ในระยะเวลาสั้นๆ มู่หรงฉือเองก็ยังคิดไม่ออกว่าจะให้เขาชดใช้อย่างไรจึงทำได้เพียงพูดว่า “ตอนนี้เปิ่นกงยังคิดไม่ออก หากเปิ่นกงคิดออกแล้วจะบอกท่าน”
นางจะต้องคิดมันออกมาให้ยอดเยี่ยมที่สุดซึ่งนางจะต้องจัดการเขาได้อย่างอยู่หมัดแน่นอน
หลังจากเดินทางมาได้ครู่หนึ่งนางก็พบว่าเส้นทางที่กำลังมุ่งหน้าไปไม่ใช่ทางกลับไปยังตำหนักบูรพาแต่เหมือนจะเป็จวนอวี้หวาง
“สารถี เ้าไปผิดทางแล้วต้องไปส่งข้าที่ตำหนักบูรพาสิ” นางะโบอกสารถีด้านนอก
“องค์รัชทายาท ไม่ได้ไปตำหนักบูรพากระหม่อมตอนนี้กำลังกลับไปที่จวนอวี้หวางพ่ะย่ะค่ะ” คนขับรถบอก
นางถลึงตาใส่มู่หรงอวี้ แล้วกัดฟันพูดทีละคำ “ทางที่ดีที่สุดคือท่านจงให้คำอธิบายข้ามา! ”
มู่หรงอวี้แกล้งหลับ “หน้าของเ้าบวมยิ่งนัก หรือเ้าอยากจะกลับตำหนักไปทั้งเช่นนี้?”
มู่หรงฉือโต้กลับทันที “ดึกดื่นถึงขนาดนี้มองเห็นไม่ชัดเจนหรอกไม่ต้องห่วง เปิ่นกงจะกลับตำหนักบูรพา!”
เขาลืมตาขึ้นมานิ่งๆ มุมปากยกยิ้มร้ายปรากฏรอยยิ้มราวกับจิ้งจอกเ้าเล่ห์ “หรือว่าเตี้ยนเซี่ยกลัวว่าเปิ่นหวางจะล่วงเกินเ้า? หากเ้ากลัว เปิ่นหวางจะส่งเ้ากลับตำหนักบูรพาก็ได้”
นางโกรธจนแทบจะกระอักเือีกครั้ง นางลอบกัดฟันทั้งๆ ที่รู้ว่าเขาจงใจยั่วโมโหไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่นางก็ยังตกลงไปในหลุมพรางนั้นครั้งแล้วครั้งเล่า
เดินทางมาถึงจวนอวี้หวาง นางก็ติดตามเขามาจนถึงด้านในเรือนความจริงแล้วนางไม่อยากจะไปที่ห้องนอนของเขานัก แต่ว่าเขาจะฟังนางหรือ?
มู่หรงอวี้แสดงท่าทางให้นางนั่งลงก่อนจะหยิบขวดแก้วสีขาวออกมาจากตู้
เขานั่งอยู่ข้างกายนางก่อนจะเทยารักษาแผลในขวดออกมาใส่มือ มู่หรงฉือมองการกระทำของเขาออก จึงรีบพูดดักคอ“ข้าทายาเองได้”
เขาคิดจะทายาให้นาง นี่มันไม่แปลกมากหรืออย่างไร?
จู่ๆ นางก็ขนลุกขนชันขึ้นมา
“อยู่นิ่งๆ หน่อย”
พูดไปเขาก็ใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางค่อยๆ ผสมยาแล้วเอามาลูบที่แก้มด้านซ้ายของนางด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ แต่กลับทำอย่างเบามือ
จู่ๆ นางก็ได้ยินเสียงอ่อนโยนนุ่มนวลจากเขานางต้องหูฝาดไปแน่ๆ!
หวนคิดถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาเมื่อไม่นานนี้นางก็อยู่ในห้องนี้ เขาจับนางขังไว้บนเตียงแล้วตักตวงความสุขไปเช่นนั้น…
วินาทีนั้น ความอับอายกับความอัปยศอย่างล้นเหลือพลันแล่นเข้ามาเต็มหัวใจทำให้แก้มนุ่มๆ ของนางเริ่มแดงระเรื่อขึ้นมา
มู่หรงอวี้ทายาให้นางไปก็ลอบสังเกตนางไปดวงตาเรียวสวยราวหยกงาม ราวอัญมณีสุกใสเป็ประกาย เปล่งเสน่ห์สะกดใจผู้คนออกมางดงามเสียจนหิ่งห้อยที่ต้องแสงจันทร์ยังต้องยอมถอย
ถึงแม้แก้มซ้ายขององค์รัชทายาทจะบวมแดงแต่ไม่ได้ส่งผลต่อความงดงามของนางที่มีมาแต่กำเนิด
แก้มสีดอกท้อ ปากชมพูระเรื่อ จมูกเชิด คิ้วเรียวหน้าผากโค้งมน… มองใกล้ๆแล้ว ความงามของคนตรงหน้าช่างสะกดใจผู้คนเสียเหลือเกิน
หัวใจของเขาพองโตขึ้นมาอย่างน่าประหลาดลมหายใจยิ่งถี่เร็วขึ้น ราวกับติดเข้าไปในบ่วงมนตรา ไม่อาจถอนตัวออกมาได้
ความรู้สึกอยากจุมพิตดวงตาและริมฝีปากของนางเกิดขึ้นอย่างรุนแรงมากความรู้สึกที่แค่คิดหัวใจก็พองโตสั่นไหว บีบให้ร่างกายของเขาเครียดเกร็ง จนไม่เป็ตัวของตัวเอง
ทันใดนั้น เขาก็ยอมแพ้และฝืนถอยออกมา “เ้าทาเองเถิด”
เสียงทุ้มของเขาเปิดเผยความรู้สึก ความว้าวุ่น และจิตใจที่ไม่สงบสุขของเขาในเวลานี้ออกมา
ความจริงแล้วมู่หรงฉือเองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเสียเท่าไรนัก
เมื่อครู่ที่เขาเข้ามาใกล้ขนาดนั้นนางเหมือนได้ยินเสียงเต้นของหัวใจตนเองแล้วก็เหมือนได้ยินเสียงเต้นของหัวใจเขาเช่นกัน ชัดเจนและรุนแรงเสียขนาดนั้นราวกับมันจะกระโจนออกมาจากอก
ในเวลานี้ แก้มทั้งสองข้างของนางแดงเรื่อดั่งลูกท้อยิ่งเพิ่มความน่ามองเข้าไปอีก
“หากทายาให้ดี พรุ่งนี้ก็หายบวมแล้ว”
มู่หรงอวี้จงใจพูดเสียงดังขึ้นมาหน่อย พยายามแสดงความนิ่งสงบกลบเกลื่อนอาการเสียกิริยาของตนเอง
เมื่อครู่เขาจะต้องเข้าใจผิดไปแน่ๆ
เขาจะชื่นชอบบุรุษได้อย่างไร?
มู่หรงฉือพูด “อ้อ” ในใจก็ยิ่งหงุดหงิดความคิดไร้สาระเมื่อครู่นั่นมันคืออะไร?
ท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการแทนคือศัตรูอันดับหนึ่งของนางเป็หินก้อนใหญ่ที่ขัดแข้งขัดขาที่สุดในราชสำนักนางจะมาเสียกิริยาต่อหน้าเขาได้อย่างไร?
บรรยากาศค่อนข้างจะอึดอัดเล็กน้อย
นางทายาที่แก้มอีกสองสามครั้งจากนั้นก็เก็บขวดแก้วสีขาวให้ดี “ขอบคุณท่านอ๋องที่ให้ยา เปิ่นกงขอตัวกลับตำหนักก่อนแล้ว”
ใช่แล้วหากเป้าหมายที่เขาเสนอให้นางแสดงละครที่หอเฟิ่งหวงก็คือสืบเื่ขุนนางเหล่านี้?
