ไอความร้อนระอุใน่บ่ายแก่ๆ แผ่คลุมไปทั่วท้องทุ่งและหมู่บ้านชายขอบป่าอย่างเงียบงัน ลมแล้งพัดกรรโชกมาเป็ระลอก หอบเอาฝุ่นผงสีแดงจากทางเกวียนฟุ้งกระจายขึ้นสู่อากาศ ใบไม้แห้งบนยอดไม้สูงส่งเสียงเสียดสีกันดังกราวราวกับเสียงกระซิบเตือนภัยที่กำลังคืบคลานเข้ามา ท้องฟ้าทางทิศเหนือซึ่งเคยโปร่งใสกลับถูกบดบังด้วยหมอกควันสีเทาทะมึนอันเกิดจากไฟาที่ประชิดเข้ามาใกล้ทุกขณะ บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัดจนผิดธรรมชาติ สัตว์เลี้ยงใต้ถุนเรือนต่างกระวนกระวาย สุนัขหลายตัวพากันหมอบคุดคู้อยู่ใต้แคร่ไม้ไผ่พร้อมกับส่งเสียงครางหงิงๆ อยู่ในลำคอ
ณ เรือนไม้ใต้ถุนสูงท้ายหมู่บ้าน ร่างอ้อนแอ้นของ ศศิวิมล กำลังก้มหน้าก้มตาเก็บข้าวของจำเป็ลงในย่ามผ้าดิบใบเก่า ใบหน้ารูปไข่ผุดผ่องไร้รอยแต่งแต้มมีหยาดเหงื่อเม็ดละเอียดเกาะพราวอยู่ตามไรผมสีดำขลับที่ถูกรวบมัดไว้หลวมๆ ที่ท้ายทอย ดวงตากลมโตคมเข้มฉายแววกังวลระคนเด็ดเดี่ยว ริมฝีปากอิ่มสีชมพูระเรื่อเม้มแน่น เธอสวมเสื้อคอกระเช้าผ้าฝ้ายสีครามเก่าคร่ำที่ผ่านการซักจนเนื้อผ้านิ่มแนบไปกับทรวงอกอวบอิ่มอันเต่งตึงเปรี๊ยะตามธรรมชาติของแม่ลูกอ่อน ผ้านุ่งซิ่นลายตาหมากรุกสีหม่นที่คาดเอวบางคอดกิ่วผูกไว้อย่างทะมัดทะแมงเพื่อความคล่องตัวยามต้องเคลื่อนไหว
บนฟูกนอนเก่าๆ ไม่ไกลจากเธอนัก ทารกเพศชายวัยสามเดือนเศษกำลังนอนหลับตาพริ้ม สองมือน้อยๆ กำแน่นอยู่ข้างแก้มยุ้ย ศศิวิมลละมือจากย่ามแล้วก้าวเข้าไปทรุดตัวลงนั่งข้างลูกน้อย เธอยกปลายนิ้วขึ้นลูบไล้แก้มเนียนนุ่มของบุตรชายอย่างแ่เบา ความรักและความผูกพันท่วมท้นในอก ทว่าความหวาดหวั่นใจกลับแล่นแปล๊บเข้ามาในห้วงความคิดเมื่อนึกถึงสามีผู้เป็หัวหน้าครอบครัว ชายหนุ่มที่ถูกทางการเกณฑ์ตัวไปร่วมรบในแนวหน้าั้แ่เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน และบัดนี้ยังไม่มีข่าวคราวส่งกลับมาแม้เพียงครึ่งบรรทัด
"ลูกเอ๋ย... พ่อของเ้าจะปลอดภัยอยู่ที่ไหนกันนะ" เธอพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อข่มความสั่นไหวในจิตใจ
ทันใดนั้น เสียงบางอย่างที่แฝงมากับสายลมก็เริ่มชัดเจนขึ้น มันไม่ใช่เสียงลมพัดผ่านยอดไผ่ หรือเสียงฟ้าร้องตามฤดูกาล แต่เป็เสียงเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ที่คำรามกระหึ่มต่ำๆ แผ่ซ่านะเืเลื่อนลั่นมาจากฟากฟ้าเบื้องบน แรงสั่นะเืนั้นส่งผ่านอากาศจนทำให้เสาเรือนไม้ไผ่และฝาขัดแตะเริ่มสั่นไหว กลิ่นน้ำมันเครื่องและไอดินแล่นเข้ามาปะทะจมูก
"ศศิ! ศศิวิมล! หนีเร็วเข้า! พวกมันมากันแล้ว!"
