กว่าหมิงหยวนจะเดินกลับมาถึงหอพักท้องฟ้าก็มืดแล้ว
ทันทีที่เขาผลักประตูให้เปิดออกก็ต้องสะดุดเข้ากับบางสิ่งเพ่งมองอยู่นานกว่าจะเห็นว่าเงาดำขนาดใหญ่นั้นแท้จริงแล้วคือจางจิ่วรั่ง
จางจิ่วรั่งนอนเอาหัวหนุนขวดน้ำเต้างีบหลับอยู่บนพื้นแต่พอถูกหมิงหยวนเตะเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ เขาก็งัวเงียตื่นแล้วลุกขึ้นนั่งขยี้ตา“กลับมาแล้วหรือ เช่นนั้นข้าให้เจ้าเป็นฝ่ายวางหมากก่อน”
หมิงหยวนเกือบหลุดหัวเราะหันกลับไปเปิดประตูแล้วเชิญเขาเข้าไปข้างในส่วนตนเองก็เดินไปล้างหน้าล้างตาเสียก่อน “ท่านรอข้าอยู่ที่นี่ทั้งวันเลยหรือ? น้ำวางอยู่บนโต๊ะ ท่านรินเอาเองนะ วันนี้ดึกแล้วข้ามีตำราที่ยืมมาแล้วยังไม่ได้อ่าน พรุ่งนี้เช้าค่อยเล่นกับท่านได้หรือไม่?”
จางจิ่วรั่งมีหรือจะยอมปล่อยเขาไปอีกครั้งโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน “เรื่องของวันนี้ต้องชำระวันนี้ เจ้ารับปากข้าแล้ว”
“ก็ได้ๆรอสักครู่ ข้าขอหากระดานหมากก่อน” หมิงหยวนเห็นว่าอย่างไรวันนี้คงหนีไม่พ้นจึงยอมจำนนแต่โดยดี
“ไม่ต้องหรอกข้าเตรียมมาด้วย”จางจิ่วรั่งเดินกลับออกไปแล้วเดินกลับเข้ามาใหม่พร้อมขวดน้ำเต้าและกระดานหมากล้อมที่ทำจากไม้กฤษณาสามารถพับครึ่งแล้วเก็บโถไม้หมากทั้งสองโถงไว้ข้างในระหว่างที่เขาจัดแจงนำมันออกมาก็พลันนึกกลัวว่าหมิงหยวนจะหาทางไล่เขาออกไป เพราะอีกฝ่ายยังมีเรื่องที่ต้องทำเขาจึงต้องกันไว้ดีกว่าแก้ “ไม่สิ! ข้าจะไม่รบกวนเวลาของเจ้า เจ้าอ่านตำราของเจ้าไปรอเจ้าอ่านเสร็จค่อยเล่นก็ได้”
หมิงหยวนระแวง“จริงหรือ?”
“แน่นอนอยู่แล้วข้าจะเล่นรอเจ้าอยู่ที่นี่ ข้าเล่นหมากล้อมคนเดียวทุกคืนอยู่แล้ววันนี้แค่เปลี่ยนสถานที่” จางจิ่วรั่งนั่งขัดสมาธิ วางกระดานหมากบนโต๊ะตัวเล็กยึดพื้นที่ห้องนั่งเล่นด้านนอกไปอย่างไม่สะทกสะท้าน
หมิงหยวนส่วยหัวเอื่อมระอาจำต้องก้มหยิบกองตำราบนโต๊ะเข้าไปอ่านที่ห้องด้านในจางจิ่วรั่งบังเอิญเหลือบไปเห็น “หืม? เจ้าอ่านตำราเครื่องมือการเกษตรไปเพื่ออันใดกัน?”
“ห้ะ? อ๋อ…เพียงเปิดตำราก็นับว่าได้ประโยชน์แล้วที่นี่มีคลังปัญญาอย่างหอฝู่เหริน ผู้ใดจะไม่อยากหยิบยืมตำรามาอ่านเสริมความรู้?”
แต่พอเห็นคำว่าเสวียบนปกตำราอีกเล่มจางจิ่วรังก็ยิ่งตกใจเข้าไปอีก “เจ้าเข้าหอเสวียจื้อได้ด้วยหรือ?”
