บทที่ 53
รีออนปลอบเซฟีน่าอยู่สักพักเธอก็เริ่มจะดีขึ้นแล้ว ส่วนฟรีลิมเองก็ออกตามหาเซล่าภรรยาของเขา และมันต้องใช้เวลาไม่น้อยเลย กว่าที่ทั้งสองจะสามารถทำความเข้าใจกันได้ จนในที่สุดฟรีลิมก็ยอมให้รีออนเป็นผู้บัญชาการสูงสุดแทนเขา และให้กองทัพจากเมืองหลวงทำตามคำสั่งเป็นกำลังหนุนให้กับเมืองเลบานอน ถึงหลายๆคนจะไม่เข้าใจในการกระทำของราชา แต่ก็ไม่สามารถขัดราชโองการได้ รีออนกับแคทเทอรีนยังคงทำหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี แคทเทอรีนจัดเตรียมอาหาร และเอกสารบางส่วนช่วยแบ่งเบาภาระของรีออนได้ไม่น้อยเลยทีเดียว แน่นอนว่าพวกเขาไม่ลืมที่จะหวานใส่กันเล็กน้อยตามประสาคนเห่อความรัก วันเวลาผ่านไปในช่วงบ่ายของอีกวัน ซึ่งนั่นก็เป็นวันที่สามของการเตรียมการ ทหารม้าเร็ววิ่งเข้าเมืองอย่างรวดเร็วพร้อมกับธงสัญญาณประจำเมือง ที่บ่งบอกได้ในทันทีว่าเป็นข่าวด่วน ชาวบ้านที่เห็นก็รู้ด้วยเช่นกันว่าตอนนี้กองทัพของอาณาจักรดีไวท์ได้เดินทางมาถึงบริเวณใกล้ๆนี้แล้ว เมื่อม้าได้จอดลงอาคารหลังหนึ่ง ซึ่งตอนนี้เป็นศูนย์บัญชาการชั่วคราว และทหารคนนั้นก็รีบเข้าไปแจ้งถึงทัพดีไวท์ที่เข้ามาตั้งค่ายบริเวณใกล้กับป่าเลสเซนต์อีกด้วยหนึ่ง ทำให้นายกองที่กำลังประชุมอยู่ถึงกับเงียบลง และรอคำสั่งแรกของผู้บัญชาการใหญ่“ข้าเข้าใจแล้ว เจ้ากลับไปพักผ่อนเถอะ...เอาล่ะ นายกองพันแต่ละนายเริ่มรายงานหน้าที่ของตัวเองก่อน โดยเริ่มจากกองพันที่ 1 ก่อนเลย” รีออนที่นั่งหัวโต๊ะเอ่ยกับนายกองพัน หลังจากที่ทหารม้าเร็วเดินออกจากอาคารแล้ว“กระหม่อม ‘ราเดียม’ นายกองพันที่ 1 ขอรายงาน กับดับโซนป่าเลสเซนต์สมบูรณ์พร้อมใช้งานแล้วขอรับ.. ในช่วงบ่ายนี้เราได้ตั้งแนวป้องกันทหารโล่ยังป้อมแนวยาวหลังจากป่าเลสเซนต์ตามที่ได้รับสั่งแล้วขอรับ ส่วนทหารชาวบ้าน จะเข้ามาช่วยสร้างกับดับยังทุ่งหน้าเมืองกับกองพันที่ 2 จบรายงาน..” นายกองเอ่ยรายงานในส่วนของตัวเองออกมา แน่นอนว่ามันทำให้รีออนประทับใจมากที่พวกเขาทำงานได้เร็ว จากนั้นเขาก็หันไปหานายกองพันที่ 2 ก่อนที่นายกองจะลุกขึ้นมารายงาน“กระหม่อม ‘แม็คตัส’ นายกองพันที่ 2 ขอรายงาน พื้นที่ทุ่งราบรอบๆหน้าเมือง ได้ทำตามรับสั่ง และสำเร็จไปแล้วกว่า 2 ใน 3 ขอรับ คาดว่าน่าจะใช้เวลาอีก 1 วันทุกอย่างก็จะเสร็จสิ้น เพราะเราได้ทหารชาวบ้านจากกองพันที่ 2 เข้าช่วยขอรับ..