ร่างของเด็กหนุ่มที่ชุ่มโชกไปด้วยหยาดเหงื่อและคราบเลือดตอนนี้กำลังนั่งหอบหายใจอยู่ใจกลางป่า แผ่นหลังที่นั่งพิงไปกับก้อนหินขนาดใหญ่ปรากฏรอยเลือดเปื้อนติดกับก้อนหิน คราบโลหิตสีแดงเข้มยังคงแห้งเกรอะกรังอยู่ทั่วร่างของเด็กหนุ่ม แม้เสื้อผ้าและเนื้อตัวจะเต็มไปด้วยคราบโลหิตที่แห้งกรังแต่บาดแผลส่วนใหญ่ก็ถูกรักษาจนหายเกือบหมดแล้ว เว้นแต่บาดแผลขนาดใหญ่จากรอยฟันที่แผ่นหลังที่ยังคงมีโลหิตไหลออกมาอยู่เล็กน้อย
“ ดูเหมือนจะหนีพ้นแล้วสินะ“
แอเรียสมองไปรอบๆเงี่ยหูฟังเสียงของสรรพสิ่งรอบตัวด้วยความระมัดระวังก่อนที่จะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก กว่าชั่วโมงแล้วที่เขาวิ่งวนไปมาอยู่ในป่าเพื่อหลบหนีจากไคออน ตลอดทางเขาต้องคอยหลบเลี่ยงจากเหล่าสัตว์อสูรเพื่อหลีกเลี่ยงการต่อสู้ที่ไม่จำเป็น
แอเรียสร่ายเวทรักษาออกมาเพื่อฟื้นฟูอาการบาดเจ็บที่แผ่นหลัง แสงสีฟ้าอันอบอุ่นส่องประกายออกมาจากวงแหวนเวทที่ฝ่ามือของแอเรียสก่อนที่มันจะอาบไล้ไปทั่วร่างของเด็กหนุ่ม บาดแผลหลายแห่งเริ่มถูกรักษาอย่างช้าๆ
นักเวททุกคนย่อมเรียนรู้ทักษะเวทในการรักษาอาการบาดเจ็บเป็นพื้นฐาน ไม่มีผู้ใดที่เรียนรู้แต่ทักษะในการต่อสู้อย่างสุดโต่งโดยไม่สนใจศาสตร์ใดๆ เวทรักษานับเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากในการต่อสู้โดยเฉพาะยามศึกสงคราม ทุกกองทัพจะมีผู้ที่เชี่ยวชาญศาสตร์แห่งการรักษาอยู่ การที่กองทัพใดมีนักเวทที่เชี่ยวชาญการรักษาระดับสูงอยู่ก็อาจกล่าวได้ว่าทหารทุกคนในกองทัพราวกับมีชีวิตที่สองสำรองไว้
ตอนนี้ทางเลือกของแอเรียสมีเพียงสองทางเท่านั้นคือหลบซ่อนตัวอยู่ในป่าที่เต็มไปด้วยเหล่าสัตว์อสูรหรือจะหาทางกลับไปยังตระกูลหรือเมืองเบอเนียร์ หนทางทั้งสองมีความเสี่ยงที่แตกต่างกันการหลบซ่อนอยู่ในป่าย่อมเสี่ยงต่อการเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรหากเป็นสัตว์อสูรทั่วไปก็คงไม่ตึงมือนักแต่หากเป็นระดับสูงขึ้นไปก็คงจะสร้างความลำบากให้แก่เขาไม่น้อย การกลับตระกูลหรือกลับไปยังเมืองเบอเนียร์ก็อาจจะพบเจอกับไคออนอีกครั้ง
สถานการณ์ของแอเรียสในตอนนี้นับว่าย่ำแย่อยู่ไม่น้อย เขากัดฟันแน่นด้วยความเจ็บใจยามที่นึกถึงหน้าของไคออนและบุคคลที่เขาเองก็พอจะคาดเดาได้ว่าอยู่เบื้องหลังแผนการในครั้งนี้ แม้ฟาร์ฮานจะเป็นผู้ที่ควบคุมอำนาจทุกอย่างในตระกูลแต่แอเรียสก็ไม่เชื่อว่าเขาจะเป็นคนที่ออกคำสั่งให้ไคออนมากำจัดตน ผู้คนภายนอกตระกูลก็ย่อมถูกตัดออกไปได้เพราะเขาเองก็หาได้มีศัตรูที่ไหน เหลือเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่จะทำเรื่องราวต่ำช้าเช่นนี้ได้
“ เมอร์สัน ! หากข้ากลับไปยังตระกูลเมื่อไหร่ล่ะก็ข้าจะทำให้เจ้าต้องชดใช้อย่างสาสม “