หอฝู่เหรินในสำนักศึกษาหลวงเป็นสถานที่เก็บรวบรวมตำราจากทั่วสารทิศหอแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกที่เมืองลั่วหยาง ผ่านไปสามราชวงศ์ซึ่งเป็นเวลากว่าสองร้อยปีหลังจากนั้นบ้านเมืองก็เกิดความโกลาหลจากทั้งภัยสงครามและภัยธรรมชาติขุนศึกแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ทว่าไม่มีผู้ใดกล้าเอาอย่างเซี่ยงอ๋องอาคารบ้านเรือนรวมถึงหอดังกล่าวจึงลุกเป็นไฟ
หลังราชวงศ์อพยพข้ามแม่น้ำมาทางใต้องครักษ์กลุ่มแรกที่ติดตามมาด้วยได้เก็บรวบรวมและหอบหิ้วตำราในหอฝู่เหรินมาด้วยเมื่อก่อตั้งราชธานีใหม่ หอฝู่เหรินถูกสร้างขึ้นใหม่ให้เหมือนหอเดิมทุกประการป้ายสลักนามหอฝู่เหรินที่พวกเขาขนมาจากลั่วหยางก็ถูกนำมาแขวนอีกครั้ง ด้วยเหตุนี้ราชวงศ์ปัจจุบันจึงอ้างตนว่าเป็นสายเลือดที่แท้จริงของชาวฮั่นอีกทั้งตลอดร้อยปีที่ผ่านมา หอตำราได้มีการขยับขยายมาเรื่อยๆจนปัจจุบันได้ชื่อว่าเป็นหอตำราอันดับหนึ่ง มีตำราหายากนับไม่ถ้วนบ้างก็มีเล่มเดียวในโลก เรียกได้ว่าเป็นหอตำราที่เก็บบันทึกอารยธรรมทั้งเก้าแคว้นไว้
“ข้าว่าเจ้าคงเป็นบัณฑิตคนเดียวในรุ่นเราที่เข้าหอเสวียจื้อได้”
หอฝู่เหรินมีทั้งหมดแปดหอย่อยได้แก่ เทียน ตี้ เสวีย หวง อวี่ โจ้ว หง และฮวง เรียงลำดับจากความยากและความล้ำค่าของตำราบัณฑิตในสำนักศึกษาหลวงส่วนใหญ่จะเริ่มยืมตำราจากหอเทียนจื้อก่อนหลังยืมตำราถึงจำนวนหนึ่งและผ่านการประเมินแล้วก็จะมีสิทธิ์ยืมตำราในหอถัดไปตามลำดับ
จิ่วรั่งกับหมิงหยวนเป็นบัณฑิตใหม่ที่พึ่งเข้าศึกษาเป็นปีแรกวันแรกของการเข้าศึกษา อาจารย์ที่ปรึกษายังพาพวกเขาไปเยี่ยมชมหอเทียนจื้อหลังจากนั้นจิ่วรั่งก็ไม่เคยย่างกรายไปเยียบที่นั่นอีกเลยบัณฑิตใหม่ส่วนใหญ่ก็คงเหมือนกันกับเขา
“ท่านเข้าใจผิดแล้วกระมัง”หมิงหยวนยิ้ม หอบตำราเข้าไปในห้องแล้วนั่งลงจุดตะเกียงน้ำมันก้มหน้าอ่านตำราจนหลงลืมความเจ็บปวดบนร่างกายไปชั่วขณะ
……
หมิงหยวนกับสหายร่วมชั้นได้โอกาสเข้าเยี่ยมชมหอเทียนจื้อเมื่อไม่กี่วันก่อนซึ่งทันทีที่ก้าวเข้าไปข้างในหมิงหยวนก็ต้องยืนตกตะลึงเหมือนครั้งแรกที่เขาได้เห็นห้องตำราของโหวอิงยามนั้นเด็กชายตัวเล็กอายุยังไม่ถึงสิบขวบกวาดตามองชั้นวางตำราสูงตั้งแต่พื้นจรดเพดานล้อมรอบผนังทั้งสี่ด้าน เขายืนอึ้งในใจก็พลันเกิดคำถามว่าใต้หล้านี้มีตำราเยอะขนาดนั้นได้อย่างไรท่านอาจารย์โหวอ่านพวกมันหมดได้อย่างไร เขาจำเป็นต้องรู้ทุกเรื่องเลยหรือ? และคำตอบที่ได้ก็คือตลอดห้าหกปีที่ผ่านมา เขาอ่านตำราพวกนั้นจนรู้แจ้งว่าตำราพวกนี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวตำราในใต้หล้า
