อหังการยอดคนเหนือยุทธ

    กระบี่เลื่องชื่อบุปผามรณะ

    ก้นหุบเขากลางภูเขากว้างใหญ่
    หมู่ดอกไม้บานสะพรั่ง มองไปสุดลูกหูลูกตา บอกว่าเป็นหุบเขาไป่ฮวา แต่หลินอวิ๋นมองไปแวบแรก รู้สึกว่าดอกไม้มหัศจรรย์สมุนไพรประหลาดในหุบเขานี่ต้องมีมากกว่าร้อยชนิดแน่
    ต้นไป่เหอโลหิตจะอยู่ที่ใด?
    หลินอวิ๋นขมวดคิ้วเล็กน้อย ถ้าเขาเดินเท้าในหุบเขานี่ สิบวันถึงครึ่งเดือนคงยังเดินไม่ครบแน่
    มิน่าถึงมีน้อยคนที่รับภารกิจศิลาวิญญาณ ระดับความยากมันยากจริง ๆ
    ถ้าภารกิจล้มเหลวความเสียหายยังน้อย แต่ที่เป็นปัญหาคือถ้ามัวแต่เสียเวลาอยู่ก็จะพลาดการทดสอบกลางปีเอาได้
    การทดสอบกลางปีสำนักชิงอวิ๋นหนึ่งปีมีครั้งเดียว เป็นการประเมินอันดับศิษย์ในสำนัก จัดอันดับสูงต่ำ และยังพัวพันไปถึงเรื่องได้สวัสดิการประจำเดือนเท่าไร สิบอันดับแรกของศิษย์ฝ่ายนอกจะเดินก้าวเดียวขึ้นสวรรค์กลายเป็นศิษย์ฝ่ายในได้
    ‘หา ๆ ดูก่อนแล้วกัน ให้ชินกับสภาพแวดล้อมหุบเขาไป่ฮวาหน่อย’
    หลินอวิ๋นไม่ได้คิดอะไรไร้หลักการ เขาขยับวูบไหวเข้าไปในพุ่มไม้ร้อยบุปผา
    เหตุการณ์ในหนึ่งวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลินอวิ๋นตามหาทั่วแล้วก็ยังไม่เจอ แต่เขามีความอดทนสูงมาก จนเมื่อฟ้าสางก็ออกเดินทางอีกครั้ง จดจำทิวทัศน์ต่าง ๆ ของหุบเขาไป่ฮวาไว้ในใจ
    ช่วงเวลาอันค่อนข้างจืดจางขยับวูบไปทีเดียวเจ็ดวัน
    ถ้าเป็นคนปกติเกรงว่าคงมองจนตาลายไปนานแล้ว คงหมดความอดทนไปนานแล้ว ทว่าหลินอวิ๋นยังไม่ยอมแพ้
    “นี่มัน…”
    ในวันนี้ หลินอวิ๋นที่เดินหาอย่างบ้าคลั่งในหุบเขาไป่ฮวาทำจมูกฟุดฟิด ก่อนหยุดเดิน
    เขาได้กลิ่นคาวเลือดจาง ๆ ท่ามกลางดอกไม้กลิ่นหอมฟุ้ง มันเบาบางเหลือเกิน แต่หลินอวิ๋นที่ชินกับในหุบเขาไป่ฮวามาหลายวันแล้ว ก็สัมผัสถึงกลิ่นคาวเลือดอ่อน ๆ นี่ได้อย่างเฉียบคม
    ดวงตาจึงพลันเป็นประกายขึ้นมา
    เขาเดินหน้าไปตามกลิ่นคาวเลือดจาง ๆ ไปอย่างระมัดระวัง ทว่าสายลมสดชื่นในหุบเขาไป่ฮวาพัดมาไม่หยุด ซ้ำยังมีกลิ่นหอมดอกไม้อื่น ๆ รบกวนอีก
    ในระหว่างที่ตามหาอยู่นั้นยังเจออุปสรรคหลายครั้ง
    หลายครั้งที่กลิ่นคาวเลือดเลือนหายไป กระทั่งยิ่งเดินยิ่งไปไกล ถูกนำไปผิดทาง
    กว่าจะหาร่องรอยพบสักนิดไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ แล้วเขาจะยอมแพ้ไปแบบนี้ได้อย่างไร!
