ฮาเซ็มลูกน้องคนสนิทกำลังมองไปยังนายเหนือหัวของตนด้วยความประหลาดใจเมื่อวานเขาเพิ่งทบทวนแผนการต้อนรับแขกคนสำคัญกับเ้านายไปหลังจากทบทวนกันไปแล้วหลายรอบก็ดูท่าว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรอีก แต่มาวันนี้ ตอนนี้ ตอนที่เขากำลังจะออกไปปฏิบัติการ ท่านชีคของเขากลับเปลี่ยนใจซะงั้นเป็เื่ซึ่งผิดปกติวิสัยของท่านเป็ที่สุด
“อะไรนะครับท่านชีคจะไปรับคุณฟาริดาด้วยตัวเองเหรอครับก็ไหนตามแผนท่านชีคจะให้ผมปลอมเป็ไกด์ไปรับเธอมาไงละครับ” ฮาเซ็มถามเ้านายด้วยความประหลาดใจ
“ฉันแค่นึกสนุกอยากเล่นเป็ไกด์บ้างไม่ได้รึไงฮาเซ็ม ว่าแต่นายเถอะบอกฮัดซันให้จัดการเื่ริน่ารึยังอย่าให้เข้ามาวุ่นวายในแผนการได้ละ”
“บอกแล้วครับท่านชี..” ยังไม่ทันที่ฮาเซ็มจะพูดจบก็ถูกท่านชีคเบรกซะก่อน
“หยุดเลยฮาเซ็มั้แ่นี้ไปนายต้องเรียกฉันว่ายังไง” ชีคชารีฟาสั่งเสียงเข้ม
“คุณชารีฟครับ”ฮาเซ็มรีบตอบ
“แล้วฉันเป็ใคร”
“เป็ไกด์ประจำคณะทัวร์ครับ”
“ดีมาก นายห้ามหลุดเด็ดขาด ไม่งั้นฉันจะฟ้องท่านผู้เฒ่าว่านายละเลยหน้าที่”ชีคชารีฟาขู่
“แฮะๆไม่หลุดแน่นอนครับ” ฮาเซ็มรีบรับคำเสียงอ่อย ในใจนึกอยากไปทำหน้าที่จัดการกับริน่าแทนฮัดซันขึ้นมาตงิดๆแต่คิดอีกทีอยู่ทางนี้ก็อาจจะมีอะไรสนุกๆให้ทำเยอะกว่าก็ได้ ถึงจะเสี่ยงโดนเตะทุกวันก็เถอะ
“นี่ ฮาเซ็มป่านนี้แล้วทำไมยัยนั่นถึงยังไม่มาอีกนะ นี่มันเลยเวลานัดมาครึ่งชั่วโมงแล้วนะ”ชารีฟบ่นในขณะที่กำลังรอปลายฟ้า
“เอ่อคุณชารีฟครับ คือเครื่องเพิ่งลงเมื่อยี่สิบนาทีที่แล้วเองนะครับผมว่าตอนนี้คุณปลายฟ้าคงกำลังรอรับกระเป๋าอยู่นะครับ” ฮาเซ็มเห็นอาการหงุดหงิดของเ้านายหนุ่มก็ชักใจคอไม่ดีทำไมหมู่นี้เ้านายที่แสนจะสุขุมในทุกเื่กลับดูเป็หนุ่มเืร้อนไปซะได้นะ
“รอกระเป๋าเรอะ จะขนอะไรกันมานักหนา แต่อย่างว่าแหละลูกผู้ดีมีเงินฐานะอย่างยัยคุณหนูนั่นคงต้องขนกันมาเยอะหน่อย” ชารีฟบ่นพร้อมกับหันมาทำหน้าไม่สบอารมณ์กับฮาเซ็มคนสนิท
“อ้ะนั่นไงครับคุณชารีฟคุณปลายฟ้าเธอมานู่นแล้วครับ เอ๊แต่ทำไมมีกระเป๋าแค่สองใบเองละครับที่ผมเห็นก็มีแค่เป้สะพายหลังกับ กระเป๋าเดินทางใบเดียวเองนะครับ ไม่เห็นจะเยอะเลย”ฮาเซ็มบอกอย่างตรงไปตรงมา พร้อมกับชารีฟที่หันกลับไปมองยังประตูผู้โดยสารขาออกทันที
