แสงทองแรกของวันใหม่ขับไล่ความมืดมิดออกจากตรอกคอกไก่ ไอหมอกจางลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือหลังคาแฝกเก่าคร่ำคร่า กลิ่นฟืนไหม้คลุกเคล้ากับกลิ่นหอมละมุนของน้ำแกงเคี่ยวซีอิ๊วดังเดิม ทว่าเช้านี้ บรรยากาศภายในร้านข้าวต้มกลับแฝงไปด้วยความเงียบสงัดอันแปลกประหลาด
บนโต๊ะหินกลางร้านมีห่อผ้าหยาบสองห่อวางอยู่ ข้างกันนั้นคือหม้อดินขนาดเล็กที่บรรจุไข่ต้มผิวสีน้ำตาลทองสิบฟอง
หยุนฟานนั่งอยู่บนม้านั่งตัวเตี้ย มือหนากำลังใช้มีดไม้ไผ่เหลาไม้เสียบลูกชิ้นอย่างเชื่องช้า ท่วงท่าของเขาเนิบนาบราวกับไร้เื่ราวให้ทุกข์ร้อน ทว่าดวงตาสีน้ำหมึกคู่นั้นกลับจับจ้องไปยังบุตรชายและบุตรสาวที่อยู่ในชุดผ้าป่านสีครามรัดกุม
"ท่านพ่อ... ลูกพร้อมแล้ว" เสี่ยวหัวเอ่ยเสียงเบา นางก้มหน้าลงต่ำเพื่อซ่อนหยาดน้ำตาที่คลอเบ้า
"พร้อมก็ออกเดินทาง" หยุนฟานเอ่ยเสียงเรียบ ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง "จำคำของพ่อไว้ ยามอยู่ภายนอก พวกเ้าคือเด็กกำพร้าจากหมู่บ้านห่างไกล ห้ามเอ่ยถึงตรอกคอกไก่ ห้ามเอ่ยถึงชื่อของพ่อและแม่ ๆ ของเ้าเด็ดขาด"
"เข้าใจแล้วท่านพ่อ ข้าจะจำให้ขึ้นใจ!" เสี่ยวิทุบอกตัวเองฉาดใหญ่ ทว่าสายตากลับเหลือบมองหม้อดินใส่ไข่ต้มตาเป็มัน "ทว่า... ท่านพ่อ ไข่ต้มพวกนี้คือ..."
"ไข่ต้มธรรมดา" หยุนฟานขัดขึ้นทันควัน "แต่พ่อเคี่ยวด้วยน้ำซีอิ๊วสูตรพิเศษสามวันสามคืน ยามที่พวกเ้าเหนื่อยล้าจนปราณแท้จริงเหือดแห้ง จงกินมันวันละหนึ่งฟอง ห้ามกินเกินกว่านั้นเด็ดขาด"
ธรรมดากับผีน่ะสิ!
เสียงหนึ่งอุทานขึ้นในใจของซูชิงฉวนที่เดินถือกระบอกน้ำเข้ามา นางรู้ดีว่าไข่ต้มเ่าั้คัดสรรมาจากแม่ไก่ที่จิกกินสมุนไพรทิพย์เก้าใบเถา แถมหยุนฟานยังแอบใช้ปราณเทพเผ่าที่สิบสี่สลักค่ายกลหลอมรวมดวงจิตไว้ที่เปลือกไข่ กินเข้าไปเพียงหนึ่งฟอง ต่อให้กระดูกหักทั่วร่างก็ฟื้นคืนชีพได้ในชั่วเคี้ยวหมากแหลก ทว่าสามีของนางก็ยังคงปากแข็งดุจหินผาเสมอต้นเสมอปลาย
หลิ่วหรู่เยี่ยนและเมิ่งชิวเหยาเดินเข้ามาสมทบ หหลิ่วหรู่เยี่ยนขยับเข้าไปใกล้เสี่ยวหัว นางไม่ได้กอดบ่นพร่ำเพรื่อ ทว่าเอื้อมมือไปจัดคอเสื้อของบุตรสาวให้เรียบร้อย นิ้วมือของนางสั่นเทาเล็กน้อย สายตาของยอดฝีมือกระบี่ที่เคยดุดัน บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความห่วงใยอันลึกซึ้งที่ไม่อาจเอ่ยเป็คำพูด
