กำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท

    ตอนที่ 29 พลัง

         ร่างของเด็กหนุ่มที่ชุ่มโชกไปด้วยหยาดเหงื่อและคราบเลือดตอนนี้กำลังนั่งหอบหายใจอยู่ใจกลางป่า  แผ่นหลังที่นั่งพิงไปกับก้อนหินขนาดใหญ่ปรากฏรอยเลือดเปื้อนติดกับก้อนหิน  คราบโลหิตสีแดงเข้มยังคงแห้งเกรอะกรังอยู่ทั่วร่างของเด็กหนุ่ม  แม้เสื้อผ้าและเนื้อตัวจะเต็มไปด้วยคราบโลหิตที่แห้งกรังแต่บาดแผลส่วนใหญ่ก็ถูกรักษาจนหายเกือบหมดแล้ว เว้นแต่บาดแผลขนาดใหญ่จากรอยฟันที่แผ่นหลังที่ยังคงมีโลหิตไหลออกมาอยู่เล็กน้อย 

         “ ดูเหมือนจะหนีพ้นแล้วสินะ“

     

         แอเรียสมองไปรอบๆเงี่ยหูฟังเสียงของสรรพสิ่งรอบตัวด้วยความระมัดระวังก่อนที่จะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก กว่าชั่วโมงแล้วที่เขาวิ่งวนไปมาอยู่ในป่าเพื่อหลบหนีจากไคออน  ตลอดทางเขาต้องคอยหลบเลี่ยงจากเหล่าสัตว์อสูรเพื่อหลีกเลี่ยงการต่อสู้ที่ไม่จำเป็น 

     

         แอเรียสร่ายเวทรักษาออกมาเพื่อฟื้นฟูอาการบาดเจ็บที่แผ่นหลัง แสงสีฟ้าอันอบอุ่นส่องประกายออกมาจากวงแหวนเวทที่ฝ่ามือของแอเรียสก่อนที่มันจะอาบไล้ไปทั่วร่างของเด็กหนุ่ม  บาดแผลหลายแห่งเริ่มถูกรักษาอย่างช้าๆ 

     

         นักเวททุกคนย่อมเรียนรู้ทักษะเวทในการรักษาอาการบาดเจ็บเป็นพื้นฐาน  ไม่มีผู้ใดที่เรียนรู้แต่ทักษะในการต่อสู้อย่างสุดโต่งโดยไม่สนใจศาสตร์ใดๆ  เวทรักษานับเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากในการต่อสู้โดยเฉพาะยามศึกสงคราม ทุกกองทัพจะมีผู้ที่เชี่ยวชาญศาสตร์แห่งการรักษาอยู่  การที่กองทัพใดมีนักเวทที่เชี่ยวชาญการรักษาระดับสูงอยู่ก็อาจกล่าวได้ว่าทหารทุกคนในกองทัพราวกับมีชีวิตที่สองสำรองไว้

     

         ตอนนี้ทางเลือกของแอเรียสมีเพียงสองทางเท่านั้นคือหลบซ่อนตัวอยู่ในป่าที่เต็มไปด้วยเหล่าสัตว์อสูรหรือจะหาทางกลับไปยังตระกูลหรือเมืองเบอเนียร์  หนทางทั้งสองมีความเสี่ยงที่แตกต่างกันการหลบซ่อนอยู่ในป่าย่อมเสี่ยงต่อการเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรหากเป็นสัตว์อสูรทั่วไปก็คงไม่ตึงมือนักแต่หากเป็นระดับสูงขึ้นไปก็คงจะสร้างความลำบากให้แก่เขาไม่น้อย การกลับตระกูลหรือกลับไปยังเมืองเบอเนียร์ก็อาจจะพบเจอกับไคออนอีกครั้ง 

     