“เอาเถอะๆไปกันได้แล้ว เขาชะเง้อคอมองหาใหญ่แล้ว” ชารีฟรีบเดินออกไปพร้อมกับถือแผ่นป้ายแสดงชื่อปลายฟ้าอัลลียาดทันที
“สวัสดีครับไม่ทราบว่าคุณคือคุณปลายฟ้า อัลลียาดรึเปล่าครับ” ชารีฟทักทายขณะที่ปลายฟ้ากำลังจ้องมองมาทางป้ายชื่อที่ชารีฟถืออยู่พอดี
“ใช่ค่ะไม่ทราบว่าคุณคือ”
“ชารีฟครับผมชื่อชารีฟเป็หัวหน้าคณะทัวร์และไกด์นำเที่ยวของคุณในทริปนี้และนี่ฮาเซ็มคนขับรถและลูกจ้างอีกคนในคณะครับ ยินดีต้อนรับสู่รัฐจามาลครับ”ชารีฟยิ้มแย้มทักทาย
“สวัสดีค่ะคุณชารีฟคุณฮาเซ็มยินดีที่ได้รู้จักคะ” ปลายฟ้ายิ้มแย้มทักทายอย่างเป็กันเอง
“สวัสดีเช่นกันครับคุณปลายฟ้าเดี๋ยวผมช่วยขนกระเป๋าให้นะครับ แล้วก็เชิญทางนี้ครับรถจอดรออยู่หน้าประตูแล้วครับ”ฮาเซ็มรีบเข้าไปขนกระเป๋าเดินทางอย่างกระตือรือร้น พลางออกนำทั้งสองไปยังที่จอดรถและมุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางทันที
“เอ่อคุณชารีฟคะคือตอนนี้เราจะไปที่ไหนกันคะ ตามโปรแกรมที่จัดไว้ในอินเทอร์เน็ตระบุว่าเราจะพักที่โรงแรมในตัวเมืองเป็คืนแรกแต่ดูตามเส้นทางที่ผ่านมาแล้วเหมือนกับว่าเรากำลังออกนอกเมืองแล้วก็มุ่งหน้าไปทะเลทรายเลยนะคะ” ปลายฟ้าถามเพราะบรรยากาศสองข้างทางค่อยๆเปลี่ยนจากบริเวณที่เต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างมากมายเป็ต้นปาล์มมากบ้างน้อยบ้างจนกระทั่งเริ่มมองเห็นแต่ผืนทรายตลอดแนว
“เอ่อ ก่อนอื่นผมต้องขอโทษคุณปลายฟ้าจริงๆครับคือทางเรามีการเปลี่ยนแปลงโปรแกรมการเดินทางนิดหน่อยเนื่องจากวันนี้สภาพอากาศโปร่งแล้วผมเองคิดว่าคุณปลายฟ้าดูท่าทางจะไม่เหน็ดเหนื่อยจนเกินไปเลยเปลี่ยนที่พักไปเป็โอเอซิสใหญ่แถบแนวชายแดนจามาลนะครับเพื่อเป็การไม่เสียเวลา เพราะเห็นว่าคุณปลายฟ้าจำกัดการมาแค่สองอาทิตย์เท่านั้นหวังว่าคุณปลายฟ้าคงไม่ว่าอะไรนะครับ” ชารีฟรีบตอบไปตามแผนที่วางเอาไว้จะว่าไปยัยคนนี้ก็ช่างสังเกตเหมือนกันนะนึกว่าจะสวยอย่างเดียวซะอีกแต่อย่างว่าละนะดูจากประวัติแล้วปริญญาตรีสาขาศิลปศาตร์จากอิตาลีหนึ่งใบ เศรษฐศาสตร์จากอเมริกาหนึ่งใบปริญญาโทสาขาการจัดการระหว่างประเทศอีกหนึ่งใบคงไม่โง่นักหรอกนอกจากว่าจะใช้เงินซื้อปริญญามาประดับเท่านั้น
