ตอนที่ 98 คงเป็นเพราะฉันมีโชควาสนากระมัง
ณิชาเดินรั้งท้ายไปพร้อมกับอู๋หมิงลู่และอู๋หมิงกวางอย่างรู้งานโดยปล่อยให้ศิษย์พี่เดินนำหน้าเธอรับรู้สายตาแสดงความห่วงใยจากอู๋หมิงปิงเป็นอย่างดีทำให้รู้สึกอบอุ่นหัวใจที่คล้ายกับมีพี่ชายคอยห่วงใยและแอบดูแลตนเองอยู่ห่างๆ
อาจารย์เดินนำทุกคนไปยังอาคารสูงสองชั้นที่อยู่ด้านหลังอาคารที่พักโดยมีลานกว้างและสวนดอกไม้คั่นกลางก่อนถึงหอตำรา
พลันมีเสียงแจ้งเตือนจากศิษย์พี่รองดังขึ้นอย่างหวังดีว่า
“เดินระวัง!อย่าให้เสื้อผ้าหรือร่างกายสัมผัสดอกไม้พวกนั้นเข้าให้ละ”
คำเตือนจากเขาเป็นผลให้ศิษย์ใหม่ทั้งสามคนต่างหยุดชะงักครู่หนึ่งก่อนก้าวเดินต่ออย่างระมัดระวังมากขึ้น
ณิชาเหลือบมองเห็นอาจารย์ไปถึงหน้าประตูหอตำราแล้วโดยเขาทำท่าทางประหลาดอยู่คล้ายกับกำลังร่ายเวทมนตร์อะไรสักอย่างเธอให้ความสนใจทั้งท่าทางของอาจารย์และดอกไม้สีม่วงอ่อนที่บานสะพรั่งสวยงาม
อู๋หมิงกวางกำลังจะเอื้อมมือไปสัมผัสดอกไม้พลันหยุดชะงักทันทีเมื่อได้ยินคำเตือนพลางพึมพำด้วยความสงสัยว่า
“เอ๊! อาจารย์ปลูกไว้เพื่อความสวยงามหรือปลูกไว้ป้องกันคนมาหอตำรากันแน่?”
ณิชาเลิกคิ้วแสดงความแปลกใจเช่นกันเพราะอยากรู้เหตุผลอาจารย์ที่ปลูกดอกไม้มีพิษเหล่านี้ไว้รอบหอตำราโดยมีช่องทางเดินกว้าง 50 เซนติเมตรเท่านั้นทำให้ต้องเดินทีละคนเพื่อความปลอดภัย
‘อยากรู้จริงว่าในหอตำรามีสิ่งพิเศษใด? ดูท่าอาจารย์ระมัดระวังมากเหลือเกิน’
ณิชาครุ่นคิดด้วยความสงสัยในหอตำราตรงหน้ามากขึ้นเหตุเพราะไม่มีคนเฝ้าระวังอยู่ที่หอตำราสักคนทั้งที่ประตูไม้แข็งแรงเปิดแง้มไว้หนึ่งบานทว่าเธอกลับพบว่ามีศิษย์พี่เดินเข้าไปได้แค่ห้าคนเท่านั้น
อู๋หมิงกงกำลังเค้นพลังปราณออกมาร่ายเวทมนตร์ที่เขาเรียนรู้มาจากแฝดผู้พี่และอาจารย์เพื่อเปิดประตูให้สามารถนำศิษย์อีกห้าคนเข้าไปโดยเขาหวังว่าให้มีณิชาเข้าไปได้ส่วนที่เหลืออีกหนึ่งคนที่จะไม่ได้เข้านั้น เขาไม่เป็นกังวลแม้แต่น้อย
“เข้าไปเร็ว! อาจารย์ช่วยเปิดให้ได้อีกแค่อึดใจเดียว”อู๋หมิงกงส่งเสียงบอกศิษย์อย่างร้อนใจ
คำเตือนอย่างเร่งรีบของอาจารย์เป็นผลให้ศิษย์แต่ละคนต่างกรูกันเข้าไปภายในประตูโดยณิชาตั้งท่าเตรียมพร้อมอยู่ก่อนแล้วจึงพุ่งตัวผ่านเข้าไปก่อนคนอื่นซึ่งเธอไม่ได้สนใจว่าใครจะเข้ามาตามหลังตนบ้าง
