ศิษย์พี่หนานจิ้งเอ่ยความเป็นมา นัยน์ตาที่เคยจ้องมองไปยังเหล่าศิษย์ใหม่ด้วยแววตาอันคมกริบดุจพยัคฆ์ร้าย“ข้าขอทดสอบพรสวรรค์ของพวกเจ้า ว่ามีความจำและความเข้าใจในเรื่องกระบวนท่ามากน้อยเพียงใดไม่แน่นหนึ่งในพวกเจ้าอาจมีพรสรรค์ฟ้าประทานที่ข้าเอ่ยขึ้นก็เป็นไปได้ติดหลังระบวนท่ารั้งต่อไปศษหินก้อนนั้นกลับแฝงไปด้วย”ศิษย์พี่หนานจิ้งเอ่ยด้วยใบหน้าอันเย่อหยิ่งพลันรอยยิ้มชั่วร้ายขึ้นที่มุมปากสร้างความหวาดหวั่นให้เหล่าศิษย์ที่เผลอจงมองไปที่ใบหน้าของศิษย์พี่ผู้นี้
“งั้นข้าขอเริ่มจากคนที่มาถึงลานฝึกแห่งนี้คนแรกจนถึงคนสุดท้ายที่มาล่าช้า”สายตาศิษย์พี่หนานจิ้งตวัดจ้องมองมันอย่างกร้าวกราด ทว่ามันกลับไม่ใส่ใจคำของศิษย์พี่แม้แต่น้อย
ศิษย์พี่หนานจิ้งเอ่ยขึ้นด้วยสีดังกึกก้อง “คนแรกก้าวออกมา” ต้วนกงฝูก้าวเท้าออกไปคนแรกเดินตรงไปด้านหน้าเหล่าศิษย์รีบกระจาย เรียงตัวเป็นวงกลมยืนล้อมให้ศิษย์พี่หนานจิ้งและกงฝูให้ยืนอยู่ตรงกลางวงที่มันล้อมรอบ
ต้วนกงฝูยืนสงบนี้พลันจ้องมองศิษย์พี่หนานจิ้งอย่างลึกล้ำ “ศิษย์น้องกงฝูคารวะท่านพี่ ท่านสบายดีนะ ท่านพ่อข้าบ่นคิดถึงท่านบ่อยๆท่านพี่ถ้าจัดการภารกิจเสร็จสิ้น ท่านกลับไปเยี่ยมท่านพ่อบ้างนะ” ประโยคสนทนาที่พวกมันพูดคุยหลุดออกจากปากต้วนกงฝูสร้างความแตกตื่นให้เหล่าศิษย์เป็นจำนวนมาก“เมื่อข้าเสร็จภารกิจระดับห้าดาว ข้าจะรีบกลับไปเยี่ยมท่านลุงทันที” หนานจิ้งเอ่ยกับกงฝูพลันยิ้มให้อย่างเป็นมิตรอย่างเป็นกันเองเหล่าศิษย์อ้าปากค้างตกตะลึงไปตามๆกัน
“เป็นไปดั่งตามที่เจ้าคาดการณ์ ที่แท้มันคือลูกพี่ลูกน้องกันข้าว่าเจ้าระวังตัวไว้ดีๆละ” หลิ่งอี้เอ่ยขึ้นด้วยเสียงอันแผ่วเบามันจ้องมองเฟยซุนราวกับรู้สิ่งที่ซุนจะต้องเผชิญในอีกไม่นาน “ข้าก็คิดเช่นเจ้าแต่ข้าคิดว่าเจ้าต้องระวังตัวด้วยเช่นกัน” เฟยซุนเอ่ยด้วยสีหน้านิ่งเรียบ
“มาเริ่มได้น้องพี่” หนานจิ้งเอ่ยอย่างอารมณ์ดี กงฝูยืนนิ่งสงบหลับตาอยู่กลางวงพลันนึกถึงช่วงเวลาสิ่งมันจดจำกระบวนท่าของศิษย์พี่หนานจิ้งไม่กี่อึดใจมันหลับตาขึ้นสีหน้าและแววตามันดูดุดัน กงฝูเริ่มออกกระบวนท่าเหวี่ยงหมัดไปด้านหน้าก่อนดึงหมัดกลับคืนสู่ตัวมันอย่างฉับพลันกระบวนท่าทีมันใช้ออกอย่างดุดัน บรรยากาศรอบตัวถูกฉีกขาดออกเป็นริ้วๆ เท้าขวาของมันถูกตวัดขึ้นสองจังหวะอย่างรวดเร็วทว่ามันกลับเร่งรีบผิดจังหวะปลายเท้าข้างขวากลับไร้พลังร่างกายเริ่มเอนเอียงไปด้านซ้ายดูคล้ายกับเสียการทรงตัว ทว่าด้วยปฏิภาณไหวพริบของมันเห็นท่าไม่ดีมันเร่งรีบปล่อยปราณเกื้อหนุนเท้าซ้ายยึดเหนี่ยวพื้นดินอย่างฉับพลัน เพียงเสี้ยววินาทีที่เท้าซ้ายมันมั่นคงมันสามารถดึงเท้าขวาที่อยู่กลางอากาศลงมาได้อย่างนิ่มนวลกลับสู่สมดุลที่มันเคยมีกงฝูสามารถออกกระบวนที่จดจำได้อย่างดุดันจนจบกระบวนท่า