“อ๋อฟ้าไม่มีปัญหาหรอกค่ะ ว่าแต่จะมีการเปลี่ยนแปลงโปรแกรมอะไรหลังจากนี้อีกรึเปล่าคะฟ้าจะได้เตรียมตัวให้พร้อม” ปลายฟ้าถามเพื่อความรอบคอบเนื่องจากตอนแรกเธอคิดว่าจะได้พักในตัวเมืองคืนแรกเลยคิดจะซื้อของใช้ส่วนตัวเล็กๆน้อยๆก่อนออกท่องทะเลทรายจริงๆ
“ไม่ต้องเตรียมตัวอะไรหรอกครับทางเราจัดเตรียมทุกอย่างไว้ให้พร้อมแล้วนอกเสียจากว่าคุณปลายฟ้าจะเปลี่ยนใจไม่อยากท่องทริปทะเลทรายแล้วเปลี่ยนเป็ช๊อปปิ้งแทนผมจะได้ให้ฮาเซ็มกลับรถให้”
“ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะฟ้าแค่อยากซื้อของใช้ส่วนตัวเล็กน้อยก่อนออกทริปเพราะตอนจัดกระเป๋าฟ้าเตรียมของมาไม่ครบ แต่ไม่เป็ไรหรอกคะฟ้าคิดว่าทางคณะน่าจะมีของพวกนี้จัดเตรียมไว้ให้อยู่แล้ว” ปลายฟ้าตอบพร้อมกับนึกโมโหคนข้างกายขึ้นมาหน่อยๆเพราะั้แ่พบกันและได้พูดคุยกันสักระยะปลายฟ้ารู้สึกว่านายชารีฟคนนี้มักจะมองเธอด้วยสายตาแปลกๆรวมทั้งคำพูดและท่าทางของเขาที่บางครั้งทำให้เธอคิดว่าเขาไม่น่าจะเป็แค่ไกด์นำทาง แต่เป็พวกชนชั้นสูงที่คอยเหยียดคนอื่นอยู่ตลอดเวลาซะมากกว่า‘หรือว่าจริงๆแล้วนายนี่เป็ลูกผู้ดีตกยากที่จำใจต้องมาทำงานหาเลี้ยงครอบครัวกันนะดูสายตากับท่าทางนั่นสิ นึกว่าตัวเองเป็เ้าของประเทศรึไงดูกร่างซะไม่มีละนายไกด์เอ้ย’ ปลายฟ้าคิดในใจพร้อมทั้งตั้งใจว่าจะลองเอาความคิดนี้ไปใส่ในพล็อตนิยายเื่ใหม่ของตัวเองด้วย
“ของใช้ เช่นอะไรบ้างครับ หวังว่าคงไม่ใช่พวกน้ำหอม ครีมกันแดด หรือสารพัดเครื่องสำอางหรอกนะครับถ้าเป็ของพวกนั้นทางคณะเราไม่มีจัดเตรียมไว้ให้จริงๆเพราะงบประมาณไม่เพียงพอขนาดนั้น” ชารีฟพูดจาประชด ‘นึกอยู่แล้วเชียวเห็นเอากระเป๋ามาแค่นั้น คงกะมาผลาญเงินที่นี่เต็มที่ละสิไม่รู้จักคิดจริงๆ’
“คุณชารีฟคะ ดิฉันว่ามาทริปทะเลทรายคงไม่ต้องใช้ของพวกนั้นเกินความจำเป็หรอกคะยกเว้นครีมกันแดดซึ่งดิฉันเตรียมมาพร้อมแล้ว แต่ฟังจากที่คุณพูดมาแสดงว่าปกติคนที่นี่เขาแต่งหน้าอาบน้ำหอม ขี่อูฐท่องทะเลทรายกันหรือคะ” ปลายฟ้าชักทนไม่ไหวกับการพูดจายียวนของชารีฟเลยโต้กลับไปบ้าง‘ตาไกด์นี่พูดจากวนประสาท แถมท่าทางไว้ตัวพิลึกเห็นแล้วหมั่นไส้แฮะ แรกๆก็พูดจาทักทายต้อนรับดีหรอก แต่ยิ่งพูดด้วยยิ่งอาการหนัก สงสัยจะเป็อย่างที่เราคิดหรือไม่ก็อากาศร้อนก็เลยยิ่งเพี้ยนหนักเข้าไปใหญ่’