หอเทียนจื้อเป็นสิ่งปลูกสร้างที่วิจิตรงดงามมีทั้งหมดเก้าชั้นสูงเสียดฟ้าสูงใหญ่จนผู้คนที่ยืนมองอยู่นอกอาคารพลันรู้สึกหวาดกลัวเมื่อพวกเขาเดินเข้าไปด้านในตามคำชี้แนะของอาจารย์ที่ปรึกษาหมิงหยวนยืนอยู่ตรงกลางห้องโถงที่กว้างพอๆ กับสนามแข่งม้า เงยหน้ามองโถงกลางหอสูงเก้าชั้นแต่ละชั้นมีเก้าห้องโถงใหญ่ ทุกห้องโถงมีตำราเก่าแก่นับไม่ถ้วนด้านนอกห้องโถงใหญ่ในแต่ละชั้นเป็นระเบียงล้อมรอบโถงสูงใจกลางหอมีภาพวาดอันโด่งดังทั้งของยุคก่อนและยุคปัจจุบันแขวนประดับไว้ทั้งยังมีเครื่องดนตรีที่ผู้คนทุกหนแห่งรู้จักจัดแสดงไว้
หอตำราทั้งแปดมีบันไดทางเชื่อมกันกลายเป็นหอขนาดใหญ่พื้นที่ตรงกลางเป็นสระคุนหลุน ด้านนอกล้อมรอบด้วยทะเลสาบเฟิ่งหมิงสระคุนหลุนและทะเลสาบเฟิ่งหมิงมีทางน้ำเชื่อมต่อกัน มีไว้เพื่อป้องกันอัคคีภัย
โหวอิงเคยบอกเขาว่าครั้งหนึ่งในชีวิตต้องไปเยือนเมืองเจี้ยนคังเมืองลั่วหยาง ท่องไปทั้งเก้าแคว้นแปดทิศเพื่อเปิดหูเปิดตาหาประสบการณ์
ไม่เพียงแต่ได้พบปะผู้คนมากหน้าหลายตาและเห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็น แต่ยังได้เห็นว่าใต้หล้าอันกว้างใหญ่ดุจมหาสมุทรเมื่อเห็นแล้วก็ไม่จำเป็นต้องพูดอันใดให้มากความย่อมเข้าใจได้เองว่าน้ำหมึกบนกระดาษที่ตนเคยอ่านนั้นความจริงเป็นเพียงน้ำหนึ่งหยดในมหาสมุทร เทียบกันแล้วน้อยนิดจนไม่มีค่าพอให้พูดถึงถึงตอนนั้นเราถึงจะสามารถย้อนกลับมาพิจารณาตนเอง
พอได้เห็นหอเทียนจื้อหมิงหยวนถึงได้เข้าใจคำพูดพวกนั้น
คราแรกที่เห็นเขาก็ตกใจยืนตะลึงจากนั้นก็อึดอัดวางตัวไม่ถูกก่อนอาการปลาบปลื้มจนคลั่งไคล้เกินควบคุมจะเข้ามาแทนที่เขาเริ่มขะมักเขม้นอ่านตำรา ซึมซับเอาความรู้ราวกับก้อนสำลีเพราะมันคือวิธีการที่โหวอิงใช้สอนเขามาแต่เด็ก ทุกๆ วันเขาจะต้องอ่านตำราเขาจึงเข้าออกหอตำราเป็นว่าเล่น หยิบได้เล่มไหนก็อ่านเล่มนั้นตำราที่เขาหยิบยืมมาอ่านก็มีทั้งบันทึกประวัติศาสตร์ ตำราการทหาร ขี่ม้ายิงธนูจัดแจกัน ตำราการเกษตร การบริหารจัดการน้ำ นิทานพื้นบ้านแม้กระทั่งตำราเกี่ยวกับคืนวันแต่งงานเขาก็ยังเคยอ่าน เขาอ่านตำราในหอตำราแห่งนี้ไปแล้วไม่น้อยอ่านจบยังจดบันทึกสรุปความไว้ ความรู้ของเขาจึงเพิ่มพูนอย่างรวดเร็ว
ทว่าพอเขาผ่านการประเมินและได้ย่างกรายเข้าไปในหอเสวียจื้อเป็นครั้งแรกเขาก็ได้ค้นพบว่าไม่ใช่เขาคนเดียวที่สามารถเข้าออกหอนี้ได้
ชายหนุ่มคนหนึ่งอายุน่าจะห่างจากหมิงหยวนไม่มากนั่งก้มหน้าอ่านตำราอย่างขะมักเขม้น หมิงหยวนเผลอจ้องอีกฝ่ายจนลืมตัวเพราะรู้สึกคุ้นหน้า คนผู้นี้ต้องเป็นบัณฑิตชั้นปีเดียวกันแน่ๆแต่หมิงหยวนนึกชื่อเขาไม่ออก เห็นอีกฝ่ายใช้สมาธิจดจ่ออยู่กับตำราจึงไม่อยากรบกวนหมิงหยวนจึงเลือกที่จะเดินเข้าไปนั่ง และอ่านตำราของตนเงียบๆ