         สถานการณ์ของแอเรียสในตอนนี้นับว่าย่ำแย่อยู่ไม่น้อย เขากัดฟันแน่นด้วยความเจ็บใจยามที่นึกถึงหน้าของไคออนและบุคคลที่เขาเองก็พอจะคาดเดาได้ว่าอยู่เบื้องหลังแผนการในครั้งนี้ แม้ฟาร์ฮานจะเป็นผู้ที่ควบคุมอำนาจทุกอย่างในตระกูลแต่แอเรียสก็ไม่เชื่อว่าเขาจะเป็นคนที่ออกคำสั่งให้ไคออนมากำจัดตน ผู้คนภายนอกตระกูลก็ย่อมถูกตัดออกไปได้เพราะเขาเองก็หาได้มีศัตรูที่ไหน เหลือเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่จะทำเรื่องราวต่ำช้าเช่นนี้ได้

     

         “ เมอร์สัน !  หากข้ากลับไปยังตระกูลเมื่อไหร่ล่ะก็ข้าจะทำให้เจ้าต้องชดใช้อย่างสาสม “

     

         แอเรียสพูดออกมาด้วยความโกรธแค้น  มือกำแน่นด้วยความโกรธ หากย้อนไปเมื่อยามที่เขาเป็นระดับเซียนมนตรา ตัวตนเช่นเมอร์สันไม่แม้จะอยู่ในสายตาของเขาด้วยซ้ำไป เพียงลำบากแค่โบกสะบัดมือก็สามารถกำจัดมันจนไม่เหลือแม้เศษเสี้ยวเถ้าธุลีแล้ว   

     

         กฎแห่งป่าดูเหมือนจะยังคงใช้ได้ดีไม่ว่าจะผ่านไปกี่ร้อยกี่พันปีก็ตาม โลกเวทมนตร์แห่งนี้ผู้แข็งแกร่งคือผู้กุมชะตาของผู้ที่อ่อนแอ แม้ยุคสมัยนี้จะมีกฎหมายสร้างขึ้นมาเพื่อควบคุมความสงบเรียบร้อยและจัดระเบียบในสังคมของนักเวทแต่มันก็หาได้เป็นประโยชน์ใดๆไม่  ส่วนใหญ่แล้วมันก็เป็นเพียงกฎหมายที่เหล่าขุนนางสร้างขึ้นมาเพื่อแบ่งแยกชนชั้นก็เพียงเท่านั้น  หากไม่มีผลกระทบใดๆต่อพวกมันก็หาได้มีใครใส่ใจไม่  เฉกเช่นเขาที่ถูกไล่ล่าสังหารในยามนี้ มีกฎหมายใดในเมืองเบอเนียร์ที่ปกป้องเขาได้บ้าง  แอเรียสเองไม่เคยเชื่อในการหวังพึ่งพลังของผู้อื่น  เขาเพียงแค่รู้สึกสมเพชในสิ่งที่เหล่าขุนนางกล่าวอ้างว่ามันคือความยุติธรรมก็เพียงเท่านั้น  

     

         “ ข้าเพียงต้องการพลัง!! “

     

         แอเรียสกล่าวขึ้นกับตัวเอง สายตาของเขาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและกล้าหาญ  ในเมื่อพลังมันคือสิ่งที่ควบคุมทุกอย่างเขาก็จะเป็นผู้ที่ไขว่คว้ามันมาไว้ในกำมืออีกครั้ง สักวันเขาจะกลับไปอยู่ในจุดสูงสุดที่เขาเคยอยู่อีกครั้ง  และเขาจะแข็งแกร่งกว่าชีวิตที่แล้ว  เขาจะมอบบทเรียนให้กับทุกคนที่หันคมหอกคมดาบเข้าหาเขาแล้วจะทำให้พวกมันต้องชดใช้อย่างสาสม  ไม่ว่ามันจะเป็นผู้ใดก็ตาม

     

         แอเรียสลุกยืนขึ้นก่อนที่จะร่างของเขาจะเริ่มพลิ้วไหวไปตามเส้นทางในผืนป่าอีกครั้ง

     