    ทันใดนั้นเอง หลินอวิ๋นที่กำลังค้นหาอยู่นั้นก็ตกใจจนสะดุ้งโหยง
    ความหนาวเย็นยะเยือกจู่โจมขึ้นมาจากพื้นดิน ร่างกายพลันรู้สึกถึงความหนาวยะเยือก
    เมื่อกวาดสายตามองไป หลินอวิ๋นก็พบหินภูเขามหึมากลางพุ่มบุปผานับร้อย
    “ตรงนี้แหละ!”
    กลิ่นคาวเลือดจาง ๆ น่าจะมาจากตรงนี้
    หลินอวิ๋นกระโดดขึ้นไปยังด้านหลังภูเขาหิน ก่อนจะได้เห็นดอกไป่เหอสีแดงสดเบ่งบานอยู่ในมุมมืดดอกหนึ่ง
    ดอกไป่เหอโลหิตมีความเป็นมารร้ายอยู่เล็กน้อย กลิ่นหอมดอกไม้ผสานกับกลิ่นคาวเลือดแผ่กระจายออกไปเป็นวงกว้าง
    “ดูแล้วไม่น่าผิด ดอกไป่เหอโลหิตชอบความเย็น เบ่งบานที่ที่แสงไปไม่ถึง กลิ่นหอมดอกไม้มีกลิ่นคาวเลือดจาง ๆ เป็นวัตถุดิบหลักของโอสถละลายโลหิต มูลค่าสูง หาได้ยากยิ่งด้วย”
    หลินอวิ๋นตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วจึงได้เดินเข้าไปด้วยความระมัดระวัง ก่อนก้มลงเด็ดดอกไม้นั้นด้วยสีหน้าดีใจ
    หลินอวิ๋นไม่ทันได้สังเกตเลยว่าวินาทีที่เขาก้มตัวลงนั้น เงามืดที่ปกคลุมต้นไป่เหอโลหิตลากยาวไปอย่างต่อเนื่อง ช่วงที่ฝ่ามือจะสัมผัสต้นไป่เหอโลหิต ใจเขาเต้นตึก ๆ รู้สึกถึงอันตรายแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
    เมื่อเงยหน้ามองก็พบงูใหญ่อ้าปากกว้างจู่โจมเข้ามารวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ
    หลินอวิ๋นตกใจจนหน้าซีดขาว
    เขาไม่สนอะไรมากและรีบกลิ้งไปกับพื้นเพื่อหลบปากใหญ่เท่าอ่างโลหิตนั่น
    เพี๊ยะ!
    ทว่าตัวเขากลับโดนหางงูฟาดเอา กระดูกทั่วร่างรู้สึกราวกับจะแหลกเป็นเสี่ยง ๆ จนร้องออกมาเสียงดังคราหนึ่งก่อนถูกฟาดลอยไป หลังตกลงพื้นมาแล้วถึงได้เห็นหน้างูยักษ์ได้อย่างชัดเจน
    บนหลังงูสีเทามีเส้นโลหิตลากยาวเหมือนเปลวไฟลุกโชติช่วง
    นี่คืองูเพลิงโลหิต เป็นสัตว์อสูรของแท้ที่มีพลังวิถียุทธ์ขั้นห้า
    ตอนนี้หลินอวิ๋นเข้าใจแล้วว่าภูเขาหินมหึมาหน้าต้นไป่เหอโลหิตก่อนหน้านี้เป็นงูเพลิงโลหิตปลอมตัวมานี่เอง
    อันตรายมาก อีกนิดเดียว อีกแค่นิดเดียวก็เกือบต้องกลายเป็นอาหารในท้องมันแล้ว
    ฟ่อ! 
