The World : ฝ่าวิกฤต พิชิตโลก

    ตอนที่ 17 งานเข้า (1)

    ย้อนกลับไปในช่วงที่เขากำลังเข้าปะทะกับเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ในสภาวะคลั่งอยู่ขณะนั้น ในเวลาเดียวกันเสียงแห่งการต่อสู้อันดุเดือดเลือดพล่าน ได้ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ ปลุกความกระหายอยากแห่งความอยากรู้อยากเห็นของทุกสรรพชีวิตที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงให้หันเหมาสนใจ ทว่านอกจากเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ในสภาวะคลั่งและมนุษย์บางส่วนที่เหลือรอดอยู่รอบๆบริเวณแล้ว ท่ามกลางความมืดมิดในยามราตรีกาลนี้กลับยังปรากฏประกายตาแดงฉานของสิ่งมีชีวิตอื่นๆอีกนับสิบ ตามจุดต่างๆรอบๆบริเวณสถานที่ต่อสู้ แต่ละสายตาต่างเฝ้าจับตามองฉากการปะทะเบื้องหน้าอย่างสนอกสนใจ 
     และท่ามกลางสายตาเหล่านั้น กลับพบประกายตาสีแดงฉานคู่หนึ่งที่กำลังสั่นระริก สะท้อนถึงความต้องการฆ่าอย่างไม่ปกปิดใดๆ  พร้อมๆกับปลดปล่อยกลิ่นอายแห่งความตาย ผสมปนเปไปกับจิตสังหารอันดำมืดที่ต่างล้นทะลักออกมารอบกาย ผลักดันให้เหล่าสิ่งมีชีวิตที่อยู่ใกล้เคียงต่างพากันสั่นกลัว พร้อมทยอยถอยหนีกันอย่างไม่คิดชีวิต
    ในแววตาคู่นั้นสะท้อนให้เห็นถึงความโกรธแค้นและความต้องการฆ่าเสมือนไม่อาจอยู่ร่วมโลกกันได้  กระนั้นด้วยสัญชาตญาณของตัวมันกลับร้องเตือนถึงภัยอันตรายที่อาจส่งผลคุกคามต่อชีวิต  หากมันผลีพลามพุ่งตัวออกไปฉีกกระฉากเป้าหมายเบื้องหน้าโดยไม่สนใจสิ่งใด
    เพราะในยามค่ำคืนเช่นนี้ตัวมันย่อมเสียเปรียบศัตรูที่แข็งแกร่งอย่างพวกมนุษย์กลายพันธุ์ แถมรวมเข้ากับจำนวนที่มีมากมาย รวมทั้งความสามารถของเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ซึ่งจะถูกยกระดับเพิ่มขึ้นอีกในยามนี้  ยิ่งทำให้มันต้องพยายามระงับอารมณ์และคิดให้ดีๆก่อนจะลงมือ
    ถึงแม้มันจะไม่ได้เกรงกลัวเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ก็ตาม ทว่าหากมันลงมือและทำให้เป้าหมายไหวตัวทันจนหนีไปได้ ย่อมทำให้มันไม่อาจยอมรับ ดังนั้นมันจึงพยายามระงับอารมณ์คุกรุ่น พร้อมๆกับพยายามอดทนอดกั้นความต้องการฆ่าและทำเพียงเฝ้าจับตามองเป้าหมายอย่างไม่วางตา            เมื่อเหตุการณ์ปะทะอันดุเดือดใกล้ถึงจุดสิ้นสุด จากการที่มนุษย์ผู้นั้นเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนไหว พร้อมกับพุ่งทะยานหลบหนีไปอย่างไม่มีสาเหตุ ส่งผลให้เหล่าผู้สังเกตการณ์ต่างพากันมึนงง  ทว่าในช่วงเวลาเดียวกันที่มนุษย์ผู้นั้นตัดสินใจหลบหนี เจ้าของสายตาสังหารเมื่อเห็นเป้าหมายที่มันเล็งไว้กำลังจะหลบหนีไป ตัวมันที่กำลังเฝ้าจับตามองอยู่พลันรู้สึกตื่นตกใจ ทำให้มันจำต้องเลิกล้มการเฝ้ามองและร้องคำรามออกมาเสียงดัง พร้อมทะยานร่างติดตามไปอย่างกระชั้นชิด
