สถานที่นัดหมายของถังเว่ยที่ระบุไว้ในกระดาษก็คือโรงเตี๊ยมฮวา ซึ่งเป็โรงเตี๊ยมที่ตั้งอยู่ใจกลางของเมืองซานผิงโดยเถ้าแก่ของโรงเตี๊ยมฮวาแห่งนี้ก็ใช้บริการตัวของถังเว่ยค่อนข้างจะบ่อยทำให้เขาสนิทกับเถ้าแก่พอสมควร
เมื่อถังเว่ยทำธุระของเขาเสร็จก็รีบเดินทางมาที่โรงเตี๊ยมฮวาทันที ผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาก็ยังคงทักทายถังเว่ยกันอย่างถ้วนหน้า ก่อนที่เขาจะรีบเดินเข้าประตูโรงเตี๊ยมไป ข้างในโรงเตี๊ยมเองก็เต็มไปด้วยผู้คนจากต่างเมืองถังเว่ยค่อยๆมองหาว่าคนที่เป็นายจ้างของเขาในงานครั้งนี้
“อ่ะ! นั่นถังเว่ยไม่ใช่รึหายากนะเนี่ยที่เ้ามาเยี่ยมเยือนโรงเตี๊ยมของข้าแบบนี้”
เมื่อถังเว่ยหันหน้าไปหาเ้าของเสียงก็พบเข้ากับชายวัยกลางคนแต่งกายด้วยชุดสีเขียวขี้เข้ม เขาสูงประมาณเพียงแค่ไหล่ของถังเว่ยเท่านั้นหน้าตาก็มีริ้วรอยของความแก่ชราให้เห็น มือซ้ายโบกพัดไปมารอยยิ้มของเขาเองก็เต็มไปด้วยความเ้าเล่ห์ตามฉบับของพ่อค้าทั่วไป
“สวัสดี…เถ้าแก่เนี๋ย พอดีข้าได้รับการนัดหมายจากผู้ว่าจ้างให้มาที่นี่น่ะ”
ถังเว่ยกล่าวทักทายเถ้าแก่เนี๋ยด้วยความอ่อนน้อมถึงจะเห็นรอยยิ้มอันไม่เป็มิตรของชายผู้นี้ แต่เนื้อในแล้วเถ้าแก่เนี๋ยนั้นเป็คนที่จิตใจดีอย่างยิ่งบางครั้งเมื่อถังเว่ยทำงานที่ได้รับมอบหมายจากเขาเสร็จก็มักจะได้รับค่าตอบแทนมากกว่าเดิมถึง 2 เท่า
“เป็เ้านี่เอง เมื่อสักครู่มีแขกจำนวน 3 ท่านมาถึงโรงเตี๊ยมของเราพอดีพวกเขาพักอยู่ชั้นบนสุดแถมยังบอกข้าไว้อีกว่าถ้าคนรับจ้างที่ชื่อถังเว่ยมาเมื่อไหร่ก็ให้รีบนำทางไปทันที”
“ถ้าเช่นนั้นข้าต้องรบกวนท่านแล้ว”
กล่าวจบถังเว่ยก็เดินตามตัวของเถ้าแก่เนี๋ยไป จนกระทั่งเดินมาถึงชั้นบนสุดของโรงเตี๊ยมฮวาซึ่งเป็ชั้นที่มีค่าใช้จ่ายมากที่สุดแล้วในโรงเตี๊ยมแห่งนี้ ลักษณะของชั้นนี้ก็แบ่งออกเป็ห้องเพื่อความเป็ส่วนตัวของผู้มาใช้บริการ โดยห้องนึงก็จะมีมูลค่าถึง 300 เหรียญเงินแล้ว คนปกติธรรมดาทั่วไปไม่มีสิทธิ์แม้จะขึ้นมาได้
เถ้าแก่เนี๋ยนำตัวของถังเว่ยมาจนถึงห้องหมายเลย 1 ก่อนที่เขาหยุดเดินและหันมากล่าวกับถังเว่ย
“ข้าสามารถส่งเ้าได้เพียงแค่นี้ ลูกค้ากระชับมาว่าให้เ้าเข้าห้องไปได้คนเดียวเท่านั้น”
“ขอบคุณเถ้าแก่เนี๋ยมาก”
พลันคำพูดของถังเว่ยจบเถ้าแก่เนี๋ยก็เดินจากไปแล้วทิ้งไว้แต่เพียงตัวของถังเว่ยตามลำพัง เขาหันหน้าเข้าไปทางประตูพร้อมกับทำการเคาะประตูเพื่อขออนุญาตเ
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“สวัสดีขอรับข้าถังเว่ย มาตามนัดหมายที่พวกท่านนัดเอาไว้…”