ทุกคนที่อยู่ในหอตำราต่างได้ยินเสียงเตือนจากอาจารย์เคร่งเครียดว่า
“อ่านหนังสือเท่าที่เปิดอ่านได้มีเวลาแค่หกชั่วโมงเท่านั้น จงใช้เวลาให้คุ้มค่ามากที่สุด เมื่อครบกำหนดเวลาแล้วทุกคนจะ
ถูกส่งออกมาจากหอตำราเอง อาจารย์ไม่สามารถช่วยรั้งไว้ได้นานกว่านี้อีกแล้ว”
ณิชาหันหลังกลับไปมองประตูไม้ที่ยังเปิดค้างอยู่ทว่าอู๋หมิงลู่ไม่สามารถเดินผ่านเข้ามาได้โดยเขาพยายามเดินเข้ามาแต่คล้ายกับร่างเขาชนเข้ากับกำแพงโปร่งใส ท่าทางของอู๋หมิงลู่เรียกความแปลกใจจากณิชาเป็นอย่างมาก
‘แปลกแฮะหอตำรามีกลไกลับด้วยหรือ? หากมีจริงก็นับว่าทันสมัยมากทีเดียวฉันไม่เห็นว่าจะมีจักรกลหรือสิ่งประดิษฐ์ใดอยู่ในใกล้ประตูสักนิดเลย’
ณิชาจ้องมองด้วยความสงสัยจนมีเสียงช่วยคลี่คลายความอยากรู้ของเธอให้กระจ่างขึ้นว่า
“มันเป็นกำแพงเวทมนตร์ที่ถูกสร้างไว้เมื่อหลายร้อยปีก่อนปกติจะเข้ามาได้แค่วันละห้าคนเท่านั้นอาจารย์พยายามช่วยให้ศิษย์เข้ามามากขึ้นโดยต้องแลกกับพลังปราณจำนวนมากเขาคงใช้เวลาฟื้นตัวมากถึงสองสามวันทีเดียว ส่วนศิษย์น้องสิบเอ็ดที่เข้ามาไม่ทันคงเพราะพลังปราณของอาจารย์มีไม่มากพอ”
อู๋หมิงปิงเหลือบมองเห็นอู๋หมิงเหยายืนมองประตูทางเข้าอยู่ด้วยความสนใจจึงเดินมาอธิบายให้เธอฟังอย่างใจเย็นเขาไม่ได้รู้สึกขอบคุณอาจารย์แม้แต่น้อยเหตุเพราะรับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายลงทุนทำเช่นนี้ย่อมมีเหตุผลที่ต้องการใช้งานศิษย์ที่ชนะการประลองแน่นอนซึ่งเป็นการลงทุนที่นำความคุ้มค่ามาให้อีกฝ่ายมากกว่า
“อย่างนี้นี่เองน่าสนใจจังเลยนะคะ เวทมนตร์หรือ?มีตำราให้เรียนรู้ในนี้ไหมคะ?”
ณิชาหันหน้าไปถามอู๋หมิงปิงด้วยความสนใจเธอต้องการเรียนรู้ศาสตร์ที่เหนือธรรมชาติเช่นนี้เพราะบนดาวเอเอสไม่มีเรื่องเหล่านี้ไว้ให้เธอเรียนรู้สักนิดเรียกความสนใจจากเธอเป็นอย่างยิ่ง
“น่าจะมี ขึ้นอยู่กับโชควาสนาเพราะตำราไม่ได้เปิดให้อ่านทุกเล่ม ฉะนั้นผมจึงคาดเดาเอาว่าน่าจะมี”
อู๋หมิงปิงตอบกลับณิชาอย่างไม่แน่ใจเพราะเขายังไม่เคยเห็นตำราเกี่ยวกับเวทมนตร์เช่นกันจึงไม่กล้ายืนยันว่ามีหรือไม่
พลันมีเสียงหวานใสของศิษย์คนที่สิบหรืออู๋หมิงฟ่งเดินเข้ามาหาอู๋หมิงปิงพร้อมพูดขอร้องด้วยท่าทางน่าสงสารว่า
“ศิษย์พี่สามคะฉันอยากเรียนรู้เทคนิคการต่อสู้ ช่วยแนะนำฉันหน่อยได้ไหมคะ?”
