียบงันเข้ามาแทรก
"เ้าค่อม” ท่านหญิงมองลอดบานหน้าต่างกระท่อมออกไปไกล คล้ายว่าเหม่อคิดถึงเื่ราวในอดีต
“ขอรับแม่หญิง”
“ช่วยให้ไอ้จ่อยมันมีชีวิตอยู่ต่อด้วยนะ ช่วยให้มันได้เห็นโลกกว้างใบนี้ วาสนามันน้อยนักแต่ให้ไอ้จ่อยมันอยู่รอดได้เห็นความเติบใหญ่ของตัวมันเองในภายหน้าด้วย เ้าเองก็เช่นกันยกโทษให้ข้าด้วยเ้าค่อมเอ๋ย... วาสนาเ้าก็ไม่ต่างจากมัน”
"แม่หญิงอย่าได้ห่วงคนแก่เฒ่าชราเช่นข้าเลย บัดนี้ชีวิตข้าหา้าสิ่งใดอีกแล้วขอรับ" ผู้เฒ่ายิ้ม
“เช่นนั้นข้าขอเ้ากับไอ้จ่อยโปรดอภัยให้ท่านหมื่นด้วยเถิด ท่านเพียงแต่พลั้งมือไปเท่านั้น”
“ข้าเข้าใจดีขอรับแม่หญิง ไอ้จ่อยเองมันก็ยังเด็กเล็กนักมันไม่ถือโทษโกรธเคืองอันใดนายท่านดอกขอรับ”
“เ้าจงรีบดูใจมันเสียเถิด เฝ้ารักษาเยียวยาไอ้จ่อยมันให้ดีขึ้นครั้นถึงโมงยามคราวที่มันต้องไปอยู่กับเ้าประคุณข้าจะแจ้งฝากฝังแก่ท่าน บารมีท่านมากหลายเป็บุญแท้”
“ขอรับแม่หญิง แม่หญิงอย่าได้กังวลเป็ห่วงมันเลย ข้าจะดูแลมันให้หายดีขอรับ”
ก่อนที่คุณหญิงจะเดินออกไป ข้าพยายามทบทวนและทำความเข้าใจในถ้อยคำบทความสนทนาของทั้งคู่ หากแต่ความเหนื่อยหล้าที่เกิดขึ้นมันมีมากเหลือเกิน ดวงตาของข้ายังหนักอึ้งไม่สามารถเปิดตามาดูใครได้ มันปวดร้าวไปทั้งตัว จากเหงื่อที่แตกพลั่กข้ากะเกณฑ์จากอาการของตัวข้าเองในตอนนี้ ก็คาดเดาได้ไม่ยากนักว่าตัวข้ามีไข้เสียแล้วและมันก็หนักหนาเอาเื่ เมื่อข้าพยายามคิดทบทวนอย่างหนักหน่วงกับเื่ราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ผสมปนไปกับไข้ที่กำลังก่อตัวขึ้นตัวข้าก็ผลอยหลับไปอีกครั้ง
เช้าของวันถัดไป
ข้ารู้สึกตัวตื่นขึ้น ครานี้ดูโปร่งโล่งมีเรี่ยวแรงมากกว่าเมื่อวาน แต่บนหัวก็ยังคล้ายว่าโดนทุบด้วยไม้ขนาดใหญ่อยู่ดี ถึงจะรู้สึกตัวแต่ข้ายังไม่กล้าลืมตาขึ้นได้แต่ภาวนาให้มันเป็เพียงฝัน
“เออข้าก็สงสารมันอยู่หรอก แต่จะช่วยอะไรไอ้จ่อยมันได้” มีเสียงของผู้หญิงแว่วมาจาง ๆ ทางฝั่งด้านหน้าของกระท่อม
“ข้าก็จนปัญญาแม่มึง อดสงสารมันไม่ได้ ยังไงซะเราก็คงต้องไปกันก่อนปล่อยให้ตาค่อมเฝ้าไข้มันไปพราง”
“เช่นนั้นเห็นทีเราจะต้องไปแล้ว” ผู้หญิงว่า
“ข้ากับเมียข้าขึ้นเขากันก่อนนะตาค่อม” เสียงชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันะโบอกลุงค่อมก่อนจากไป ข้ารีบเปิดตาโพร่งขึ้น...
“ตื่นแล้วรึ" ชายหลังค่อมเอ่ยถามทันทีที่เห็นข้าตื่น
"ข้าเอาผ้าขาวชุบน้ำอุ่นมาเช็ดหน้าเช็ดตาให้เ้าหน่อย จะได้สดชื่นขึ้น”
ชายหลังค่อมยังอยู่ที่นี่ มันไม่ใช่ความฝันมันเป็เื่จริงเช่นนั้นหรือ...
