ภายในเขตพระราชวังหลวงแห่งเฉิงโจว ที่บัดนี้ปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวโพลน มีเพียงสีน้ำตาลเข้มเกือบดำของกิ่งก้านต้นไม้ และใบสนสีเขียวถูกห่อหุ้มไปด้วยน้ำค้างที่แปรเปลี่ยนเป็น้ำแข็ง เสมือนผลึกแก้วที่มีแกนกลางเป็สิ่งมีชีวิตบางเบา อากาศหนาวเย็น ลมที่พัดโชยยิ่งทวีความเย็นด้วยพัดผ่านทั้งน้ำแข็งและเกล็ดหิมะ
แม้อากาศจะหนาวเย็นเพียงใด หากบรรยากาศภายในท้องพระโรงกลับร้อนระอุ อ๋องแห่งเฉิงโจว ประทับนิ่ง หลังรับฟังเื่ราวจากอ๋องเวยหลง ผู้ซึ่งเป็ราชบุตรเขย มีเพียงสายพระเนตรกร้าวของชายชาติทหาร ที่แม้แต่วัยชราก็ไม่สามารถจะลบเลือนประกายตาอันแข็งกร้าวนี้ได้
“เ้าคิดอย่างไร” ทรงตรัสด้วยเสียงทรงอำนาจ พร้อมตวัดพระเนตรเข้มมองอ๋องเวยหลง
“เื่ราวน่าสงสัยมากพระเ้าค่ะ จากที่ได้รับรายงานจากการข่าวต่างประเทศ เ้าชายฟางมู่หยางเป็คนดีทีเดียว เป็ที่รักของประชาชน เป็ชายหนุ่มที่แม้รูปงาม แต่ไม่เคยมีข่าวเสียหายเื่ผู้หญิง ไม่มีรายงานว่ามีสนม นางในหรือคนรักเลย ทำแต่ราชกิจ ได้รับความไว้วางใจจากอ๋องฟางตงหยางจนหลายๆ คนคิดว่าท่านอ๋องจะสละราชบัลลังก์ให้กับเ้าชายในไม่ช้า เพราะฉะนั้นข่าวที่ว่ามีสนมที่เป็ที่รักจนมีเื่ทะเลาะกับลูกหญิง แล้วพลั้งมือฆ่านาง จึงน่าสงสัยมาก พระเ้าค่ะ”
“แปลว่าเ้าไม่เชื่อข่าวนี้?”
“ส่วนตัวกระหม่อมไม่อยากเชื่อพระเ้าค่ะ แล้วอีกอย่าง ลูกหญิงของหม่อมฉัน ไม่มีนิสัยโวยวาย ก้าวร้าว ต่อให้องค์ชายมีนางในที่รักอยู่จริง ลูกหญิงก็จะมีศักดิ์และสิทธิ์ในฐานะพระชายา หนิงอันอาจจะไม่มีความสุขในชีวิตคู่ แต่นางจะไม่ลดตัวลงไปตอแย หรือนำเื่นี้มาวิวาทใหญ่โตกับเ้าชายให้เสียเกียรติตนเองอย่างแน่นอน หม่อมฉันรู้จักลูกของหม่อมฉันดีพระเ้าค่ะ แล้วเสด็จพ่อทรงคิดเห็นอย่างไร”
“อืม..ข้าก็คิดเหมือนเ้า ข่าวเกี่ยวเ้าชายองค์นี้ ข้าก็ได้ยินมาไม่ต่างกัน แต่เื่นี้ ข้าก็จะนิ่งดูดายไม่ได้เช่นกัน!”
ทหารนายหนึ่งวิ่งเข้ามา คุกเข่าคำนับรายงาน “ทางอ๋องแห่งไท่โจวมีพระราชสาส์นให้ทหารม้าเร็วนำมากราบทูลท่านอ๋องพระเ้าค่ะ”
“ให้เข้ามาได้”
“ถวายพระพรท่านอ๋องพระเ้าค่ะ กระหม่อมเป็ทหารองครักษ์ของท่านอ๋องแห่งไท่โจว ได้รับมอบหมายให้นำพระราชสาส์นส่วนพระองค์จากท่านอ๋องมาถวายให้ท่านอ๋องแห่งเหอหนานพระเ้าค่ะ” นายทหารจากไท่โจวกราบทูล พร้อมกับส่งม้วนกระดาษผูกด้วยด้ายหนาสีทองผูกปมแน่น และมีครั่งแดงประทับตราอ๋องไท่โจวเพื่อปิดผนึก ให้กับองครักษ์ของอ๋องเวยหลง ที่รับม้วนกระดาษนั้นมาแล้วนำถวายให้กับอ๋องเวยหลง
หลังจากอ๋องทั้งสองได้อ่านพระราชสาส์นนั้นแล้ว ทรงสบพระเนตรกันชั่วครู่ แล้วอ๋องแห่งเฉิงโจวก็ทรงพยักพระพักตร์ อ๋องเวยหลงทรงเบือนพระพักตร์มา แล้วตรัสกับนายทหารม้าเร็ว
“ได้ เ้ากลับไปกราบทูลท่านอ๋องว่า เหอหนานและเฉิงโจวจะยังไม่เคลื่อนทัพ ข้าให้เวลาเ้าชายฟางมู่หยางห้าวัน พวกเราจะรอฟังเหตุผลของเ้าชายอยู่ที่เฉิงโจว”
“ขอบพระทัยพระเ้าค่ะ เกล้ากระหม่อมทูลลา”
“เื่นี้มันน่าสงสัยจริงๆ อย่างเ้าว่า เวยหลง” ท่านอ๋องเฉิงโจวตรัสหลังจากได้อ่านพระราชสาส์นนั้นแล้ว “ถ้าเป็จริงอย่างที่ทางไท่โจวแจ้งมา ข้าเป็ห่วงหนิงอันหลานข้าเหลือเกิน ป่านนี้นางจะเป็อย่างไรก็ไม่รู้” ตรัสแล้วก็ทรงถอนพระทัยแรง
“เสด็จพ่อ..หม่อมฉันกลัวเหลือเกิน กลัวว่าหญิงจะ...”