อู๋หมิงฟ่งเหลือบมองณิชาพร้อมจิกตาอย่างไม่พอใจแวบหนึ่งทว่าเป็นแวบเดียวที่ณิชารับรู้อารมณ์ของอีกฝ่ายได้เป็นอย่างดี
‘เอ๊! ไม่มียัยบัวขาวหมายเลขหนึ่งแต่ดันมียัยบัวขาวหมายเลขสองโผล่มาแทนเสียได้’
ณิชากลอกตามองบนอย่างเบื่อหน่ายที่ต้องพบหญิงสาวหลงใหลศิษย์พี่สามซึ่งเป็นคนที่เธอรับรู้ได้ทันทีว่าเป็นหญิงสาวประเภทสวยแต่รูปจูบไม่หอมจึงไม่ได้ให้ความสนใจคนทั้งคู่อีก
“ก็ได้แต่จะเรียนรู้ได้ดีต้องฝึกฝนไปด้วย ผมแนะนำได้บางส่วนเท่านั้น”
อู๋หมิงปิงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจเขาเหลือบมองเห็นณิชาเดินเลี่ยงไปอีกด้านจึงหันหน้ามาคุยกับศิษย์น้องสิบต่ออย่างเป็น
กันเอง
ณิชาเดินเลี่ยงไปหาตำราเพื่อศึกษาด้วยความสนใจเธอเหลือบมองเห็นหลายคนพยายามเปิดตำราที่ต้องการทว่าตำราเล่มเก่าแก่เหล่านั้นไม่เปิดออกให้พวกเขาอ่านแม้แต่น้อยสร้างความงุนงงให้กับณิชาเป็นอย่างยิ่ง
“หอตำรานี่แปลกเสียจริงแบบนี้จะเรียนรู้ได้ยังไง?หรือว่าขึ้นอยู่กับโชควาสนา เหมือนกับศิษย์พี่สามกล่าวไว้จริงๆ”
ณิชาไม่คิดว่าหอตำราแห่งนี้จะมีสิ่งลึกลับอัศจรรย์มากเช่นนี้เธอเคยคิดว่าจะเป็นหอตำราที่มีหนังสือมากมายซึ่งพร้อมให้หยิบมาอ่านและทำความเข้าใจได้ทว่าเมื่อมองเห็นสถานการณ์ของแต่ละคนแล้ว ทำให้เธอลอบถอนหายใจด้วยความกังวล
อู๋หมิงไฉ่หรือศิษย์คนที่สามซึ่งให้ความสนใจในความแข็งแกร่งของณิชาเป็นทุนเดิมเขาปราดเข้ามาคุยด้วยเมื่อเหลือบมองเห็นหญิงสาวเงยหน้ามองบันไดขึ้นชั้นสองอยู่ว่า
“ลองขึ้นไปก็ได้.....ถ้าขึ้นได้นะที่นี่ไม่มีข้อห้าม.....ถ้าหอตำราอนุญาต”
ณิชาหันหน้ามาสบตาเขาพร้อมยิ้มน้อยๆพลางถามด้วยความสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับหอตำราว่า
“ศิษย์พี่สี่คะหอตำรามีเวทมนตร์ปกคลุมทั้งหมดเลยหรือคะ?”
