บ้านเดี่ยวสองชั้นหลังใหญ่ของผมในบ่ายวันนั้นเงียบเชียบเสียจนได้ยินเสียงจิ้งหรีดร้องระงมมาจากพุ่มไม้ข้างรั้ว แดดกรุงเทพฯ ในเดือนเมษายนร้อนระอุจนแทบจะเผาทุกอย่างให้มอดไหม้ ผมนั่งอยู่บนโซฟาไม้สักตัวโปรดในห้องนั่งเล่นชั้นล่าง พัดลมเพดานหมุนวนเอื่อยๆ ส่งลมร้อนระอุมากระทบผิวเนื้อ ชายวัยห้าสิบสองอย่างผมไม่ได้มีเื่ให้ต้องรีบร้อนอะไรในชีวิตอีกแล้ว หลังจากที่ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากจากไปเมื่อห้าปีก่อน บ้านหลังนี้ก็เหลือเพียงผมกับความเงียบเหงาเป็เพื่อนเล่นเรื่อยมา
แต่บ่ายวันนี้แตกต่างออกไป เพราะเป็วันที่ 'เอก' ลูกชายคนเดียวของผม จะพา 'แก้ม' เมียของมันย้ายเข้ามาอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน
เสียงเครื่องยนต์รถเก๋งคุ้นหูแล่นเข้ามาจอดที่หน้าบ้านก่อนจะดับลง ผมลุกขึ้นขยับเสื้อกล้ามสีขาวกับกางเกงเลโก้สีครีมที่ใส่อยู่ให้เข้าที่ ก่อนจะเดินออกไปเปิดประตูต้อนรับ
"สวัสดีครับพ่อ" เอกเอ่ยทักทายพลางก้าวลงมาจากฝั่งคนขับ ใบหน้าของมันดูอิดโรยและเคร่งเครียดเหมือนเช่นเคย ร่องรอยของความเหน็ดเหนื่อยจากการงานเด่นชัดบนใบหน้าคมเข้ม เอกมันเป็วิศวกรคุมงานก่อสร้างที่กำลังรุ่งเรือง งานของมันรัดตัวเสียจนแทบไม่มีเวลาหายใจ
"อ้าว มากันแล้วรึ ร้อนๆ เข้ามาข้างในก่อนสิลูก" ผมตอบพลางยิ้มรับ
แล้วสายตาของผมก็เลื่อนไปสบเข้ากับร่างอรชรที่ก้าวลงมาจากประตูอีกฝั่ง 'แก้ม' ลูกสะใภ้ของผมยืนส่งยิ้มอ่อนหวานละมุนละไมมาให้ เธออยู่ในชุดเดรสผ้าฝ้ายสีครีมตัวบางยาวถึงเข่า ร่างกายของเธอดูอวบอิ่มไปทุกสัดส่วน ผิวขาวจัดตัดกับเส้นผมสีดำสนิทที่รวบไว้หลวมๆ เผยให้เห็นลำคอระหงขาวเนียน หน้าอกหน้าใจกลมกลึงอวบอิ่มดันเนื้อผ้าออกมาจนเห็นรูปทรงชัดเจน ยามที่เธอขยับกายก้าวเดิน สะโพกผายแน่นตึงกลมมนแกว่งไกวเบาๆ อย่างเป็ธรรมชาติ มันเป็ภาพที่ทำให้หัวใจของชายแก่ที่แห้งเหี่ยวมานานอย่างผมกระตุกวูบอย่างห้ามไม่ได้
"สวัสดีค่ะคุณพ่อ" แก้มยกมือไหว้ น้ำเสียงของเธอหวานใสและนุ่มนวลเหลือเกิน
"รับไหว้จ้ะแก้ม ยินดีต้อนรับสู่บ้านเรานะลูก" ผมพยายามควบคุมน้ำเสียงให้เป็ปกติและสุภาพที่สุดเท่าที่จะทำได้ พยายามไม่จ้องมองสะโพกกลมกลึงของเธอเนิ่นนานจนน่าเกลียด
"ไอ้เอก ขนของเข้าบ้านก่อนเถอะ แดดร้อนจะตายชัก" ผมหันไปบอกลูกชายที่กำลังเปิดท้ายรถเพื่อเตรียมยกกระเป๋าเดินทางใบใหญ่