    งูเพลิงโลหิตแผดเสียงคำราม พลังอสูรในตัวแผ่ออกมาบาง ๆ หลินอวิ๋นพลันรู้สึกถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้น ไม่ต่างกับตอนเผชิญหน้ากับโจวอวิ๋นเท่าไร
    ในความคิดค่อย ๆ รวมเป็นเงามายาพยัคฆ์เทพ พลังอสูรน่าสะพรึงกดลงมาทีละชั้น ทว่ากลับถูกแรงกดดันนี้ลบหายไปช้า ๆ จนไร้ร่องรอย
    หลินอวิ๋นชักกระบี่เก่าออกมา ความหวาดกลัวค่อย ๆ หายไป ถ้าไม่สังหารงูเพลิงโลหิตนี้ก็เอาดอกไป่เหอโลหิตไปไม่ได้
    เขาไม่มีทางถอยเด็ดขาด!
    รวมสายน้ำเป็นลำธาร ไหลเชี่ยวดั่งสายลม!
     หลินอวิ๋นชิงจู่โจมด้วยกระบี่ในมือก่อน สำแดงทักษะวายุเชี่ยวได้ไหลลื่นดั่งสายลมสายน้ำ ช่วงที่ร่างเงาตัดสลับกัน ประกายกระบี่ฟันเข้าที่ตัวงู 
    แต่หลินอวิ๋นก็ต้องแปลกใจ งูเพลิงโลหิตมีเกล็ดทั้งตัว เสริมทักษะวายุเชี่ยวแล้วยังสร้างบาดแผลให้มันจริง ๆ ไม่ได้เลย
    กระบี่ไม้ในมือยังคมไม่พอ
    บางทีสัตว์ร้ายธรรมดากับผู้ฝึกยุทธ์อาจจะพอรับมือกันได้ ทว่าพอมาเจองูเพลิงโลหิตที่มีเกล็ดทั้งตัวแล้วก็ยังไม่ไหว
    ทักษะกระบี่สูง แต่หากกระบี่คมไม่พอก็ไร้ประโยชน์
    ฉึก!
    หลินอวิ๋นกวัดแกว่งกระบี่ปักลงพื้นอย่างแน่วแน่ ทิ้งกระบี่แล้วหันมาใช้หมัดพยัคฆ์ร้ายเข้าสู้แทน
    ปึง ๆ ๆ!
    งูเพลิงโลหิตที่โดนหลินอวิ๋นยั่วโมโหก็ไม่ให้เวลาเขาทันได้ตั้งตัวก็เริ่มจู่โจมเข้ามาอย่างป่าเถื่อน
    วิชาตะวันบริสุทธิ์โคจร พลังภายในหนาแน่นไหลพล่านในร่างกาย 
    ขณะหลบถอยมานั้น หลินอวิ๋นไม่ตระหนกแม้แต่น้อย ใช้วิชาตะวันบริสุทธิ์กระตุ้นหมัดพยัคฆ์ร้ายจู่โจมกลับ
    หนึ่งคนกับงูไล่ล่ากันกลางทุ่งไป่ฮวา
    หลินอวิ๋นที่ใช้วิชาหมัดเข้าสู้เสียพลังภายในไปอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่อาจทำให้งูเพลิงโลหิตบาดเจ็บหนักจริง ๆ ได้
    ในศึกครั้งใหญ่นี้ หลินอวิ๋นเจอจุดอ่อนของงูเพลิงโลหิตเข้าในที่สุด สายโลหิตบนหลังของมันนั่นเอง
    แต่ถึงหมัดพยัคฆ์ร้ายจะมีพลานุภาพรุนแรง ทว่าก็ยังทำลายเกล็ดมันไม่ได้ ขณะที่กำลังหมัดขึ้น ๆ ลง ๆ นั้นยังไหลซึมเข้าไปในร่างกายเขา ทำให้พลานุภาพลดลงอย่างมาก
    สองชั่วยามต่อมา หลินอวิ๋นเหงื่อชุ่มไปทั้งตัว พลังภายในเหือดแห้งจวนจะหมดแล้ว