ณิชาสอบถามเขาด้วยความอยากรู้เพราะเธอเชื่อว่าน่าจะมีตำราที่เหมาะสมกับตนเองให้เรียนรู้
“ใช่บางตำราผมอ่านแล้ว แต่ศิษย์คนอื่นมาอ่านอีกไม่ได้ เหมือนกับว่ามันจะเปิดให้เฉพาะคนที่เหมาะสมเท่านั้นจนคล้ายกับว่าหอตำรานี้มีชีวิต และมีเวทมนตร์ปกคลุมทั้งหมด”
อู๋หมิงไฉ่เข้าใจคำถามกระชับของหญิงสาวเป็นอย่างดีจึงอธิบายให้เธอฟังอย่างใจเย็น
อู๋หมิงซ่านได้ยินการสนทนาของณิชาจึงเดินถือตำราเล่มหนึ่งมาให้เธอพร้อมกับบอกด้วยน้ำเสียงลึกลับว่า
“นี่คือตำราเกี่ยวกับเวทมนตร์พื้นฐานเห็นว่าศิษย์น้องเจ็ดสนใจ ลองเปิดดูสิว่าจะอ่านได้ไหม?หากเปิดได้ก็แสดงว่าตำราเลือกศิษย์น้องเจ็ด”
“ขอบคุณค่ะศิษย์พี่ห้า”ณิชาตาโตเป็นประกายอย่างยินดี
เธอเอื้อมมือไปรับตำราโบราณจากเขามาโดยสัมผัสได้ถึงพลังสายฟ้ากระจายอยู่ทั่วตำราเป็นผลให้เธอหรี่ตามองอย่าง
พิจารณาพร้อมกับทดสอบส่งพลังสายฟ้าภายในกายออกมาตอบโต้กับตำราด้วยความแปลกใจ
ครั้นเธอเตรียมเปิดหนังสือเพื่อเปิดอ่านปรากฏว่าหนังสือยินยอมให้เธอเปิดอ่านได้แต่โดยดีเรียกความสนใจจากศิษย์ชายทั้งสองที่ยืนอยู่ใกล้กับณิชาว่า
“อ๊ะ! ศิษย์น้องเจ็ดโชคดีเสียจริงคนที่เคยอ่านเป็นศิษย์พี่ใหญ่คนเดียวเท่านั้น นอกนั้นยังไม่มีใครเปิดได้อีกเลย”
อู๋หมิงไฉ่อุทานขึ้นมาด้วยความตื่นเต้นเพราะเขาและศิษย์คนอื่นไม่มีใครสามารถเปิดตำราเล่มนี้ได้สักคนเดียว
“คงเป็นเพราะฉันมีโชควาสนากระมัง”
ณิชายิ้มรับอย่างยินดีพลางตอบกลับโดยล้อจากข้อความที่อู๋หมิงปิงเคยกล่าวก่อนหน้าจากนั้นเธอขอตัวจากศิษย์พี่ทั้งสองคนแล้วไปหามุมสงบนั่งอ่านเหมือนกับอีกหลายคนที่เริ่มอ่านหนังสือกันบ้างแล้ว
อย่างไรก็ตามณิชาเป็นเอสเปอร์ที่สามารถเรียนรู้และจดจำได้ในเวลาอันรวดเร็วทำให้เธออ่านและทำความเข้าใจโดยใช้เวลาน้อยกว่าคนอื่นเกือบสิบเท่าฉะนั้นตำราเล่มหนาของเวทมนตร์พื้นฐานจึงใช้เวลาอ่านแค่หนึ่งชั่วโมงเท่านั้น
เมื่ออ่านหนังสือเวทมนตร์พื้นฐานจนหมดสิ้นแล้วช่วยให้เธอมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเวทมนตร์มากขึ้นจนอยากทดลองปฏิบัติ
“ตำราเวทมนตร์น่าสนใจเสียจริงมีทั้งการร่ายเพื่อเปลี่ยนแปลงใบหน้าและเสื้อผ้า การร่ายให้เสื้อผ้าสะอาดการดัดเสียง แต่น่าเสียดายที่ไม่มีเกี่ยวกับการต่อสู้ หรือเพราะว่าเป็นเวทมนตร์พื้นฐานกระมัง”
