พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 39 เป็นเพียงคนเดินผ่านไปมาบนท้องถนนเท่านั้น

            เหอตังกุยเข้าใจความหมายที่เขาเอ่ยถาม พลางคิดในใจ “เจ้าหน้าน้ำแข็งก็นินทาผู้อื่นเป็นเหมือนกัน” ครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงเอ่ยตอบ “สนามแม่เหล็กของเราทั้งสองต่างกัน พวกเราจะเจ็บปวดหากอยู่ด้วยกันนานเกินไป”

            “สนามแม่เหล็ก?” เกาเจวี๋ยหันกลับมา คิ้วเข้มได้รูปขมวดมุ่นพลางเอ่ยถาม “หมายความว่าอย่างไร?”

            “ความหมายคือ...คุณชายต้วนเป็นคนดี แต่ข้าเป็นคนเลว ข้าไม่สามารถให้สิ่งที่เขาต้องการได้และสิ่งที่ข้าต้องการเขาก็ให้ไม่ได้เช่นกัน” เหอตังกุยทอดตามองนกกระจิบจิกกินอาหารริมทาง ก่อนจะคลี่ยิ้มบาง “มีบุรุษที่ดีประเภทหนึ่ง สตรีเห็นคราใดก็อยากจะเป็นแม่สื่อให้แก่เขา แต่กลับไม่ได้อยากเก็บเขาไว้ให้ตัวเอง ใต้เท้าเกา ท่านคิดว่าเพราะเหตุใด?”

            “เพราะเหตุใด?” เกาเจวี๋ยถามกลับ

            เหอตังกุยกวักมือเรียกเจินจิ้งที่อยู่ด้านหลัง ก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ใต้เท้าโปรดอภัยข้าด้วย พวกเราทั้งสองอดอยากมาก ไม่ได้กินอิ่มมาหลายวัน เมื่ออิ่มท้องแล้วค่อยตอบคำถามของใต้เท้าก็แล้วกัน ไปกันเถอะ”

            เกาเจวี๋ยอ้าปากจะเอ่ยบางสิ่ง ทันใดนั้นพลันเปลี่ยนเป็นสีหน้าเย็นชา หูซ้ายของเขาได้ยินเสียงเคลื่อนไหวบางอย่าง จึงหันมองท้องฟ้าทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เหอตังกุยเหลือบมองตามก็เห็นรากเล็กของต้นไทรที่ย้อยปกคลุมหนาทึบสั่นไหวน้อย ๆ ทว่าต้นไม้โดยรอบกลับไม่เคลื่อนไหว นี่คือ...

            ขณะเหอตังกุยกำลังจะเอ่ยถามเกาเจวี๋ยว่ามองอะไร ก็มีคนลงมาจากรากไทรที่สั่นไหวเมื่อครู่ ดูใกล้ ๆ แล้วกลับกลายเป็นสตรีร่างเล็กผู้หนึ่ง

            เกาเจวี๋ยขมวดคิ้วพลางก้าวไปข้างหน้าหลายก้าว ก่อนจะเอ่ยตำหนิไปยังถนนฝั่งตรงข้ามเสียงดัง “เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร? ใครมากับเจ้าบ้าง? แล้วมาถึงเมื่อไหร่?”

            สตรีผู้นั้นตกต้นไม้กระแทกพื้นอย่างแรง พยายามลุกสองสามครั้งจึงจะลุกขึ้นได้ นางวิ่งมายังถนนอีกฝั่งด้วยร่างโงนเงนพลางเช็ดน้ำตา “ท่านดุข้าหรือ ไม่เห็นหรืออย่างไรว่าข้าตกต้นไม้ เห็นหน้าข้าทีไรเป็นต้องดุข้าทุกที หากกลับไปเมื่อไหร่ ข้าจะบอกท่านพี่...”