     

     

     

         ภายในตระกูลสการ์เชีย ที่ท้ายคฤหาสน์มีสถานที่แห่งหนึ่งที่ปกคลุมไปด้วยบรรยากาศอันชวนหดหู่  มันเป็นอาคารขนาดไม่ใหญ่โตมากนัก  เหล่าเถาวัลย์สีเขียวสดที่เลื้อยเกาะอยู่ทั่วตัวอาคารช่างทำให้บรรยากาศของอาคารดูแตกต่างไปจากสถานที่อื่นในตระกูล ต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ขึ้นอยู่ข้างอาคารแผ่กิ่งก้านปกคลุมไปทั่วจนทำให้อาคารแห่งนี้ดูรกครึ้มไม่น้อย  บรรยากาศช่างเงียบเหงาและชวนให้ดูรู้สึกไม่ค่อยดีนักยามที่ย่างกายผ่านเข้ามา  มีเพียงเสียงพูดคุยของทหารยามทั้งสองคนที่หน้าประตูเท่านั้นที่ทำให้บรรยากาศในยามนี้ไม่เงียบเหงาจนเกินไป   นานๆครั้งจะมีเสียงของเด็กหนุ่มสองคนที่ตะโกนแว่วออกมาจากในอาคารด้วยความโกรธและความเศร้าหมอง 

     

         “ ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยว่าท่านฟาร์ฮานจะสั่งลงโทษหลานชายทั้งสองจริงๆ“

     

         เสียงของทหารยามหนุ่มรูปร่างกำยำพูดขึ้นมาท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงัด

     

         “ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อล่ะนะ  ปกติแล้วผู้ที่ถูกส่งมาที่นี่ก็มีแต่ข้ารับใช้ภายในตระกูล ข้าไม่คิดจริงๆว่าคุณชายเองก็มีวันที่จะถูกลงโทษเหมือนกัน “

     

         เสียงของทหารยามวัยกลางคนอีกผู้หนึ่งที่ตอบกลับมาด้วยใบหน้าเรียบเฉย

     

          “ จะว่าไปแล้วก็ดีเหมือนกัน  เจ้าเด็กพวกนั้นจะได้เข็ดหลาบเสียบ้าง วันๆข้าเห็นมันทั้งสองกดขี่ออกคำสั่งกับข้ารับใช้ราวกับไม่ใช่มนุษย์  ครั้งหนึ่งข้าเคยเห็นเจ้าคนพี่ที่ชื่อมาเชลทุบตีคนรับใช้เสียจนบอบช้ำไปทั่วทั้งร่างเพียงเพราะกระรอกที่มันเลี้ยงไว้หลุดหายออกจากกรงไป  ไม่แน่ว่าท่านฟาร์ฮานอาจจะลงโทษพวกมันเพราะเรื่องที่พวกมันเป็นเด็กก้าวร้าวจนเกินไปก็ได้“

     

         เสียงกระซิบอันแผ่วเบาของทหารยามหนุ่มพูดคุยออกมาปนด้วยความรู้สึกยินดีอยู่เล็กน้อยยามที่นึกถึงเรื่องราวที่มาเชลเคยทำไว้ในอดีต  มันเองก็เคยถูกมาเชลดุด่าและกดขี่เช่นกัน มันไม่อยากนึกภาพเลยว่าหากมาเชลได้ขึ้นเป็นผู้นำตระกูลในอนาคตการเป็นอยู่ของคนรับใช้ในตระกูลเฉกเช่นพวกมันจะเป็นเช่นไรบ้าง

     

         “ ระวังปากเจ้าไว้บ้างเมดัส!! เดี๋ยวใครมาได้ยินเข้าก็ได้หัวขาดหรอก“

     