แปะ แปะ แปะ ศิษย์พี่หนานจิ้งตบมือให้กงฝูอย่างชื่นชม“กงฝูเจ้าเก่งมาก ถึงแม้บางจังหวะดูเหมือนเจ้าเสียงการควบคุมไปแล้ว แต่เจ้ายังสามารถควบคุมสติใช้ปฏิภาณไหวพริบปล่อยปลดปราณแก้ไขเฉพาะหน้าได้ถูกจุดนับว่าเจ้ามีไหวพริบที่ดี”ศิษย์พี่หนานจิ้งเอ่ยขึ้นด้วยความชื่นชม “ท่านพี่แล้วพลังลึกลับสีทับทิมแดงที่ท่านพี่ใช้ออกนั้นคืออะไร” กงฝูเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ดีมากที่ถามข้า พลังลึกลับสีทับทิมแดงที่เจ้าเอ่ยถึงเรียกว่า จิตผันแปร มันคือพลังงานที่มีจุดกำเนิดจากภายในร่างกายของเราเฉกเช่นเดียวกับลมปราณเหตุที่เรียกว่า จิตผันแปร เพราะมันเกิดจากจิตที่ตั้งมั่นแทรกซึมออกมาจากนอกร่างกายผันเปลี่ยนเป็นพลังงานผสานเข้ากับผิวหนังชั้นนอกทำให้ผู้ใช้จิตผันแปรมีพละกำลังและปฏิกิริยาที่ว่องไวเพิ่มขึ้นจนสามารถตัดอากาศออกด้วยมือเปล่าการที่พวกเจ้าจะเข้าถึงขั้นผู้ใช้ จิตผันแปร จิตของเจ้าต้องตั้งมั่นผสานเป็นหนึ่งเดียวกับร่างกายจิตผันแปรจะแฝงออกมาตามกระบวนท่าที่เจ้าใช้ยิ่งเจ้าเชี่ยวชาญกระบวนท่ามากเพียงใดจิตผันแปรก็ยิ่งกล้าแกร่ง” ศิษย์หนานจิ้งยืนเอามือไพร่หลังสงบนิ่งพลันอธิบายอย่างละเอียดด้วยเสียงดังกึกก้อง
“จากประวัติศาสตร์ตามที่ได้รับการจารึกในช่วงหนึ่งหมื่นปีที่ผ่านมาจิตผันแปร ปรากฏออกมาสามชนิดได้แก่ จิตมนุษย์ จิตจักรพรรดิและจิตเซียน แต่ละลำดับชั้นแบ่งออกเป็นสามช่วงใหญ่ได้แก่ช่วงชั้นปฐม ช่วงชั้นปฐพีและช่วงชั้นนภา การที่จะเลื่อนขั้นในแต่ช่วงชั้นนับว่ายากเย็นดุจปีนป่ายสวรรค์มีน้อยคนนักที่สามารถบรรลุได้ถึงจิตเซียน” ศิษย์พี่หนานจิ้งพลันเป็นสีหน้าเป็นเคร่งขรึม ก่อนจ้องมองกงฝูด้วยแววตาสั่นไหวไปชั่ววูบหนึ่ง ราวกับพวกมันกำลังสื่อสารผ่านกระแสจิตกงฝูส่งสารถึงลูกพี่ลูกน้องมันเสร็จพลันหันหลังกลับด้วยแววตาหยิ่งผยอง “คราวนี้พวกเจ้าทั้งสองข้าจะทำให้พวกเจ้าอับอาย จนไม่กล้าแม้แต่จะสู้หน้าคนอื่น” กงฝูเอ่ยขึ้นภายในใจก่อนตวัดสายตาเย็นบาดกระดูกไปยังหลิ่งอี้และเฟยซุนทำให้ภายในใจทั้งสองกระตุกวูบราวกับกำลังเกิดลางสังหรณ์อันเลวร้าย