"พ่อครับ เดี๋ยวผมต้องรีบไปนะพ่อ พอดีหัวหน้าไซส์งานด่วนที่สระบุรีโทรมาตามตัว มีปัญหาเื่ปูนฐานรากทรุดตัว ผมต้องรีบขับรถไปดูเย็นนี้เลย" เอกพูดพลางถอนหายใจและยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูด้วยความเร่งรีบ
"อ้าว จะไปเย็นนี้เลยเรารึ? เมิ่งเพิ่งจะย้ายเข้าบ้านวันแรกเองนะเอก ปล่อยแก้มไว้คนเดียวแบบนี้มันจะดีเหรอ" ผมขมวดคิ้ว รู้สึกไม่ค่อยพอใจที่ลูกชายทิ้งขว้างเมียั้แ่วันแรกที่ย้ายเข้ามา
"ช่วยไม่ได้จริงๆ ครับพ่อ งานนี้มันสำคัญมาก ถ้าฐานรากพัง โครงการโดนปรับเป็ล้านแน่ๆ อีกอย่าง แก้มก็อยู่กับพ่อไงครับ มีพ่ออยู่ด้วยผมหายห่วง" เอกพูดรัวเร็วพลางหันไปมองแก้ม "แก้ม อยู่กับพ่อก็ทำตัวดีๆ นะ คอยดูแลหาข้าวหาน้ำให้พ่อด้วย อย่าดื้อล่ะ เดี๋ยวผมเสร็จงานทางโน้นแล้วจะรีบโทรหา"
แก้มมีสีหน้าสลดลงไปชั่วขณะ ดวงตากลมโตคู่สวยหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัด เธอเม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะพยักหน้ารับคำเบาๆ "ค่ะเอก เดินทางปลอดภัยนะควัน"
ไม่มีแม้แต่คำลาที่อบอุ่น หรืออ้อมกอดแสดงความรัก เอกรีบขนกระเป๋าของแก้มเข้ามาวางไว้ในโถงบ้านอย่างลนลาน จากนั้นมันก็ก้าวขึ้นรถ สตาร์ตเครื่องยนต์ และขับแล่นออกไปจากประตูบ้านทันที ทิ้งทวนไว้เพียงกลิ่นควันไอเสียและความเงียบที่คลืบคลานเข้ามาปกคลุมบ้านอีกครั้ง
ผมหันกลับมามองลูกสะใภ้ที่ยืนคว้างอยู่กลางบ้าน ใบหน้าสวยหวานหมองลงจนดูน่าสงสาร ดวงตาของเธอหลุบมองพื้น คล้ายคนกำลังจะร้องไห้แต่ต้องสะกดกลั้นเอาไว้
"แก้ม..." ผมเรียกเธอเบาๆ ด้วยความสงสารจับใจ "อย่าคิดมากเลยลูก ไอ้เอกมันบ้างานแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่มันก็ทำเพื่อครอบครัวนั่นแหละ"
แก้มเงยหน้าขึ้นมาสบตากับผม เธอพยายามเค้นรอยยิ้มบางๆ ส่งมาให้ แต่มันช่างดูเหนื่อยล้าเหลือเกิน "ค่ะคุณพ่อ แก้มเข้าใจดีค่ะ... แค่บางทีก็เหงาๆ บ้าง"
คำว่า 'เหงา' ของเธอช่างตรงกับความรู้สึกในใจของผมเหลือเกิน
"ไม่เป็ไรนะ อยู่ที่นี่มีพ่ออยู่ด้วย ไม่เหงาแน่นอน" ผมยิ้มปลอบใจพลางก้าวเข้าไปยกกระเป๋าเดินทางใบโตของเธอขึ้นมา "มา พ่อช่วยยกกระเป๋าขึ้นไปเก็บบนห้องนอนนะ ห้องนอนของแก้มกับไอ้เอกอยู่ชั้นสอง ห้องซ้ายมือตรงข้ามห้องพ่อนี่แหละ"
"อุ๊ย ไม่เป็ไรค่ะคุณพ่อ แก้มยกเองได้ค่ะ เกรงใจคุณพ่อจังเลย" แก้มรีบก้าวเข้ามาห้าม มือเรียวนุ่มของเธอเผลอเอื้อมมาจับที่มือของผมเพื่อจะแย่งหูกระเป๋า