            เหอตังกุยเหลือบมองเกาเจวี๋ย ริมฝีปากเขาขบแน่น สีหน้าเคร่งเครียดยิ่งนัก มืดครึ้มราวฝนกำลังจะตกก็ไม่ปาน ขณะนี้สตรีผู้นั้นวิ่งมาใกล้แล้ว ที่แท้ก็เป็นเด็กสาวอายุราวสิบสี่สิบห้า นางตัวสูงกว่าเหอตังกุย สวมชุดสีแดง ด้านหลังมีธนูสีเงินแขวนอยู่

            ขณะที่เหอตังกุยมองพิจารณาสตรีชุดแดงอยู่นั้น อีกฝ่ายก็มองพิจารณาตนเช่นกัน แววตาของนางเสมือนซ่อนดาบเอาไว้ ช่างแหลมคมเสียจนคนมองไม่สบายใจ

            “นี่ เจ้าเป็นใคร?” เด็กสาวชุดแดงเอ่ยถาม ลักยิ้มพลันปรากฏบนแก้มทั้งสองของนาง

            “เป็นคนที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอันใดกัน” เหอตังกุยครุ่นคิดก่อนเอ่ยตอบ

            “หมายความว่าอย่างไร?” เด็กสาวขมวดคิ้วมุ่น แววตาเล็กหยีราวกับแต้มสี ปลายจมูกงุ้มเล็กน้อย แม้ใบหน้าจะงดงาม แต่ก็ปกปิดความเป็นเด็กไว้ไม่มิด

            เหอตังกุยเอียงศีรษะกล่าว “ข้าเป็นคนเดินถนนคนที่หนึ่ง แม่นางเป็นคนเดินถนนคนที่สอง พวกเราพบกันบนถนนเส้นนี้โดยบังเอิญ จำเป็นต้องเอ่ยถามชื่อแซ่หรือไม่?”

            เด็กสาวชุดแดงพิจารณาแววตาของเหอตังกุยด้วยความไม่พอใจอีกครั้ง ก่อนจะหันไปถามเกาเจวี๋ย “พี่เขย นางเป็นใคร? ท่านซื้อสาวใช้คนใหม่หรือ?”

            เกาเจวี๋ยเอ่ยถามคำถามเมื่อครู่อีกครั้ง “พูดมา เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร? มาถึงตอนไหน? มีองครักษ์มากับเจ้าด้วยหรือไม่?”

            เด็กสาวมุ่ยปากพลางเอ่ยด้วยความน้อยใจ “ข้ามาหาท่านพี่ต้วน เหตุใดต้องดุข้าถึงเพียงนั้นด้วย? หรือเพราะท่านซื้อสาวใช้งดงามผู้หนึ่ง จึงดึงหน้าใส่ข้าเช่นนี้? พี่เขยไม่ต้องกังวล ข้าแอบออกมาคนเดียว หากท่านไม่เปิดเผยความลับข้า ข้าก็จะไม่เปิดเผยความลับท่าน...”

            เกาเจวี๋ยเอ่ยแทรกอย่างเดือดดาล “อย่าพูดจาเหลวไหล ตอบคำถามข้า รีบบอกมา เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าพวกเราอยู่ที่เมืองตู้เอ๋อร์ การมาหยางโจวของจิ่นอีเว่ยในครั้งนี้เป็นความลับ เจ้ารู้มาจากที่ใด?”

            เด็กสาวชุดแดงกล่าวด้วยแววตาเป็นประกาย “ข้าแอบฟังท่านพี่พูด”

            เกาเจวี๋ยปฏิเสธจริงจัง “เป็นไปไม่ได้ นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้ามาที่เมืองหยางโจว อย่าใส่ความคนอื่น รีบบอกความจริงมา มิเช่นนั้นข้าจะมัดเจ้าแล้วลากกลับไปสอบสวนที่บ้าน” เด็กสาวก้มหน้าสูดจมูกก่อนจะร้องไห้ แต่ก็ไร้ประโยชน์ นางไม่ได้รับความสนใจใด ๆ จากเกาเจวี๋ยเลย