เสียงะโแหบแห้งดังลั่นมาจากทางหน้าบ้าน ศศิวิมลรีบอุ้มลูกน้อยขึ้นมาแนบชิดอก มือหนึ่งประคองศีรษะเล็กของลูกไว้แนบกับทรวงอกอุ่น อีกมือหนึ่งรีบคว้าสายย่ามขึ้นสะพายบ่า เธอวิ่งลงบันไดเรือนอย่างรวดเร็ว ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือความโกลาหลอลหม่านที่เกิดขึ้นในชั่วพริบตา ชาวบ้านนับสิบคนพากันวิ่งพล่าน หอบหิ้วลูกหลาน ข้าวสาร อาหารแห้ง และห่อผ้าเก่าๆ ออกมาจากเรือนด้วยความแตกตื่น
ยายฟัก หญิงชราหลังค่อมที่อาศัยอยู่เรือนข้างเคียงกำลังเดินกะเผลก ลากตะกร้าหวายใบเล็กด้วยเรี่ยวแรงอันน้อยนิด ใบหน้าเหี่ยวย่นอาบไปด้วยน้ำตาแห่งความหวาดผวา ขณะที่ลุงปั่น อดีตพรานเฒ่าประจำหมู่บ้าน กำลังถือไม้เท้าและสะพายปืนแก๊ปยาว คอยะโบอกทิศทางให้ทุกคนมุ่งหน้าไปยังชายป่า
"ทิ้งของหนักให้หมด! รีบวิ่งเข้าดงไผ่เร็วเข้า! เครื่องบินมันมาตรงนี้แล้ว!" ลุงปั่นะโก้อง เสียงของชายชราแข่งกับเสียงกระหึ่มบนฟ้าที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกวินาที
ศศิวิมลรีบวิ่งเข้าไปพยุงแขนยายฟัก "ยายฟัก! เดินไหวไหมจ๊ะ ทิ้งตะกร้าไปก่อนเถอะ รีบตามลุงปั่นไปเร็ว!"
"แม่ศศิเอ๋ย... บ้านเรา ข้าวของในบ้าน ยายเสียดายเหลือเกิน" หญิงชราร้องไห้สะอึกสะอื้น สองขาอันสั่นเทาแทบก้าวไม่ออก
"ชีวิตสำคัญกว่าจ้ะยาย! ถ้าเราไม่รีบไปตอนนี้ จะไม่มีโอกาสได้รอดชีวิตกลับมาดูบ้านอีกเลยนะ!" ศศิวิมลกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น พลางใช้มือข้างที่ว่างดึงร่างของยายฟักให้ก้าวตามไปข้างหน้าอย่างสุดกำลัง ทารกน้อยในอ้อมกอดเริ่มส่งเสียงร้องไห้จ้าด้วยความใกลัวเสียงอึกทึกรอบข้าง เธอต้องก้มลงกระซิบปลอบลูกชิดริมหูพร้อมกับก้าวยาวๆ ฝ่าฝุ่นผงสีแดงที่คละคลุ้ง
ครืนนน! หวือออ!
เงาดำขนาดั์ของฝูงบินรบต่างชาติทาบทับลงมาบนผืนดิน ปีกเหล็กสีเขียวขี้ม้าสะท้อนแสงแดดเจิดจ้า เสียงเครื่องยนต์แหวกอากาศดังสนั่นจนแก้วหูแทบแตก เพียงไม่กี่อึดใจต่อมา วัตถุทรงกระบอกสีดำขลับก็ถูกปลดปล่อยลงมาจากใต้ท้องเครื่องบิน ดิ่งตรงลงมายังใจกลางหมู่บ้าน
ตูมมมม!
