บทที่ 11 นายนี่ควรตายซะจริง ๆ
ในห้องผู้ป่วย โรงพยาบาลศูนย์
ทั้งสองได้ตรวจห้องผู้ป่วยบางส่วนด้านหน้าแล้ว มีเพียงห้องสุดท้ายนี้ที่หลี่หยางขอให้หานชิงอวี่เข้าไปก่อน
แม้ว่าจะไม่รู้ว่าสาเหตุอะไร แต่หานชิงอวี่ก็ทำเพียงยักไหล่ แล้วเดินนำหน้าหลี่หยางผลักประตูเข้าไปในห้องผู้ป่วย
สองเพื่อนสนิทเดินตามหลังกันเข้าห้องผู้ป่วยไป คัดลอกตัวเลขบนเครื่องมือต่าง ๆ ในห้องผู้ป่วยอย่างเบามือ
นี่คือห้องผู้ป่วยพิเศษ ภายในห้องจะมีเตียงเพียงสองเตียง
เตียงหนึ่งในนั้นว่างเปล่า ส่วนอีกเตียงมีสาวสวยหน้าตาดีนอนอยู่
บัตรเวชระเบียนข้างเตียงในโรงพยาบาลเขียนชื่อของผู้ป่วยเอาไว้ว่า
ซูโม่
แม้ว่าหานชิงอวี่กับหลี่หยางจะเคลื่อนไหวกันเบามาก แต่ผู้ป่วยสาวที่หลับตาอยู่บนเตียงก็ลืมตาขึ้นมาอยู่ดี
เดิมที ซูโม่ก็แค่ลืมตาขึ้นมาดูหมอสองคนที่เข้ามาตรวจจากด้านนอกโดยไม่รู้ตัว
แต่วินาทีที่เธอเห็นหานชิงอวี่นั้น สายตาเธอก็เบิกกว้างขึ้นทันที
หล่อจังเลย…
นี่คือความประทับใจแรกที่ซูโม่มีต่อหานชิงอวี่
เธอพยายามยืดตัวขึ้น แล้วเอ่ยปากพูดกับหมอรูปหล่อตรงหน้าอย่างระมัดระวัง
“หมอคะ ขอถามหน่อยได้ไหมคะว่าอาการฉันเป็ยังไงบ้าง?”
หลี่หยางที่เห็นสถานการณ์ตรงหน้า ก็ใจนตาของเขาแทบจะตกลงพื้น
เพราะเมื่อเช้าเขากับผู้อำนวยการเหลียวก็มากันแล้วครั้งหนึ่ง ซูโม่ในตอนนั้นพอเห็นตนกับผู้อำนวยการเหลียวก็มีท่าทีเ็าใส่ ไม่ยอมแม้แต่จะให้ความร่วมมือในการสอบถาม
แต่ตอนนี้ พอเ้าหล่อนเห็นหานชิงอวี่ กลับเป็ฝ่ายถามอาการขึ้นมาเองซะอย่างนั้น
หานชิงอวี่มองบัตรเวชระเบียนตรงหัวเตียง แล้วมองตัวเลขบนเครื่องมือ ยกยิ้มเล็กน้อยพลางเอ่ยตอบ
“อาการโดยทั่วไปทรงตัวดีแล้วครับ”
“ขอเพียงใส่ใจในการพักผ่อน ประกอบกับการดูแลอาหารการกิน ทำจิตใจให้ผ่อนคลาย และพยายามระงับอารมณ์โกรธ ผมเชื่อว่าไม่นานคุณจะฟื้นตัวได้ดีครับ”
เดิมทีเสียงของหานชิงอวี่ก็ทุ้มต่ำอยู่แล้ว ตอนนี้ต้องพูดกับคนไข้ ก็ยิ่งเพิ่มความนุ่มนวลเข้าไปอีก
พอซูโม่ได้ฟังเสียงแบบนี้ ก็ราวกับเสียงสายลมในฤดูใบไม้ผลิที่พัดผ่านในหน้า ทำให้เธออารมณ์ดีขึ้นไม่น้อย
ซูโม่ยิ้มเล็กน้อยพลางตอบรับ “ขอบคุณค่ะหมอ ฉันจะดูแลตัวเองดี ๆ ค่ะ!”
พูดจบ แก้มทั้งสองข้างก็แดง แล้วนอนลงบนเตียงอีกครั้งและหลับตา
ท่าทีที่ว่าง่ายแบบนั้น ราวกับเ้าหญิงนิทราในนิทานเลย
“พี่อวี่ พี่...”