ผิวััจากฝ่ามือนุ่มนิ่มของสะใภ้ทำให้ผมรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟอ่อนๆ วิ่งพล่านไปทั่วร่าง มือของเธอนุ่มและอุ่นเหลือเกิน ผมเผลอกระชับมือกุมมือเธอไว้เสี้ยววินาทีจนแก้มสะดุ้งเล็กน้อย ใบหน้าขาวนวลขึ้นสีชมพูระเรื่อด้วยความเอียงอาย เธอรีบชักมือกลับไปประสานไว้ที่หน้าตักทันที
"ไม่เป็ไรหรอก พ่อยกให้ ของแค่นี้เอง พ่อยังแข็งแรงดีอยู่ลูก" ผมแสร้งทำเป็หัวเราะกลบเกลื่อนความหวั่นไหวในอก พลางยกกระเป๋าใบหนักขึ้นบันไดชั้นสองไปอย่างง่ายดาย ร่างกายของผมแม้วัยจะเลยเลขห้ามาแล้ว แต่จากการทำงานในสวนและชอบออกกำลังกายยกน้ำหนักอยู่เสมอ ทำให้กล้ามเนื้อเนื้อตัวยังแน่นตึงและแข็งแรงไม่แพ้วัยรุ่น
ผมเดินนำแก้มขึ้นมาบนชั้นสอง เปิดประตูห้องนอนที่จัดเตรียมไว้ให้ ห้องนอนกว้างขวางมีเตียงหลังใหญ่ปูผ้าปูสีฟ้าอ่อนสะอาดตา ลมจากหน้าต่างพัดเข้ามาโชยกลิ่นแป้งเด็กอ่อนๆ ที่แก้มชอบทาตัวลอยมาแตะจมูก
"วางไว้ตรงนี้นะแก้ม ตามสบายเลยลูก ขาดเหลืออะไรก็บอกพ่อได้ทันที"
"ขอบคุณมากนะคะคุณพ่อ คุณพ่อใจดีกับแก้มจังเลยค่ะ" แก้มพูดพลางก้มหัวขอบคุณ ใบหน้าหวานใสสบตากับผมตรงๆ ดวงตาคู่นั้นดูฉ่ำหวานและมีแววแห่งความเกรงใจปนเปความอบอุ่นใจ
"ไม่เป็ไรหรอกจ้ะ เราคนกันเองทั้งนั้น" ผมบอกพลางเลื่อนสายตาลงมองที่คอเสื้อเดรสสีครีมของเธอ ซึ่งยามที่เธอก้มหัวลงเล็กน้อย คอเสื้อที่กว้างเผยให้เห็นเนินอกขาวเนียนอวบอิ่มสองเต้าที่เบียดชิดกันจนเห็นร่องอกลึกชัดเจน ผมลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอด้วยความยากลำบาก ก่อนจะรีบหันหลังเดินกลับออกมาเพื่อระงับอารมณ์ใฝ่ต่ำของตัวเอง
"พ่อลงไปรอข้างล่างนะแก้ม จัดของเสร็จแล้วลงไปพักผ่อนข้างล่างได้เลย"
"ค่ะคุณพ่อ"
ผมเดินกลับลงมาที่ห้องนั่งเล่นชั้นล่าง ทิ้งตัวลงนอนบนโซฟาไม้ตัวเดิม พลางยกมือกุมขมับ หัวใจยังคงเต้นระทึกอย่างที่ไม่เคยเป็มานานหลายปี ภาพเนินอกขาวนิ่มและสะโพกผายกลมมนของลูกสะใภ้วนเวียนอยู่ในหัวสมองของผมอย่างสลัดไม่หลุด
"บ้าจริง... นั่นลูกสะใภ้นะชาญ เมียของไอ้เอกลูกชายแกนะ" ผมพร่ำเตือนสติตัวเองเสียงเบา ทว่าเสียงกลองในอกกลับยิ่งเต้นรัวแรงขึ้น ราวกับกำลังประท้วงกฎเกณฑ์และศีลธรรมของโลกใบนี้