แอเรียสพูดออกมาด้วยความโกรธแค้น มือกำแน่นด้วยความโกรธ หากย้อนไปเมื่อยามที่เขาเป็นระดับเซียนมนตรา ตัวตนเช่นเมอร์สันไม่แม้จะอยู่ในสายตาของเขาด้วยซ้ำไป เพียงลำบากแค่โบกสะบัดมือก็สามารถกำจัดมันจนไม่เหลือแม้เศษเสี้ยวเถ้าธุลีแล้ว
กฎแห่งป่าดูเหมือนจะยังคงใช้ได้ดีไม่ว่าจะผ่านไปกี่ร้อยกี่พันปีก็ตาม โลกเวทมนตร์แห่งนี้ผู้แข็งแกร่งคือผู้กุมชะตาของผู้ที่อ่อนแอ แม้ยุคสมัยนี้จะมีกฎหมายสร้างขึ้นมาเพื่อควบคุมความสงบเรียบร้อยและจัดระเบียบในสังคมของนักเวทแต่มันก็หาได้เป็นประโยชน์ใดๆไม่ ส่วนใหญ่แล้วมันก็เป็นเพียงกฎหมายที่เหล่าขุนนางสร้างขึ้นมาเพื่อแบ่งแยกชนชั้นก็เพียงเท่านั้น หากไม่มีผลกระทบใดๆต่อพวกมันก็หาได้มีใครใส่ใจไม่ เฉกเช่นเขาที่ถูกไล่ล่าสังหารในยามนี้ มีกฎหมายใดในเมืองเบอเนียร์ที่ปกป้องเขาได้บ้าง แอเรียสเองไม่เคยเชื่อในการหวังพึ่งพลังของผู้อื่น เขาเพียงแค่รู้สึกสมเพชในสิ่งที่เหล่าขุนนางกล่าวอ้างว่ามันคือความยุติธรรมก็เพียงเท่านั้น
“ ข้าเพียงต้องการพลัง!! “
แอเรียสกล่าวขึ้นกับตัวเอง สายตาของเขาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและกล้าหาญ ในเมื่อพลังมันคือสิ่งที่ควบคุมทุกอย่างเขาก็จะเป็นผู้ที่ไขว่คว้ามันมาไว้ในกำมืออีกครั้ง สักวันเขาจะกลับไปอยู่ในจุดสูงสุดที่เขาเคยอยู่อีกครั้ง และเขาจะแข็งแกร่งกว่าชีวิตที่แล้ว เขาจะมอบบทเรียนให้กับทุกคนที่หันคมหอกคมดาบเข้าหาเขาแล้วจะทำให้พวกมันต้องชดใช้อย่างสาสม ไม่ว่ามันจะเป็นผู้ใดก็ตาม
แอเรียสลุกยืนขึ้นก่อนที่จะร่างของเขาจะเริ่มพลิ้วไหวไปตามเส้นทางในผืนป่าอีกครั้ง
ภายในตระกูลสการ์เชีย ที่ท้ายคฤหาสน์มีสถานที่แห่งหนึ่งที่ปกคลุมไปด้วยบรรยากาศอันชวนหดหู่ มันเป็นอาคารขนาดไม่ใหญ่โตมากนัก เหล่าเถาวัลย์สีเขียวสดที่เลื้อยเกาะอยู่ทั่วตัวอาคารช่างทำให้บรรยากาศของอาคารดูแตกต่างไปจากสถานที่อื่นในตระกูล ต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ขึ้นอยู่ข้างอาคารแผ่กิ่งก้านปกคลุมไปทั่วจนทำให้อาคารแห่งนี้ดูรกครึ้มไม่น้อย บรรยากาศช่างเงียบเหงาและชวนให้ดูรู้สึกไม่ค่อยดีนักยามที่ย่างกายผ่านเข้ามา มีเพียงเสียงพูดคุยของทหารยามทั้งสองคนที่หน้าประตูเท่านั้นที่ทำให้บรรยากาศในยามนี้ไม่เงียบเหงาจนเกินไป นานๆครั้งจะมีเสียงของเด็กหนุ่มสองคนที่ตะโกนแว่วออกมาจากในอาคารด้วยความโกรธและความเศร้าหมอง
“ ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยว่าท่านฟาร์ฮานจะสั่งลงโทษหลานชายทั้งสองจริงๆ“
เสียงของทหารยามหนุ่มรูปร่างกำยำพูดขึ้นมาท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงัด
“ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อล่ะนะ ปกติแล้วผู้ที่ถูกส่งมาที่นี่ก็มีแต่ข้ารับใช้ภายในตระกูล ข้าไม่คิดจริงๆว่าคุณชายเองก็มีวันที่จะถูกลงโทษเหมือนกัน “
เสียงของทหารยามวัยกลางคนอีกผู้หนึ่งที่ตอบกลับมาด้วยใบหน้าเรียบเฉย
“ จะว่าไปแล้วก็ดีเหมือนกัน เจ้าเด็กพวกนั้นจะได้เข็ดหลาบเสียบ้าง วันๆข้าเห็นมันทั้งสองกดขี่ออกคำสั่งกับข้ารับใช้ราวกับไม่ใช่มนุษย์ ครั้งหนึ่งข้าเคยเห็นเจ้าคนพี่ที่ชื่อมาเชลทุบตีคนรับใช้เสียจนบอบช้ำไปทั่วทั้งร่างเพียงเพราะกระรอกที่มันเลี้ยงไว้หลุดหายออกจากกรงไป ไม่แน่ว่าท่านฟาร์ฮานอาจจะลงโทษพวกมันเพราะเรื่องที่พวกมันเป็นเด็กก้าวร้าวจนเกินไปก็ได้“
เสียงกระซิบอันแผ่วเบาของทหารยามหนุ่มพูดคุยออกมาปนด้วยความรู้สึกยินดีอยู่เล็กน้อยยามที่นึกถึงเรื่องราวที่มาเชลเคยทำไว้ในอดีต มันเองก็เคยถูกมาเชลดุด่าและกดขี่เช่นกัน มันไม่อยากนึกภาพเลยว่าหากมาเชลได้ขึ้นเป็นผู้นำตระกูลในอนาคตการเป็นอยู่ของคนรับใช้ในตระกูลเฉกเช่นพวกมันจะเป็นเช่นไรบ้าง
“ ระวังปากเจ้าไว้บ้างเมดัส!! เดี๋ยวใครมาได้ยินเข้าก็ได้หัวขาดหรอก“
ทหารยามอีกคนจ้องเขม็งด้วยความไม่พอใจนัก คำพูดของเมดัสอาจจะนำมาซึ่งความวิบัติแก่พวกมันทั้งสองได้ แม้ภายในใจของมันจะมีบางส่วนที่เห็นด้วยกับคำพูดของเมดัสก็ตาม เด็กหนุ่มมักทำอะไรไม่ค่อยคิดหน้าคิดหลังนั่นคือสิ่งที่อาจจะทำให้พวกมันไม่อาจจะมีชีวิตไปได้ถึงวัยชรา เขาเองทำงานที่ตระกูลสการ์เชียมาเนิ่นนานย่อมรู้ดีว่าสิ่งใดที่ควรทำและไม่ควรทำ
ด้วยความที่ด้อยอาวุโสกว่าทำให้ทหารหนุ่มจำต้องเงียบลงไม่พูดเรื่องราวเช่นนั้นต่อ
“ แล้วเหตุใดท่านเมอร์สันจึงไม่มาดูแลบุตรชายของท่านบ้างล่ะ ทุกวันข้าก็เห็นว่ามีแต่สาวใช้หน้าเดิมๆเท่านั้นก็จะคอยยกอาหารมาให้คุณชาย“
ความสงสัยแล่นเข้าสู่หัวของเมดัสอีกครั้ง มันหันไปถามทหารยามอีกคนด้วยความสงสัย
“ บางเรื่องเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องรู้ไปซะหมดหรอกเจ้าหนุ่ม หากเจ้ายังอยากอยู่ในตระกูลนี้ “
ทหารยามวัยกลางคนหันมาตอบทหารหนุ่มด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรำคาญในความสงสัยของทหารหนุ่มที่เหมือนจะมีออกมาอย่างไม่หยุดหย่อน แต่เมื่อเขาเบนสายตากลับไปเขาก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ภาพที่เขาเห็นคือผู้ที่ถูกเมดัสนินทากำลังเดินมาทางนี้ แผ่นหลังของเขาหลั่งเหงื่อเย็นออกมาด้วยความกลัวที่จะถูกลงโทษหากเมอร์สันลอบได้ยินคำนินทาเหล่านั้นเข้า
“ เมื่อครู่ข้าได้ยินเสียงว่าใครเรียกชื่อข้าอย่างนั้นรึ“