หลี่หยางมองแพทย์หนุ่มรุ่นพี่ตรงหน้า ในสายตานั้นเต็มไปด้วยความนับถือ
หานชิงอวี่หันไปเห็นสายตาของหลี่หยางก็ใ
เ้าเด็กนี่ ทำหน้าแบบนั้นทำไมล่ะเนี่ย?
หลี่หยางเหลือบมองเ้าหญิงนิทราที่ว่าง่ายบนเตียงผู้ป่วยนั้น และนึกถึงเมื่อเช้าตอนที่ตัวเองกับผู้อำนวยการเหลียวมาตรวจด้วยกัน สาวสวยซูโม่คนนี้ดูอารมณ์ร้อนมาก
โลกที่มองกันที่หน้าตาใบนี้ ยิ่งพูดก็พานจะน้ำตาไหล!
ดังนั้นเขาจึงทำได้แค่ยกนิ้วโป้งให้หานชิงอวี่ และเดินไปแผนกฉุกเฉินพร้อมกับอีกฝ่าย
เมื่อเปิดประตูเข้าไป พอหลี่หยางหย่อนก้นนั่งลงที่เก้าอี้ของตัวเองปุ๊บ เขาก็บิดี้เีทันที
การไปตรวจห้องหนึ่งรอบดูเหมือนจะง่าย แต่ก็ต้องตอบคำถามที่เกี่ยวกับคนไข้เยอะมาก ถ้าไปเจอคนไข้ที่ไม่เข้าใจ ก็ต้องอธิบายอยู่นาน ดังนั้นในหนึ่งรอบนี้ พวกเขาจึงเสียพลังงานกันไปเยอะมาก
แต่หานชิงอวี่กลับไม่นั่งลง ทำเพียงแค่ยืนมองที่นั่งของตัวเอง
หลี่หยางจึงเอ่ยอย่างงุนงง “พี่อวี่ พี่ไม่เหนื่อยเหรอ? ทำไมไม่นั่งพักล่ะ?”
จากนั้น เขาก็ลุกยืนแล้วมองไปทางเก้าอี้ของหานชิงอวี่
เพียงแค่สายตาตกไปยังเบาะนั่งของเก้าอี้
เขาก็เห็นว่าในตอนนี้มีโคลนเปื้อนอยู่บนเก้าอี้ตัวนั้น
นี่ถ้านั่งลงไป เกรงว่าชุดกาวน์สีขาวทั้งตัวจะต้องสกปรกแน่นอน
“นี่ ใครทำกัน?”
หลี่หยางพูดอย่างอารมณ์เสียขึ้นมาทันที
ในใจของเขา ปรากฏตัวผู้ต้องสงสัยที่อาจจะทำเื่นี้ขึ้นมาหลายคนทันที
แต่คนที่มาเป็อันดับแรก แน่นอนว่าต้องเป็เฉินฟาที่เพิ่งจะมีความขัดแย้งกับพวกเขาเมื่อครู่
หลี่หยางมองหานชิงอวี่ ทั้งสองสบตากัน เป็การยืนยันผู้ต้องสงสัยในทันที
ดูท่าทาง หานชิงอวี่เองก็สงสัยว่าเฉินฟาเป็คนทำเช่นกัน เพียงแต่ไม่มีหลักฐาน
เขากำลังคิดว่าเดี๋ยวจะไปถามเฉินฟา แต่ปรากฏพอหันไปก็เห็นว่า เวลานี้เ้าตัวเองก็ไม่ได้อยู่ตรงที่นั่ง มีเพียงแค่ที่นั่งว่างเปล่าเท่านั้น
หลี่หยางหันกลับมา มองไปทางเพื่อนร่วมงานสองคนข้าง ๆ “นี่ พวกพี่เห็นเฉินฟาบ้างรึเปล่า?”
เพื่อนร่วมงานที่อยู่ข้าง ๆ ตอบ “อ๋อ เห็นตอนที่พวกเราสองคนเพิ่งกลับมา ดูเหมือนว่าเขาจะมือเปื้อนอะไรสักอย่างนะ น่าจะไปล้างมือ”
ชัดเลย!