“คนต่อไป เริ่มได้” ศิษย์พี่หนานจิ้งเอ่ยขึ้นด้วยเสียงดังอันกึกก้องหลิ่งอี้และเฟยซุนพลันได้สติหันจ้องมองกันด้วยสายตาเลิ่กลั่ก “หลิ่งอี้เจ้าต้องระวังตัวให้ดี คราวนี้ เจ้ากงฝูมันหมายหัวเจ้าไปด้วย” เฟยซุนเอ่ยด้วยสีหน้ากังวล“ข้าจะระวัง” หลิ่งอี้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
เจี่ยงซวนอี้เดินเอามือไพร่หลังเดินไปกลางวงด้วยท่าทีสงบเยือกเย็นก่อนเดินไปหยุดที่หน้าศิษย์พี่หนานจิ้งห่างเพียงสามก้าว“ข้าเจี่ยงซวนอี้ คารวะศิษย์พี่” ซวนอี้ประสานมือคาระศิษย์พี่หนานจิ้งด้วยใบหน้าสงบนิ่งศิษย์พี่หนานจิ้งจับจ้องไปที่ร่างชายหนุ่มด้านหน้ามันอย่างพินิจก่อนเอ่ยขึ้นด้วยความมั่นใจ “เจ้าคือเจี่ยงซวนอี้ อัจฉริยะจากหุบเขากระบี่คร่ามังกร ใช่ไหม” ศิษย์พี่หนานจิ้งหรี่ตามองซวนอี้ราวกับกำลังค้นหาพลังปราณที่แท้จริงของมัน“เจ้าทำให้ข้าประหลาดใจจริงๆ คุณชายน้อยจากตระกูลเจี่ยงบุคลิกเย็นชาไม่สนผู้คน ถูกเลื่องลือไปทั่วแดนพลังยุทธ์ก็กล้าแกร่งนับว่าข่าวลื่อที่ข้าได้ยินมานับว่าไม่เกินเลยอีกเพียงครึ่งก้าวก็เข้าสู่ลมปราณก่อตั้งขั้นเจ็ดแล้วไหนเจ้าลองแสดงพรสวรรค์ของเจ้าให้ทุกคนในที่นี้ประจักษ์พยานด้วยสายตาตัวเองว่าพรสวรรค์ฟ้าประทานเป็นเช่นไร”ศิษย์พี่หนานจิ้งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยั่น เจี่ยงซวนอี้ได้ยินชัดทุกถ้อยคำทว่ามันกลับไม่สนใจมันยืนนิ่งหลับตาพลันนึกถึงเคล็ดลับจิตผันแปรที่ศิษย์พี่หนานจิ้งเอ่ยไว้เมื่อครู่
“มันคงคิดว่าพวกเราทั้งหมด โง่งมจนไม่สามารถเข้าใจเคล็ดลับที่มันเอ่ยได้” หลิ่งอี้เอ่ยด้วยความไม่พอใจ “…” เฟยซุน
เจี่ยงซวนอี้ที่ดูเหมือนเย็นชาไม่สนใจต่อสิ่งใดมันหลับทั้งสองข้างอย่างช้าๆเพียงเสี้ยววินาทีมันลืมตาขึ้นแววตาของมันดูเคร่งขรึมจริงจังอย่างที่สุด าใจเคล็ดลับที่มันเอ่ยได้ดลับจิตผันแปรที่ศิษย์พี่หนานจิ้งเอ่ยไว้เมื่อครู่ธิภาพหมัดทั้งสองถูกเหวี่ยงไปด้านหน้าอย่างดุดันก่อนดึงหมัดคืนอย่างฉับพลันทุกกระบวนท่าถูกใช้ออกอย่างไหลลื่นราวกับร่างกายมันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนท่าทุกท่าทางถูกใช้ออกโดยถูกจังหวะ มันเริ่มเร่งความเร็วพลันตวัดเท้าสองจังหวะขึ้นฟ้าอย่างรวดเร็วราวกับสายฟาฟาดเหล่าศิษย์จ้องมองเจี่ยงซวนอี้ด้วยความตกตะลึงราวกับพวกมันกำลังดูศิษย์พี่หนานจิ้งออกกระบวนท่าเองปลายเท้าของมันมีพลังลึกลับทับทิมแดงก่อกำเนิด