    ทว่าด้วยความเร็วที่ต่างกันของมันกับเป้าหมายแถมการไล่ตามของมันยังโดนขัดด้วยเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ในสภาวะคลั่งตัวอื่นๆที่พบเจอตามทางที่ผ่านไป ส่งผลให้มันจำต้องเข้าปะทะกับเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ในสภาวะคลั่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนทำให้การติดตามนั้นขาดช่วงไป  และแม้มันจะสลัดหลุดจากพวกมนุษย์กลายพันธุ์ในสภาวะคลั่งออกมาได้แล้ว แต่การติดตามของมันก็ต้องสิ้นสุดลง ด้วยที่ว่าเป้าหมายของมันนั้นได้หายตัวไปแล้วอย่างไร้ร่องรอย
    โฮกกกกกกกกมันคำรามออกมาด้วยความคับข้องใจและผิดหวังอีกครั้งที่มันดันปล่อยให้เป้าหมายหลบหนีไปได้ แต่ด้วยความอาฆาตพยาบาทที่ฝั่งลึกลงไปในจิตวิญญาณทำให้มันยังพยายามดั้นด้นตามหาอย่างไม่ลดละ แม้จะต้องเข้าห้ำหั่นกับเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ในสภาวะคลั่งนับหลายสิบตัวก็ตาม            จนในที่สุดมันก็พบกับเป้าหมายที่เล็งไว้ได้สำเร็จ ในขณะที่เป้าหมายกำลังยืนเพื่อกระทำบางสิ่งอยู่ ด้วยความแค้นที่ฝั่งลึกและความต้องการฆ่าอย่างที่สุด ทำให้มันไม่สนใจสิ่งใดอีกและตัดสินใจพุ่งตัวเข้าหาทันที จนกระทั่งเห็นเป้าหมายมีการเคลื่อนไหวไปในทิศทางตรงกันข้ามกับที่มันกำลังพุ่งเข้าไป มันจึงตัดสินใจใช้ความสามารถใหม่ที่ได้รับมาพุ่งตัวเข้าไปดักหน้าในตำแหน่งที่เป้าหมายปรากฏตัว พร้อมหวดฆ้อนยักษ์ที่ถืออยู่ใส่เป้าหมายสุดแรง 

    กลับมาปัจจุบัน เห้ยตูมมมมมด้วยประสาทสัมผัสที่เฉียบคมมากยิ่งขึ้น ทำให้เขาสามารถตอบสนองทันต่อการลอบโจมตีครั้งนี้ได้อย่างหวุดหวิด เพราะหากเป็นเมื่อก่อนตัวเขาคงจะจบชีวิตลงไปจากการลอบโจมตีครั้งนี้อย่างแน่นอน          ทว่าตัวเขากลับตื่นตระหนกกับสิ่งที่เผชิญหน้าอยู่มากกว่าจนกระทั่งลืมเลือนเรื่องการเฉียดตายก่อนหน้าไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อพบว่าเจ้าสิ่งมีชีวิตที่ลอบโจมตีเขานั้นมันดันเป็นศัตรูที่เขาเคยปะทะมาก่อนอย่างไม่มีผิดเพี้ยน แต่ความรู้สึกของเขากลับบอกว่าเจ้าสิ่งมีชีวิตตรงหน้า แม้มันจะมีรูปลักษณ์ที่ไม่ได้แตกต่างจากเดิมมากมายเท่าใดนัก ทว่ากลิ่นอายที่มันปลดปล่อยออกมาทำให้เขาที่เพิ่งยกระดับความสามารถไปหมาดๆกลับรู้สึกขนลุกซู่อย่างบอกไม่ถูก อีกทั้งสัญชาตญาณส่วนลึกยังร้องเตือนถึงภัยอันตรายร้ายแรงจากเจ้าสิ่งมีชีวิตตรงหน้าอย่างถี่รัว

