ตอนที่ 24 ข้า้าหย่ากับเ้า
แน่นอนว่าเมื่อป้าซุนลิ่วได้ยิน นางพลันทรุดตัวลง “ซุนเหล่าลิ่ว เ้าพูดอะไรออกมา?!”
“ข้าบอกว่าข้า้าหย่ากับเ้า! เงินตั้งมากมายเช่นนั้น แม้ว่าข้าจะรวบรวมจากทั้งตระกูลซุน ก็ไม่อาจหามาได้ หรือว่าเ้าคิดอยากให้ทั้งตระกูลเข้าไปเกี่ยวข้องกัน” ซุนเหล่าลิ่วกล่าว “เ้าใหญ่เองก็ต้องแต่งงาน เ้ารองเองก็ต้องเริ่มมองหาคู่ครองแล้วเช่นกัน แล้วก็ซานยา... ยังต้องมีสินเดิมของนางอีก หากข้าไม่หย่ากับเ้า พวกเขาสามคนจะทำเช่นไร?”
ป้าซุนลิ่วซึ่งร้องไห้พลางส่งเสียงโวยวายอยู่ที่ตรงนี้ นางเกลียดความใจดำอำมหิตของซุนเหล่าลิ่วผู้เป็สามีได้ แต่นางไม่อาจปล่อยให้ลูกทั้งสามคนของนางต้องทุกข์ยากลำบากได้
ฮือออออ... โก่วหวาที่น่าสงสารของข้า!
ซานยาที่น่าสงสารของข้า!
...
แม่เฒ่าซุนซึ่งแทบเป็แทบตาย พลันชะงักค้างไปทันที ก่อนจะรีบให้การสนับสนุนผู้เป็ลูกชาย “ถูกต้อง ต้องหย่ากับนางเสีย เมื่อหย่านางออกไปแล้ว ตระกูลซุนก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรอีก เป็นางที่ทำร้ายผู้คน หากตระกูลเซี่ย้าเงินชดเชยก็ไปเอาที่นาง ไม่เกี่ยวอะไรกับตระกูลซุนของเรา... ”
เว่ยเหวินสือ หัวหน้าหมู่บ้านที่เพิ่งมาถึงที่เกิดเหตุ “...”
เดี๋ยวก่อน พวกเขากำลังพูดถึงเื่อะไรกัน?
มิใช่บอกว่าทั้งสองครอบครัวกำลังต่อสู้กันอยู่หรอกหรือ แล้วเหตุใดจึงกลายเป็เื่การหย่าร้างภรรยาไปได้?
เขาสับสนงุนงง ด้วย้านำความยุติธรรมมาสู่ทั้งสองครอบครัว แต่ทันทีที่เขาปรากฏตัว ก็ถูกซุนเหล่าลิ่วดึงตัวมาพร้อมกล่าวบอกให้เขาเขียนจดหมายหย่าให้ โดยบอกว่าตนนั้น้าหย่าภรรยา
“หย่าอะไรกัน? ดี ๆ กันอยู่จะมาหย่าภรรยาอะไร? ป้าซุนลิ่วทำผิดต่อเ้าตรงไหนหรือ นางให้กำเนิดบุตรชายสองคน บุตรสาวอีกหนึ่งคน ทั้งยังเลี้ยงดูพวกเขามาจนเติบใหญ่ เห็นว่าโก่วหวาของครอบครัวเ้ากำลังจะแต่งงาน ในไม่ช้าเ้าก็จะมีหลานย่อมมีชีวิตอันสุขใจ แล้วนี่มันเื่อะไรกัน?”
“ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน ไม่ใช่ว่าข้าสร้างปัญหา แต่ข้าเองไม่มีทาง…” ซุนเหล่าลิ่วร้องไห้ด้วยใบหน้าเศร้าโศก พร้อมกล่าวว่าไป๋เพ่ยเพ่ยนั้นเป็สิงโตอ้าปากกว้าง ขอเงินจำนวนมากจากพวกเขา และแม้ว่าตนจะขายทั้งครอบครัวแล้วก็ยังไม่เพียงพอจะจ่ายได้ ด้วยเหตุนี้จึงมีเพียงแต่ต้องหย่ากับป้าซุนลิ่วเสีย เพื่อให้ป้าซุนลิ่วชดใช้ด้วยตัวเอง
อีกทั้งการที่เขาทำเช่นนั้นเป็การเสียเรือเพื่อรักษาขุน ไม่้าให้ทุกคนในครอบครัวถูกลากลงเหวไปด้วย
เว่ยเหวินสือ แต่เดิมหัวหน้าหมู่บ้านมีความประทับใจที่ไม่ดีต่อไป๋เพ่ยเพ่ยอยู่แล้ว คิดว่าเป็นางที่ใช้ชีวิตยุ่งวุ่นวายผู้อื่น คอยแต่สร้างปัญหาอยู่ร่ำไป ดังนั้นเมื่อมีคนมารายงานว่าตระกูลซุนและตระกูลเซี่ยมีเื่มีราวกัน ครั้นได้ยินว่าเป็ป้าซุนลิ่วและไป๋เพ่ยเพ่ย เขาก็ทำเป็หูหนวกตาบอดในทันที อืดอาดยืดยาด ซ้ำยังขบคิดว่าให้สองตระกูลนั้น ‘ตบตี’ กันให้เสร็จแล้วค่อยมาถึงก็ได้
หากแต่เว่ยเหวินสือ หัวหน้าหมู่บ้านไม่คาดคิดว่าหลังจากที่เขามาถึง นอกจากจะไม่เห็นสตรีทั้งสองคนที่พ่ายแพ้และาเ็ แต่กลับพบว่าซุนเหล่าลิ่ว้าหย่าภรรยาเสียอย่างนั้น
หลังจากได้ยินสิ่งที่เกิดขึ้น เว่ยเหวินสือ หัวหน้าหมู่บ้านก็ไม่พอใจ จึงตะคอกใส่ไป๋เพ่ยเพ่ย “พาลพาโลหาเื่นัก! ก็แค่เงินชดเชยค่าหมอค่ายา จะแพงถึงขนาดนั้นได้อย่างไร? ไป๋เพ่ยเพ่ย เ้าคิดจะทำอะไรกันแน่? สามปีไม่เปิด พอเปิดก็คิดจะเก็บกินไปถึงสามปี*[1] ใช่หรือไม่?”
“นั่นสิ…” ซุนเหล่าลิ่วมองไปยังเว่ยเหวินสือ ผู้เป็หัวหน้าหมู่บ้านที่อยู่ ๆ ข้าง แล้วเอ่ยเสียงเบาเป็ลูกคู่
“ใครอยากจะเปิดแล้วคิดเก็บกินเป็เวลาสามปีกัน? ท่านหัวหน้าหมู่บ้านเว่ย ท่านมาถึงก็เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดนี้เลยหรือ? ท่านถามข้าบ้างหรือยังว่าเื่ราวเป็อย่างไร? ท่านเห็นเพียงแค่ว่าซุนเหล่าลิ่ว้าหย่าภรรยา เห็นเพียงว่าป้าซุนลิ่วร้องห่มร้องไห้อย่างน่าสมเพชเวทนาจนดูเหมือนจะตาย แล้วเหตุใดท่านถึงไม่มองบ้างเล่าว่าใครหายไปจากลานบ้านแห่งนี้?
ข้าเพิ่งไปรับตัวต้ายากลับบ้านมาเมื่อวานนี้ ที่วังพญายมยังมีชื่อของนางแขวนอยู่เสียด้วยซ้ำไป พวกตระกูลซุนฉวยโอกาสในตอนที่ข้าไม่อยู่บ้าน บุกรุกเข้ามาถึงในลานบ้าน ลากให้เซี่ยต้ายาของข้าลุกจากเตียงมาและถูกพวกเขาทำร้ายตบตี... ข้าขอถามสักหน่อยเถิดว่าต้ายาของข้าจะไปล่วงเกินอะไรพวกเ้าตระกูลซุนได้กัน?”
หัวหน้าหมู่บ้าน เว่ยเหวินสือพลันตกตะลึง “เ้าพูดอะไรกัน?”
