ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 3 บทที่ 63 คณบดีเฉียน มหาเศรษฐีแสนล้าน

            คำพูดของคณบดีเฉียนไม่ได้ทำให้ไป๋ฉางเซิงตกใจเพียงตัวเดียวแม้แต่เจียงจืออวี๋ที่ยืนอยู่ข้างๆเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะปรายมองด้วยความฉงน

            ทว่าสิ่งที่เธอสงสัยนั้นต่างจากไป๋ฉางเซิงเธอแปลกใจว่าเสี่ยวไป๋ไปมีเลือดมังกรตั้งแต่เมื่อไหร่

            คิ้วเรียวขมวดมุ่นเล็กน้อยทันใดนั้นเธอก็ดูเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ความสงสัยจึงมลายหายไป

            “ถ้าสามารถกลั่นเลือดมังกรให้บริสุทธิ์ได้ ย่อมเป็นเรื่องดีที่สุดค่ะ”

            “เพียงแต่ทรัพยากรที่ใช้กลั่นเลือดมังกรคงมีมูลค่ามหาศาลเกรงว่าอาจจะต้องทำให้คณบดีเฉียนต้องสิ้นเปลืองแล้ว”

            เจียงจืออวี๋ประสานมือคารวะคณบดีเฉียนอย่างมีมารยาท

            เธอย่อมรู้ดีว่าคำว่าเลือดมังกรนั้นสำคัญต่อสัตว์อสูรมากเพียงใดและในเมื่อเธอมองว่าไป๋ฉางเซิงเป็นคู่หูคนสำคัญเธอจึงไม่มีทางปฏิเสธข้อเสนอที่จะช่วยยกระดับศักยภาพของเขาโดยตรงเช่นนี้

            บุญคุณครั้งนี้เธอต้องรับไว้แล้ว

            “หึๆ นักศึกษาเจียง เธอไม่ต้องไปเสียดายเงินแทนตาแก่นี่หรอก”

            คณบดีจี้หัวเราะร่าพลางเอ่ยขึ้นพร้อมกับชี้นิ้วไปทางคณบดีเฉียน “รู้ไหมว่าก่อนที่หมอนี่จะมาฝึกวิถีควบคุมสัตว์อสูรเขาทำอะไรมาก่อน?”

            “พรสวรรค์ด้านธุรกิจของตาแก่นี่โดดเด่นกว่าวิถีควบคุมสัตว์อสูรเสียอีก”

            “หลังจากเขารับช่วงต่อบริษัทของที่บ้านที่มีมูลค่าตลาดห้าสิบล้านเพียงแค่สิบปี เขาก็ปั้นมูลค่าบริษัทให้เพิ่มขึ้นถึงหนึ่งพันเท่า!”

            “ถึงตอนหลังจะหันมาฝึกวิถีควบคุมสัตว์อสูร แต่หลายปีที่ผ่านมาบริษัทในเครือของเขาก็ยังมีมูลค่าตลาดรวมกันทะลุแสนล้านไปแล้ว”

            “ไอ้ทรัพยากรมูลค่ามหาศาลที่เธอว่าสำหรับเขามันก็แค่ดอกเบี้ยเงินฝากเพียงวันเดียวเท่านั้นแหละ”

            เจ้าของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีมูลค่าแสนล้านงั้นเหรอ?

            คณบดีเฉียนยังมีสถานะนี้อยู่อีกเหรอเนี่ย?