“นะ…นั้นมัน จะ..จิตผันแปร” เหล่าศิษย์ที่อยู่โดยรอบต่างตกตะลึงพลันชี้นิ้วไปที่เจี่ยงซวนอี้อย่างพัลวัลด้วยความตกใจสุดขีดทว่าคนที่ประหลาดใจที่สุดกลับกลายเป็นศิษย์พี่หนานจิ้ง เพราะขนาดตัวมันต้องใช้เวลาเกือบหนึ่งปีถึงสามารถบรรลุแสงแรกของจิตผันแปรและอีกหนึ่งปีจึงสามารถใช้กระบวนท่าผสานจิตผันแปรได้อย่างสมบูรณ์แต่เจี่ยงซวนอี้ผู้นี้กับทุบทำลายความภาคภูมิใจของมันจนหมดสิ้น เพียงครั้งเดียวที่มันเห็นสามารถจดจำกระบวนท่าได้ทั้งหมดเพียงครั้งแรกที่มันรู้รับถึงเคล็ดลับมันสามารถเข้าถึงแสงแรกของจิตผันแปรพรสวรรค์ของมันเปล่งประกายราวกับกำลังคุกคามตัวมันอย่างน่าหวาดหวั่น
“จะ…เจ้าซวนอี้มันเป็นปีศาจหรือยังไง เพียงแค่มองครั้งเดียวก็สามารถจดจำกระบวนท่าทุกท่าทางได้จนหมดสิ้นแถมมันยังสามารถใช้จิตผันแปรออกได้อย่างหน้าตาเฉย” หลิ่งอี้เอ่ยขึ้นอย่างตกตะลึง “พรสวรรค์ของมันเกินกว่าสามัญสำนึกของคำทั่วไปสามารถหยั่งถึง” เฟยซุนเอ่ยขึ้นด้วยเสียงอันแผ่วเบา บรรดาเหล่าศิษย์แอบกระซิบกระซากพูดคุยกันอย่างสนุกปาก ทว่ากงฝูกลับยืนนิ่งสงบราวกับไม่ยินดียินร้ายกับซวนอี้แต่อย่างใดในสายตาของกงฝูมีเพียงเจี่ยงซวนอี้ที่เป็นคู่แข่งของมันเพียงคนเดียวในรุ่น ไม่ว่าตระกูลศักดิ์ฐานะหรือพลังยุทธพวกมันก็ไม่ด้อยไปกว่ากันมากนัก ทว่าตระกูลต้วนกับตระกูลเจี่ยงล้วนเป็นคู่แข่งกันอย่างดุเดือดตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมาไม่ว่าด้านค้าขายด้านวรยุทธและด้านพรสวรรค์ของบรรดาคุณชายแต่ละตระกูล การที่มันแสดงถึงพรสวรรค์เปล่งประกายออกมาเจิดจรัสภายในใจกงฝูบังเกิดเปลวเพลิงริษยาอย่างที่สุด
“ศิษย์น้องซวนอี้เจ้าทำให้ข้าประหลาดใจมาก พรสวรรค์ของเจ้านับว่าเกินกว่าที่ข้าคาดหวังไว้มากนักตระกูลเจี่ยงของเจ้านับโชคดีที่มีนายน้อยที่มากไปด้วยพรสวรรค์สูงส่งเช่นเจ้า” ศิษย์พี่หนานจิ้งเอ่ยออกอย่างอารมณ์ดีแต่ภายในใจมันกลับคุกรุ่นไปด้วยเปลวเพลิงริษยาเฉกเช่นเดียวกับต้วนกงฝู เจี่ยงซวนอี้พลันจ้องมองศิษย์พี่หนานจิ้งด้วยสายตาอย่างลึกล้ำก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย“ขอบคุณศิษย์พี่” มันหันหลังกลับโดยที่ไม่แม้แต่หันกลับไปมองศิษย์พี่หนานจิ้งแม้แต่น้อย
ศิษย์พี่หนานจิ้งละสายตาไปจากเจี่ยงซวนอี้พลันเอ่ยขึ้นอย่างเสียงดัง “พวกเจ้าคงเห็นแล้วใช่ไหมหนึ่งในพวกเจ้าได้เกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์อันน่าเหลือเชื่อ แต่ตัวข้าก็เชื่อว่า พวกเจ้าก็มีความสามารถไม่แพ้กันจงแสดงความสามารถทั้งหมดที่เจ้ามี ให้เป็นที่ประจักษ์ต่อทุกสายตาได้”
ผ่านไปห้าชั่วโมง
บรรดาเหล่าศิษย์ใหม่ต่างแสดงฝีมือออกมาอย่างเต็มที่ ทว่ากลับไม่มีใครสามารถจดจำกระบวนท่าได้ครบทุกรูปแบบมีแต่เพียงหมิงเจ๋อที่สามารถออกกระบวนท่าเกือบครบทุกรูปแบบ สร้างเสียงอือฮาได้เล็กน้อยศิษย์พี่หนานจิ้งจ้องมองหมิงเจ๋อเพียงชั่วครู่แต่มันไม่ได้เอ่ยอะไรออกไป