“อย่าเพิ่งคิดไปเองจะดีกว่า เรามาเตรียมวางแผนรับมือกับเื่นี้กันก่อน ถ้าคำอธิบายของไท่โจวเชื่อถือได้ ก็ต้องเตรียมรับมือกับพวกยุแยงให้สัมพันธไมตรีของเหอหนานกับไท่โจวร้าวฉานกัน ใครคือผู้ได้ผลประโยชน์”
“วันนี้ครบกำหนดห้าวันที่ข้าให้เวลากับเ้าชายฟางมู่หยางแล้ว อีกไม่กี่ชั่วยามก็จะหมดวัน เห็นทีเราจะเชื่อใจไท่โจวไม่ได้เสียแล้ว” อ๋องเวยหลงตรัสขึ้นมาด้วยพระโทสะ พร้อมถอนพระทัยแรง
“หากพ้นคืนนี้ไปแล้ว และไม่มีวี่แววของเ้าชาย เราก็จะเดินตามแผนการของเราที่วางไว้” อ๋องเฉิงอันตรัสด้วยพระสุรเสียงเคร่ง เช่นชายชาติทหาร
“ป่านนี้ ซินหยางจะเป็อย่างไร นางจะห่วงลูกหญิงเพียงไหน หม่อมฉันกลัวนางจะเสียใจจนล้มป่วยไปพระเ้าค่ะ...จิตใจหม่อมฉันว้าวุ่นเหลือเกิน ห่วงทั้งลูกทั้งเมีย หากต้องทำศึกตอนนี้ หม่อมฉันเกรง....”
“เ้าชายฟางมู่หยางเสด็จมาถึงแล้วพระเ้าค่ะ” นายทหารหน้าท้องพระโรงวิ่งเข้ามากราบทูล
“ให้เ้าชายเข้ามาเร็ว” อ๋องเวยหลง ทรงผุดยืนขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ทางราชองครักษ์กำลังพยุงเ้าชายเข้ามาพระเ้าค่ะ” นายทหารกราบทูล
“พยุง? เหตุใดต้องพยุง เ้าชายเป็อะไร”
“หม่อมฉันาเ็พระเ้าค่ะ” ฟางมู่หยางส่งพระสุรเสียงกราบทูลจากหน้าท้องพระโรง ก่อนจะค่อยเสด็จช้าๆ เข้ามาด้านใน โดยมีฮุ่ยเฟินและเจียลี่คอยพยุงท่อนพระกรทั้งสองด้าน ใบหน้าซีดเซียวจนเกือบขาว ดูอิดโรย ไร้เรี่ยวแรง
“หม่อมฉันฟางมู่หยาง ถวายพระพรท่านอ๋องทั้งสองพระเ้าค่ะ” เขาพยายามย่อตัวคุกเข่าเพื่อถวายพระพร
“ทำไมสภาพเ้าจึงเป็เช่นนี้” อ๋องเฉิงอันตรัสถาม
“กราบทูลฝ่าา เมื่อสัปดาห์ก่อนกระหม่อมเดินทางกลับจากการสำรวจภูมิประเทศ เพื่อปรับปรุงแผนที่ทางการทหาร แต่เกิดการต่อสู้กับพวกโจรร้ายระหว่างทาง หม่อมฉันต่อสู้จนาเ็สาหัสพระเ้าค่ะ และก็เป็สาเหตุให้หม่อมฉันเดินทางมาที่เฉิงโจวนี่ล่าช้าไปมาก หม่อมฉันต้องขอพระราชทานอภัยพระเ้าค่ะ”
“นั่งบนเก้าอี้เถอะหลานชาย” ด้วยท่าทีร้อนใจอย่างมิได้เสแสร้ง และสภาพการาเ็ของชายหนุ่ม ทำให้อ๋องาุโทั้งสองมีท่าทีอ่อนลง
เ้าชายทรงลุกขึ้น ถวายคำนับ และหันพระองค์เพื่อเสด็จไปที่เก้าอี้ ฉลองพระองค์ด้านหลังมีรอยพระโลหิตซึมผ่านฉลองพระองค์หนาเป็ริ้ว ๆ อย่างน่ากลัว
“ทหาร ไปเรียกหมอหลวงมาดูเ้าชายหน่อย” อ๋องเฉิงอันตรัสสั่งทหารหน้าท้องพระโรง
“เ้าจะไปพักผ่อนให้หมอดูแผลเ้าก่อนหรือไม่ พรุ่งนี้เช้าค่อยมาคุยกัน”
“ทรงให้หม่อมฉันกราบทูลก่อนเถิด หม่อมฉันและเสด็จพ่อร้อนใจเหลือเกิน และหม่อมฉันคิดว่าท่านอ๋องทั้งสองรอฟังคำอธิบายของไท่โจวมานานแล้วพระเ้าค่ะ”