    การสำแดงและเก็บหมัดพยัคฆ์ร้ายจำเป็นต้องใช้พลังภายใน ต่อให้มีวิชาตะวันบริสุทธิ์ก็ยังรับการสูญเสียพลังไม่ได้ทั้งหมด ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปต้องโดนงูเพลิงโลหิตนี่ทรมานจนตายทั้งเป็นแน่
    ความไม่ยินยอมเสี้ยวหนึ่งหลั่งทะลักออกมาจากใจ หลินอวิ๋นมองเพลิงโลหิตบนหลังงูยักษ์ด้วยความเสียดาย ก่อนจะหมุนตัววิ่งหนีไปสู้ไม่ได้ ก็ได้แต่หนี
    หลินอวิ๋นยังไม่โง่ถึงขนาดโดนอีกฝ่ายถ่วงเวลาจนตาย พลังแฝงในตัวสัตว์อสูรมีมากกว่าเขาเยอะ
    หลินอวิ๋นไม่สู้และคิดหนีเพียงอย่างเดียวทำให้แรงกดดันลดลงไม่น้อย แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็ยังโดนงูเพลิงโลหิตไล่ตามห้าสิบกว่าลี้1เต็ม ๆ จนเหนื่อยสายตัวแทบขาด
    งูเพลิงโลหิตเห็นหลินอวิ๋นหนีไปไกลแล้วก็ส่งเสียงขู่อีกหลายครั้งแล้วไม่ตามมาอีก
    ฟ่อ!
    เมื่อมั่นใจว่างูเพลิงโลหิตรามือแล้ว หลินอวิ๋นถึงพ่นลมหายใจยาว นอนแผ่อยู่กลางทุ่งดอกไม้ บาดแผลตามตัวไม่เบา ทั้งยังมีน้ำจากดอกไม้ต่าง ๆ ปะปนมาด้วย เลยยิ่งดูสภาพย่ำแย่ไปใหญ่
    ภารกิจศิลาวิญญาณยากจริง ๆ
    มิน่าถึงยังเหลือมาให้เขาเลือก ศิษย์ฝ่ายนอกคนอื่น ๆ คงรู้ดีถึงอันตรายในนั้น
    ศึกใหญ่เมื่อครู่นี้หากไม่ระวังเพียงนิดเดียวก็คงต้องแจกสารประกาศการสิ้นชีพไปแล้ว
    หลินอวิ๋นแหงนหน้ามองดวงตะวันร้อนแรงเหนือหัว ถึงในใจเขาจะไม่ได้เสียใจอะไร แต่ก็ยังรู้สึกพ่ายแพ้หมดท่าอยู่ดี
    เขาได้พยายามแล้ว วิ่งตามหาอยู่ในหุบเขาไป่ฮวาสุดลูกหูลูกตาเหมือนคนโง่มาเจ็ดวันเต็ม ๆ
    เขาเคยสู้สุดชีวิต เผชิญหน้ากับสัตว์อสูรขั้นพลังแกร่งกว่าตนหนึ่งขั้นก็ยังสู้มาจนถึงช่วงสุดท้าย พยายามสุดความสามารถจนเกือบสิ้นชีพแต่ก็ยังมิใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝ่าย
    มีสัตว์อสูรงูเพลิงโลหิตที่ขั้นพลังสูงกว่าตนหนึ่งขั้นอยู่ คงจะทำภารกิจศิลาวิญญาณเก็บดอกไป่เหอโลหิตไม่สำเร็จแล้ว 
    เขาเอามือขวาป้องเหนือดวงตาสองข้างเพื่อบังแสงตะวันแสบตา
    ความเหนื่อยล้าและเจ็บปวดจู่โจมเข้ามา หลินอวิ๋นหลับตาลงอย่างไร้เรี่ยวแรงนิด ๆ
    ………
    ครึ่งชั่วยามต่อมา หลินอวิ๋นที่ฟื้นแรงขึ้นมาพอประมาณแล้วลืมตาขึ้นมองท้องนภา
    ใบหน้าหล่อเหลามีความดื้อรั้นเล็ก ๆ ท้องนภาสีครามปรากฏใบหน้าคนสามคน
    ทางขวาคือโจวอวิ๋น สีหน้าเย็นชา แววตาแฝงด้วยจิตสังหาร เจ้ามีสิทธิ์อะไรที่สองเดือนจากนี้จะท้าสู้กับข้า?