หลายวันผ่านไปก็ยังมีเพียงพวกเขาสองคนอยู่ในหอตำราแห่งนี้ทว่าทั้งสองกลับไม่ได้พูดคุยกันสักคำ กระทั่งวันหนึ่งหมิงหยวนอ่านตำราเกษตรแล้วเกิดงุนงงเกี่ยวกับเครื่องมือการเกษตรที่เขียนอธิบายไว้ในตำราหลังจากพยายามวาดภาพมันอยู่นาน เขาก็ยังรู้สึกว่ามันยังไม่ใช่ เขาจึงทิ้งมันไว้แล้วออกไปรับประทานอาหารกลางวันผู้ใดจะคิดว่าพอเขากลับมา บัณฑิตอีกคนกลับไม่อยู่ที่นั่นแล้วทว่าภาพบนกระดาษที่เขาลบๆ วาดๆ กลับถูกแก้ไขไว้อย่างสมบูรณ์แบบทันทีที่ได้เห็นภาพนั้น ความงุนงงที่เคยมีก็ถูกแก้ไขเช่นกัน
บ่ายวันนั้นขณะที่หมิงหยวนก้มหน้าก้มตาอ่านตำรา อีกฝ่ายก็เดินเข้ามาเงียบ ๆพอหมิงหยวนเห็นดังนั้นจึงเป็นฝ่ายทำลายความเงียบด้วยการเอ่ยขอบคุณเขา“ขอบคุณศิษย์พี่ที่ช่วยข้าคลายข้อสงสัย ข้ามีนามว่าหมิงหยวน มาจากเจียงโจวขอรับมิทราบว่าศิษย์พี่พอจะแนะนำตัวให้ข้ารู้จักได้หรือไม่ขอรับ?”
“ข้ารู้จักเจ้าข้ามีนามว่าเหยากวง นามรองเซี่ยงฮุย เป็นคนฉินโจว เป็นลูกหลานชาวนายากจนมิได้มีภูมิหลังสูงส่งอันใดหรอก”อีกฝ่ายประสานมือทักทายพลางส่งยิ้มบางให้หมิงหยวนราวกับเขาเตรียมพูดประโยคนี้ตั้งนานแล้ว“ศิษย์น้องหมิงก็อ่านตำราการเกษตรเช่นเดียวกันหรือ?”
“ข้าอ่านตำราทุกประเภทแล้วก็เป็นลูกหลานชาวนาเช่นเดียวกันขอรับ” หมิงหยวนเอ่ยจบก็ยิ้มตอบเซี่ยงฮุยผู้นี้ดูเป็นคนเรียบง่ายไม่ถือตัวดี“ศิษย์พี่เหยาเชี่ยวชาญเรื่องการเกษตรใช่หรือไม่? ข้าเห็นตำราส่วนใหญ่ที่ท่านอ่านเป็นตำราการเกษตร”
“ใช่แล้วล่ะฐานะอย่างพวกเราต่อให้มีโอกาสได้เล่าเรียนในสำนักศึกษาหลวงก็ใช่ว่าจะมีอนาคตสดใสข้าจึงตั้งใจไว้ว่าจะใช้โอกาสนี้ตั้งใจศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการเกษตรให้ได้มากที่สุดพอเรียนจบข้าจะได้เอาความรู้กลับไปพัฒนาบ้านเกิด ขอแค่ทำไร่ทำนาได้ผลิตดีขึ้นเพียงเท่านี้ข้าก็พอใจแล้ว”
หมิงหยวนเห็นอีกฝ่ายเอ่ยด้วยใบหน้าแน่วแน่ก็นิ่งไปชั่วขณะเขาเคยเจอผู้คนผู้ซึ่งมีปณิธานสูงส่งยิ่งใหญ่มาไม่น้อยทว่าพอได้ยินปณิธานอันเรียบง่ายและติดดินเช่นนี้นอกจากหมิงหยวนจะชื่นชมอีกฝ่ายและเข้าใจความรู้สึกนั้นดีแล้วเขายังถึงกับพูดไม่ออกไปต่อไม่ถูก
เหยาเซี่ยงฮุยพูดจบก็ก้มหน้าอ่านตำราต่อ
หลังเกิดบทสนทนานั้นทั้งสองจึงได้เริ่มพูดคุยและแลกเปลี่ยนความเรียนรู้ในสิ่งที่พวกเขากำลังศึกษาเหยาเซี่ยงฮุยมีความรู้ด้านการเกษตรแน่นมากจึงเป็นฝ่ายแนะนำตำราแก่หมิงหยวน
------------------------------------------------------------------------------------