“ดี! สมกับที่เป็ทหาร ขอบใจหลานชาย งั้นเ้าเล่ามาว่ามันเกิดอะไรขึ้น”
“สรุปแล้วไท่โจวก็ไม่รู้ว่าเหตุการณ์นี้ใครเป็ผู้ปล่อยข่าว แล้วป่านนี้ลูกหญิงจะเป็ตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่รู้” อ๋องเวยหลงทอดถอนพระทัยอย่างหมดหนทาง
“กระหม่อมมีข้อสันนิษฐาน แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานยืนยันพระเ้าค่ะ”
“เ้าสงสัยผู้ใด”
“หม่อมฉันพุ่งเป้าไปที่เ้าชายกวงเฟยหลง แห่งต้าซื่อพระเ้าค่ะ เพราะการอภิเษกของหม่อมฉันกับองค์หญิงหนิงอันจะเป็การเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างไท่โจวกับเหอหนาน ในขณะที่เหอหนานเองก็มีสัมพันธไมตรีที่ดีกับเฉิงโจว เพราะฉะนั้นหากเราสามแคว้นเป็พันธมิตรที่เอื้อไมตรีต่อกัน จะทำให้เราทั้งสามแคว้นมีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ ทางทหาร เราจะมีอำนาจครอบคลุมพื้นที่จากเหนือจรดใต้ จะทำให้ต้าซื่อถูกลอยแพ โดดเดี่ยว อำนาจต่อรองในทุก ๆ ด้านจะน้อยมาก พระเ้าค่ะ”
“ส่วนองค์หญิง...เสด็จพ่อมิได้นิ่งนอนใจ ทรงให้เร่อหยาง น้องชายของหม่อมฉันนำทหารจำนวนมากออกตามหาองค์หญิงั้แ่ในเมืองหลวง ออกไปจนถึงแนวชายแดนทุกด้านพระเ้าค่ะ แต่เราก็ไม่ทราบได้ว่าองค์หญิงจะ..เอ่อ..หายไประหว่างเส้นทางเสด็จ่ไหน จนบัดนี้ องค์หญิงยังไม่ได้เสด็จเข้าวังหลวงไท่โจวเลยพระเ้าค่ะ”
“หญิงลูกพ่อ...” อ๋องเวยหลงตรัสเสียงเครือด้วยความะเืใจ หากแต่พยายามสะกดไว้
“หม่อมฉันจะพยายามตามหาองค์หญิงอย่างสุดความสามารถพระเ้าค่ะ”
“ขอบใจนะหลานชาย ที่เ้ามีใจตามหาหญิง ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้อภิเษกกัน เ้าสองคนไม่เจอกันมาเกือบยี่สิบปีแล้ว คงจำกันไม่ได้หรอก ลุงขอถามเ้าหน่อยว่าเ้ามีนางสนมที่เป็คนรักของเ้าอย่างที่ข่าวลือหรือไม่ ถึงแม้ว่าหญิงจะอภิเษกเป็พระชายา มีอำนาจเหนือหญิงอื่นก็จริง แต่ลุงก็ไม่อยากให้ลูกสาวของลุงต้องอยู่ด้วยความช้ำใจ”
เ้าชายฟางมู่หยางเงยพระพักตร์ซีดเซียวขึ้น พระเนตรดำ เข้ม สบกับพระเนตรของอ๋องเวยหลงอย่างแน่วแน่ แล้วกราบทูลด้วยสุรเสียงที่มั่นคง “หม่อมฉันไม่เคยมีสนม นางในใด ๆ ทั้งสิ้นพระเ้าค่ะ หม่อมฉันให้สัญญากับพระองค์ได้ว่า เมื่ออภิเษกสมรสแล้ว องค์หญิงเวยหนิงอันจะเป็ “ภรรยา” เพียงคนเดียวของหม่อมฉัน จะมิมีหญิงใดมาล่วงล้ำ หรือิ่พระเกียรติได้พระเ้าค่ะ”
จะด้วยสัตย์ สัญญา หรือดวงเนตรที่แน่วแน่ แสดงความจริงใจอย่างลูกผู้ชายก็ตาม อ๋องเวยหลงจึงผ่อนคลายกังวลลงได้บ้าง เสียงตรัสตอบรับจึงอ่อนลง “ขอบใจมาก หลานชาย”