แรงะเิมหาศาลสั่นะเืไปถึงขั้วหัวใจ แผ่นดินใต้ฝ่าเท้าะเืไหวรุนแรงราวกับเกิดแผ่นดินไหว เปลวเพลิงสีส้มแดงลุกโพลงขึ้นสู่ท้องฟ้าพร้อมกับกลุ่มควันดำทะมึน เศษกระเบื้อง เศษไม้ไผ่ และฝุ่นผงกระเด็นว่อนไปทั่วสารทิศ แรงอัดกระแทกพัดเอาร่างของศศิวิมลและยายฟักจนเซถลาล้มลงบนพื้นดินแดง ศศิวิมลรีบพลิกตัวใช้แผ่นหลังและท่อนแขนโอบกอดทารกน้อยไว้แน่นเพื่อกำบังเศษหินและฝุ่นผงที่ร่วงหล่นลงมาดั่งห่าฝน
ความเจ็บแปลบบริเวณข้อศอกและหัวเข่าแล่นแปล๊บขึ้นมาในความรู้สึก แต่สัญชาตญาณความเป็แม่ทำให้เธอไม่แม้แต่จะส่งเสียงร้อง เธอรีบยันกายลุกขึ้น มองดูทารกในอ้อมแขนที่ยังคงปลอดภัยดี แม้เนื้อตัวของลูกจะเปรอะเปื้อนไปด้วยละอองฝุ่น
"ยายฟัก! ลุกไหวไหมจ๊ะ!" ศศิวิมลหันไปะโถามหญิงชราที่นอนขดตัวอยู่ข้างๆ
ยายฟักพยักหน้าทั้งน้ำตา สองมือที่สั่นระริกพยายามยันพื้นดินลุกขึ้น ศศิวิมลช่วยดึงแขนของหญิงชราขึ้นมา แล้วพากันวิ่งกึ่งเดินลัดเลาะข้ามคันนา มุ่งหน้าตรงไปยังแนวป่าทึบเบื้องหน้า ท่ามกลางเสียงะเิลูกที่สองและลูกที่สามที่ตกลงมาซ้ำซาก เผาทำลายเรือนชานบ้านช่องที่เคยอบอุ่นให้กลายเป็เถ้าถ่านในพริบตา
ระหว่างทางที่วิ่งหนีตาย ผู้คนในหมู่บ้านต่างแตกกระเซ็นไปคนละทิศละทาง เด็กๆ ร้องไห้ระงมหาพ่อแม่ ผู้หญิงบางคนล้มลงกอดเสาเรือนที่กำลังไหม้ไฟด้วยความอาลัย แต่ไม่มีเวลาให้หยุดคิด ชายฉกรรจ์ในกลุ่มอย่างนายก้อนและนายมั่นที่วิ่งตามมาด้านหลัง รีบเข้ามาช่วยประคองคนแก่และเด็กคนอื่นๆ ให้เร่งฝีเท้า
"วิ่งเร็วเข้าพี่น้อง! อย่าหยุด! เข้าไปในดงไม้ใหญ่แล้วพวกมันจะมองไม่เห็นเรา!" นายก้อนะโบอก พลางหันมามองศศิวิมลด้วยสายตาที่เป็ห่วง "แม่ศศิ ส่งเ้าตัวเล็กมาให้ฉันช่วยอุ้มไหม เธอจะได้วิ่งถนัดขึ้น"
"ขอบใจจ้ะนายก้อน แต่ฉันยังไหว ช่วยประคองยายฟักกับเด็กคนอื่นเถอะ ฉันจะกอดลูกของฉันไว้เอง" ศศิวิมลปฏิเสธอย่างสุภาพ ดวงตาของเธอแน่วแน่และเต็มไปด้วยพลังอันเข้มแข็ง แม้เหงื่อจะไหลเปียกชุ่มเสื้อคอกระเช้าจนแนบเนื้อ เผยให้เห็นสัดส่วนทรวดทรงอันงดงามและทรวดอกที่กระเพื่อมไหวตามจังหวะการวิ่งอันเร่งรีบ
เมื่อก้าวพ้นชายทุ่งเข้าสู่ร่มเงาของแมกไม้สูงใหญ่ ความมืดครึ้มและความชื้นเย็นของป่าดิบก็โอบล้อมพวกเขาไว้ กลิ่นใบไม้เน่าเปื่อยและกลิ่นดินชื้นเข้ามาแทนที่กลิ่นควันไฟและดินปืน เสียงะเิเริ่มแว่วไกลออกไปทีละน้อย มีเพียงเสียงหอบหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อยของชาวบ้านนับสามสิบชีวิตที่รอดพ้นความตายมาได้อย่างหวุดหวิด