หลี่หยางหันไปมองหานชิงอวี่ที่อยู่ข้าง ๆ พลางบอกว่า “พี่อวี่ เื่นี้มีความเป็ได้สูงว่าเฉินฟาเป็คนทำ”
“เฉินฟานี่จริง ๆ เลย ปากก็ไม่ดี ความรู้วิชาชีพก็ไม่ดี แต่ทำเื่พวกนี้ได้ดีเลย”
หานชิงอวี่ไม่ได้พูดอะไร ทำเพียงแค่สับเปลี่ยนเก้าอี้ของตัวเองกับของเฉินฟาอย่างเงียบ ๆ
จากนั้นก็นั่งลง แล้วเก็บข้าวของบนโต๊ะ
หลี่หยางเห็นปฏิกิริยาของเพื่อนรุ่นพี่ก็หัวเราะหึ ๆ “ในที่สุดพี่อวี่ก็เรียนรู้แล้ว กับคนแบบนี้น่ะ จะยอมถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียวไม่ได้หรอก!”
ท่าทีของหานชิงอวี่ที่เผชิญหน้ากับเฉินฟาก่อนหน้านี้ ทำเอาหลี่หยางเห็นแล้วกัดฟันกรอด เพราะโต้แย้งอะไรไม่ได้
ทว่าตอนนี้พอเห็นภาพตรงหน้าเขาก็แอบพอใจ รอให้เฉินฟากลับมาก่อน แล้วดูปฏิกิริยาของหมอนั่นดีกว่า!
เป็ดังที่คาด ยังไม่ทันที่ที่นั่งของหานชิงอวี่จะอุ่น เฉินฟาก็กลับเข้ามาในแผนกฉุกเฉินแล้ว
เขาเดินไปตรงที่นั่งของตัวเอง พลางเหลือบมองที่นั่งของหานชิงอวี่ที่อยู่ข้าง ๆ ไปด้วย
เวลานี้ในที่สุดหลี่หยางก็ทนไม่ได้ เขาเอ่ยขึ้นมาอย่างโกรธ ๆ
“นี่ นายยังมีคุณสมบัติความเป็หมออยู่บ้างไหม ไปเทโคลนใส่ที่นั่งของคนอื่น คนเขาใส่ชุดกาวน์สีขาวนะเว้ย!”
ต้องรู้ก่อนว่าโรงพยาบาลมีข้อกำหนดสำหรับชุดที่หมอต้องสวมใส่
ถ้าไม่ใส่ชุดตามข้อกำหนด หรือว่าสุขอนามัยดูไม่ดี แบบนั้นจะถูกภายในของโรงพยาบาลตำหนิตักเตือน
ถ้าหานชิงอวี่นั่งลงไปจริง ๆ แล้วมีใครมาเห็นโคลนนั้นเข้า เกรงว่าจะถูกคนไข้ร้องเรียนกับทางโรงพยาบาล
เฉินฟาเห็นท่าทีโกรธเกรี้ยวของหลี่หยาง ก็คิดว่าหานชิงอวี่นั่งลงไปโดนโคลนจริง ๆ จึงก้มหน้าจะมองชุดกาวน์ของหานชิงอวี่ แต่ผลก็คือถูกหลี่หยางที่อยู่ข้าง ๆ ขวางไว้
แต่เฉินฟากลับไม่โกรธ เดินไปตรงที่นั่งของตัวเองอย่างมีความสุข
“โต ๆ กันแล้ว หยอกนิดหยอกหน่อยไม่เห็นเป็ไร”
เขามองหานชิงอวี่ รอยยิ้มบนใบหน้านั้นชัดเจนมาก ๆ
แผละ
แต่ว่าััที่อ่อนนุ่มทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของเฉินฟาค่อย ๆ หายไป
ชายหนุ่มที่เมื่อกี้ยังพูดคุยหัวเราะอยู่นั้น นั่งลงไปบนที่นั่งที่เปื้อนโคลนเข้าเต็ม ๆ
ััแปลก ๆ ที่รู้สึกได้ใต้ร่างนั้น ทำเอาเฉินฟาแทบจะะโเด้งตัวขึ้นมาทันที
เขาหันขวับไปมองยังที่นั่งของตัวเอง ผลปรากฏว่าบนที่นั่งของตนนั้นมีโคลนเปื้อนกระจายอยู่เต็มเบาะ
อีกอย่างคือจากที่ดูสีบนนั้นแล้ว โคลนนี่ดูเหมือนจะเป็...
โคลนที่ตัวเองเพิ่งจะเอาไปใส่เก้าอี้ของหานชิงอวี่เมื่อกี้
ที่แท้ อีกฝ่ายไม่ได้หลงกลเขาเลย ทั้งยังเอาเก้าอี้เปื้อนโคลนนั้นมาไว้ที่โต๊ะของเขาเองด้วย
เฉินฟาหันไป ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มเมื่อกี้ ตอนนี้กลายเป็ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธแล้ว
“หานชิงอวี่ นายนี่สมควรตายซะจริง ๆ !”