"กระบี่ไม้ที่แม่ให้เ้าพกติดตัว... ยามไม่จำเป็ ห้ามชักออกจากฝักเด็ดขาด" หหลิ่วหรู่เยี่ยนกระซิบ
"ลูกทราบแล้วท่านแม่ใหญ่" เสี่ยวหัวพยักหน้ารับ รู้ดีว่ากระบี่ไม้เล่มนั้นทำจากแก่นไม้เหมยพันปีที่แช่ในสระโลหิต์ หากชักออกมา ไอพลังย่อมทลายฟ้าดินได้
ขณะเดียวกัน เมิ่งชิวเหยายืนอยู่ข้างหยุนฟาน สายตาของนางไม่ได้จับจ้องที่ลูก ๆ ทว่ากลับมองลึกเข้าไปในดวงตาของสามี หยุนฟานละมือจากมีดไม้ไผ่ เขาสบสายตากับนาง ดวงตาทั้งคู่ประสานกันในความเงียบ ไร้เสียงพูดจา ทว่ากระแสความห่วงใยและคำมั่นสัญญาที่จะดูแลบ้านหลังนี้เด่นชัดในแววตา หยุนฟานยื่นมือไปกุมมือนางไว้เบาๆ ความอบอุ่นสายหนึ่งแล่นผ่านฝ่ามือหยาบกร้าน ขจัดความกังวลในใจของอดีตนักฆ่าสาวจนสิ้น
"ไปได้แล้ว" หยุนฟานเอ่ยปากไล่ดุจคนใจดำ
เด็กทั้งสองคุกเข่าโขกศีรษะลาบิดามารดาสามครั้ง ก่อนจะคว้าห่อผ้าและหม้อดินวิ่งออกจากร้านไปโดยไม่คิดหันหลังกลับ
ระยะทางจากเมืองหลวงสู่เทือกเขาเมฆาครามกว้างใหญ่ไพศาล ทว่าที่บริเวณหน้าประตูทิศประจิมของเมืองหลวงยามนี้ กลับคลาคล่ำไปด้วยผู้คน รถม้าหรูหราของบรรดาคุณหนูคุณชายจากตระกูลขุนนางจอดเรียงรายเป็ทิวแถว ทุกคนต่างมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือการเข้าร่วมการคัดเลือกศิษย์ของสำนักเมฆาคราม
เสี่ยวิเดินเคี้ยวถั่วต้มตุ้ย ๆ พลางมองซ้ายมองขวาด้วยความตื่นตาตื่นใจ "พี่ใหญ่ ดูรถม้าคันนั้นสิ ใหญ่โตปานศาลเ้าบ้านเราเลย!"
"เสี่ยวิ สำรวมหน่อย ท่านพ่อบอกให้พวกเราทำตัวกลมกลืน" เสี่ยวหัวดุน้องชาย ทว่าตัวนางเองก็ต้องชะงักเมื่อมีร่างของสตรีผู้หนึ่งเดินชนไหล่นางอย่างจัง
ปึก!
"ว้าย! ไอ้เด็กบ้านนอก ตาบอดหรืออย่างไร ถึงได้มาเดินขวางทางคุณหนูของข้า!" เสียงแหลมเล็กของสาวใช้ในชุดผ้าไหมสีเขียวตวาดลั่น
เื้ัของสาวใช้คนนั้น คือสตรีร่างอ้อนแอ้นในชุดหรูหราสีแดงเพลิง ใบหน้างดงามทว่าเชิดสูงดุจพญาหงส์ นางคือ "หลินเพ่ยเอ๋อร์" บุตรีของเสนาบดีกรมพิธีการ ผู้มีพร์ระดับรากปราณปฐีขั้นสูง มั่นใจในตัวเองจนเกินขอบเขต
"ขออภัยด้วยพี่สาว แต่ท่านเดินมาชนพวกเราเองนะ" เสี่ยวิสวนกลับทันควันตามประสาเด็กซื่อ
"หนอย! ไอ้เด็กปากเสีย! รู้หรือไม่ว่าคุณหนูของข้าคือใคร!" สาวใช้กางปีกปกป้องเ้านาย เงื้อมือหมายจะตตบหน้าเสี่ยวิเพื่อสั่งสอน
ทว่า... จังหวะซิทคอมพลันบังเกิด!
กิ๊กๆๆ! พึ่บพั่บ!