    อสูรกลายพันธุ์ขั้น 4 ระดับวิวัฒนาการขั้นต้น วอโนทอรัสเกิดจากการดิ้นรนผสมผสานจิตอาฆาตพยาบาทอย่างรุนแรงส่งผลให้สภาพกาย ใจ แปรเปลี่ยนไป ดั่งเกิดใหม่ ด้วยกำลังและความสามารถที่หลากหลาย เป็นระดับที่เริ่มมีสติปัญญา  - พละกำลัง 100 เท่า- ความเร็ว  80 เท่า- ระดับสติปัญญา 40 จุด                    ***จุดเด่นคือพละกำลังและความสามารถในการเรียนรู้และจดจำความสามารถพิเศษ- เคลื่อนที่แบบตัดระยะ- เบอร์เซิร์ก

    ใช่แล้วมันคืออสูรวัวกลายพันธุ์!หนึ่งในอสูรกลายพันธุ์ที่เคยรุมโจมตีเขาจนทำให้เขาเกือบเอาตัวไม่รอดมาแล้วและไม่น่าเชื่อเลยว่าเขาจะดันโชคดีไปจ๊ะเอ๋กับมันเข้าอีกครั้ง แถมดูจากสภาพและเสียงที่ได้ยินทำให้รู้ได้เลยว่ามันแข็งแกร่งกว่าเดิมเป็นอย่างมาก ที่สำคัญจากสายตาที่มันจ้องมองมาเสมือนว่ามันอยากจะฉีกเขาออกเป็นชิ้นๆยังไงยังงั้น ยิ่งกลิ่นอายสังหารที่เขาสามารถสัมผัสได้จากตัวมัน ผลักดันให้เขารู้สึกขนลุกซู่อย่างบอกไม่ถูกและในตอนนี้คงบอกได้อย่างเดียวว่า งานเข้า! 
    บ้าเอ้ยมันเรื่องบ้าอะไรกันวะปรากฏเม็ดเหงื่อขึ้นตามหน้าขาวสะอาดของเขา แถมสีหน้าของเขาในตอนนี้บ่งบอกได้ถึงความวิตกกังวล ความตื่นตกใจและความไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้รับรู้มาว่าเขาจะมาเจออะไรแบบนี้อีกครั้งในเวลาไล่เลี่ยกันขนาดนี้
    เพราะไม่ว่าจะเจอกี่ครั้งตัวเขาก็ยังรับไม่ได้กับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเกินหยั่งถึงของพวกมัน ด้วยระยะเวลายังไม่ถึง 10 วัน พวกมันกลับกลายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วจนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำว่าหากเวลาได้ล่วงเลยผ่านไป 1 เดือนจะมีมนุษย์หลงเหลืออยู่บนโลกนี้อีกหรือไม่ หรือบางทีโลกนี้คงไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์อย่างแน่แท้
    ยิ่งคิดยิ่งตื่นตระหนกและวิตกกังวลกับอนาคตข้างหน้า จนเริ่มรู้สึกถึงความหวาดกลัวในจิตใจ  ทว่าเพียงชั่วเวลากระพริบตาตัวเขาก็สามารถระงับอารมณ์ของตนเองได้ เพราะว่าไม่ว่าพวกมันจะแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นแค่ไหน ตัวเขาก็จะไม่ยอมรับความตายโดยไม่ดิ้นรนเด็ดขาดและหากพวกมันแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น ตัวเขาก็มีแต่จะต้องทำให้ตัวเองแข็งแกร่งกว่าพวกมันมากยิ่งขึ้นเหมือนกัน 