ทุกคนพากันทรุดตัวลงนั่งพักใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ ลุงปั่นยืนค้ำไม้เท้ากวาดสายตามองสำรวจผู้รอดชีวิตที่มารวมตัวกัน มีทั้งเด็กเล็ก หญิงสาว หญิงชรา และชายฉกรรจ์เพียงไม่กี่คน ทุกคนต่างมีสภาพอิดโรย เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนโคลนตมและมีรอยขีดข่วนจากกิ่งไม้หนาม
ศศิวิมลนั่งลงบนขอนไม้ใหญ่ เธอค่อยๆ ปลดผ้าที่คลุมตัวลูกน้อยออก ตรวจดูร่างกายของเด็กชายอย่างละเอียดถี่ถ้วน เมื่อเห็นว่าลูกปลอดภัยดี รอยยิ้มบางๆ ที่เต็มไปด้วยความโล่งใจก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่เปื้อนคราบฝุ่น
"ทุกคนปลอดภัยดีใช่ไหม" ลุงปั่นเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงความตึงเครียด
"พวกเราที่หนีทันก็มีเท่านี้แหละลุงปั่น ส่วนพวกที่อยู่หัวบ้านไม่รู้ว่าจะเป็อย่างไรบ้าง" นายมั่นตอบพลางทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิบนพื้นดิน ใช้หลังมือปาดเหงื่อที่ไหลย้อยเข้าตา
"เรากลับไปไม่ได้แล้ว" ลุงปั่นกล่าวพลางมองลึกเข้าไปในความมืดของผืนป่า "ทหารต่างชาติคงเข้ายึดพื้นที่หมู่บ้านหมดแล้ว ถ้าเราออกไปตอนนี้ก็มีแต่ตายกับตาย ทางเดียวที่จะรอดคือต้องมุ่งหน้าลึกเข้าไปในป่านี้ หาน้ำ หาที่กำบัง และสร้างที่พักชั่วคราวเพื่อรอให้าสงบ"
คำพูดของลุงปั่นทำให้เกิดความเงียบงันขึ้นชั่วขณะ ความหวาดกลัวต่อความไม่แน่นอนในอนาคตเริ่มเกาะกุมหัวใจของทุกคน เด็กๆ เริ่มส่งเสียงสะอื้นเบาๆ ด้วยความหิวและความเหนื่อยล้า ศศิวิมลมองดูผู้คนรอบข้างด้วยความเวทนา เธอดึงลูกน้อยเข้ามากอดแนบอก ทรวงอกคู่งามที่อวบอิ่มเต็มไปด้วยน้ำนมเริ่มตึงคัดขึ้นมาตามเวลา
"ไม่ว่าอย่างไร เราต้องรอดไปด้วยกัน" ศศิวิมลเอ่ยขึ้นเบาๆ น้ำเสียงหวานกังวานทว่าหนักแน่นนั้นดึงดูดสายตาของทุกคนให้หันมามองที่เธอ "ถ้าเราไม่ยอมแพ้ ผืนป่าแห่งนี้ก็คงไม่อาจพรากชีวิตพวกเราไปได้หรอกจ้ะ"
ประกายตาอันมุ่งมั่นของนางพญาแม่ลูกอ่อนท่ามกลางความมืดมิดของผืนป่า กลายเป็ประกายไฟดวงเล็กๆ ที่จุดความหวังให้แก่ผู้รอดชีวิตทุกคน การเดินทางเพื่อการอยู่รอดในดินแดนลี้ลับกลางสมรภูมิาได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างแท้จริง