“นี่คุณ ผมไม่ได้หมายความแบบนั้นสักหน่อย ก็แค่คิดว่าพวกผู้หญิงแบบคุณจะไปที่ไหนก็คงขาดของใช้พวกนั้นไม่ได้ต่างหาก อย่าคิดเป็แบบอื่นสิครับหวังดีนะเนี่ยเพราะถ้าใช่ผมก็คงให้ฮาเซ็มกลับรถไปส่งคุณที่สนามบินตามเดิมหรือเปลี่ยนให้ไปทัวร์กับคณะอื่นเพราะทริปนี้เป็ทัวร์แบบลุยๆผู้หญิงแบบคุณคงไม่เหมาะยิ่งเดินทางคนเดียวด้วย” ชารีฟไม่วายพูดจาหาเื่ต่อ
“นี่คุณ ฉันตัดสินใจซื้อทัวร์จ้างคุณมาเป็ไกด์เนี่ยฉันคิดก่อนทำนะคะแต่ถ้ารู้ล่วงหน้าว่าจะมาเจอไกด์ปากแบบคุณเนี่ยฉันคงต้องขอคิดใหม่ไม่ขอเปลี่ยนตัวไกด์ก็เปลี่ยนคณะทัวร์ไปเลยดีกว่า” ปลายฟ้าหงุดหงิดขึ้นไปอีก‘อากาศก็ร้อนจะแย่อยู่แล้ว ยังมาเจออีตาไกด์ปากเสียนี่อีกบ้าชะมัด’
“อยากเปลี่ยนไกด์หรือครับได้แน่แต่คงต้องเป็ทริปหน้าละ เพราะตอนนี้พวกผมพาคุณมาจะถึงสุดเขตแดนจามาลแล้วคงพาคุณกลับไปไม่ได้เพราะมันเสียเวลา แถมเปลืองน้ำมันอีก ถ้ายังไงก็ช่วยทนเอาหน่อยแล้วกันครับผมเองจริงๆก็ไม่ถนัดดูแล ต้อนรับลูกทัวร์ผู้หญิงด้วยโดยเฉพาะผู้หญิงรูปร่างบอบบางแบบคุณเป็ลมเป็แล้งไปจะยุ่ง”
“ฉันไม่เป็อะไรไปง่ายๆหรอกไม่ต้องห่วงแล้วก็ไม่ต้องมาดูแลอะไรฉันก็ได้ แค่นำทางอย่างเดียวกพอ ผู้ปกครองรัฐนี้คงภูมิใจนะถ้ารู้ว่าพลเมืองทำงานขยันขันแข็งต้อนรับนักท่องเที่ยวได้ดีขนาดนี้ ฉันว่าที่ประเทศคุณคิดจะขยายกิจการท่องเที่ยวเพิ่มรายได้ให้กับประเทศนี่เป็ความคิดที่ดีนะแต่ถ้ามาเจอไกด์แย่ๆแบบคุณ โครงการนี้คงจบไม่สวยสมความตั้งใจแน่”
“ขอบคุณนะครับที่ให้คำชี้แนะประเทศผมแต่ท่านผู้ปกครองคงไม่มาสนใจความคิดเห็นของผู้หญิงต่างชาติท่าทางเอาแต่ใจแบบคุณหรอกครับ”
“นี่นายฉันเอาแต่ใจตรงไหนพูดจาให้มันดีๆหน่อยนะ”
“เอาละครับถึงโอเอซิสพอดีลงไปได้แล้ว ในเมื่อไม่้าให้ผมดูแลก็เชิญหยิบข้าวของเตรียมพร้อมได้เลยครับ”