    ไม่ยอมแพ้เด็ดขาด!แม้ลึกๆจะหวั่นๆอยู่บ้าง ทว่าตัวเขากลับไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวศัตรูที่กำลังเผชิญหน้าอยู่ในเวลานี้เลยด้วยซ้ำ ประหนึ่งความรู้สึกแบบนี้อาจมาจากความสามารถที่ถูกยกระดับขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา  แม้เทียบกันแล้วความสามารถของเขาจะด้อยกว่า กระนั้นก็ใช่ว่าจะไม่มีหนทางชนะซะทีเดียว            เขารีบสงบอารมณ์และตั้งมั่นเผชิญกับศัตรูเบื้องหน้าทันที  พร้อมกับค่อยๆคิดแผนการต่างๆเตรียมรับมือไว้ แม้ภายนอกเขาจะทำตัวปล่อยวางทว่าภายในกลับไม่ได้นิ่งเฉยอย่างที่คิด
    ภายใต้สถานการณที่เริ่มตึงเครียด เขาจึงเริ่มที่จขยับร่างกายเล็กน้อยเพื่อเตรียมพร้อมรับการปะทะทุกเมื่อ ซึ่งในขณะที่เขาเริ่มขยับตัว วอโนทอรัสที่สังเกตเห็นก็เริ่มเตรียมพร้อมเช่นเดียวกัน มันมองมาที่เขาอย่างไม่ละสายตา และค่อยๆแสยะยิ้มออกมาอย่างน่ารังเกียจ เขี้ยวของมันสะท้อนแสงวิบวับกับแสงรุ่งอรุณในยามเช้า ขับเน้นความน่าเกรงขามและความน่ากลัวของมันได้เป็นอย่างดี และก็เช่นเดียวกันที่เขารู้สึกถึงเลือดในกายเริ่มเดือดพล่าน พร้อมแสยะยิ้มชนะใจสาวตอบโต้กลับไป  โฮกกกกกกกกการปะทะเกิดขึ้นทันทีหลังเสียงคำรามอันดังกึกก้องของวอโนทอรัสเสมือนเป็นการปลุกใจก่อนออกรบ  ทั้งสองต่างพุ่งเข้าหากันด้วยความเร็วที่ตามองแทบไม่ทัน
    ฟุบฟุบเคร้งเคร้งฟิ้วฟุบความสามารถที่เหมือนกันต่างถูกใช้งานพร้อมกันทันทีเมื่อถึงระยะปะทะ เขาตัดระยะพุ่งเข้าหามันทางด้านขวามือ พร้อมฟาดหอกเข้าใส่ ทว่าวอโนทอรัสกลับตัดระยะหลบออกมาด้านหลังของเขาพร้อมหวด ฆ้อนยักษ์ของมันเต็มแรงมายังเขาที่โจมตีพลาดไป เสียงลมแหวกอากาศดังจนได้ยิน มันแสยะยิ้มด้วยความกระหายอยากต่อการฆ่าอย่างไม่สนใจสิ่งใดอีก            แม้ตัวเขาจะตื่นตกใจกับการตอบสนองและการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วของอีกฝ่าย  กระนั้นเขาก็ยังไหวตัวทันตัดระยะหลบออกมาอีกครั้งทางด้านหลังพร้อมแทงหอกสุดกำลังไปยังศรีษะวัวๆของมัน     เมื่อพบว่าเป้าหมายสามารหลบพ้นการโจมตีของมันไปได้ ทำให้มันตกตะลึงไปชั่วขณะ แต่ด้วยสัญชาตญาณสัตว์ป่าที่เฉียบคมทำให้มันจำต้องบังคับตนเองหวดฆ้อนเข้าปะทะกับคมหอกของเขาได้อย่างทันท่วงที และจากแรงปะทะครั้งนี้ส่งผลให้ฝ่ายมนุษย์ที่เป็นผู้โจมตีได้ก่อนต้องกระเด็นถอยหลังไปเกือบ 10 ก้าว แต่ฝ่ายตั้งรับกลับถอยหลังไปเพียง 5 ก้าวเท่านั้น