เสียงปีกกระพืออย่างบ้าคลั่งดังขึ้นจากใต้เกวียนบรรทุกผักข้าง ๆ ร่างสีเหลืองทองของ "เ้าเจ็ด" พุ่งทะยานพรวดออกมา! ที่แท้พ่อไก่ชนตัวแสบแอบซ่อนตัวอยู่ในตะกร้าผ้าผ่อนของเสี่ยวิั้แ่เมื่อคืนเพราะกลัวโดนหยุนฟานจับต้มใส่ฟักเขียว มันใเสียงตวาด จึงพุ่งเข้าใส่เป้าหมายที่อยู่ใกล้ที่สุดทันที!
ควับ! เพียะ!
อุ้งเท้าไก่ชนตบเข้าที่ยอดอกของสาวใช้คนนั้นอย่างจัง แรงกระแทกอันมหาศาลตามมาตรฐานไก่แดนเทพ ส่งร่างของสาวใช้ปลิวละลิ่วถอยหลังไปชนเข้ากับรถม้าหรูหราของหลินเพ่ยเอ๋อร์จนรถม้าเอียงวูบ
"ว้าย! ไก่บ้ามาจากไหน!" หลินเพ่ยเอ๋อร์กรีดร้องลั่นยามที่เ้าเจ็ดบินร่อนลงบนศีรษะของนาง ขาเรียวของมันตะกุยตะกายจนมวยผมที่อุตส่าห์แต่งมาสามชั่วยามพังทลายกลายเป็รังนก ของมีค่าประดับประดาร่วงกราวลงพื้นดิน
"เ้าเจ็ด! อย่าทำคุณหนูคนสวย!" เสี่ยวิร้องห้าม ทว่าน้ำเสียงกลับกลั้นหัวเราะจนหน้าดำหน้าแดง
"จับมัน! ใครก็ได้ฆ่าไอ้ไก่ตัวนี้ที!" หลินเพ่ยเอ๋อร์แผดเสียงก้องด้วยความอับอายขายหน้า ยอดฝีมือคุ้มกันตระกูลหลินสามคนชักดาบพุ่งเข้าใส่เ้าเจ็ดทันที
จังหวะการลงมือของยอดฝีมือคุ้มกันเฉียบคมและรวดเร็ว ปลายดาบคมกริบสามเล่มปิดล้อมทิศทางหนีของเ้าเจ็ดไว้จนหมดสิ้น ทว่าเสี่ยวหัวไม่อาจปล่อยให้สัตว์เลี้ยงของบ้านต้องกลายเป็ไก่สับ
"เสี่ยวิ นำเ้าเจ็ดหนีไป!" เสี่ยวหัวสั่งการ
นางขยับกายพุ่งร่างวาบ ท่วงท่าของนางสง่างามดุจกิ่งไผ่ต้องลม วิชาตัวเบาที่เมิ่งชิวเหยาคอยเคี่ยวเข็ญถูกปลดปล่อยออกมาอย่างนุ่มนวล นางไม่ได้ใช้ปราณเทพ ทว่าใช้เพียงกระบี่ไม้ในมือเข้าสกัด
เคร้ง! เคร้ง!
เสียงโลหะปะทะไม้ดังสะท้าน เสี่ยวหัวตวัดกระบี่ไม้สลักสะกิดข้อต่อข้อมือของผู้คุ้มกันคนแรกอย่างแม่นยำ แรงส่งทำให้อีกฝ่ายข้อมือชาหนึบจนดาบหลุดมือหล่นพื้น ร่างของนางม้วนตัวหลบวิถีดาบที่สองอย่างหวุดหวิด ปลายเท้าสะกิดก้อนหินบนพื้นดินพุ่งเข้ากระแทกจุดยุทธศาสตร์กลางเป้ากางเกงของผู้คุ้มกันคนที่สองอย่างจัง!
"อุ๊บ..." ผู้คุ้มกันคนนั้นตาตั้ง ใบหน้าเขียวคล้ำ ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นโคลนทันตาเห็น
In ขณะเดียวกัน เสี่ยวิวิ่งโร่เข้าไปอุ้มเ้าเจ็ด ทว่าผู้คุ้มกันคนที่สามกลับพุ่งกระบี่ตามหลังเด็กชายมาติด ๆ ระยะห่างเหลือเพียงสามชุ่น!