“ท่านลุง ข้าอยู่ที่ใดกัน” ข้าเอ่ยถามชายหลังค่อมไปทันที
“ไอ้จ่อยเอ้ย คราวนี้เอ็งคงโดนหนักจริง ๆ ถึงกับสติเลอะเลือนความทรงจำหายไป พูดจารึก็แปลกความ”
ชายหลังค่อมพูดเสียงสั่นเครือพรางน้ำตาไหลคลออาบแก้ม จะว่าไปก็คงจะจริงตัวข้าคงจะโดนหนักเอาการ หนักถึงขั้นว่าข้าไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่และมาเจอกับเื่ราวเหล่านี้ได้อย่างไรกัน ตัวข้าเป็ใครอยู่แห่งหนตำบลใดเป็ลูกเต้าเหล่าใคร ซ้ำร้ายกว่านั้นกระทั่งชื่อตัวข้าเองก็หาจำได้ไม่
“ไอ้จ่อย เอ็งจำอะไรไม่ได้เลยเชียวรึ” จ่อยเช่นนั้นหรือ เป็ชื่อของข้าสินะ
“เอ่อ ไม่... ข้าจำอะไรไม่ได้เลย” ข้าพูดตะกุกตะกัก เพราะข้าพึ่งจะนึกขึ้นได้ว่าถ้อยภาษาของท่านลุงรวมทั้งคุณหญิงและผู้คนระแวกนั้น ฟังแปลกพิกลคล้ายว่าตัวข้าเองไม่คุ้นเคยแต่ก็เข้าใจได้ หรือข้าจะอยู่ ณ ที่แห่งใดอันแสนจะไกลโพ้นนะ แล้วทำไมต้องมาอยู่ที่นี่...
"เอ็งกินยาเสียก่อน ประเดี๋ยวข้าจะได้ป้อนข้าวป้อนน้ำเอ็ง"
ท่านลุงพยุงข้าให้ลุกขึ้นนั่งและช่วยเช็ดหน้าเช็ดตาให้ เพราะแขนสองข้างของข้ามันยังขยับเองไม่ได้แม้แต่น้อย
"ไม่ต้องหรอกลุง"
ข้ามึนหัวพานให้ไม่หิวหรือไม่อยากจะกินอะไรเลย ยังไม่ทันจะขาดคำดีนัก
"เอ็งเลิกเรียกข้าว่าลุงเสียที ข้าเป็พ่อของเอ็งนะไอ้จ่อย" ท่านลุงว่า
"ข้าเป็พ่อของเอ็ง"
ท่านลุงเอ่ยอีกครั้ง ข้าได้แค่จำต้องกินยาหม้อที่ท่านพยายามค่อย ๆ ยกถ้วยป้อนใส่ปากให้
"โอ้ย ขมจัง"
"ก็เออสิวะ หวานเป็ลมขมเป็ยาท่านจะว่ารึ เอ็งก็รีบกินซะจะได้ฟื้นตัวเร็ว ๆ"
ที่ท่านลุงพูดก็ถูกถ้ายิ่งหายเร็วข้าเองก็จะได้มีแรงสืบค้นว่าเป็ใครมาจากไหนและมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ถ้าหายดีสุขภาพกลับมาดังเดิมสติความทรงจำข้ามันอาจจะกลับมาอีกครั้งก็ได้ ข้ากลั้นใจซดยาต้มขม ๆ ที่ท่านลุงป้อนจนหมดรวดเดียว ชั่วอึดใจหลังข้าซดยาหม้อจนเกลี้ยงท่านลุงก็ยกข้าวต้มชามใหญ่เข้ามาให้ข้า ระหว่างที่ท่านป้อนข้าวนั้นท่านลุงก็เล่าเื่ราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นให้ข้าฟัง ท่านลุงทำเช่นนี้ทุกวัน
“ท่านลุง..เอ่อ ท่านพ่อ ปีนี้ข้าอายุกี่ขวบแล้ว”
ผ่านไปราว 4 วันเห็นจะได้ ข้าก็นึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองนั้นมาอยู่ที่นี่ตอนอายุกี่ขวบกันนะเพราะมองจากผิวพรรณ นิ้ว เล็บ และสารขันธ์ต่างๆ ของร่างกายเท่าที่พอเห็นได้ มันให้รู้สึกว่าร่างนี้ยังเยาว์นัก
“ปีหน้าแรม 15 ค่ำเดือน 9 เอ็งก็จะครบขวบโกนจุก เช่นนั้นปีนี้เอ็งก็ 12 ขวบย่าง 13 ขวบ เอ็งจะถามทำไมรึ?”