“หนอยอีตาบ้าโกรธเกลียดกันมาั้แ่ชาติปางไหนเนี่ยถึงได้ หาเื่กันนัก โชคร้ายจริงๆเลยฉัน”ปลายฟ้าโวยวายเป็ภาษาไทย พร้อมสะพายเป้ลงจากรถ ในขณะที่ชารีฟเดินทิ้งห่างไปไกลแล้ว
“นี่ฮาเซ็ม ถามหน่อยเถอะว่าตาชารีฟนี่มีอคติอะไรกับคนต่างชาติหรือผู้หญิงรึเปล่าทำไมเขาพูดจาหาเื่ฉันตลอดทางเลย”
“เอ่อ คือคุณชารีฟมีอดีตที่น่าเศร้าใจเกี่ยวกับผู้หญิงสมัยยังเป็เด็กนะครับเลยไม่ค่อยถูกกับผู้หญิงเท่าไหร่ แต่จริงๆก็ไม่มีอะไรหรอกครับ คุณชารีฟบางครั้งก็กวนโมโหไปบ้างแต่จริงๆเป็คนใจดีมีน้ำใจนะครับ”ฮาเซ็มรีบพูดแก้ตัวให้เ้านาย เพราะยังไม่ทันไรเลยท่านชีคของตนก็เริ่มเปิดศึกซะแล้วไม่รู้จะโกรธอะไรคุณฟาริดานักหนาตอนนั้นคุณฟาริดาเองก็ยังเด็กคงคิดแผนการกลั่นแกล้งอะไรใครไม่ได้หรอกเฮ้อเื่ของเ้านายแค่คิดก็หัวจะปวดแล้ว
“กวนโมโหไปบ้างเป็คนดี มีน้ำใจเนี่ยนะ เอาเถอะฉันจะลองเชื่อฮาเซ็มดูก็แล้วกันไหนๆก็ตามมาจนถึงนี่แล้วนิ” ปลายฟ้าพูดพร้อมส่งยิ้มให้กับฮาเซ็ม
‘หน็อยทีกับเ้าฮาเซ็มละพูดจายิ้มแย้มแก้มแทบปริเชียวนะทีกับเราละก็เถียงเอาๆ ยัยนี่น่าโมโหจริง หงุดหงิดเว้ยยทำให้เราทุกข์ใจเพราะนึกว่าเ้าหล่อนตายไปแล้วตั้งนานแล้วดูสิกลับมาทำหน้าระรื่นอยู่แบบนี้ ต้องแกล้งซะให้เข็ด คอยดูเถอะฟาริดา’
“นี่ สองคนนั้นทำอะไรกันอยู่นะรีบมาเร็วเข้าดูท่าอีกสักพักจะมีพายุทรายเข้ามา เราคงต้องเตรียมตั้งรับกันหน่อย ฮาเซ็มรีบช่วยทางนู้นก่อนเร็วมัวแต่โอ้เอ้อยู่นั่นแหละ” ชารีฟออกคำสั่งพร้อมกับตรงไปยังเต็นท์หลังใหญ่ที่สุดใกล้กับโอเอซิส
“อะไรกันตาบ้านี่แล้วไหนบอกว่าอากาศปลอดโปร่งไงละ ไหงอยู่ๆพายุเข้าได้ บ้าชะมัด” ปลายฟ้าหันไปบ่นกับฮาเซ็มเพราะตลอดการเดินทางที่ผ่านมานั้นไม่มีวี่แววของสภาพอากาศแปรปรวนเลยสักนิด
“เอ่อธรรมดาละครับคุณปลายฟ้า เราเอาอะไรแน่นอนกับทะเลทรายไม่ได้ รีบไปกันดีกว่าครับ”
“ก็ได้จ้ะแล้วก็เลิกเรียกฉันว่าปลายฟ้าได้แล้ว เรียกฟ้าเฉยๆก็ได้ฟังแล้วคุ้นหูดี” ปลายฟ้ารู้สึกพอใจในความสุภาพนอบน้อมของฮาเซ็มเลยอนุญาตให้เรียกชื่อเล่นตามที่เพื่อนๆในกลุ่มเรียกกันได้
“ได้ครับคุณฟ้า”ฮาเซ็มตอบรับคำอนุญาตพร้อมยิ้มเต็มที่ ทำให้ชารีฟที่ยืนมองอยู่หน้าเต็นท์เกิดอาการหมั่นไส้ทำหน้าบึ้งตึงพร้อมกับแยกเขี้ยวส่งมาให้