            หลังจากยุคพลังฟื้นฟูและมหาวิบัติทั่วโลกแม้โลกนี้จะเข้าสู่ยุคสมัยที่ให้ความสำคัญกับวิถียุทธ์มากกว่าการค้าแต่เส้นทางธุรกิจก็ยังคงหอมหวาน

            เพราะไม่ใช่ทุกคนจะมีพรสวรรค์ด้านวรยุทธ์และต่อให้เป็นผู้ฝึกยุทธ์ก็ยังต้องใช้เงินมหาศาลเพื่อซื้อทรัพยากรมาใช้ในการฝึกฝนอยู่ดี

            คำกล่าวที่ว่า‘เรียนสายวิชาการนั้นยากจน ฝึกสายยุทธ์นั้นร่ำรวย’ ไม่ได้พูดกันเล่นๆ เลย

            คนธรรมดามีรายได้ต่อเดือนเพียงไม่กี่พันผู้ฝึกยุทธ์ระดับหนึ่งที่เอาชีวิตไปเสี่ยงในทุ่งร้างทั้งเดือนก็อาจจะมีรายได้ราวสองแสนเหรียญ

            แต่ทรัพย์สินแสนล้านของคณบดีเฉียนนั้นทำให้เขาไม่ต้องกังวลเรื่องเงินทองเลยจริงๆ

            เมื่อถูกพูดถึงเรื่องนี้ใบหน้าของคณบดีเฉียนก็อดไม่ได้ที่จะฉายแววภาคภูมิใจออกมาเขาถือโอกาสคุยโวสำทับไปอีกหนึ่งยก “เรื่องอื่นฉันไม่กล้าพูดแต่ถ้านักศึกษาเจียงยอมมาเป็นศิษย์ของฉัน ตลอดสี่ปีในมหาวิทยาลัยเธอไม่ต้องกังวลเรื่องทรัพยากรในการฝึกฝนเลยแม้แต่นิดเดียว”

            คนมันรวยก็ต้องแสดงความป๋าออกมาให้เห็น

            ตาแก่สองคนนี้จะเอาอะไรมาสู้ฉันได้

            สิ้นเสียงพูดคณบดีเฉียนก็รู้สึกเย็นวาบที่ข้างขา พอเขาก้มลงมองก็พบว่าไป๋ฉางเซิงเคลื่อนตัวมาอยู่ข้างกายเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้แถมตอนนี้ยังเอาเกล็ดงูมาถูไถออเซาะเขาอีกต่างหาก

            ดวงตางูที่เรียวยาวคู่นั้นเผยให้เห็นถึงแววตา ‘ประจบประแจง’ อย่างเต็มเปี่ยม

            เพื่อทรัพยากรแล้วเรื่องแค่นี้ไม่ถือว่าเสียศักดิ์ศรีหรอกทั้งหมดก็เพื่อเป้าหมายในการเป็นราชาอสูรทั้งนั้น!

            “เจ้าตัวเล็กนี่รู้ความดีแฮะ หาได้ยากจริงๆ”

            คณบดีเฉียนไม่เพียงแต่ไม่รู้สึกรังเกียจท่าทางของไป๋ฉางเซิงแต่กลับยิ่งรู้สึกเอ็นดูมากขึ้นไปอีก

            ยิ่งรู้ความเท่าไหร่ยิ่งดีเขาไม่กลัวเจ้าตัวเล็กนี่ละโมบหรอกกลัวแต่ว่าเขามีเงินแล้วเจ้าตัวเล็กนี่จะไม่มีที่ให้ใช้เงินมากกว่า ถ้าสามารถ‘ซื้อใจ’ ไป๋ฉางเซิงเพื่อส่งผลต่อการตัดสินใจของเจียงจืออวี๋ได้ต่อให้ต้องจ่ายออกไปสักหลายล้าน เขาก็ไม่เสียดายเลยสักนิด

            “ในเมื่อเสี่ยวไป๋ตัดสินใจเองแบบนี้ งั้นคงต้องรบกวนคณบดีเฉียนด้วยนะคะ”

            เจียงจืออวี๋ประสานมือคารวะคณบดีเฉียนอีกครั้งถือเป็นการตกลงรับปากเรื่องนี้

            ทว่าในขณะที่คณบดีจี้และคณบดีเฉียนต่างก็ได้สิ่งที่ต้องการไปแล้วกลับเหลือเพียงคณบดีหลี่คนเดียว