เขาเบื่อหน่ายขนาดนั้นเลยหรือ?
มู่หรงอวี้เอ่ย “เปิ่นหวางไปส่งเ้ากลับตำหนัก…”
“ท่านอาสาม... ท่านอาสาม...ท่านอาสาม...”
เสียงแหลมร้องเรียกมาแต่ไกลแฝงไปด้วยความฉุนเฉียวอย่างเต็มเปี่ยม
มู่หรงฉือรู้สึกว่าเสียงนี้คล้ายกับเสียงของมู่หรงสือมากคำนวณเวลาดู หรงหลันคงจะปล่อยตัวนางออกมาแล้ว
มู่หรงอวี้เพิ่งจะเปิดประตูมู่หรงสือก็รีบพุ่งเข้าไปทันที ร้องไห้ด้วยความน้อยอกน้อยใจ “ท่านอาสาม พวกเขารังแกข้า...”
เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นน่าเวทนาแต่กลับไม่มีน้ำตาไหลออกมาสักหยด
มู่หรงฉือหัวเราะหยัน คุณหนูจวนอวี้หวางช่างรนหาเื่ยิ่งนัก
“ใครรังแกเ้า?” เขาถามเสียงเรียบ นางแอบกลับมาเมืองหลวงเมื่อใดเขายังไม่ทันได้ถามตอนนี้กลับวิ่งมาหาเสียแล้ว
“แม่เล้าผู้นั้น...คนของหอเฟิ่งหวงรังแกข้า....” มู่หรงสือดึงเสื้อคลุมสีดำของเขาฟ้องด้วยท่าทางน่าสงสาร “แม่เล้าของหอเฟิ่งหวงขังข้าเอาไว้ในห้องมืด...ทั้งยังมัดมือมัดเท้าข้า... ห้องนั้นมืดมากข้าร้องจนเสียงแหบแห้งพวกเขาก็ยังไม่ยอมปล่อยข้าออกมา...”
“ตอนนี้พวกเขาก็ปล่อยเ้าออกมาแล้วไม่ใช่หรือ?”
“ท่านอาสาม พวกเขารังแกข้า...ท่านดูข้อมือกับข้อเท้าของข้าสิเป็แผลไปหมดแล้ว ข้าเจ็บยิ่งนัก...แม่เล้าของหอเฟิ่งหวงใจร้ายแม้แต่ข้าที่เป็องค์หญิงตวนโหรวก็ยังกล้าทำร้าย ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายเสียเลย...ท่านอาสามท่านจะต้องเป็เดือดเป็ร้อนแทนข้านะเพคะ ตรวจสอบหอเฟิ่งหวงให้พวกเขาไม่สามารถยืนหยัดอยู่ได้อีก...”
น้ำตาเม็ดโตกลิ้งลงมาจากดวงตาคู่สวยทั้งเสียใจทั้งโกรธ
ครั้นพูดมาถึงตอนท้าย ใบหน้าเล็กของนางก็ดุดันขึ้น
ั์ตาดำของมู่หรงอวี้เ็าขึ้นมา “เ้าเป็สตรี แต่กลับไปที่หอเฟิ่งหวงเพื่ออะไร? ใครให้เ้ากลับมาเมืองหลวง? เปิ่นหวางบอกไปแล้วไม่ใช่หรือว่าหากไม่มีคำสั่งของเปิ่นหวางใครก็อย่ากลับมาที่เมืองหลวง!”