“มัวแต่โอ้เอ้คุยกันอยู่นั่นแหละเดี๋ยวพายุทรายก็กระหน่ำลงมาก่อนหรอก”ในขณะที่คุยกันอยู่นั้นคนกลุ่มใหญ่ของชนเผ่าอารายันก็กำลังช่วยกันจัดแจงข้าวของพร้อมรับกับพายุทรายที่กำลังจะมาเยือนโดยไม่ต้องออกคำสั่งใดๆ สมกับเป็ลูกทะเลทราย จะว่าไปพายุทรายก็เหมือนนักเดินทางที่บางครั้งมาเจอกันก็เข้ามาทักทายให้คลายเหงาท่ามกลางความเวิ้งว้างว่างเปล่าของผืนทรายแต่บางครั้งก็เหมือนนักเดินทางหรือกลุ่มโจรที่หวังผลประโยชน์นำพาความตายมาสู่กลุ่มคนผู้เคราะห์ร้ายแต่อย่างไรก็ตามพายุทรายก็เป็แค่ภัยธรรมชาติเข้ามาแบบตรงไปตรงมาไม่มีเล่ห์เหลี่ยมเหมือนมนุษย์ที่ร้อยเล่ห์เพทุบายและสร้างความเสียหายได้มากมายเหลือคณานับ
“นี่คุณชารีฟคะต้องขอโทษจริงๆนะที่ฉันกับฮาเซ็มมัวโอ้เอ้ช่วยกันขนกระเป๋าจนตามคุณที่เดินตัวเปล่ามาช่วยคนอื่นไม่ทันว่าแต่ตอนนี้มาถึงแล้วจะให้ฉันทำอะไรบ้างละคะ” ปลายฟ้าเริ่มหมดความอดทนกับนายไกด์ปากเสียจอมโวยวายคนนี้อีกแล้ว‘ผู้ชายขี้โวยวายแถมดูบ้าอำนาจอีกด้วยทั้งๆที่เป็ลูกจ้างเหมือนกับฮาเซ็มแท้ๆ แต่ออกคำสั่งอย่างกับตัวเองเป็เ้านาย ไม่เห็นจะมีนิสัยดีๆแบบที่ฮาเซ็มบอกสักนิด’
“คุณเชิญมากับผมทางนี้ส่วนฮาเซ็มไปช่วยคนงานทางนู้นตรวจดูความเรียบร้อยแล้วเข้าไปหลบในกระโจมซะ” ชารีฟสั่งพร้อมถือวิสาสะคว้าข้อมือคนตัวเล็กเดินตามเข้าไปในกระโจมหลังใหญ่ที่มีข้าวของขนาดใหญ่วางทับยึดขอบกระโจมรอบนอกไว้อย่างแ่าเพื่อไม่ให้เม็ดทรายหลุดลอดเข้ามาได้หลังจากที่ทั้งสองคนเข้ามาหลบในกระโจมแล้วฮาเซ็มก็สั่งให้คนงานนำอูฐสองตัวมานั่งทับขอบกระโจมหน้าปากทางเข้าออกส่วนตัวเองก็เดินไปตรวจตราความเรียบร้อยภายนอกรอให้ทุกคนเข้าไปหลบกระโจมกันจนหมดแล้วจึงตามเข้าไปหลบพายุกับคนอื่นๆเสียงลมพัดหวีดหวิวเข้ามาเป็ระลอกๆจากนั้นก็ตามด้วยเสียงกระหน่ำซัดของเม็ดทรายที่้าเข้ามาทักทายพวกพ้องชนเผ่าทะเลทรายให้รับทราบถึงการมาโดยทั่วหน้าภายในกระโจมที่มีเพียงแสงไฟริบหรี่จากตะเกียงเ้าพายุขนาดกะทัดรัดแขวนไว้ตรงจุดกึ่งกลางในขณะนี้ปราศจากเสียงพูดคุยของคนหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่เพิ่งเข้ามาพักพิงจะมีก็แต่เสียงเม็ดทรายที่บางครั้งฟังดูคล้ายเสียงกรีดร้องของเหล่าปีศาจร้ายที่โดนขัดขวางไม่ให้ได้ัักับเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย
“นี่คุณ คุณชารีฟพายุพวกนี้จะหยุดเมื่อไหร่กันคะแล้วคนอื่นๆจะเป็ยังไงบ้าง”ปลายฟ้าเริ่มรู้สึกอึดอัดที่ต้องอยู่ในกระโจมตามลำพังกับคนที่ตัวเองไม่ค่อยจะชอบนัก
“นี่คุณพายุทรายนะครับ ไม่ใช่ฝนเทียมที่เรากำหนดปริมาณหรือระยะเวลาได้น่ะ” ชารีฟประชดพร้อมหันไปประจันหน้ากับปลายฟ้า
“ฉันจะไปรู้ได้ยังไงละไม่ได้เป็ชาวทะเลทรายแบบพวกคุณซะหน่อยถึงจะได้รู้เื่พวกนี้ อีกอย่างฉันก็แค่เป็ห่วงคนอื่นๆเพราะก่อนเข้ามาฉันเห็นเด็กกับผู้หญิงในคณะด้วย”
“โธ่คุณครับพวกเราเป็ชาวทะเลทรายนะครับเื่แบบนี้เป็เื่ธรรมดาเด็กในเผ่านี้เห็นเม็ดทรายมาั้แ่เกิดไม่ต้องห่วงพวกเขาหรอกครับห่วงตัวเองดีกว่า คนที่ไม่เคยระลึกถึงผืนทรายบ้านเกิดอย่างคุณคงกลัวแย่”
“พูดแบบนี้หมายความว่ายังไงระลึกถึงอะไรกัน ฉันเป็คนไทยนะ ถึงจะเป็ลูกครึ่งอาหรับเกิดที่นี่ แต่ฉันก็จำอะไรเกี่ยวกับที่นี่ไม่ได้มากนักอีกอย่างนายเป็ใครถึงมาพูดกับฉันแบบนี้ที่สำคัญนายรู้ได้ยังไงว่าที่นี่คือบ้านเกิดของฉัน” ปลายฟ้าโกรธจนลืมนึกไปว่าชารีฟรู้ประวัติของเธอได้ยังไง
“ขอโทษครับผมพูดผิดไปแต่เพิ่งจะรู้นะครับว่าคุณปลายฟ้าเป็ลูกครึ่งอาหรับแล้วยังเกิดที่นี่ด้วยถ้าอย่างนั้นทำไมคุณปลายฟ้าต้องจ้างไกด์นำทางด้วยละครับ ในเมื่อเกิดที่นี่เป็คนที่นี่น่าจะคุ้นเคยกับทะเลทรายดี หรือว่าคุณไม่ชินครับที่ต้องทำอะไรด้วยตัวเอง เลยต้องมีคนคอยตามคอยรับใช้อยู่ตลอด”‘ยังจำได้ด้วยว่าตัวเองเกิดที่นี่แต่ท่าทางจะไม่เคยสำนึกบุญคุณถิ่นเกิดถึงไม่เคยกลับมาเยี่ยมหรือกระทั่งส่งข่าวให้คนทางนี้รู้เลยด้วยซ้ำว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่’ชารีฟนึกถึงอดีตอันห่างไกลที่เข้าใจว่าตนเองเป็สาเหตุให้เด็กน้อยคนหนึ่งต้องตายไปโดยไม่ทันได้เอ่ยลานึกไปนึกมาก็รู้สึกโกรธปลายฟ้านัก จากประวัติที่นำมาให้อ่าน ผู้หญิงคนนี้เติบโตขึ้นมาท่ามกลางความสุขสะดวกสบายดูเหมือนจะไม่มีเื่ทุกข์ร้อนใจมาก่อน ผิดกับเขาที่ต้องทนทุกข์ใจเพราะเข้าใจผิดว่าตัวเองสร้างบาปหนักทำให้เด็กน้อยคนนั้นต้องถึงแก่ความตายั้แ่เยาว์วัยและเป็สาเหตุให้ท่านราชิดสหายสนิทของบิดาต้องออกจากวังไปตอนนั้นชารีฟจำได้ว่าบิดาของตนต้องออกจากวังทุกวัน หน้าตาเคร่งเครียดดูมีทุกข์หนักพอถามท่านก็ไม่ยอมบอกว่ามีเื่อะไร ทำให้คิดไปว่าตนเองเป็สาเหตุหลักในตอนนั้น