            เหอตังกุยเห็นว่าเกาเจวี๋ยดึงเชือกออกจากแขนเสื้อตามที่พูดจริง ๆ นางลอบถอนหายใจอย่างอดไม่ได้ พลางครุ่นคิด “เจ้าหน้าน้ำแข็งเหมาะแล้วที่จะเป็นจิ่นอีเว่ยผู้มีใจคอโหดเหี้ยม เขาไม่เพียงมีเชือกที่ใช้มัดคนได้ตลอดเวลาเท่านั้น แม้แต่น้องสะใภ้ของตนก็ยังไม่คิดปรานี แววตาของเหอตังกุยจับจ้องร่างเด็กสาวชุดแดงผู้นั้น ด้านหลังนาง...”

            เกาเจวี๋ยยกเชือกพลางเข้าใกล้เด็กสาวผู้นั้นด้วยท่าทีน่าหวาดกลัว เมื่อเด็กสาวชุดแดงเห็นว่าเกาเจวี๋ยจะมัดตนจริง ๆ จึงตกใจแล้วคิดจะวิ่งหนี

            “หยุดนะ” เหอตังกุยก้าวแทรกกลางระหว่างเกาเจวี๋ยและเด็กสาวเพื่อจะห้ามปราม สายตาของทั้งคู่พลันมองที่นาง เหอตังกุยหันอีกด้านพลางเอ่ยกระซิบกับแม่นางชุดแดง “แม่นาง กระโปรงด้านหลังของเจ้า”

            เด็กสาวในชุดสีแดงหน้าซีดเผือด นางสัมผัสกระโปรงด้านหลังของตน ทันใดนั้นสีหน้าก็แดงเรื่อ ก่อนจะมองเหอตังกุยพลางเอ่ยถามตะกุกตะกัก “ทำอย่างไรดี? ข้า...รีบคิดวิธีช่วยข้าที”

            เหอตังกุยครุ่นคิดก่อนจะกล่าว “แม่นางยืมเสื้อคลุมจากใต้เท้าเกาคลุมไว้เสียก่อน ค่อยไปหาซื้อชุดมาเปลี่ยน ข้าจำได้ว่าถนนถัดไปมีร้านตัดเย็บชุดร้านหนึ่ง ที่นั่นอาจมีชุดพร้อมใส่ขายก็เป็นได้” เมื่อกล่าวจบก็ชี้ที่ตรอกเล็กด้านหลัง “จากตรงนี้ไป เลี้ยวอีกหน่อยก็ถึงแล้ว”

            เด็กสาวชุดแดงได้ยินดังนั้นก็มองที่เกาเจวี๋ยทันที พลางจับจ้องเสื้อคลุมของเขา “ท่านพี่เขย...”

            เกาเจวี๋ยมองตรงไปที่เด็กสาวผู้นั้นแต่ไม่ทันเห็นสถานการณ์ด้านหลังของนาง ทว่าก็ได้ยินบทสนทนาระหว่างนางและเหอตังกุย อีกทั้งยังเห็นสีหน้าของสาวน้อยแดงระเรื่อมาก “อย่าคิดว่าเรื่องจะจบง่าย ๆ ไปซื้อชุดแล้วรีบกลับมา หากเจ้ากล้าหนี เฮอะ เจ้าคิดว่าเจ้าจะหนีได้ไกลสักเท่าไรกัน รีบไปรีบมา”

            เด็กสาวรับเสื้อคลุมประหนึ่งรับของล้ำค่า นางเหลือบมองเหอตังกุยพลางเอ่ยกับเกาเจวี๋ย “ข้าอยากให้นางนำทางข้า” เห็นได้ชัดว่านางคิดว่าเหอตังกุยเป็นสาวใช้ที่เกาเจวี๋ยซื้อมาใหม่ เพราะชุดที่นางใส่นั้น แม้แต่สาวใช้ตระกูลร่ำรวย นางก็ยังเทียบไม่ติด