มู่หรงสือก้มหน้าลงด้วยความหวาดกลัวถึงได้รู้ตัวว่าการทำตัวน่าสงสารนั้นใช้กับท่านอาสามไม่ได้จริงๆ
มู่หรงฉือเห็นนางหวาดกลัว ในใจก็หัวเราะเสียงเย็นดูเหมือนว่าคนเดียวที่องค์หญิงตวนโหรวกลัวจะเป็...ท่านอาสามของนาง
“เหตุใดท่านอ๋องจะต้องโกรธถึงขนาดนั้นด้วย?”
มู่หรงฉือค่อยๆ เดินออกไป “องค์หญิงตวนโหรวอายุยังน้อยจึงชอบเล่นซนตามประสากลับมาเที่ยวที่เมืองหลวงไม่นับว่าเป็เื่ใหญ่อะไรไม่ใช่หรือ”
มู่หรงสือเหลือบตาขึ้นไปมองแสงไฟสีเหลืองนวลส่องเข้าสู่สายตาจนเป็ประกาย
คนผู้นี้ก็คือ...องค์รัชทายาท?
ไม่ได้เจอกันนานถึงห้าปี เตี้ยนเซี่ยเติบโตขึ้นมาอย่างดีรูปลักษณ์ยิ่งงดงามขึ้นมาก
ในเวลานี้ นางก็ยิ่งลนลานจนทำอะไรไม่ถูกหัวใจเต้นแรงจนแทบะโมาถึงที่คอ
“ท่านอาสาม ข้าเหนื่อยแล้ว...มือของข้าก็เจ็บข้าขอตัวกลับไปพักผ่อนก่อนนะเพคะ”
นางรีบวิ่งจากไปอย่างไร้ร่องรอย
จากนั้น มู่หรงฉือก็รีบเดินทางออกจากจวนอวี้หวางเช่นกัน
....
ภายในห้องนอนสว่างไปด้วยแสงไฟจากตะเกียงฉินรั่วยืนอยู่ริมเตียง มองใบหน้าเล็กของเตี้ยนเซี่ยที่ตึงขึ้นเรื่อยๆไฟโทสะในดวงตาก็ยิ่งลุกโชน
ดูเหมือนว่าหรงหลันจะตรวจสอบข่าวคราวมาได้ไม่น้อยเลย
“นี่ล้วนเป็เื่เกี่ยวกับสี่ตระกูลใหญ่หรือเพคะ?” นางเอ่ยถามเสียงเบา
“อืม” มู่หรงฉือโยนกระดาษแผ่นบางทิ้งดวงตาของนางหรี่ลงแฝงไปด้วยความเ็า “ภายใต้พระบาทของโอรส์กลับกล้าที่จะกระทำเื่เ้าเล่ห์เช่นนี้ได้ในราชสำนักทั้งหมดนี่เป็ความรับผิดชอบของทั้งสี่ตระกูล”
ฉินรั่วรับกระดาษมากวาดตามองไปรอบหนึ่งสรุปเนื้อหาคร่าวๆ แล้วพลันตื่นตะลึงเป็อย่างมาก “จวนอัครเสนาบดีสกุลกง จวนมหาเสนาบดีสกุลหยางชิ่งกั๋วกงสกุลถัง หรงกั๋วกงสกุลฟาง ทุกตระกูลล้วนทำความผิดไม่เพียงเื่สองเื่ถึงแม้จะไม่ถึงกับสามารถถอนรากถอนโคนเก้าชั่วโคตร แต่ก็เพียงพอที่จะปะาได้”
มู่หรงฉือโกรธจนหน้าดำทะมึนไปหมด ไม่อยากจะเอ่ยสิ่งใดออกมา
ฉินรั่วจมอยู่ในความคิดนางลังเลอยู่ครู่หนึ่งถึงจะพูดออกมา “จากความสามารถของท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการแทน ไม่มีทางที่เขาจะไม่รับรู้เื่ราวอะไรเลย”