ศิษย์พี่หนานจิ้งเอ่ยเรียกคนต่อไปให้เข้ามา กลับกลายเป็นหลิ่งอี้ก้าวเดินไปด้านหน้าด้วยท่าทีประหม่าดูเหมือนมันไม่มีความมั่นใจหลิ่งอี้ยืนสงบนิ่งพลังเริ่มนึกภาพที่มันจดจำ มันเร่งรีบออกกระบวนท่าเหวี่ยงหมัดไปด้านหน้าก่อนดึงหมัดกลับคืนอย่างดุดันมันตวัดเท้าขึ้นฟ้าสองจังหวะอย่างทรงพลัง ฐานรากดูมั่นคง สร้างความประหลาดใจให้บรรดาเหล่าศิษย์ใหม่ที่เฝ้ามองอยู่รอบๆทว่าช่วงจังหวะถัดไป หลิ่งอี้กลับยืนนิ่งเหมือนศิษย์คนก่อนหน้านี้มันลืมสิ่งที่จดจำอย่างกระทันหั่น
“ศิษย์พี่หนานจิ้ง ข้าลืมกระบวนท่าต่อไป ไม่อาจฝืนใช้กระบวนท่าได้ต่อไป”ศิษย์พี่หนานจิ้งจ้องมองหลิ่งอี้ด้วยสายตาดุดันพลันเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหม่นทะมึน “เจ้าชื่ออะไร”หลิ่งอี้จ้องมองศิษย์พี่หนานจิ้งด้วยสายตาเลิ่กลั่ก “ขะ…ข้าชื่อหลิ่งอี้” ศิษย์พี่หนานจิ้งเอ่ยขึ้นด้วยสีเย็นชา “เจ้านั้นหรือหลิ่งอี้ ทำไมแค่กระบวนท่าง่ายๆเจ้ากลับจำไม่ได้ เสียทีที่ศิษย์น้องกงซุนเอ่ยชมเจ้าว่าเจ้านั้นมีพื้นฐานการฝึกสร้างรากฐานดีเยี่ยมจนสามารถยืนเคียงข้างต้วนกงฝูและเจี่ยงซวนอี้ได้อย่างไม่น้อยหน้าไหนข้าของลองทดสอบว่าเจ้ามีรากฐานช่วงขาเจ้าแข็งแกร่งเพียงใด” ศิษย์พี่หนานจิ้งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ “ข้าเพียงเคยฝึกมานิดหน่อยข้าไม่อาจเปรียบได้กับอัจฉริยะทั้งสอง”หลิ่งอี้เอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือเต็มไปด้วยความกังวล
ร่างของศิษย์พี่หนานจิ้งพุ่งทะยานออกอย่างว่องไวปานสายฟ้าฟาด ปลายเท้าข้างซ้ายไร้ปราณมุ่งตรงสู่ต้นขาขวาของหลิ่งอี้มันฝืนเกร็งต้นขาเตรียมรับมืออย่างฉับพลับ วินาทีที่ปลายขาข้างซ้ายไร้ปราณของศิษย์พี่เข้าปะทะเข้ากับต้นขาขวาของมันกลับสร้างความตกใจให้บรรดาศิษย์โดยรอบ
ปลายเท้าข้างซ้ายของศิษย์พี่หนานจิ้งถูกหยุดอยู่บนต้นขาขวาของหลิ่งอี้เพียงพริบตาเดียวที่ดูเหมือนหลิ่งอี้จะได้เปรียบ ปลายเท้าซ้ายของศิษย์พี่กลับง้อเป็นอุ้งตะข้อเท้าขวาของศิษย์พี่ดีดตัวออกอย่างฉับพลับ ปลายเท้าซ้ายที่กลายเป็นตะข้อเกี่ยวข้อพับต้นขาข้างขวาของหลิ่งอี้อย่างไม่ทันตั้งตัวหัวเข่าของหลิ่งอี้กระแทกพื้นรุ่นอย่างแรง
ศิษย์พี่หนานจิ้งยืนมองหลิ่งอี้ด้วยสายตาเย็นชา “เจ้ามีพื้นฐานการสร้างรากฐานที่ดีแต่น่าเสียงดายไหวพริบของเจ้าน้อยไปหน่อย เมื่อรู้ตัวว่าไม่คู่ควร อย่าผยองเทียบเคียงเหล่าอัจฉริยะ”