เขาเองก็ได้ยินเื่ที่เซี่ยต้ายาถูกพากลับมาที่บ้านเมื่อวานนี้มาบ้าง ในเวลานั้นเขายังไม่พอใจอยู่เล็กน้อย ด้วยคิดว่าเื่ใหญ่ถึงเพียงนี้ แต่ไป๋เพ่ยเพ่ยกลับไม่แจ้งให้ตนทราบ ไปแอบทำกันลับหลังเขา
โชคดีที่ไม่ได้เป็ปัญหาใหญ่โต เพราะหากเป็ปัญหาขึ้นมา เขาก็ต้องไปถกเถียงกับหมู่บ้านข้าง ๆ อีก
ทั้งยังรังเกียจที่ไป๋เพ่ยเพ่ยจัดการเื่ราวนี้ได้ไม่ดีพอ แม้แต่ชีวิตแต่งงานอันงดงามก็สูญสิ้นไป เซี่ยต้ายาคงซวยซ้ำซ้อนไปแปดชาติ จึงได้มาพบเจอกับแม่เลี้ยงใจร้ายเช่นนี้
ซ้ำยังคิดว่าเซี่ยเหล่าเอ้อร์ใช้การไม่ได้ เป็ชายร่างใหญ่กำยำแต่กลับปราบปรามหญิงคนเดียวเอาไว้ไม่ได้ จนทำให้สตรีนางหนึ่งมาขี้รดอยู่บนหัวเขา
แต่ตอนนี้ไป๋เพ่ยเพ่ยกลับพูดว่าอย่างไรนะ?!
ตระกูลซุนลากเซี่ยต้ายาลงมาจากเตียง...
ให้ตายสิ!
ไม่ว่าจะเดือดดาลมากมายเพียงใด แต่ก็ไม่สามารถกระทำเช่นนี้ได้
ไป๋เพ่ยเพ่ยกล่าวต่อ “ในตอนที่ข้ากลับมาถึงบ้าน เซี่ยต้ายาถูกนางตบเสียจนหน้าหัน ยื้อยุดกันจนต้ายาเป็ลมล้มพับไป หากท่านไม่เชื่อก็ลองถามทุกคนที่นี่ดู เมื่อครู่นี้ที่ข้าเพิ่งอุ้มต้ายากลับเข้าไปในห้อง ต้ายาหมดสติไปใช่หรือไม่?”
ผู้คนที่อยู่โดยรอบเอ่ยตอบ “นางหมดสติไปจริง ๆ”
“เป็การทำร้ายกันที่โเี้นัก เดิมทีนางก็ป่วยอยู่แล้ว มาโดนตบตีเช่นนี้เห็นทีคงจะได้จากโลกนี้ไป”
"ใช่ ๆ ผู้ใหญ่ไม่ถูกกัน พวกเราไม่อาจไปลงไม้ลงมือกับเด็กได้”
“มันไม่ใช่ความผิดของไป๋เพ่ยเพ่ย เป็ป้าซุนลิ่วต่างหากที่กระทำเกินกว่าเหตุ”
...
ด้วยการแย่งกันพูดจนไม่ได้ศัพท์ของชาวบ้าน ทำให้เื่นี้ได้รับการอธิบายอย่างชัดเจน ชัดเจนยิ่งกว่าที่ไป๋เพ่ยเพ่ยกล่าวบอกเองเสียอีก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนางคิดคำนวณ ‘เงินชดเชย’
หญิงสาวไม่ได้พาลพาโลไร้สาระ การที่ต้องเลี้ยงดูบำรุงคนป่วยซึ่งอยู่ข้างโถต้มยาไปตลอดชีวิตนั้น เงินที่ใช้จ่ายจะน้อยได้อย่างไร?
เพียงแค่คิดดูก็รู้แล้ว
เว่ยเหวินสือหัวหน้าหมู่บ้านพลันลิ้นจุกปาก พูดไม่ออก ก่อนจะจ้องมองไปยังไป๋เพ่ยเพ่ยราวกับว่าเขาไม่รู้จักนาง ทั้งยังพินิจพิเคราะห์ดูดี ๆ เหตุใดเขาถึงไม่รู้ว่าสตรีตรงหน้ามีความสามารถถึงเพียงนี้?