“มู่หรงอวี้จะไม่รู้ได้อย่างไร? ห้าปีก่อนเขากลับราชสำนักได้ไม่นานก็สามารถรวบอำนาจทั้งราชสำนักได้ทั้งสี่ตระกูลจะปล่อยให้เขาบงการอยู่เหนือพวกเขาเฉยๆ หรือ? ทั้งสี่ตระกูลล้วนแต่แสดงละครเ้าเล่ห์เยี่ยงจิ้งจอก พวกเขาจะยอมส่งมอบอำนาจในราชสำนักหรือ? เปิ่นกงเดาว่า มู่หรงอวี้จับจุดอ่อนของทั้งสี่ตระกูลได้ ทั้งยังมีหลักฐานการกระทำความผิดของพวกเขาตาแก่ทั้งสี่ถึงได้ไม่กล้าลงมือทำอะไรง่ายๆ จำต้องปล่อยให้เขาดูแลราชสำนักต่อไปเช่นนี้ก่อน”มู่หรงฉือครุ่นคิดไปก็วิเคราะห์ไป
“เตี้ยนเซี่ยวิเคราะห์ได้เฉียบขาดนักเช่นนี้ก็สมเหตุสมผลอยู่เพคะ” ฉินรั่วพยักหน้าอย่างเห็นด้วยก่อนจะถามอย่างไม่เข้าใจอีก “แต่ว่า นี่ก็ห้าปีแล้ว เหตุใดท่านอ๋องถึงยังปล่อยให้พวกเขากระทำผิดต่อ? อย่างไรเื่มากมายที่ทั้งสี่ตระกูลทำล้วนส่งผลอันตรายต่อราชสำนัก”
“หนึ่ง พื้นฐานของสี่ตระกูลนี้มีอิทธิพลหยั่งรากลึกอำนาจของพวกเขาแตกแขนงออกไปมากมาย ในราชสำนักที่คนมีอำนาจมากถึงเพียงนี้หากพวกเขาสมรู้ร่วมคิดกันมู่หรงอวี้ก็ไม่มีความมั่นใจมากพอที่จะถอนรากถอนโคนพวกเขาออกมาได้ทั้งหมด สองเื่นี้เป็เื่ที่มีความเกี่ยวพันกันในวงกว้าง พอเกิดเื่หนึ่งก็จะเกี่ยวข้องไปกับทั้งหมดบางทีมู่หรงอวี้อาจจะไม่กล้าแตะต้องพวกเขาขอแค่เขานั่งอยู่ในตำแหน่งท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการแทนได้อย่างมั่นคงไม่มีอันตรายใดเกิดขึ้นกับเขาแล้วเหตุใดมู่หรงอวี้จะต้องไปแตะต้องพวกเขาให้เสียมือด้วยเล่า?”
“ถึงจะพูดเช่นนี้ แต่จะยอมให้คนนอกมานอนข้างๆได้อย่างไร? สมมุติว่าทั้งสี่ตระกูลลอบกำจัดท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการแทนจริงๆ เช่นนั้นท่านอ๋องก็หัวเดียวกระเทียมลีบนะเพคะ”
“ไม่แน่ว่าทั้งสี่ตระกูลนั้นอาจจะเคยลงมือมาก่อนเพียงแต่ว่าท่านอ๋องมีฝีมือและยืนหยัดอยู่ท่ามกลางผู้คนได้ พวกเขาเลยทำไม่สำเร็จ”
มู่หรงฉือยกยิ้มเย็น แววตาเ็าจนทำให้คนหวาดกลัว
มู่หรงอวี้ ไม่ว่าเ้าจะมีแผนการอะไรเปิ่นกงจะต้องตัดหัวเ้ามาเสียบประจานให้ได้
วันต่อมา
ยารักษาแผลของมู่หรงอวี้ให้ผลลัพธ์ดียิ่งหลังจากมู่หรงฉือตื่นขึ้นมา แก้มของนางก็หายบวม
เมื่อทานอาหารกลางวันเสร็จ ระหว่างที่นางกำลังจะไปที่ห้องตำรานางกลับได้ยินหรูอี้บอกว่าองค์หญิงตวนโหรวมาขอเข้าเฝ้า
องค์หญิงตวนโหรวมาทำอะไรที่นี่?