“นี่คุณพูดแบบนี้หมายความว่ายังไง ฉันกับคุณเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อนคุณมีสิทธิ์อะไรมาพูดจาวิจารณ์ฉันแบบนี้ไม่คิดว่าเกินไปหน่อยเหรอ วันนี้ทั้งวันฉันทนฟังคุณพูดจาดูถูกแบบนี้มาตลอดทางแล้วนะตอนนี้ฉันจะไม่ทนแล้ว ถ้าคุณไม่หยุดพูดจาแบบนี้ฉันจะแจ้งบริษัทคุณที่รับพนักงานไม่มีมารยาทมาดูแลลูกค้า”ปลายฟ้าพูดด้วยความโมโหวันนี้ทั้งวันเธอทนผู้ชายคนนี้พูดจาดูถูกมามากแล้ว ‘คนอะไรเกิดมาไม่เคยพบเคยเห็นเอาแต่พูดจาดูถูกวางท่ายโสอย่างกับเ้าใหญ่นายโต หน้าตาก็ดูดีหรอก แต่นิสัยแย่นี่ถ้าฮาเซ็มไม่บอกว่ามีปมด้อยเื่ผู้หญิงมาั้แ่เด็ก คงขอยกเลิกทริปไปหาทัวร์ใหม่เอาข้างหน้าแล้ว’
“เอาสิครับเชิญเลยคุณอยากไปฟ้องที่ไหนก็เชิญ ไปตอนนี้ก็ได้นะครับพายุทรายกำลังแรงได้ที่ จะลองดูก็ได้นะเผื่อมันจะพัดคุณไปถึงในเมือง”ชารีฟพูดพร้อมรอยยิ้มยียวน ‘ยัยนี่ยังไม่รู้ตัวอีกว่าเธออยู่ในกำมือฉันแล้วไม่มีทางหนีไปไหนพ้นหรอก’
“อย่ามาท้าฉันนะอย่างน้อยพายุข้างนอกนั่นมันคงบ้าน้อยกว่าคนอย่างนายล่ะ คนอะไรไม่มีมารยาทเอาแต่พูดจากวนประสาทคนอื่นไม่รู้ว่าตอนเด็กๆผู้หญิงคนไหนนะที่สร้างปมด้อยให้นายจนอาการหนักเกลียดผู้หญิงได้ขนาดนี้”ปลายฟ้าโกรธจัด ‘ในเมื่อไม่มีมารยาทกับฉันก่อนก็คงพูดจาดีด้วยไม่ได้แล้วล่ะ’
“นี่คุณพูดแบบนี้หมายความว่ายังไงใครมีปมด้อย ใครเกลียดผู้หญิง พูดมาให้ชัดเจนหน่อย” ชารีฟโมโห
“ก็นายไงได้ยินมาว่าเพราะผู้หญิงทำให้มีปมด้อยแต่เด็ก ฉันก็ไม่รู้ว่าเพราะใครหรืออะไรหรอกนะที่ทำให้นายโตมาแบบนี้เอาแต่พูดจาหาเื่ผู้หญิงอยู่ได้”
“ผมไม่เคยมีปมด้อยอีกอย่างผมก็ไม่ได้เกลียดใครหรือหาเื่ใครไปทั่วจะเป็ก็แต่กับผู้หญิงบางคนเท่านั้นแหละ ประเภทที่” ชารีฟขยับเข้ามาใกล้พร้อมกับใช้สายตามองสำรวจไปที่ปลายฟ้าั้แ่หัวจรดเท้าเป็สาเหตุให้ปลายฟ้าโมโหถึงขีดสุด