เวลาล่วงเลยไปจนถึง่เย็น แดดร่มลมตก บรรยากาศรอบบ้านเริ่มสลัวแดงด้วยแสงอาทิตย์อัสดง ผมลุกขึ้นเตรียมจะเดินเข้าครัวไปหาอะไรทำกินง่ายๆ แต่เมื่อก้าวเท้าเข้าไปในครัว ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นแผ่นหลังบางของแก้มที่กำลังง่วนอยู่หน้าเตา
เธอเปลี่ยนเสื้อผ้าจากชุดเดรสสีครีมเป็ชุดลำลองสำหรับอยู่บ้าน เสื้อยืดสีขาวบางเข้ารูปเผยให้เห็นแผ่นหลังนวลและสายยกทรงสีเนื้อที่รัดเนื้อหลังเบาๆ กางเกงขาสั้นสีดำเนื้อผ้านุ่มรัดรูปเน้น่สะโพกกลมกลึงผายกว้างและต้นขาขาวอวบอิ่มยามที่เธอยืนเขย่งปลายเท้าเพื่อหยิบขวดน้ำปลาบนชั้นวาง
"อ้าวแก้ม ทำอะไรอยู่น่ะลูก" ผมส่งเสียงทัก
แก้มสะดุ้งตัวเล็กน้อยก่อนจะหันมายิ้มหวาน "อ๋อ แก้มกำลังทำกับข้าวเย็นให้คุณพ่อค่ะ มีแกงส้มชะอมไข่กับไข่เจียวหมูสับง่ายๆ ค่ะ ไม่รู้คุณพ่อจะชอบทานไหม"
"ชอบสิจ้ะ พ่อทานง่ายอยู่แล้ว แต่จริงๆ แก้มเพิ่งย้ายมาเหนื่อยๆ น่าจะพักผ่อนก่อน วันนี้สั่งอะไรมากินกันง่ายๆ ก็ได้นะ" ผมพูดพลางเดินเข้าไปใกล้เพื่อช่วยถือถ้วยแกงส้ม
"ไม่เหนื่อยเลยค่ะคุณพ่อ แก้มอยากทำหน้าที่สะใภ้ให้ดีที่สุดค่ะ อยู่บ้านคนเดียวตอนเอกไม่อยู่ แก้มไม่รู้จะทำอะไร ยิ่งทำกับข้าวดูแลคุณพ่อยิ่งทำให้แก้มรู้สึกมีอะไรทำ ไม่เหงาดีค่ะ" แก้มพูดพลางตักแกงส้มใส่ถ้วย ท่าทางของเธอดูคล่องแคล่วกระฉับกระเฉง
ยามที่เธอเดินผ่านตัวผมเพื่อนำถ้วยแกงไปวางที่โต๊ะกินข้าว กลิ่นแป้งเด็กอ่อนๆ ผสมผสานกับกลิ่นกายสาวร้อนผ่าวโชยมากระทบจมูก มันช่างเป็กลิ่นที่ปลุกเร้าสัญชาตญาณความดิบในกายของผมเหลือเกิน หน้าอกกลมกลึงของเธอเฉียดผ่านแขนของผมไปเพียงเส้นยาแดงผ่าซีก
เราสองคนนั่งทานข้าวเย็นร่วมกันที่โต๊ะอาหารไม้สักขนาดสี่ที่นั่ง บรรยากาศเงียบสงบมีเพียงเสียงช้อนกระทบจานเบาๆ และเสียงลมพัดใบไม้ไหวภายนอก แก้มคอยตักอาหารใส่จานให้ผมอย่างเอาใจใส่
"คุณพ่อคะ ทานแกงส้มเยอะๆ นะคะ แก้มตั้งใจปรุงรสไม่ให้เผ็ดเกินไปค่ะ"
"ขอบใจมากนะแก้ม อร่อยมากเลยลูก ฝีมือดีจริงๆ ไอ้เอกมันโชคดีนะที่มีเมียคอยดูแลดีแบบนี้" ผมพูดพลางเคี้ยวแกงส้มรสชาติกลมกล่อมลงคอ
คำพูดของผมทำให้แก้มชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มหวานเจือความเศร้าลงไปอีกครั้ง "เอกเขาไม่ค่อยได้ทานฝีมือแก้มหรอกค่ะคุณพ่อ... ส่วนมากเขากินข้าวกล่องที่ไซส์งาน หรือไม่ก็ทานกับลูกค้า นานๆ ทีจะกลับมาบ้านนอนสักคืนสองคืน แก้มเหมือนอยู่คนเดียวตลอดเวลาเลยค่ะ"