ดูเหมือนสิ่งที่ทหารยามผู้นั้นหวาดกลัวจะเป็นเรื่องจริง น้ำเสียงเย็นยะเยียบราวกับเสียงของมัจจุราชดังมาจากด้านข้างหน้าเมดัส เสียงนี้มันทำให้มันหลั่งเหงื่อเย็นออกมาทั่วร่าง ขาของมันเริ่มสั่นกลัวด้วยความหวาดหวั่น ร่างของเมอร์สันที่ควรจะอยู่ห่างนับสิบเมตรกลับเคลื่อนที่มาอยู่เบื้องหน้าเขาภายในเสียงวินาที รอยยิ้มอันเลือดเย็นที่เมดัสมองเห็นทำให้ขนของเขาลุกชี้ชันขึ้นด้วยความกลัวไปทั่วร่าง แม้มันจะเข้ามาทำงานในตระกูลสการ์เชียได้เพียงหนึ่งปีแต่เขาก็เคยได้ยินคำเล่าลือถึงความโหดเหี้ยมของเมอร์สัน ทั้งการที่เมอร์สันเคยทุบตีและลงโทษคนรับใช้ในตระกูลอย่างรุนแรง หรือแม้แต่สังหารคนรับใช้ไปเพียงเพราะทำเรื่องไม่ถูกใจเขาเล็กน้อย
“ อะ อะเอ่อ.. คือว่า ขะ ขะข้า… “
เสียงของชายหนุ่มสั่นเครือด้วยความกลัวที่เกาะกุมจิตใจ ด้วยระดับพลังและฐานะที่เหนือกว่าทำให้เมอร์สันมีสิทธิที่จะลงโทษเขาอย่างง่ายดาย เขาไม่มีโอกาสใดๆแม้แต่จะตอบโต้ได้ด้วยซ้ำ
“ เจ้าเป็นอะไรของเจ้ารึ หรือว่าไม่อยากมีปากเอาไว้พูดแล้ว “
มือของเมอร์สันลูบไปที่ลำคอของชายหนุ่ม ก่อนจะบีบด้วยฝ่ามือที่แข็งราวกับคีมเหล็ก ใบหน้าของชายหนุ่มซีดขาวด้วยความหวาดกลัว ไม่รู้เมื่อใดที่นิ้วของเมอร์สันกรีดผ่านที่ลำคอของชายหนุ่มเป็นร่องรอยบาดแผล หยดโลหิตไหลรินออกมาโดยที่ชายหนุ่มไม่ทันจะรู้ตัวด้วยซ้ำ โชคดีที่บาดแผลเป็นเพียงรอยเล็กๆเท่านั้นจึงไม่ทำให้ชายหนุ่มถึงตาย แต่มันก็ยิ่งทวีความหวาดกลัวที่อยู่ในใจของชายหนุ่มให้รุนแรงมากขึ้น
“ ท่านเมอร์สันข้าขออภัยแทนมันด้วย โปรดยกโทษให้มันสักครั้งเถอะ “
ทหารยามที่ยืนอยู่ข้างๆรีบก้มหัวขอเมตตาจากเมอร์สันแทนทหารหนุ่มที่หวาดกลัวจนไร้สติเกินจะกล่าวสิ่งใดออกมาได้แล้วในยามนี้
“ วันนี้ข้าอารมณ์ดีจะปล่อยเจ้าไปสักครั้ง แต่หากมีครั้งหน้าล่ะก็.. !! เจ้าคงรู้ดีว่าจะลงเอยเช่นไร “
เมอร์สันกล่าววาจาข่มขู่ก่อนจะคลายมือออกจากลำคอออกชายหนุ่ม แล้วผลักร่างของชายหนุ่มจนไปชนกับกำแพงอาคารด้านหลัง ฝุ่นฟุ้งกระจายตลบอบอวบไปทั่วบริเวณ บนคอของเมดัสปรากฎบาดแผลจากรอยกรีดเล็กๆและแดงเป็นรูปฝ่ามือ ทหารหนุ่มได้แต่ก้มหัวขอโทษโดยไม่กล้าแม้แต่โต้เถียงใดๆ
“ ส่งกุญแจมา! ข้าจะไปเยี่ยมบุตรชายข้า“
“ ขอรับ “
ทหารยามวัยกลางคนรีบส่งกุญแจดอกหนึ่งให้กับเมอร์สันโดยไม่ชักช้า เขาเห็นบทเรียนจากทหารหนุ่มที่นอนกองอยู่กับพื้นแล้ว เขาเองไม่ได้ต้องการจะเป็นเช่นนั้น หลังจากได้กุญแจแล้วเมอร์สันเองก็เดินผ่านเข้าไปในตัวอาคารโดยไม่ได้แม้แต่เหลือบสายตาไปมองทหารหนุ่มที่ก้มหัวลงด้วยความสั่นกลัวเลยแม้แต่น้อย
บรรยากาศภายในก็ดูคล้ายกับอาคารทั่วไป เพียงแต่มืดครึ้มคล้ายกับบรรยากาศยามพระอาทิตย์จะลับขอบฟ้า มีเพียงแสงของตะเกียงที่ตั้งอยู่รายทางเท่านั้นที่ส่องสว่างให้กับภายในอาคารแห่งนี้ เมอร์สันเดินมาจนถึงห้องแห่งหนึ่งก่อนจะไขกุญแจเปิดประตูเข้าไปในห้องแห่งนั้น
“ ท่านพ่อ!! “