            นำทางก็ไม่นับว่าเป็นเรื่องหนักหนาอันใด นางอยากไปดูเหมือนกันว่าร้านตัดเสื้อมีชุดพร้อมใส่ขายหรือไม่ เมื่อคิดได้เช่นนี้จึงไม่รอให้เกาเจวี๋ยเอ่ยตอบ เหอตังกุยหยิบเงินออกจากถุงตุง ๆ ยัดใส่มือเจินจิ้งพลางเอ่ย “ข้าเพิ่งเห็นร้านอาหารเช้าริมถนนร้านที่สองทอดเปาะเปี๊ยะและขนมงา กลิ่นหอมยิ่งนัก เจ้าและใต้เท้าเกาไปกินรอพวกข้าก่อน สั่งซุปหูฉลามให้ข้าหนึ่งถ้วย กลับมาข้าจะได้กินเลย ไปเถอะ”

            เจินจิ้งรับเงินพลางมองเกาเจวี๋ยด้วยสายตาหวาดกลัว ก่อนจะวิ่งไปที่ร้านอาหารเช้าอย่างรวดเร็ว เดิมทีเกาเจวี๋ยไม่พอใจท่าทีเจ้ากี้เจ้าการของน้องสะใภ้ที่มีต่อเหอตังกุย นางเป็นน้องแท้ ๆ ของภรรยาเขา มีนิสัยเอาแต่ใจ ชอบโกหกและมักจะสร้างปัญหา นางเป็นลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนราวไข่มุกในฝ่ามือของฝั่งพ่อตา แต่ในเมื่อเหอตังกุยเต็มใจนำทางด้วยตัวเอง เขาจึงไม่ได้เอ่ยอะไร เพียงจับจ้องใบหน้ากลมเล็กขาวเนียนของเหอตังกุยด้วยสายตาลึกซึ้ง ก่อนจะหมุนตัวมุ่งหน้าไปยังร้านอาหารเช้า

            เด็กสาวในชุดสีแดงมองแผ่นหลังของเกาเจวี๋ยด้วยความตกใจเล็กน้อย ก่อนจะหันมองเหอตังกุยพลางเอ่ยถามอย่างประหลาดใจ “นี่ เจ้าเป็นใครกันแน่ เหตุใดเขาจึงเชื่อฟังเจ้าเพียงนี้ บอกให้ไปเขาก็ไป พวกเจ้าสองคนเป็นอะไรกัน?”

            เหอตังกุยไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดนางจึงประหลาดใจกับเรื่องกินอาหารเช้าถึงเพียงนั้น แม้ตนจะไม่ได้ดูแลพวกเขาด้วยตัวเอง แต่เจ้าหน้าน้ำแข็งก็ต้องกินข้าวเหมือนกัน เขาไม่ใช่รูปปั้นในอารามเสียหน่อย

            เหอตังกุยกล่าวตอบ “เป็นเพียงคนเดินผ่านไปมาบนท้องถนนเท่านั้น” สิ้นเสียงก็มุ่งหน้าไปยังร้านตัดเสื้อทันที นางต้องการชุดบุรุษที่ใส่สบายและเหมาะกับการเดินทางยามค่ำคืนสักสองสามชุด แม้นางจะไม่ได้รับกำลังภายใน ทว่าก็คิดจะเริ่มฝึกขั้นพื้นฐานเช่นท่าหม่าปู้ การฝึกเช่นนี้เป็นผลดีต่อร่างกายของนางในการฝึกวรยุทธ์

            ชาติก่อนนางเริ่มเรียนวรยุทธ์ในวัยสิบเก้าปีซึ่งเลยวัยเหมาะสมในการฝึกไปแล้ว อย่างไรก็ตาม นางฝึกวรยุทธ์ที่แท้จริงได้สำเร็จในที่สุด แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือมือซ้ายเป็นตุ่มเลือด มือขวาหยาบกระด้าง ทว่าปัจจุบันร่างกายของนางมีอายุเพียงสิบปีเท่านั้น หากไม่รีบฝึกวรยุทธ์ขั้นพื้นฐานให้ดีเสียตั้งแต่ตอนนี้ นางจะต้องขอโทษตนเองที่ต้องทนรับความเจ็บปวดจากการถืออาวุธหนักกว่าหกสิบจินเหมือนในอดีตเป็นแน่ ยิ่งไปกว่านั้น กำลังภายในของนางในเวลานี้แข็งแกร่งกว่ากำลังภายในขั้นสูงสุดของนางในชาติที่แล้วเสียอีก การฝึกของนางจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่มีเจ้าหน้าน้ำแข็ง ต้องขอบคุณเขามากทีเดียว...

            เด็กสาวชุดแดงเดินกระทบไหล่นางพลางเอ่ยถามอย่างไม่ปักใจเชื่อ “เจ้าเป็นสาวใช้คนใหม่ของพี่เขยข้าใช่หรือไม่? เจ้าชื่ออะไร?” เด็กสาวเห็นเหอตังกุยเหม่อลอยและมีท่าทีไม่สนใจ นางจึงพุ่งไปด้านหน้าของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเอ่ยด้วยสีหน้าดุร้าย “นี่เรียกว่าวิชาตัวเบา เก่งกาจมากใช่หรือไม่? วรยุทธ์ของพี่สาวข้าสูงกว่าข้ายิ่งนัก อีกทั้งนางยังเคยสังหารคนมาแล้ว บอกความจริงข้ามาเดี๋ยวนี้ เจ้าเป็นอนุชายาคนที่เท่าไหร่ของพี่เขยข้า?”

            เหอตังกุยหาวหวอด พลางเอ่ยถามด้วยสีหน้าห่วงใย “แม่นาง กระโปรงด้านนอกของเจ้าสกปรกแล้ว อีกหน่อยเสื้อคลุมของพี่เขยเจ้าก็ต้องสกปรกด้วย ไม่เป็นอะไรจริง ๆ หรือ?”

            เด็กสาวในชุดสีแดงตกตะลึง ก่อนจะถลึงตามองเหอตังกุยพลางกล่าว “ข้าจะคิดบัญชีเจ้าทีหลัง” พูดจบก็วิ่งตรงไปยังร้านตัดเสื้อที่อยู่ไกล ๆ อย่างรวดเร็ว

            เหอตังกุยเพ่งสมาธิที่หูทั้งสองข้าง รับรู้ถึงเสียงฝีเท้าคนเดินขวักไขว่ เสียงพูดคุย เสียงทำกับข้าวและเสียงกินอาหารตามถนนได้ชัดเจน อีกทั้งยังรับรู้ว่าฝีเท้าของเด็กสาวผู้นั้นเบากว่าฝีเท้าผู้อื่น นางคงเคยเรียนวรยุทธ์มาบ้างแล้วจริง ๆ แต่เมื่อเปรียบฝีเท้านางกับตน เด็กสาวผู้นั้นยังมีฝีเท้าที่หนักกว่าเหอตังกุยอย่างเห็นได้ชัด นี่ไม่เท่ากับว่ากำลังภายในของตนแข็งแกร่งกว่ากำลังภายในของนางหรอกหรือ?

            เหอตังกุยครุ่นคิดพลางเดินเข้าไปในร้านตัดชุด แต่กลับไม่พบเด็กสาวชุดแดงที่เข้ามาก่อนหน้า นางเปลี่ยนชุดอยู่ด้านหลังร้านกระมัง เหอตังกุยจึงเริ่มหาเสื้อผ้าแบบที่ตนต้องการ ทั้งยังขอให้เจ้าของร้านนำเสื้อผ้าบุรุษที่ขนาดพอดีร่างของนางออกมา ดูไปหลายแบบทว่าทั้งหมดล้วนเป็นชุดคลุมยาวคอกลม ไม่มีชุดสั้น รัดเอวและเคลื่อนไหวได้สะดวกตามต้องการ

            “ขอถามหน่อยเจ้าค่ะ หากต้องการให้ท่านตัดชุด เร็วที่สุดกี่วันจึงจะมารับได้เจ้าคะ?” เหอตังกุยเอ่ยถามเจ้าของร้าน

            เจ้าของร้านตัดเสื้องุนงงเล็กน้อย เหตุใดแม่นางน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มต้องการซื้อชุดบุรุษ นางเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม “ขอโทษนะจ๊ะ ลูกน้องในร้านของข้ากลับบ้านเกิดไปเก็บเกี่ยวผลผลิต ตอนนี้คนไม่พอ หากอยากตัดชุดก็ต้องรอครึ่งเดือนถึงจะได้รับ แม่นางงดงามเพียงนี้ สวมชุดสตรีจะงามกว่า หากสวมชุดบุรุษจะเทอะทะเกินไป ไม่สู้ลองชุดกระโปรงปักลายดอกไม้ที่เพิ่งตัดเสร็จใหม่ ๆ ดูล่ะ?”

            เหอตังกุยส่ายหน้าปฏิเสธพลางเอ่ยถามต่อ “ร้านของท่านมีผ้าไหมสีดำเนื้อหนาและไม่มีลวดลายหรือไม่เจ้าคะ?”

            ขณะเจ้าของร้านกำลังจะเอ่ยตอบ ผ้าม่านฝั่งขวาก็ถูกเปิด เด็กสาวชุดแดงวิ่งออกมาพร้อมชุดกระโปรงชุดใหม่ แต่ยังคงเป็นผ้าโปร่งสีแดงเช่นเดิม นางอารมณ์ดีขึ้นมากเมื่อไม่มีเรื่องกังวลใจ ก่อนจะมองเหอตังกุยด้วยสายตาเยาะเย้ยแล้วเอ่ยว่า “เมื่อครู่เจ้ากล้าจองหองตั้งหลายครั้ง ตอนนี้พี่เขยข้าไม่อยู่ด้วย ดูซิว่าจะมีใครหนุนหลังเจ้าได้อีก”

            เหอตังกุยบอกเจ้าของร้านด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “อีกประเดี๋ยวข้ากลับมานะเจ้าคะ รบกวนเถ้าแก่หาผ้าไหมสีดำไม่มีลวดลายให้ข้าด้วย หากไม่มีสีดำ เป็นสีน้ำเงินก็ได้เจ้าค่ะ”

            เด็กสาวชุดแดงหยิบเงินจากถุงเล็ก ๆ บริเวณเอวโยนไปที่โต๊ะคิดเงินพลางเอ่ย “อ๊ะ ไม่ต้องทอน” เจ้าของร้านกล่าวขอบคุณด้วยความดีใจ “ขอบคุณแม่นางมาก ขอให้แม่นางโชคดี เดินทางปลอดภัย” เด็กสาวกลอกตาไปมา ก่อนจะหยิบเงินโยนไปที่อกของเหอตังกุย “อ๊ะ นี่เป็นค่าที่เจ้านำทางคุณหนูอย่างข้า”

            เหอตังกุยรับเงินแล้วมองดูครู่หนึ่งจึงพบว่าเป็นเหรียญเงินดอกเหมย หนักราวสองกรัมครึ่ง เหมือนเงินที่เหล่าไท่จวินหลัวมอบให้นางตอนขึ้นปีใหม่ในชาติที่แล้วไม่มีผิด


    คล้ายกับเรื่องพลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    อสูรข้ามฟ้า

    อสูรข้ามฟ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    4.46M 2294
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    Timebound รักข้ามภพ โอบหัวใจข้าไว้ให้มั่น 1682

    Timebound รักข้ามภพ โอบหัวใจข้าไว้ให้มั่น 1682

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    5K 89
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    กำเนิดใหม่ : มหาปราชญ์เทพเซียนโอสถ

    กำเนิดใหม่ : มหาปราชญ์เทพเซียนโอสถ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.00M 2954