            เมื่อเห็นทุกคนหันมามองที่ตนคณบดีหลี่ก็ได้แต่ยิ้มออกมา

            “ไม่เป็นไร ยิ่งค่าพลังเลือดของเธอสูงเท่าไหร่ผลการสอนของฉันก็จะยิ่งดีขึ้นเท่านั้น”

            “ครั้งนี้ ฉันยอมถอยให้ก้าวหนึ่งก่อนแล้วกัน”

            พอเห็นคณบดีหลี่เป็นฝ่ายเอ่ยปากเองคณบดีจี้และคณบดีเฉียนก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกเพราะกลัวว่าเขาจะเปลี่ยนใจและไม่ยอมจบเรื่องง่ายๆ

            “ถ้าอย่างนั้นก็ตัดสินใจตามนี้”

            “พรุ่งนี้เช้าแปดโมง เสี่ยวเจียง เธอแค่ไปหาฉันที่หอเฮ่าชี่ก็พอ”

            คณบดีจี้บอกกล่าวทิ้งท้ายก่อนจะลากคณบดีหลี่เดินจากไปก่อน

            ส่วนคณบดีเฉียนก็หันมาบอกเจียงจืออวี๋ว่าพรุ่งนี้เช้าเขาจะมารับเสี่ยวไป๋ด้วยตัวเอง จากนั้นก็หมุนตัวเดินจากไปเช่นกัน

            ทั้งหมดมาไวไปไวประหนึ่งพายุ

            ซินซวงและจางสิงไม่ได้เดินไปไหนไกลเมื่อเห็นว่าม่านมิติกระจกเงาสลายไปและคณบดีทั้งสามจากไปแล้วพวกเขาก็รีบเดินเข้ามาหา

            แต่ทั้งสองคนก็รู้ความพอที่จะไม่เอ่ยถามเรื่องใดๆเกี่ยวกับคณบดีทั้งสาม ราวกับลืมเรื่องเมื่อครู่ไปเสียสนิทและพากันพาเจียงจืออวี๋เดินชมมหาวิทยาลัยต่อไป

            พวกเขาใช้เวลาร่วมชั่วโมงกว่าจะพาชมจุดต่างๆของสุ่ยมู่จนครบทำให้เจียงจืออวี๋เริ่มมีความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยแห่งนี้

            “ที่นี่คือจุดรับทรัพยากรค่ะ”

            “รางวัลทั้งหมดจากหอพิชิตดาวสามารถมารับได้ที่นี่ นอกจากนี้การขายชิ้นส่วนสัตว์อสูร หรือการซื้อทรัพยากรฝึกฝนอย่างพวกยาก็ทำที่นี่เหมือนกัน”

            “แต่ทางมหาวิทยาลัยจะมีข้อกำหนดเรื่องระดับในการรับซื้อสัตว์อสูรนะคะถ้าต่ำกว่าระดับแม่ทัพอสูร ราคาจะใกล้เคียงกับตลาดภายนอกแต่ถ้าเป็นระดับแม่ทัพอสูรขึ้นไป ถึงจะได้รับแต้มผลงานพิเศษเพิ่มค่ะ”

            ...

            “ส่วนนี่คือตึกหอพัก เธอคงได้รับข้อความจัดสรรหอพักแล้วใช่ไหมเดี๋ยวพี่ช่วยดูให้ค่ะ”

            “ห้อง 207 อยู่ทางนี้ค่ะ”

            “หอพักของสุ่ยมู่ถือว่าสภาพดีมาก นักศึกษาใหม่ทุกคนจะได้มาตรฐานเดียวกันหมดเป็นห้องขนาดเจ็ดสิบตารางเมตร ทุกคนจะมีห้องครัวและห้องน้ำส่วนตัวค่ะ”

            “แต่ในฐานะที่เธอเป็นอันดับหนึ่งของรุ่นพี่กะว่าอีกสักสัปดาห์คงจะมีอาจารย์ติดต่อมาให้เธอย้ายไปอยู่ที่โซนวิลล่าส่วนตัวค่ะ”

            “นั่นเป็นสวัสดิการลับสำหรับอันดับในหอพิชิตดาวแต่ต้องเป็นท็อปเท็นเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์ถ้าอันดับร่วงลงมาก็ต้องย้ายกลับมาอยู่ที่เดิมค่ะ”

            ...