    เคร้งงครืดดดความต่างชั้นของพละกำลัง แสดงผลออกมาอย่างเห็นได้ชัดหลังสิ้นสุดการปะทะครั้งแรก ตัวเขาที่เป็นฝ่ายพลิกโอกาสโจมตีได้ก่อนกลับต้องลอบตื่นตระหนก ทว่าฝ่ายตั้งรับกลับตกตะลึงยิ่งกว่า แม้มันจะโจมตีพลาดและเกือบตอบสนองต่อการโจมตีของอีกฝ่ายไม่ทัน  กระนั้นการปะทะครั้งนี้มันก็ใช้พละกำลังไปเกือบ 9 ส่วนเต็ม แต่ผลการปะทะยังทำให้มันจำต้องก้าวถอยหลังเช่นเดียวกัน ทั้งๆที่มันนั้นน่าจะมีพละกำลังมากกว่าอีกฝ่ายแท้ๆ เพราะว่าตัวมันเองย่อมรับรู้เป็นอย่างดีถึงพละกำลังและความสามารถในด้านอื่นๆที่ถูกยกระดับขึ้นมาแบบก้าวกระโดด ไม่เพียงแค่นั้นมันยังยกระดับการกลายพันธุ์ไปจนถึงขั้นที่ 4  ทว่าจากการปะทะกันทำให้มันรับรู้ได้ว่าตัวมันเองและมนุษย์ที่มันรังเกียจมีระดับพละกำลังที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ซึ่งเรื่องแบบนี้มันยอมรับไม่ได้เด็ดขาด
    ทว่าในความเป็นจริงนั้น ตัวเขาย่อมรู้ดีถึงสาเหตุ เนื่องจากในช่วงของการปะทะเขาได้ทำการเสริมพลังธาตุสายฟ้าเข้าไปในตัวหอกฟ้าคราม ทำให้หอกเกิดการเปลี่ยนแปลงโดยมีประกายสายฟ้าแล่นพาดผ่านไปมาตามตัวหอกจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ทว่านอกจากความสามารถในการทะลุทะลวงที่เพิ่มขึ้น หอกฟ้าครามนั้นยังถูกเสริมความยืดหยุ่นและทนทานเข้าไปอีกเท่าตัว
    เนื่องด้วยแร่ที่ใช้ทำหอกฟ้าครามนั้น นอกจากคุณสมบัติที่รับและกักเก็บพลังธรรมชาติได้แล้ว แร่ตัวนี้ยังมีคุณสมบัติอีกอย่างคือหลังจากที่มันรับพลังธรรมชาติมาสภาพของแร่ก็จะมีความแตกต่างจากเดิม นั่นคือหากมันได้รับธาตุสายฟ้าที่เป็นพลังธรรมชาติเข้าไปตัวแร่จะเกิดการจับตัวกันแน่นขึ้นทำให้มีลักษณะที่แข็งยากแก่การทำลาย
    กระนั้นด้วยคุณสมบัติของสายฟ้าที่นอกจากเสริมความแข็งแกร่งแล้วมันยังช่วยเสริมความยืดหยุ่นแม้จะไม่เท่ากับการเสริมด้วยธาตุน้ำแต่มันก็ถือว่ายืดหยุ่นได้ดีในระดับหนึ่งเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้หลังการปะทะที่รุนแรง แรงส่งที่มาจากการปะทะจึงถูกหอกฟ้าครามดูดซับไปได้มากจนลดถอนกำลังที่ส่งมาถึงตัวเขาลงไป ทำให้เขานั้นแทบไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆเลย
    แม้แต่ละฝ่ายจะลอบตื่นตระหนกกับการเปลี่ยนแปลงของศัตรู ทว่าหลังการปะทะผ่านไปได้เพียงไปกี่วินาที ทั้งสองฝ่ายต่างแสยะยิ้มออกมาพร้อมกัน เสมือนรับรู้ได้ว่างานนี้ มันส์แน่นอน!