         ทหารยามอีกคนจ้องเขม็งด้วยความไม่พอใจนัก คำพูดของเมดัสอาจจะนำมาซึ่งความวิบัติแก่พวกมันทั้งสองได้ แม้ภายในใจของมันจะมีบางส่วนที่เห็นด้วยกับคำพูดของเมดัสก็ตาม  เด็กหนุ่มมักทำอะไรไม่ค่อยคิดหน้าคิดหลังนั่นคือสิ่งที่อาจจะทำให้พวกมันไม่อาจจะมีชีวิตไปได้ถึงวัยชรา เขาเองทำงานที่ตระกูลสการ์เชียมาเนิ่นนานย่อมรู้ดีว่าสิ่งใดที่ควรทำและไม่ควรทำ 

     

        ด้วยความที่ด้อยอาวุโสกว่าทำให้ทหารหนุ่มจำต้องเงียบลงไม่พูดเรื่องราวเช่นนั้นต่อ 

     

         “ แล้วเหตุใดท่านเมอร์สันจึงไม่มาดูแลบุตรชายของท่านบ้างล่ะ  ทุกวันข้าก็เห็นว่ามีแต่สาวใช้หน้าเดิมๆเท่านั้นก็จะคอยยกอาหารมาให้คุณชาย“

     

         ความสงสัยแล่นเข้าสู่หัวของเมดัสอีกครั้ง  มันหันไปถามทหารยามอีกคนด้วยความสงสัย

     

         “ บางเรื่องเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องรู้ไปซะหมดหรอกเจ้าหนุ่ม  หากเจ้ายังอยากอยู่ในตระกูลนี้ “

     

         ทหารยามวัยกลางคนหันมาตอบทหารหนุ่มด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรำคาญในความสงสัยของทหารหนุ่มที่เหมือนจะมีออกมาอย่างไม่หยุดหย่อน แต่เมื่อเขาเบนสายตากลับไปเขาก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ภาพที่เขาเห็นคือผู้ที่ถูกเมดัสนินทากำลังเดินมาทางนี้ แผ่นหลังของเขาหลั่งเหงื่อเย็นออกมาด้วยความกลัวที่จะถูกลงโทษหากเมอร์สันลอบได้ยินคำนินทาเหล่านั้นเข้า

     

         “ เมื่อครู่ข้าได้ยินเสียงว่าใครเรียกชื่อข้าอย่างนั้นรึ“

     

         ดูเหมือนสิ่งที่ทหารยามผู้นั้นหวาดกลัวจะเป็นเรื่องจริง  น้ำเสียงเย็นยะเยียบราวกับเสียงของมัจจุราชดังมาจากด้านข้างหน้าเมดัส  เสียงนี้มันทำให้มันหลั่งเหงื่อเย็นออกมาทั่วร่าง  ขาของมันเริ่มสั่นกลัวด้วยความหวาดหวั่น    ร่างของเมอร์สันที่ควรจะอยู่ห่างนับสิบเมตรกลับเคลื่อนที่มาอยู่เบื้องหน้าเขาภายในเสียงวินาที รอยยิ้มอันเลือดเย็นที่เมดัสมองเห็นทำให้ขนของเขาลุกชี้ชันขึ้นด้วยความกลัวไปทั่วร่าง  แม้มันจะเข้ามาทำงานในตระกูลสการ์เชียได้เพียงหนึ่งปีแต่เขาก็เคยได้ยินคำเล่าลือถึงความโหดเหี้ยมของเมอร์สัน  ทั้งการที่เมอร์สันเคยทุบตีและลงโทษคนรับใช้ในตระกูลอย่างรุนแรง  หรือแม้แต่สังหารคนรับใช้ไปเพียงเพราะทำเรื่องไม่ถูกใจเขาเล็กน้อย 

     

         “ อะ อะเอ่อ.. คือว่า ขะ ขะข้า… “

     

         เสียงของชายหนุ่มสั่นเครือด้วยความกลัวที่เกาะกุมจิตใจ  ด้วยระดับพลังและฐานะที่เหนือกว่าทำให้เมอร์สันมีสิทธิที่จะลงโทษเขาอย่างง่ายดาย  เขาไม่มีโอกาสใดๆแม้แต่จะตอบโต้ได้ด้วยซ้ำ 