มิใช่ว่านางแค่ทึ้งผมคนนู้นคนนี้เก่งหรอกหรือ มีวาจาคมกริบั้แ่ตอนไหนกัน ทั้งยังมีเหตุผลรองรับ ทำให้อีกฝ่ายไม่สามารถปฏิเสธได้อีก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีช่องโหว่ขนาดใหญ่อยู่ที่นี่ แต่ทว่าทุกคนกลับถูกไป๋เพ่ยเพ่ยหลอกตาจนไม่ได้ให้ความสนใจเสียด้วยซ้ำไป นั่นคือการที่เซี่ยต้ายาเป็เช่นนี้ ทั้งหมดล้วนเป็ความรับผิดชอบของป้าซุนลิ่วงั้นหรือ?
อย่าลืมว่าในตอนที่พาเซี่ยต้ายากลับมาเมื่อวานนี้ นางก็เหมือนตายไปครึ่งหนึ่งแล้ว ความแตกต่างระหว่างตอนนั้นกับตอนนี้คืออะไรกัน?
เพียงแค่ตอนนี้อาการแย่ลงกว่าเดิมก็เท่านั้น
ด้วยหากนางสิ้นลมจากไปได้เร็วกว่าเดิมอีกหน่อยก็ไม่ใช่เื่แย่อะไร แถมยังสามารถลดภาระให้กับตระกูลเซี่ยไปได้ด้วย บ้านตระกูลเซี่ยเองก็ยังมีสองแฝดที่นอนป่วยติดเตียงอยู่อีก ซึ่งนั่นก็น่าสมเพชเวทนาพอแล้ว...
โชคดีที่ไป๋เพ่ยเพ่ยไม่รู้ว่าเว่ยเหวินสือ ผู้เป็หัวหน้าหมู่บ้านกำลังคิดอะไรอยู่ มิฉะนั้นเกรงว่าเขาจะต้องแตกคอกับอีกฝ่าย…ใครเป็ภาระกัน? ลูกของข้าย่อมไม่ใช่ภาระ คนที่้าจะเป็ภาระก็คือคนแก่อย่างเ้า
เมื่อถึงคราวที่เ้าแก่ตัวลงบ้าง งานการอะไรก็ทำไม่ได้อีก เ้าก็จะกลายเป็ภาระแก่ครอบครัวเช่นกัน ไม่รู้ว่าเมื่อถึงเวลานั้น ยามที่ลูกชาย หรือหลาน ๆ ของเ้าคิดอยากจะทิ้งภาระอย่างเ้าไปเสีย ในใจของเ้าจะรู้สึกอึดอัดคับข้องใจบ้างหรือเปล่า
“แม้ว่าป้าซุนลิ่วจะผิด แต่เ้าก็ไม่สามารถบีบบังคับให้เขาหย่าภรรยานี่...”
“หยุดก่อน ข้ากล่าวบอกให้ซุนเหล่าลิ่วหย่าภรรยาเสียเมื่อไหร่ ข้าเพียงขอให้พวกเขาจ่ายเงินชดเชย เื่หย่าร้างกันนี่ซุนเหล่าลิ่วเป็คนหยิบยกขึ้นมาเอง ท่านหัวหน้าหมู่บ้านเว่ย การที่ท่านมาสวมหมวกใบนี้ให้ข้าเช่นนี้ ไม่ค่อยจะถูกต้องเท่าไหร่กระมัง?”