    ตรงกลางคือหวังหนิง ใบหน้ามีแต่การเย้ยเยาะ มุมปากยกยิ้มไม่แยแส ไอ้ทาสกระบี่ตัวจ้อย ระวังฐานะเจ้าหน่อย อย่าเพ้อฝันไปเลย!
    ทางขวาสุดคือซูจื่อเหยา ใบหน้างดงามที่สุดแห่งยุคอันเย็นชาราวกับน้ำค้างมีความสูงส่งอยู่ตลอดกาล คำพูดจากปากนางทำให้คนรู้สึกถึงความเย็นชาและหนาวเหน็บในใจยิ่งกว่าใบหน้าน้ำแข็งของนางเสียอีก
    รักษาตัวเองให้ดี
    “รักษาตัวเองให้ดี รักษาตัวเองให้ดี…” หลินอวิ๋นพึมพำกับตัวเองด้วยสีหน้าโมโหเล็กน้อย ข้าทำอะไรเจ้าถึงบอกให้ข้ารักษาตัวเองให้ดี!
    เจ้าของร่างก่อนหลงรักเจ้าจนตัวตาย แต่ไม่เคยบ่นสักคำ ไม่เคยคาดหวังใด ๆ เลย
    เขาแค่ซ่อนความรักนั้นไว้ในส่วนลึกในใจ ซ่อนในร่างกายอันต่ำต้อย คลั่งรักจนตาย!
    แอบรักมาทั้งชีวิต ไม่เคยร้องขอสิ่งใด แต่ได้กลับมาเป็นคำว่ารักษาตัวเองให้ดี
    ใบหน้าสามคนบนฟ้าหายไป ใบหน้าโมโหของหลินอวิ๋นกลับมาสงบนิ่ง เพียงแต่มือขวาที่เดิมทีไร้เรี่ยวแรงกำหมัดแน่นอีกครั้ง ออกแรงกำหมัดทั้งหมด!
    หลินอวิ๋นหยัดกายขึ้นไม่เอ่ยใด ๆ ก่อนจะเดินไปทางต้นไป่เหอโลหิตอีกครั้ง
    ครึ่งก้านธูปต่อมา เขามาถึงที่ที่เขาทิ้งกระบี่ไว้ก่อนหน้านี้
    ช่วงที่จะดึงตัวกระบี่ขึ้นมานั้น เขามีสีหน้าลังเลเล็กน้อย
    กระบี่ไม้หนักขึ้น!
    โคจรพลังภายในแล้วถึงได้ดึงกระบี่ออกมาจากพื้น
    กระบี่ไม้วางราบบนสองมือ หลินอวิ๋นใช้ความเฉียบคมสังเกตเห็นว่าลวดลายตัวกระบี่ต่างออกไปมากราวกับธารใบไม้ร่วงสาดประกายแสงไหลเวียน
    “บุปผามรณะรึ?”
    อักษรโบราณเลือนรางบนด้ามกระบี่ในตอนแรกพลันชัดเจนขึ้นมา อักษรที่สลักอ่านได้เป็นคำว่าบุปผามรณะอันเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายโบราณ
    -โปรดติดตามตอนต่อไป-1 ลี้ หน่วยวัดระยะทางของจีน 1 ลี้ มีความยาวเท่ากับ 500 เมตร