            “ส่วนด้านนี้คือห้องฝึกฝนค่ะ”

            “ห้องฝึกฝนแบ่งออกเป็นสามระดับคือ เจี่ย อี่ และปิงห้องระดับปิงไม่ต้องใช้แต้มผลงานแลก รวบรวมพลังปราณได้น้อยที่สุดแต่ก็ยังดีกว่าไปฝึกที่อื่น แถมที่สำคัญคือฟรีค่ะ”

            “ห้องระดับอี่จะได้ผลดีกว่าระดับปิงประมาณสามสิบเปอร์เซ็นต์ถือเป็นระดับที่เริ่มรู้สึกถึงความแตกต่างในการเสริมพลังฝึกฝนได้อย่างชัดเจนแล้วค่ะ”

            “ส่วนห้องระดับเจี่ยนั้นค่าใช้จ่ายสูงเกินไป ห้องระดับเจี่ยหนึ่งวันสามารถแลกห้องระดับอี่ได้ถึงสามวันแต่ผลลัพธ์ที่เพิ่มขึ้นจากระดับอี่กลับมีเพียงห้าสิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้น”

            “ถ้าใช้ฝึกฝนในชีวิตประจำวันทั่วไปถือว่าไม่ค่อยคุ้มค่าเท่าไหร่ดังนั้นนอกจากพวกยอดอัจฉริยะแล้วไม่ค่อยมีนักศึกษาคนไหนยอมแลกเวลาในห้องระดับเจี่ยนานๆ หรอกค่ะ”

            “เว้นแต่จะเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ใกล้จะเลื่อนระดับ”

            “อ้าว รุ่นน้องเจียงจะไปไหนคะ?”

            ซินซวงถามขึ้นเมื่อเห็นเจียงจืออวี๋จู่ๆก็ก้าวเท้าเดินไปข้างหน้า

            “ตอนที่พิชิตหอคอยฉันได้แลกของมานิดหน่อยค่ะ พอดีตอนนี้มีเวลาว่างเลยอยากจะไปเสริมพลังเลือดให้มั่นคงอีกสักหน่อย”

            เมื่อได้ยินเหตุผลของเจียงจืออวี๋ทั้งซินซวงและจางสิงต่างก็ไม่รู้จะตอบกลับอย่างไรดี

            มิน่าล่ะถึงได้เป็นอันดับหนึ่งของรุ่น

            ซินซวงปรายตามองจางสิงแวบหนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง“ไปกันเถอะ เดี๋ยวพี่ไปเป็นเพื่อน”

            การเข้าห้องฝึกฝนตั้งแต่วันแรกที่เข้าเรียนแม้ฟังดูจะแปลกไปบ้าง แต่เมื่อก้าวเข้าไปด้านในแล้วไม่ว่าจะเป็นเจียงจืออวี๋หรือไป๋ฉางเซิงต่างก็สัมผัสได้ถึงความแตกต่างจากภายนอกอย่างชัดเจน

            ความเข้มข้นของพลังปราณระดับนี้ถ้าสามารถแช่อยู่ในนี้ได้นานๆ ต่อให้เป็นหมูก็คงกลายเป็นแม่ทัพอสูรได้

            แน่นอนว่านั่นต้องแลกมาด้วยแต้มผลงานชั่วโมงละหนึ่งพันแต้มที่ต้องจ่ายไหวด้วย

            จากนั้นเจียงจืออวี๋ก็นำของทั้งหมดที่เพิ่งแลกมาจากจุดรับทรัพยากรออกมาวางพร้อมกับป้อนยาเลือดหมีให้ไป๋ฉางเซิงสองเม็ดอย่างคล่องแคล่ว

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน