บทที่๕ตำหนักบูรพาแห่งองค์รัชทายาท
ตามธรรมเนียมแล้ววันนี้ไท่จื่อเฟยต้องเดินทางไปคำนับองค์ฮองเฮาตามธรรมเนียม ครั้นเมื่อไก่ไม่ทันจะขัน ฮัวชุนก็กระวีกระวาดเข้ามาปลุกนาง ฟ้าไม่ทันสว่างดีนัก เยี่ยซูจิ้นก็ถูกจัดแจงให้สวมชุดใหม่ พร้อมผัดแป้งแต่งหน้าทาปาก มวยผมปักปิ่นงดงาม ดูเฉยๆ นางก็เหมาะสมกับตำแหน่งพระชายาเอกของรัชทายาทอยู่หรอก ทว่าพอนางอ้าปากพูดจาเท่านั้นแหละ ชะรอยฮองเฮาคงจะสำลักน้ำชาที่ถวายไปเป็นแน่
“ข้ากลับมานอนต่อได้หรือไม่?” นางถามบ่าวรับใช้ขณะที่เดินทอดน่องไปตามทางเดิน พร้อมด้วยผู้ติดตามที่มากขึ้น มีขันทีรับใช้เพิ่มมาอีกสอง ซึ่งขันทีนี้เองทำนางขุ่นใจ เมื่อทั้งหมดที่ได้มาล้วนแล้วแต่มากพิธีกรรม แต่ทำการต่อสู้ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย
“หากถวายน้ำชาโดยไม่หกได้ ข้าจะรีบพาท่านกลับมานวดเท้าเสียด้วยเจ้าค่ะ” ฮัวชุนพยายามหลอกล่อ
“ดี เมื่อคืนข้าใช้ฝ่าเท้าถีบไท่จื่อไป เกร็งเสียจนจะเป็นตะคริวแล้ว”
“ว่าอย่างไรนะเจ้าคะ?” สาวใช้เบิกตาโพลง ขันทีซึ่งเดินตามชะงักงันเมื่อได้ยินวีรกรรมของพระชายา
“อ๋อ ข้าหมายถึง...ถีบหลังนวดคลายเส้นตามวิชาแพทย์โพ้นทะเลน่ะ” นางตกแต่งเรื่องราวเสียใหม่
“เช่นนั้นเอง หวังว่าองค์รัชทายาทจะพอพระทัย” คนฟังตอบ เยี่ยซูจิ้นได้ยินเช่นนั้นก็อดจะอมยิ้มหวานเสียมิได้
คงจะพอพระทัยจนไม่มีทางลืมเสียอย่างแน่นอน
จิ้งจอกผู้ซึ่งสวมผ้าแดงมาหมาดๆ ยังคงเอนกายอยู่บนเตียงนอนหลังย่อมอันแต่เดิมคือของใช้ส่วนตัวสำหรับจางไป๋หูขณะเข้าเวรถวายอารักขาภายในตำหนัก โดยมีเจ้าของเตียงนั่งเฝ้าอยู่ในห้องนั่นเอง จูหยางเหยี่ยนยังมิได้เปลี่ยนชุด ด้วยเพราะแอบเข้ามาพำนักที่นี่ตั้งแต่กลางดึกด้วยเหตุผลซึ่งไม่ยอมบอกกล่าวแต่โดยดี ทว่าด้วยหน้าที่...องครักษ์จางก็มิสามารถถามเซ้าซี้ได้
“ที่นี่ไม่มีสุราเลยสักไหหรือ?” ตรัสถามทั้งที่ยังมุดตัวอยู่ในผ้าห่ม
“มิได้ หม่อมฉันถือว่าเข้ามาถวายงาน จะดื่มเหล้าได้อย่างไร” จางไป๋หูตอบ
“งั้นก็ตามใครสักคนไปจัดแจงหามาสิ”
“เช่นนั้นก็ต้องเรียนว่าไท่จื่อประทับอยู่ที่นี่ประสงค์ให้เบิกมา จ้าวกงกง หรือนางในของซู่เต๋อฮองเฮาก็คงจะล่วงรู้ว่ามิได้เข้าห้องหอตามที่ควร” เขากล่าวไปด้วยความสัตย์ซื่อ แต่กับรัชทายาทราวกับโดนมีดปาดเข้ากลางอก
“เจ้านี่มันแข็งทื่อเสียจริง ระวังเถอะ รอถึงคราวเจ้าเข้าหอบ้างจะเข้าใจ” เป็นคำเตือนที่มีนัยความจริงอยู่บ้าง แต่สำหรับจางไป๋หูในขณะนั้นคงไม่ทราบ
“อีกห้าวันคงได้รู้กันพะย่ะค่ะ”
ฟังคนข้างๆ แสดงอาการไม่ทุกข์ร้อนแต่อย่างไร ยังผลความเหน็ดหน่ายแก่คนพูดอย่างยิ่ง รัชทายาทหนุ่มเพียงแต่ถอนใจ ก่อนจะยอมลุกจากเตียง แล้วออกคำสั่ง
“ข้าจะไปอยู่เรือนหมิงเย่ว ส่วนเจ้าก็ไปเฝ้าไท่จื่อเฟย อย่าให้เพ่นพ่านเกินควร”
รับสั่งแล้วก็เดินลิ่วออกจากห้องไปทันที ทิ้งให้จางไป๋หูสานต่อหน้าที่ที่มอบหมาย โดยไม่ลืมจะสั่งการจัดคนไปถวายอารักขาให้เรียบร้อย พอตามตัวได้...ก็พอทราบว่าไท่จื่อเฟยกำลังถวายรับใช้ซู่เต๋อฮองเฮาอยู่ตามธรรมเนียมนั่นเอง
ไม่สายไม่เที่ยง เยี่ยซูจิ้นก็มายืนอยู่หน้าตำหนักฮองเฮา นางทอดสายตาไปยังประตูเบื้องหน้าอย่างตื่นเต้น ใช่ว่านางไม่เคยพบซู่เต๋อฮองเฮา แต่เป็นหนแรกที่นางได้มีโอกาสเข้ามาในวังหลวง การประดับตกแต่งอย่างหรูหรานั้นทำให้นางเคอะเขินอย่างประหลาด หากไม่มีฮัวชุนยืนอยู่ด้านข้าง นางคงคิดเสียว่าฝันกลางวันอยู่ แน่นอนว่านางไม่เคยคิดสักกระผีกว่าจะมายืนอยู่ตรงนี้...ตรงที่ของเยี่ยซูเจี้ยน
เอาเถอะ...ถือว่ารับหน้าแทนกันไปแล้วกัน
ซู่เต๋อฮองเฮา หากจะให้พูดก็เหมือนญาติสนิทใกล้ชิดกัน ด้วยหากไม่ถือบรรดาศักดิ์แล้ว นางก็เหมือนพี่สาวของมารดา แถมยังเคยให้การเอ็นดูพวกนางเป็นพิเศษ การพบปะกันคราวนี้คงมิได้ลำบากนัก และเป็นดังที่คาด ทันทีที่เห็นหน้านาง ก็รีบตรัสเรียกให้เข้าไปหาทันใด
“ซูเจี้ยนของข้า ไหนเข้ามาหาแม่ใกล้ๆ สิ” ทรงเรียกตนเองอย่างมารดา แสดงอาการสนิทสนมจนคนภายในห้องต่างก็แอบส่งสายตาให้กันและกัน
“ซูจิ...เจี้ยน...คารวะฮองเฮา” นางเกือบเรียกแทนตัวเองอย่างเก่าเสียแล้ว
“ไม่ต้องมากพิธีหรอก มานั่งใกล้ๆ ข้านี่” ซู่เต๋อฮองเฮาซึ่งมีพระอารมณ์ปิติจนแก้มปริกล่าวพลางตบพระหัตถ์ลงบนเบาะเก้าอี้ข้างตน เยี่ยซูจิ้นในคราบของแฝดน้องจึงขยับไปนั่งทันใด ทรงพินิจพิจารณานางด้วยรอยยิ้มสักครู่ จึงได้เอ่ยต่อ “ตอนแรกเห็นเจ้ากับฝาแฝดที่จวน ข้าคิดว่าเจ้าควรจะต้องกินให้มากหน่อย เห็นเจ้าวันนี้ก็รู้สึกว่าเจ้าคง ‘กิน’ มากพอแล้ว อย่าได้มากกว่านี้ไปเลย”
นางฟังแล้วก็รู้สึกหน้าชา...ใครใช้ให้ซูเจี้ยนกินน้อยราวกับแมวเล่า คิดแล้วนางก็แอบแค้นเคืองใจ แต่เอาเถิด นางก็ใช่ว่าจะเรียกว่ามีเนื้อมากจนอ้วนกันล่ะ ทรงตรัสเองว่านางกำลังพอดี
“หม่อมฉันรับทราบเพคะ”
“ดีใจจริงที่ได้มีเจ้าเป็นไท่จื่อเฟย ครอบครัวเราจะได้แนบแน่น เมื่ออภิเษกเป็นพระชายาแล้ว ก็จงดูแลองค์ไท่จื่ออย่าได้ขาดตกบกพร่อง หยางเหยี่ยนของข้าแม้จะดูไม่เอาไหน แต่ก็เป็นคนเอาใจใส่ดีผู้หนึ่ง อาศัยเจ้าช่วยอดทนสักนิด พยายามกระตุ้นสักหน่อย ข้าว่าไม่ช้านานพวกเจ้าคงเข้ากันได้ดี”
“หม่อมฉันรับทราบเพคะ”
“เพื่อไม่ให้พระชายาลำบาก ข้าได้ให้ขันทีไปเชิญพระชายารองและเหล่าอนุแห่งตำหนักบูรพามาที่นี่แล้ว จะได้ทำความรู้จักกันเสียที่นี่ในคราวเดียว เอ้า...เด็กๆ เชิญพวกนางเข้ามา”
เมื่อประตูตำหนักถูกเปิดออกอีกครา เยี่ยซูจิ้นถึงกับรู้สึกเหมือนตกเข้าไปในสวรรค์บนดินเพียงชั่วครู่ เหล่าอนุสนมนางในแห่งองค์ไท่จื่อขยับเดินเยื้องย่างเหมือนเทพธิดาเข้ามาทีละคน แต่ละนางล้วนประกอบด้วยความงามอันเป็นเอกลักษณ์ ทว่ามีเพียงไม่กี่นางซึ่งเป็นที่โปรดปรานใคร่เรียกรับใช้เป็นอาจิณ พอให้เป็นที่กล่าวถึงได้ดังนี้
หมิงเย่ว สกุลเดิมเจิ้น พระชายารอง มีหุ่นหนั่นแน่นอวบอัดกลมกลึง มีส่วนโค้งเว้าราวกับวงเดือน ดวงหน้าผุดผ่องราวกับแสงจันทร์วันเพ็ญ ตกแต่งด้วยเครื่องประทินโฉมอย่างดี สวมชุดสีม่วงอ่อนขับให้ดูสดใสไปทั้งตัว ท่าทีนอบน้อมจนซูจิ้นรู้สึกว่านางแอบซ่อนความเย็นชาอยู่บ้าง แต่ก็เรียกได้ว่ารู้จักเคารพผู้อื่น ยากจะตำหนิได้
อู๋ซวง สนมผู้มากความสามารถเชิงดนตรีและการร่ายรำ ทรงไปไถ่ตัวมาจากหอนางโลม ผิวหน้าร่างกายดูพ่ายผอมเช่นเดียวกับเยี่ยซูเจี้ยน ทว่านิ้วมืองาม ยามเมื่อกรีดกรายไปทางใด ก็ดึงดูดสายตาคนได้ทั้งหมด หน้าตาสะอาดสะอาดดีไม่แพ้หมิงเย่ว จะด้อยกว่าก็เพียงรูปโฉมเท่านั้น มารยาทมิได้ห่างเหินบกพร่องไปกว่ากันเลย
พานเอ๋อร์ สนมนางนี้แต่เดิมเป็นข้าทาสในเรือนใต้เท้าผู้หนึ่ง แต่ความสวยสะพรั่งสะดุดตาองค์ไท่จื่อเมื่อเสด็จประพาส จึงได้รับพระราชทานมาเป็นนางในรับใช้ส่วนพระองค์ ทรงถูกใจพานเอ๋อร์ในเรื่องของวาจาหวานล้ำราวมธุรส รู้จักเอาอกเอาใจเป็นหนึ่งจึงได้รับพระราชทานของขวัญต่างๆ บ่อยครั้ง คนนี้เองซึ่งซูจิ้นไม่ค่อยจะชอบหน้านัก เพราะให้ความรู้สึกราวกับนังจิ้งจอกแฝงหางราชสีห์อย่างใดพิกล
อีกหลายนางยากจะกล่าวถึงได้หมดในคราวเดียว คัดแต่เฉพาะที่สำคัญพอหอมปากหอมคอ เพียงเพราะถัดจากสามนางแล้ว เยี่ยซูจิ้นก็ไม่อาจจำหน้านางไหนได้อีก เมื่อแต่ละนางขยับเข้ามาคำนับนางนั้น สร้างแต่ความประหลาดใจให้แก่คนถูกเคารพทั้งสิ้น เช่นเมื่อหมิงเย่วขยับมาทักนางเรื่องเครื่องหอมอย่างใดนั้น เล่นเอานางซึ่งปกติไม่ค่อยใส่ใจประณีตกับข้าวของพวกนี้ตอบลำบากเลยทีเดียว
“เช่นนั้นให้หมิงเย่วรับใช้พระชายาในเรื่องนี้เถิด จะจัดหาของชั้นหนึ่งมากำนัลแก่ท่านทั้งสิ้น” นางกล่าวตัดบท เพื่อให้อู๋ซวงได้เข้ามาทักทายบ้าง
“อู๋ซวงคำนับพระชายา” นางพูดเพียงแค่นั้น แล้วก็ถอยฉากจากไป
“พานเอ๋อร์คำนับพระชายา ทรงพระสิริโฉมงดงามยิ่ง พานเอ๋อร์ไม่รู้จะหาคำใดเปรียบแก่รูปพรรณสัณฐานราวเทพยดาประทานให้เช่นพระนาง”
พานเอ๋อร์มีดีที่ปากเสียจริงด้วย...เยี่ยซูจิ้นลอบอมยิ้มอย่างเสียไม่ได้ นางไม่ได้หวังร้ายหรือตั้งใจดูหมิ่น ทว่าในสายตาของสตรีซึ่งให้การคำนับอยู่นั้นกลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม พานเอ๋อร์เข้าใจว่านางขันในคำพูด จึงได้กล่าวประชดประชันต่อในเรื่องนินทาซึ่งได้ยินลอยตามลมมา
“รูปโฉมเช่นนี้ พานเอ๋อร์หวังอย่างยิ่งว่าคงได้รับพระกรุณาจากองค์ไท่จื่อต่อไปในทุกๆ วันและคืน อย่าได้ขาดตกบกพร่องเลยเพคะ”
สนมนางจิ้งจอกตนนี้แผลงฤทธิ์ใส่นาง...หรือจะพูดอีกทีคือเยี่ยซูเจี้ยน พระชายาในองค์ไท่จื่อเข้าแล้ว นางไม่อยากเอาความกับคำพูดแสบๆ คันๆ เพียงเท่านี้ ผู้หญิงก็มีดีกันแค่เรื่องฝีปาก ลองให้ประชันฝ่ามือกันสิ ชะรอยจะหลบนางกันแทบไม่ทัน เยี่ยซูจิ้นจะทำเป็นไม่ได้ยินเสียก็ได้ แต่ถือว่าเป็นการปรามมิให้กล้าแอบอ้างที่สูงแก่น้องสาวฝาแฝดนางในอนาคต ดังนั้น...แกล้งสั่งสอนเสียบ้างคงไม่เสียหาย
“ฮองเฮาทรงตรัสว่าไท่จื่อทรงเป็นผู้เอาใจใส่ ซูเจี้ยนเห็นตามนั้นไม่บิดพลิ้ว ทรงเอาใจใส่ตั้งแต่หัวค่ำจนกระทั่งเกือบรุ่งเช้าจึงต้องแอบออกไปเสียก่อน ด้วยกลัวสนมนางในจะแอบคิดริษยาว่าเอาใจใส่พระชายามากเกินควร แท้จริงหม่อมฉันเพียงต้องการให้เป็นไปตามธรรมเนียมเสียเท่านั้น มิได้อยากรบกวนเป็นที่กังวลแก่บรรดาพี่ๆ เลยเพคะ”
ฟังสิ่งที่ตนเองพูดแล้วนางก็อยากจะลงไปหัวเราะดีดดิ้นบนพื้นเสียตรงนั้น พานเอ๋อร์ไม่อาจซ่อนสีหน้าไม่ถึงใจได้เรียบร้อย จึงก้มหน้าถอยฉากไปโดยดี ก่อนทั้งหมดจะถวายคำนับลาองค์ฮองเฮาและไท่จื่อเฟย แล้วออกไปพร้อมกัน
พออยู่ต่อหน้ากันเพียงสององค์แล้ว ซู่เต๋อฮองเฮาจึงกล่าวขึ้นอีกด้วยสุรเสียงแจ่มใส “น่าฟังเสียจริง เจ้าหยางเหยี่ยนของข้าทำเหมือนไม่อยากแต่งงาน ทว่าพอเอาเข้าจริงก็ใช้ได้ ข้าประมาณลูกคนนี้ผิดไปจริงๆ”
“หม่อมฉันมีความสุขที่เห็นฮองเฮาแสดงความยินดีเพคะ”
“ดี เช่นนี้ก็ให้ ‘เอาใจใส่’ กันให้มาก จะได้มีลูกหลานให้ข้าอุ้มไวๆ”
ถึงตรงนี้เยี่ยซูจิ้นกำลังซดชาอยู่ แทบจะหลุดพ่นออกจากปากเสียทันใด ให้ตาย...นางเพิ่งรอดพ้นจากเงื้อมมือสวามีจิ้งจอกได้ แถมยังเพิ่งตบปากสนมจิ้งจอก ยังจะต้องเจอวิบากกรรมผลิตทายาทอีก นางอยากจะอำลาโลกเสียตรงนั้น...เยี่ยซูเจี้ยน เจ้าอยู่ไหน ทำไมไม่กลับมารับกรรมเสียโดยเร็ว!