จบรายงาน” หลังจากนั้นก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับรายงานของนายกองพันคนอื่นต่อไป นายกองพันที่ 3 เป็นผู้เพียงคนเดียวในกองพัน ‘เฟียย่า’ หน้าที่ของกองพันนี้เป็นเรื่องของการสร้างอุปกรณ์เสริมจากไม้ และแน่นอนว่ามันไม่มีปัญหาใดๆ รีออนพอใจที่งานของพวกเขาสามารถทำได้อย่างดี และสั่งให้ทำสิ่งกีดขวางเพิ่มอีกจำนวนมาก ยิ่งมากเท่าไรก็ยิ่งดี ต่อมาก็เป็นนายกองพันที่ 4 ‘เลสแตงค์’ ผู้นำของม้าทั้งหมดของเมืองเลบานอน แน่นอนว่าพวกเขาได้ฝึกกันอย่างหนักเพื่อปฏิบัติการที่กำลังจะเกิดขึ้น พวกเชาสามารถจัดรูปแบบทัพ และจุดหลบหนีได้หมดแล้ว รีออนจึงสั่งให้กองพันที่ 4 พักได้ เพราะเขาอยากจะเห็นประสิทธิภาพของทัพม้าที่จะออกรบเป็นกองแรกในคืนวันนี้ ส่วนสุดท้ายคือ ‘เฟราก้า’ นายกองทหารช่างที่เจอกันอยู่บ่อยครั้ง เขาได้รายงานถึงการขนย้ายอาวุธปืนใหญ่จำนวน 20 กระบอกขึ้นกำแพง พร้อมกับกระสุนหลายร้อยในช่วงบ่ายนี้ และยังรายงานถึงปืนใหญ่ยิงเหล็กที่กำลังเคลื่อนตัวไปยังจุดต่างๆตามที่ได้รับการชี้จุด อย่างสุดท้ายคือการหล่อปืนใหญ่แบบที่สามารถเคลื่อนที่ได้ทัศนวิสัยตามกำหนด รีออนพอใจกับการรายงานของทุกคน จากนั้นเขาก็สั่งให้ทุกคนแยกย้ายกันไปทำงาน ผู้นำทัพแต่ละกองพันเดินออกจากอาคารพร้อมกับรีออนที่ต้องเดินตรวจตราทั่วๆ แต่อีกมุมๆหนึ่งของสงคราม กองทัพหน้าของอาณาจักรดีไวท์ที่ได้ส่งสายลับเข้าไปสืบข่าว แต่เมื่อพวกนั้นมาถึงค่ายต่างก็ยังไม่ทันรายงานเป็นน้ำเสียงเลยด้วยซ้ำ บางคนแค่ก้าวเท้าเข้ามายังค่ายก็ตายทันที พวกเขาไม่รู้ว่าสาเหตุมันมาจากอะไร ได้แต่เดากันไปต่างๆนานาถึงเวทมนตร์คำสาปก็เป็นได้“ท่านแม่ทัพขอรับ สายลับของเราตายกันหมดแล้ว... แต่พวกเราก็ยังพอได้ข้อมูลมาอยู่บ้าง ในเมืองประกาศรับทหารจากชาวบ้าน และกองกำลังของเมืองหลวงซาทารอสเองก็เดินทางมาถึงเมืองแล้ว จำนวนคาดการณ์อยู่ที่ประมาน 30,000 นายขอรับที่พร้อมรบ” ทหารคนสนิทของแม่ทัพเอ่ยขึ้นมารายงาน “ดี.. เราต้องคอยปั่นประสาทพวกมัน จนกว่าทัพหลักจะเดินทางมาถึงในอีก 2 วัน ตอนนี้เรามีทหารนับ 20,000 นาย อย่างน้อยๆก็น่าจะพอให้ปั่นป่วนพวกมันได้บ้าง ... สั่งให้คนของเราพักผ่อนได้ พรุ่งนี้เราจะเริ่มตีเมืองเลบานอน ให้ระดับนายกองเข้าร่วมวางแผนการรบในอีก 2 ชั่วโมง” แม่ทัพนาม ‘กาเวนต์’ ของอาณาจักรดีไวท์สั่งการในทันที“แล้วเรื่องสายลับ.. ท่านจะสั่งการอย่างไรดีขอรับ” ทหารคนสนิทยังคงสงสัยเรื่องการตายไม่น้อย เขาได้เห็นมากับตาเลยว่าพวกนั้นทรมานมากแค่ไหนก่อนตาย ถึงมันจะเป็นคำสาปแต่มันคงไม่ใช่คำสาปธรรมดาๆอย่างแน่นอน เพราะนักเวทย์ที่มาพร้อมกับทัพหน้ามีด้วยกันสองคน และพวกเขาก็ไม่สามารถตรวจจับพลังเวทมนตร์ที่หลงเหลืออยู่ได้เลยสักนิด