แต่ซุนเหล่าลิ่ว้าหย่าภรรยาก็เพราะเงินชดเชยที่เ้าเรียกร้องนั้นมากเกินไป เอาอย่างนี้ ให้ข้าหาตรงกลางให้สักหน่อยแล้วกัน เ้าน่ะ ลดจำนวนเงินให้ต่ำลงกว่านี้สักหน่อย ส่วนข้าจะกล่าวบอกซุนเหล่าลิ่วไม่ให้หย่าร้างกับภรรยา... ทุกคนเองล้วนเป็คนในหมู่บ้านเดียวกัน เงยหน้าไม่เจอ ก้มหน้าก็เจอกัน การจะทำให้เื่มันแข็งเกินไปก็ไม่ดี
ไป๋เพ่ยเพ่ยมองไปยังเว่ยเหวินสือ ผู้เป็หัวหน้าหมู่บ้าน แล้วก็พลันรู้สึกว่าชายที่อยู่ตรงหน้านางช่างน่าขันนัก นี่เป็หัวหน้าใหญ่แห่งสังคมศักดินาหรือ?
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น กลับไม่ถามว่าถูกหรือผิด สนก็เพียงแค่ ‘ตีโคลนผสมดิน’ อย่างนั้นหรือ?
ขอเพียงแค่เขาไกล่เกลี่ยไปมั่ว ๆ ก็พอ แค่นั้นทุกอย่างก็สงบสุขแล้วสินะ?
“โอ้ ข้าเข้าใจแล้ว เงยหน้าไม่เจอ ก้มหน้าก็เจอกัน การจะทำให้เื่มันแข็งเกินไปก็ไม่ดี... เช่นนั้นเอาอย่างนี้แล้วกัน ให้คนตระกูลซุนเตรียมใจไว้ให้ดี วันใดสักวันหนึ่งข้าจะใช้ประโยชน์จากการที่บ้านของพวกเขาไม่มีผู้ใหญ่อยู่บ้าน บุกรุกเข้าไปที่นั่นเพื่อทุบตีลูก ๆ ของเขาสักรอบ หวังว่าเมื่อตอนนั้นพวกเขายังสามารถ 'ให้อภัย’ ได้ ถึงอย่างไรพวกเราก็อยู่หมู่บ้านเดียวกันนี่ ให้พวกเขาวางใจได้เลย ข้าเองไม่ใช่ป้าซุนลิ่ว ยามลงมือไม่คิดกะน้ำหนัก อีกทั้งข้าเองพอมีทักษะทางการแพทย์อยู่บ้าง ย่อมทำให้ลูก ๆ ของพวกเขาไม่เป็อะไรแน่นอน อย่างมากก็แค่ต้องทนทรมานบ้างก็เท่านั้น”
สีหน้าของเว่ยเหวินสือ หัวหน้าหมู่บ้านเปลี่ยนไปโดยพลัน ก่อนจะะโเบา ๆ ว่า “ไป๋เพ่ยเพ่ย!”
“ท่านหัวหน้าหมู่บ้านเว่ย ไม่ต้องเสียงดังถึงเพียงนั้น ข้าได้ยิน ข้ายังไม่ได้แก่เฒ่า ทั้งยังไม่ได้ตาบอดหูหนวกเสียจนไม่อาจแยกแยะถูกผิดได้”
ป้าหลิวและคนอื่น ๆ ที่อยู่ด้านข้างเมื่อได้ยินดังนั้น ก็แอบชื่นชมไป๋เพ่ยเพ่ยอย่างเงียบ ๆ อยู่ในใจว่าร้ายกาจนัก! เ้ากล้าดีอย่างไรถึงได้แผ่ซ่านรัศมีอันน่ากลัวและแปลกประหลาดถึงเพียงนี้ต่อหัวหน้าหมู่บ้าน? ไม่กลัวว่าหัวหน้าหมู่บ้านจะสวมรองเท้าเล็ก*[2] ให้เ้าเลยหรือ!
*[1] สามปีไม่เปิด พอเปิดก็คิดจะเก็บกินไปถึงสามปี หมายถึง ทำกำไรได้มาก มาจากในสมัยโบราณธุรกิจการประดิษฐ์ตัวอักษรและภาพวาดโบราณมักจะไม่เปิดร้านเป็เวลานาน แต่เมื่อเปิดครั้งหนึ่งก็ทำกำไรได้มหาศาล
*[2] สวมรองเท้าเล็ก หมายถึง ใช้อำนาจที่มีกลั่นแกล้ง ข่มเหง หรือเบียดเบียนผู้อื่นที่มีสถานะต่ำกว่า