“ป่าว ท่านพ่อ ไม่มีอะไร”
มาถึงตอนนี้ข้าเรียกลุงค่อมว่าท่านพ่อตามน้ำไป มีเผลอเรียกท่านว่าลุงอยู่บ่อยครั้งใน่เรกก็โดนท่านว่าเอาประจำ เช่นนั้นแล้ว จากนี้ไปข้าเองคงต้องเรียกท่านลุงว่าพ่อสืบไปจนกว่าจะรู้เื่ราวในอดีตกระจ่างชัด พ่อของข้าเล่าเื่ต่าง ๆ ให้ฟังทุกครั้งระหว่างที่ท่านป้อนข้าวป้อนน้ำให้ ท่านพ่อย้ำออกบ่อยว่าอย่างน้อยก็จะได้เตือนความจำของข้าที่มีต่อที่แห่งนี้และผืนแผ่นดินเกิด แกมีบ่นบ้างแต่ดูจากรอยยิ้มที่เปื้อนตรงมุมปากของท่านข้าก็พอจะเข้าใจได้ว่าท่านพ่อรักไอ้จ่อยซึ่งเป็ลูกของแกมาก และคงดีใจที่เห็นข้าในร่างไอ้จ่อยอาการดีวันดีคืน
“ท่านพ่อ ทำไมท่านหมื่นลงโทษข้าซะเสียอาการแบบนี้ล่ะ ท่านก็เห็นว่าแขนข้าทั้งสองข้างแทบจะพิกลพิการ”
ข้าอดใจที่จะถามถึงเหตุการณ์นี้ไม่ได้ เพราะให้รู้สึกว่ามันไม่เป็ธรรมเอาเสียเลยที่หมื่นใจร้ายนั่นจะโมโหโกรธาอะไรหนักหนาถึงต้องลงไม้ลงมือกับเด็กอย่างข้าจนแทบปางตาย ท่านจึงเล่าให้ข้าฟังถึงเื่ที่ข้าโดนแส้ของท่านหมื่น เพียงเพราะว่าข้ากับไอ้ผินลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของท่านพากันไปเที่ยวเล่นที่ป่าท้ายทุ่งจนมืดค่ำ ขากลับตัวข้าเองดันทิ้งไอ้ผินไว้ท้ายทุ่งคนเดียวซึ่งมันก็ไม่ได้ไกลจากบ้านมากนัก แต่พอตกค่ำมันมืดแล้วไอ้ผินเกิดกลัวจนขาไม่ขยับเลยยืนร้องให้โฮดังลั่นอยู่ท้ายทุ่งนั่นล่ะ จนอีเอี่ยนข้ารับใช้ของท่านหมื่นไปเจอเข้าเลยพานให้เป็เื่อย่างที่เห็น
“เ้าอย่าได้ถือโทษโกรธเคืองนายท่านเลยไอ้จ่อยเอ๋ย ท่านเพียงพลั้งมือไปเหตุเพราะเื่ราวกวนใจนายท่านนั้นมากหลายท่านเลยทำถึงเพียงนี้ นายหญิงและบ้านใหญ่ต่างก็ห่วงใยเ้า”
“ข้าเองก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจดอกท่านพ่อ ท่านอย่าได้กังวลไปเลย” ข้าบอกท่านพ่อไปแม้จะไม่ตรงกับใจนักก็ตาม
“เ้าดูผิดไปจากแต่ก่อนมากเลยนะ ถ้อยวาจาเ้าดูเป็ผู้ใหญ่รู้ความต่างจากไอ้จ่อยเมื่อคราวก่อน ทั้งที่ก่อนนี้เ้ายังเป็เด็กที่เอาแต่ใจ เห็นทีข้าจะต้องไหว้วานนายท่านหวดเอ็งทุกคราวที่ดื้อดึงไม่ฟังข้า”
ท่านพ่อกับข้ามองหน้ากันพร้อมกับยิ้มร่า พ่อของข้าก็เล่าเหตุการณ์ทั้งที่พึ่งจะเกิดขึ้นไม่นานมานักรวมถึงเื่ราวต่าง ๆ ในอดีตให้ฟังจนผ่านวันเป็คืนผ่านคืนเป็เดือน กระทั่งล่วงเข้าเดือนที่สามข้าจึงเริ่มพยุงตัวเองเดินด้วยไม้เท้าที่พ่อของข้าทำเป็ไม้ง่ามให้ ข้าจึงได้กระโผลกกระเผลกออกจากกระท่อมหลังน้อยบ่อยขึ้น ทำให้ข้าได้เห็นชีวิตของที่นี่ ชีวิตของผู้คน บ้านเรือน คันนาและทุ่งหญ้า "บ้านโพธิ์"