หลังจากการตายของสายลับทั้งหลาย“แล้วเจ้าคิดว่ายังไงล่ะ ข้าจะไม่ส่งคนของเราไปตายเพิ่มหรอก... เราอยู่ห่างจากเมืองเพียง 5 กิโลเมตรเท่านั้นเอง นั่นก็หมายความว่าการข่าวภายในเมืองมันเป็นไปได้ยากแล้วที่ส่งคนหน้าใหม่ๆเข้าสู่เมือง ทหารของฝั่งนู้นก็คงจะตรวจเข้มมากกว่าเดิม อีกอย่างเราไม่อยากเสี่ยงกับคำสาปที่เราไม่เคยเห็นได้...เจ้ามีอะไรอีกหรือไม่” กาเวนต์เองก็เป็นคนคนหนึ่งที่ผ่านสงครามมาไม่น้อย ในชีวิตที่ผ่านมาของเขา กาเวนต์ได้เข้าร่วมสงครามนับครั้งไม่ถ้วน ทหารคนสนิทที่ได้ฟังก็เข้าใจ และเดินออกจากเต็นท์ของแม่ทัพเพื่อทำตามรับสั่งในทันที เหล่าทหารของอาณาจักรดีไวท์ก็ได้สร้างค่ายชั่วคราวที่รั้วที่ทำมาจากหิน และท่อนไม้คล้ายไม้ไผ่ที่หาได้ตามพื้นที่นั้นอย่างดี เวรยามถูกตรวจตรากันอย่างดี ทหารทัพหน้าเรียกว่าเป็นทหารกล้า และมีประสบการณ์กับสงครามอยู่ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว เวลาที่พระอาทิตย์ตกดินก็มาถึงพร้อมกับความมืดมิดที่เริ่มเข้ามา ค่ายของดีไวท์ก็มีเพียงแสงไฟจากคบเพลิงให้ความสว่างไปทั่วทั้งค่าย ทหารหลายคนกำลังพักผ่อน เพราะพรุ่งนี้พวกเขากำลังจะพบเจอศึกสงครามที่หนักหนาพอสมควร และนั่นก็เป็นเวลาเดียวกันกับหน่วยทหารม้าเร็วของเลบานอนกำลังเตรียมตัวอยู่ชายป่าเลสเซนต์“รอเวลาให้ดึกกว่านี้ .. สังเกตเวรยามดีๆ เมื่อพวกมันแสดงอาการง่วงนอนเมื่อไหร่ เราจะเข้าไปก่อกวนในทันที... จำเอาไว้ให้ดี หน้าที่ของพวกเราคือการก่อกวน และปั่นประสาทให้พวกมันตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา.. ไม่ใช่การปะทะ เตรียมตัวให้พร้อมทุกเวลา” นายกองร้อยสั่งการทหารลูกน้องของเขา แน่นอนว่ามันเป็นแผนของรีออน ที่ให้สองกองร้อยคอยผลัดกันก่อกวน โดยที่สองกองนี้จะรับผิดชอบแค่ตอนเวลากลางคืนเท่านั้น เวลาผ่านไปถึงช่วงสี่ทุ่มห้าทุ่ม ทหารของดีไวท์ก็เริ่มแสดงอาการเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางให้เห็นบ้างแล้ว กองร้อยทหารม้าแห่งกองพันที่ 4 ก็ได้เริ่มทำตามแผนที่ฝึกมาทันที ระเบิดควันถูกโยนออกไปไกลหลายลูก พวกเขาค่อยๆเคลื่อนตัวไปในควันอย่างช้าๆ และโยนระเบิดควันเพิ่มเป็นระยะๆ ควันที่ปกติเป็นสีขาว แต่เมื่อมันอยู่ในที่มืดอย่างนี้มันกลับกลายเป็นดำสนิทกลมกลืนไปกับทุกสิ่ง เมื่อได้ระยะหนึ่งแล้ว ทั้งกองร้อยก็ได้หยิบระเบิดมือของตัวเองขึ้นมา จากนั้นก็ปาเข้าไปข้างในพร้อมกับระเบิดยาหลอนประสาทเองก็ด้วยตูมมมม ตูมม!!! ตูมตาม.... ตูมมมม ตูมม!!! ตูมตาม....