ไม่นานนัก มู่หรงสือก็เดินเข้ามาในตำหนักนางแต่งกายแบบที่กำลังเป็ที่นิยม โดยสวมเป็ชุดชาววังสีแดงดอกท้อสง่างาม นับว่านางเป็สตรีหน้าตางดงามผู้หนึ่งทว่าท่าทางก้มหน้าอย่างเอียงอายของนางช่างแตกต่างจากคนเมื่อคืนราวกับเป็คนละคน
“ถวายบังคมเตี้ยนเซี่ย”
นางเลิกกระโปรงขึ้นเล็กน้อยเพื่อแสดงความเคารพท่าทางเปี่ยมล้นไปด้วยเสน่ห์
มู่หรงฉือมองนางอย่างเข้าใจอย่างไรเสียนางก็เป็สตรีจากครอบครัวชั้นสูงที่ผ่านการอบรมสั่งสอนจากแม่นมในวังมาก่อนถึงได้มีมารยาทที่เพียบพร้อมเช่นนี้
“ไม่ต้องมากพิธี”
“ขอบพระทัยเพคะ เตี้ยนเซี่ย”
มู่หรงสือยืนขึ้น ค่อยๆ เหลือบดวงตาสุกใสมองตรงไปยังองค์รัชทายาท
องค์รัชทายาทช่างหล่อเหลาเสียจริง!
หน้าตางดงามกว่าที่นางคิดเสียอีกเป็ลักษณะของบุรุษที่มีอนาคตจนไม่อาจมีใครมาเทียบเป็สามีในอุดมคติของนางเลยทีเดียว
“หากเ้าไม่มีเื่อะไรก็กลับจวนอวี้หวางเถิด”มู่หรงฉือเอ่ยไปเช่นนั้นเพราะคร้านจะต้อนรับนาง
“เตี้ยนเซี่ย...หม่อมฉัน...”มู่หรงสือสูดหายใจเข้าลึกๆ รวบรวมความกล้าแล้วตัดสินใจพูดออกมา “เตี้ยนเซี่ย หม่อมฉันอยากจะเป็ชายาของพระองค์เพคะ”
มู่หรงฉือชะงักไป ครั้นเห็นสีหน้าที่ตัดสินใจแน่วแน่ของนางราวกับไม่ได้กำลังล้อเล่นก็หันเดินไปทางนาง สาวเท้าเข้าไปทีละก้าว
มู่หรงสือร่นถอยหลังไปทีละก้าวจนกระทั่งหลังของนางแนบเข้ากับประตูของตำหนัก นางถึงได้หยุดฝีเท้าลง
ใจของนางเต้นถี่รัวราวกับลูกกวางที่วิ่งซนไปมา ทั้งยังเขินอายเล็กน้อยมีความหวาดกลัวอยู่บ้าง ทว่ายังลอบดีใจอยู่ลึกๆ
“เ้าอยากจะเป็ชายาของเปิ่นกงหรือ?” แขนซ้ายของมู่หรงฉือยกขึ้นมากดประตูเอาไว้ กักขังนางเอาไว้ในพื้นที่เล็กๆเลิกคิ้วด้วยท่าทางเ้าเล่ห์ “เกรงว่าหากท่านอาสามของเ้ารู้เข้าคงจะโกรธเ้าเป็ฟืนเป็ไฟ”
“ท่านอาสามไม่อาจบังคับหม่อมฉันได้การแต่งงานของหม่อมฉัน หม่อมฉันจะเป็คนตัดสินใจเองเพคะ” ดวงตาของมู่หรงสือฉายแววแน่วแน่
“เ้ามีความสามารถอะไรที่ทำให้เปิ่นกงสนใจเ้าหรือ?” มู่หรงฉือเชยคางนางขึ้น