"ไอ้หนู! ตายเสียเถอะ!" ผู้คุ้มกันแผดเสียง
เสี่ยวิไม่ได้หันกลับมามอง ทว่าสัญชาตญาณอันเฉียบคมที่ถูกหยุนฟานทุบตีมาั้แ่เด็กทำให้น้องชายขยับเท้าก้าวไขว้ ท่าร่าง "ก้าวพระบาทท่องดารา" ถูกนำมาใช้โดยสัญชาตญาณ ร่างของเด็กชายเบี่ยงหลบวิถีกระบี่ได้อย่างปาฏิหาริย์ ราวกับงูเลื้อยฝ่าดงหญ้า ปลายกระบี่ของศัตรูจึงพุ่งพลาดเป้า ไปปักเข้ากับล้อรถม้าของตระกูลหลินจนหักสะบั้น!
โครม!!!
รถม้าหรูหราที่เสียสมดุลอยู่แล้วพลันพลิกคว่ำตะแคงข้าง ส่งร่างของหลินเพ่ยเอ๋อร์ลอยละลิ่วตกลงมาหน้าคะมำจมลงไปในกองผักกาดขาวเน่าของเกวียนข้าง ๆ สภาพงดงามปานนางฟ้าบัดนี้กลายเป็เทพธิดาผักดองไปในชั่วเคี้ยวหมากแหลก
"ฝากไว้ก่อนเถอะ! ไอ้พวกเด็กบ้า!" เสียงหลินเพ่ยเอ๋อร์อู้อี้ดังมาจากกองผัก
เสี่ยวหัวและเสี่ยวิไม่รอช้า พวกเขารีบอาศัยจังหวะที่ฝุ่นตลบและผู้คนกำลังชุลมุน อุ้มเ้าเจ็ดยัดใส่ตะกร้าแล้วพุ่งทะยานร่างหนีออกจากประตูเมือง มุ่งหน้าสู่เทือกเขาเมฆาครามอย่างรวดเร็ว โดยไม่รู้เลยว่า วีรกรรม "ไก่ชนถล่มรถม้าเสนาบดี" ได้กลายเป็เื่เล่าขำขันโจษจันไปทั่วเมืองหลวงภายในวันเดียว
ห่างออกไปบนยอดไม้ใหญ่ห่างจากประตูเมืองราวครึ่งลี้ ร่างสายหนึ่งในชุดผ้าคลุมสีเทากำลังยืนนิ่ง สายตาคมกริบดุจเหยี่ยวจับจ้องไปยังทิศทางที่สองพี่น้องตระกูลหยุนหนีไป ชายผู้นี้มีกลิ่นอายปราณอันลึกล้ำระดับผสานแก่นแท้ บนอกเสื้อปักลวดลายเมฆาสีคราม
เขาคือ "ผู้เฒ่าชิงหลิว" หนึ่งในผู้าุโคุมกฎแห่งสำนักเมฆาครามที่เดินทางมาสังเกตการณ์การรับสมัครศิษย์
"ท่าร่างเมื่อครู่... ช่างประหลาดนัก" ชิงหลิวพึมพำ น้ำเสียงแฝงความประหลาดใจ ดวงตาเบิกกว้างเล็กน้อย "เด็กสองคนนั้นอายุไม่ถึงสิบขวบ ทว่ากลับมีรากฐานกายาที่แ่าจนน่ากลัว วิชาตัวเบาก็ลึกล้ำราวกับวิชาของยอดฝีมือยุคโบราณ... ที่สำคัญ ไก่ตัวนั้นมันคืออะไรกันแน่?"
ชิงหลิวลูบเคราขาวเบา ๆ รอยยิ้มลึกล้ำปรากฏบนใบหน้าเหี่ยวย่น "ดูท่าการเปิดรับศิษย์ของสำนักเมฆาครามในปีนี้ ย่อมต้องมีเื่สนุกสนานให้ชมดูเป็แน่ ข้าต้องรีบกลับไปรายงานท่านเ้าสำนัก"
ร่างของผู้เฒ่าชิงหลิวพลันเลือนหายไปกับสายลม ทิ้งไว้เพียงใบไม้ใบหนึ่งที่ร่วงหล่นสู่พื้นดิน
กงล้อแห่งโชคชะตาได้ชักนำสายเืเทพและมนุษย์ให้ก้าวเข้าสู่สมรภูมิแห่งยุทธภพแล้ว สำนักเมฆาครามอันยิ่งใหญ่บัดนี้กำลังจะกลายเป็ลานประลองที่รองรับความป่วนและความแค้นที่ไม่อาจคาดเดาได้!