น้ำเสียงตัดพ้อเบาๆ ของลูกสะใภ้สะท้อนความเปล่าเปลี่ยวใจออกมาอย่างชัดเจน ผมมองใบหน้าสวยหวานที่กำลังตักข้าวเข้าปากอย่างช้าๆ นึกหงุดหงิดไอ้เอกในใจ เมียสวยระดับดารานางแบบอวบอิ่มน่าฟัดขนาดนี้ แต่มันกลับทิ้งขว้างปล่อยให้อยู่คนเดียวอย่างเหี่ยวเฉา
"คิดซะว่ามีพ่ออยู่เป็เพื่อนอีกคนนะแก้ม มีอะไรเหงาๆ หรืออึดอัดใจก็คุยกับพ่อได้เสมอ พ่อรับฟังทุกเื่จ้ะ" ผมเอื้อมมือไปแตะหลังมือของเธอเบาๆ บนโต๊ะเพื่อเป็การปลอบประโลม
แก้มสะดุ้งตัวเล็กน้อยในทีแรก ทว่าครั้งนี้เธอไม่ได้ชักมือกลับ เธอปล่อยให้มือหยาบกร้านของผมวางทับหลังมือนุ่มของเธอไว้ชั่วครู่ ดวงตากลมโตช้อนขึ้นมองสบตากับผมด้วยความซาบซึ้งใจ
"ขอบคุณคุณพ่อจริงๆ ค่ะ แก้มอบอุ่นใจขึ้นเยอะเลยค่ะที่ได้ยินแบบนี้" เธอบอกน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย ก่อนจะส่งยิ้มพิมพ์ใจมาให้ยามที่ผมค่อยๆ ถอนมือกลับออกมา
หลังจากทานข้าวเสร็จ แก้มรับหน้าที่ล้างจานทำความสะอาดครัวทั้งหมด โดยไม่ยอมให้ผมช่วยแม้แต่น้อย ผมจึงเดินขึ้นมาบนห้องนอนชั้นสองเพื่ออาบน้ำชำระร่างกาย สายน้ำเย็นฉ่ำช่วยลดความร้อนรุ่มในอกลงไปได้บ้าง แต่เมื่อเดินออกมาจากห้องน้ำในชุดผ้าขนหนูพันกายผืนเดียว สายตาของผมก็มองลอดออกไปทางหน้าต่าง เห็นแสงไฟจากห้องนอนของแก้มที่อยู่เยื้องๆ กันเปิดสว่างอยู่
เงามืดของเธอบนผ้าม่านบางสีครีมเผยให้เห็นสะท้อนทรวดทรงองค์เอวขณะกำลังถอดเสื้อผ้าออกทีละชิ้น ภาพเงาของสะโพกผายมนและหน้าอกเต่งตึงที่เคลื่อนไหวช้าๆ ยามที่เธอสวมชุดนอนซาตินบางสีพีชทำให้ลมหายใจของผมติดขัด
ผมรีบละสายตาแล้วกลับเข้ามาในห้อง ปิดไฟนอนราบลงบนเตียงใหญ่ พยายามหลับตาลงเพื่อดับตัณหา แต่ความเงียบสงัดของค่ำคืนกลับยิ่งทำให้สมองคิดเตลิดเปิดเปิงไปไกล จนกระทั่งกลางดึกสงัด ในความสลัวรางของห้องนอน ผมได้ยินเสียงแ่เบาดังมาจากโถงทางเดินด้านนอก...
เสียงฝีเท้าเหยียบลงบนพื้นไม้กระดานอย่างแ่เบา มันก้าวช้าๆ ตรงมาหยุดลงที่หน้าประตูห้องนอนของผม!
หัวใจของชายแก่อย่างผมกระตุกเต้นระทึกขึ้นมาทันทีจนแทบทะลุออกมานอกอก ในความมืดสลัว สายตาของผมจับจ้องไปที่ประตูไม้บานใหญ่ และในวินาทีต่อมา... ผมก็เห็นลูกบิดสีเงินค่อยๆ ขยับหมุนช้าๆ จากฝั่งภายนอก...
ในบ้านหลังใหญ่กว้างขวางหลังนี้ มีเพียงผมและสะใภ้คนสวยอยู่กันสองคนเท่านั้น...
และที่สำคัญที่สุดคือ ประตูห้องนอนของผมไม่ได้ล็อก!