    ไม่มีการเสียเวลา ไม่มีการรั้งรอ ต่างฝ่ายต่างเร่งความเร็วจนสุดเข้าปะทะ พัวพันกันอย่างไม่หยุดยั้ง เสียงอาวุธจากการปะทะกันดังสนั่น เคร้งคร้าง ทั้งสองต่างฟาดฟันกันอย่างไม่ยอมถอย
    ฝ่ายหนึ่งหลบฝ่ายหนึ่งสวน ฝ่ายหนึ่งตั้งรับ ฝ่ายหนึ่งหลอกล่อ ผลัดกันรุกผลัดกันรับ อย่างไม่มีใครยอมใคร แม้ตัวเขาที่เป็นมนุษย์จะเสียเปรียบในเรื่องของพละกำลังและความสามารถโดยรวม แต่ว่าความปราดเปรี่ยวและความคล่องตัวของเขาย่อมเป็นจุดเด่นที่จะข่มอีกฝ่ายได้อย่างชะงัก
    แม้อีกฝ่ายจะมีความเร็วที่มากกว่าแต่ด้วยขนาดตัวที่ใหญ่กว่า จึงถือเป็นจุดอ่อนในการปะทะครั้งนี้อย่างเห็นได้ชัด ทว่าข้อได้เปรียบของเขายังไม่หมดเท่านั้น ด้วยความที่เป็นมนุษย์ย่อมมีความคิดความอ่านที่กว้างไกลกว่าสัตว์เดรัจฉาน  
    ดังนั้นเรื่องเล่ห์เหลี่ยมจึงเทียบกันไม่ติด ที่สำคัญแม้วอโนทอรัสจะขึ้นชื่อว่าเริ่มมีระดับสติปัญญา แต่สิ่งที่เขาเห็นและประเมินได้ทำให้เขาคาดคิดว่า มันก็เสมือนเป็นเด็กที่เริ่มรู้จักคิดอ่านเขียนเท่านั้นและด้วยความที่มันมีความคิดแบบเด็กๆเลยทำให้มันย่อมไม่ยอมใครตามประสา แต่ที่เห็นได้อย่างชัดเจนคืออารมณ์ความรู้สึกนั้นมีแต่ความโมโหโกรธาอยู่ตลอดเวลา   และในช่วงที่มันถูกเขาหลอกล่อจนสามารถลอบโจมตีใส่มันได้ ทำให้มันเสมือนคลั่งไปเลยทีเดียว
    ด้วยเหตุนี้การต่อสู้ในช่วงหลังๆสำหรับเขาจึงเสมือนเย้าแหย่เด็กเล่นเท่านั้น เพียงแต่เด็กนั้นหากเขาพลั้งเผลออาจโดนเด็กมันฆ่าตายในพริบตาได้อย่างไม่น่าแปลกใจ
    หลังการปะทะกันผ่านพ้นไปได้เกือบ ครึ่งชั่วโมง ตัวเขาเริ่มรู้สึกผ่อนคลาย เนื่องจากเขาสามารถคุมสถานการณ์ไว้ได้อย่างหมดจดแล้ว!
    ทว่าคนหรือจะสู้ฟ้าลิขิต ปรากฏเหตุการณ์เหนือคาดหมายขึ้น เมื่ออยู่ดีๆ วอโนทอรัสเกิดคลุ้มคลั่ง จนเกิดประกายไฟลุกลามทั่วตัวและเสียงที่ดังขึ้น ทำให้เขาหน้าซีดเผือดพร้อมสบถออกมาเสียงดัง
    เบอร์เซิร์กเข้าโหมดสภาวะคลุ้มคลั่งยกระดับความสามารถทุกด้านเพิ่ม 3 เท่า- พละกำลัง 300 เท่า- ความเร็ว 240 เท่า- ไร้สติปัญญา- สัญชาตญาณ 100 เปอร์เซ็นต์
    ชิบหายละ!

    End

    error loaded
    พิมพ์คำอธิบายที่นี่