     

         “ เจ้าเป็นอะไรของเจ้ารึ  หรือว่าไม่อยากมีปากเอาไว้พูดแล้ว “

     

         มือของเมอร์สันลูบไปที่ลำคอของชายหนุ่ม  ก่อนจะบีบด้วยฝ่ามือที่แข็งราวกับคีมเหล็ก   ใบหน้าของชายหนุ่มซีดขาวด้วยความหวาดกลัว ไม่รู้เมื่อใดที่นิ้วของเมอร์สันกรีดผ่านที่ลำคอของชายหนุ่มเป็นร่องรอยบาดแผล  หยดโลหิตไหลรินออกมาโดยที่ชายหนุ่มไม่ทันจะรู้ตัวด้วยซ้ำ  โชคดีที่บาดแผลเป็นเพียงรอยเล็กๆเท่านั้นจึงไม่ทำให้ชายหนุ่มถึงตาย  แต่มันก็ยิ่งทวีความหวาดกลัวที่อยู่ในใจของชายหนุ่มให้รุนแรงมากขึ้น

     

         “ ท่านเมอร์สันข้าขออภัยแทนมันด้วย  โปรดยกโทษให้มันสักครั้งเถอะ “

     

         ทหารยามที่ยืนอยู่ข้างๆรีบก้มหัวขอเมตตาจากเมอร์สันแทนทหารหนุ่มที่หวาดกลัวจนไร้สติเกินจะกล่าวสิ่งใดออกมาได้แล้วในยามนี้

     

         “ วันนี้ข้าอารมณ์ดีจะปล่อยเจ้าไปสักครั้ง  แต่หากมีครั้งหน้าล่ะก็.. !! เจ้าคงรู้ดีว่าจะลงเอยเช่นไร “

     

         เมอร์สันกล่าววาจาข่มขู่ก่อนจะคลายมือออกจากลำคอออกชายหนุ่ม แล้วผลักร่างของชายหนุ่มจนไปชนกับกำแพงอาคารด้านหลัง  ฝุ่นฟุ้งกระจายตลบอบอวบไปทั่วบริเวณ บนคอของเมดัสปรากฎบาดแผลจากรอยกรีดเล็กๆและแดงเป็นรูปฝ่ามือ ทหารหนุ่มได้แต่ก้มหัวขอโทษโดยไม่กล้าแม้แต่โต้เถียงใดๆ 

     

         “ ส่งกุญแจมา! ข้าจะไปเยี่ยมบุตรชายข้า“

     

         “ ขอรับ “

     

         ทหารยามวัยกลางคนรีบส่งกุญแจดอกหนึ่งให้กับเมอร์สันโดยไม่ชักช้า  เขาเห็นบทเรียนจากทหารหนุ่มที่นอนกองอยู่กับพื้นแล้ว  เขาเองไม่ได้ต้องการจะเป็นเช่นนั้น หลังจากได้กุญแจแล้วเมอร์สันเองก็เดินผ่านเข้าไปในตัวอาคารโดยไม่ได้แม้แต่เหลือบสายตาไปมองทหารหนุ่มที่ก้มหัวลงด้วยความสั่นกลัวเลยแม้แต่น้อย

     

         บรรยากาศภายในก็ดูคล้ายกับอาคารทั่วไป เพียงแต่มืดครึ้มคล้ายกับบรรยากาศยามพระอาทิตย์จะลับขอบฟ้า มีเพียงแสงของตะเกียงที่ตั้งอยู่รายทางเท่านั้นที่ส่องสว่างให้กับภายในอาคารแห่งนี้ เมอร์สันเดินมาจนถึงห้องแห่งหนึ่งก่อนจะไขกุญแจเปิดประตูเข้าไปในห้องแห่งนั้น

     

         “ ท่านพ่อ!! “

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท ที่คุณอ่าน