ต่อจากนั้นณิชาเงยหน้ากวาดสายตามองสิ่งแวดล้อมภายในหอตำราเธอพบว่าชั้นหนึ่งมีศิษย์นั่งกระจายตัวอยู่คนละมุมซึ่งแต่ละคนพบตำราที่เหมาะสมกับตัวเอง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือตำราเลือกคนที่ควรอ่านพบแล้วทำให้เธอสนใจอยากจะไปชั้นสองเพื่อทดลองดูว่าจะมีตำราใดน่าสนใจหรือไม่
‘หากว่าต้องใช้พลังอัสนีเพื่อพิสูจน์ตัวตนก่อนให้ตำรายอมรับและเปิดให้ฉันอ่านเช่นนั้นการขึ้นชั้นสองจะต้องใช้พลังอัสนีด้วยไหม?หากเป็นเช่นนั้นจริงก็น่าจะลองดู เพราะการเปิดตำราเวทมนตร์ฉันไม่ได้ใช้พลังอัสนีสักเท่าไร’
ณิชาคิดทบทวนเหตุและผลของเหตุการณ์ก่อนหน้าที่เธอสามารถเปิดอ่านตำราเวทมนตร์พื้นฐานได้เนื่องด้วยเธอสามารถสัมผัสได้ถึงพลังอัสนีที่ปกคลุมตำราอยู่โดยเธอต้องปล่อยพลังอัสนีออกมาต่อสู้เล็กน้อยจึงจะสามารถเปิดอ่านตำราได้ทำให้คิดว่ามีโอกาสเป็นไปได้ที่จะสามารถไปค้นหาตำราบนชั้นสอง
เมื่อตัดสินใจได้เช่นนี้แล้วณิชาลุกเดินอย่างแผ่วเบาเพื่อไม่เป็นการรบกวนศิษย์คนอื่นที่กำลังอ่านตำราอย่างเคร่งเครียดอยู่ทั้งนี้เธอจำเป็นต้องคว้าโอกาสและช่วงเวลาที่อาจารย์มอบให้ไว้มากที่สุด โดยไม่ต้องการแสดงตัวว่ามาหอตำราทุกวันซึ่งจะเป็นการเรียกความสนใจจากอาจารย์มากเกินไปกอปรกับเหลือเวลาอีกไม่กี่วันเท่านั้นก็จะถึงวันทดสอบศิษย์สายในแล้ว
ครั้นณิชาเดินมาถึงเชิงบันไดชั้นสองเธอทดลองก้าวขึ้นไปบนบันไดที่มีอยู่สิบขั้นก้าวแรกเธอรับรู้ได้ทันทีถึงพลังลึกลับที่กดทับตัวเองลงมาอย่างหนักหน่วงโดยมีพลังอัสนีแฝงอยู่ด้วยซึ่งเธอรู้สึกยินดีเพราะพลังอัสนีของตนสามารถต่อต้านได้
“เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ!”
จากนั้นก้าวขึ้นไปขั้นที่สองพร้อมปล่อยพลังอัสนีออกจากตัวเข้าปะทะกับบรรยากาศรอบข้างอย่างแผ่วเบาเธอหันหลังกลับไปดูศิษย์คนอื่นด้วยความสงสัย
“เอ๊! พวกเขามองไม่เห็นฉันเลยหรือ? เสียงปะทะกันของพลังอัสนีดังขนาดนี้”
ณิชาพึมพำด้วยความแปลกใจเหตุเพราะเธอได้ยินเสียงดังลั่นของพลังอัสนีจากหอตำราปะทะเข้ากับพลังอัสนีของตนเองจนกังวลว่าจะเรียกความสนใจจากศิษย์พี่ทั้งหลาย
อย่างไรก็ตามณิชาพบว่าเมื่อหันหลังกลับมาดูแล้วกลับพบว่าทุกคนล้วนก้มหน้าอ่านตำราในมืออยู่อย่างขะมักเขม้นจนคล้ายกับว่าเสียงการเคลื่อนไหวหรือการปะทะพลังอัสนีไม่มีผลใดๆ กับพวกเขาแม้แต่น้อย
ในความเป็นจริงแล้วหอตำราเป็นพื้นที่ทับซ้อนระหว่างโลกปัจจุบันและโลกอดีตที่ถูกสร้างขึ้นโดยเซียนผู้แข็งแกร่งที่มีนามว่าไต้เจิ้งผู้ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของชายชราไต้เซียวนั่นเอง