เมื่อเคาะประตูเสร็จถังเว่ยก็ถอยหลังออกมาเล็กน้อยเพื่อรอการตอบกลับจากอีกฝ่ายทว่าใช้เวลาเพียงไม่นานก็มีเสียงอันหวานใสขานรับกลับมา
“เข้ามาได้เลย…”
ถังเว่ยเปิดประตูออกอย่างช้าๆก่อนที่ภาพภายในห้องจะเผยให้เขาได้เห็น เป็ภาพของคน 3 คนกำลังนั่งล้อมวงอยู่บนโต๊ะอาหาร 1 เป็บุรุษ และอีก 2 เป็สตรี บุรุษมีหน้าตาค่อนข้างหล่อเหลา คิ้วโก่งสันได้ที่ ผิวพรรณผ่องใส ผมสีดำขลับยาวไปจนถึงหลังและถูกมัดรวมเอาไว้อย่างดี ข้างกายของเขามีกระบี่วางเอาไว้อยู่ สตรีคนแรกก็หน้างดงามผิวพรรณขาวใสแก้มของนางมีรอยชมพูอ่อนๆ มีรอยยิ้มขี้เล่นปรากฎอยู่บนใบหน้าของนาง ผมสีน้ำตาลยาวเลยบ่ามาเล็กน้อย ข้างกายก็มีกระบี่วางเอาไว้อยู่เช่นกัน
ส่วนสตรีคนสุดท้ายต้องบอกเลยว่าเขาค่อนข้างชื่นชมใบหน้าของสตรีผู้เล็กน้อย เพราะว่าหน้าตาของนางนั้นงดงามเกินจะบรรยาย คิ้ว จมูก ปาก แก้ม ใบหู ผิวพรรณ รูปร่าง ทุกอย่างนั้นล้วนไร้ที่ติอีกทั้งยังมีส่วนโค้งวาวที่สามารถกระชากใจบุรุษเพศเพียงแค่ได้มอง มีเส้นผมสีดำยาวสลวยจนถึงหลัง แต่บนใบหน้าของนางกัยเต็มไปด้วยความเ็า บรรยากาศรอบตัวก็บ่งบอกแล้วว่าเป็คนที่เข้าถึงยาก พร้อมทั้งมีกระบี่ที่ดูแตกต่างจากสองคนแรก
มีสิ่งที่เหมือนกันก็คือพวกเขาแต่งกายด้วยชุดสีฟ้าอ่อนคล้ายกับชุดของสถาบันศึกษา เพียงแต่ถังเว่ยไม่เคยเห็นสีแบบนี้มาก่อนเกรงว่าพวกเขาเหล่านี้คงจะเดินทางมาจากเมืองอื่นและต้องเป็เมืองที่ติด 10 อันดับแรกอย่างแน่นอน
“พวกท่านคือคนที่ว่าจ้างข้าใช่รึไม่?"
เป็ตัวของถังเว่ยที่เป็ฝ่ายเปิดการสนทนาก่อน น่าเสียดายที่อีกฝ่ายกับพูดคุยกันเองโดยไม่ได้สนใจตัวของถังเว่ยเลยแม้แต่น้อย มีเพียงแค่สตรีผมดำเท่านั้นที่สังเกตการมาถึงของเขา
“เอ่อ…ข้าถามว่าพวกท่านใช่คนที่ว่าจ้างข้าใช่รึไม่?”
เป็อีกครั้งที่เขาก็ยังไม่ได้รับการตอบกลับ แน่นอนว่าถังเว่ยก็ไม่ได้รู้สึกโกรธสักนิดเดียวหลายครั้งที่เขาต้องเจอลูกค้าจากต่างเมืองและมีนิสัยหยิ่งทระนงเช่นนี้พวกเขาคิดแค่ว่าเมืองซานผิงเป็เพียงเมืองลำดับสุดท้ายจึงไม่ได้ให้ค่ากับมันเท่าไหร่นัก ถังเว่ยนั้นเกลียดคนประเภทนี้มากที่สุดคนที่ชอบเหยียดย่ำคนอื่นโดยการเอาชาติกำเนิดหรือสถานะมาเป็ข้ออ้าง เพื่อให้ตัวเองนั้นดูสูงส่ง
แต่เขาก็เลือกที่จะแยกแยะมันออกจากงาน งานก็คืองาน เกลียดก็คือเกลียด เขาจะไม่นำความเกลียดชังของเขามาทำให้งานนั้นไม่สามารถเดินต่อได้ พอไม่ได้รับการตอบกลับถังเว่ยก็ทำได้เพียงแค่รอให้อีกฝ่ายสนทนาเสร็จเท่านั้น เวลาผ่านไปถึง 1 ก้านธูป พวกเขาก็ไม่ได้มีท่าทีสนใจถังเว่ยก่อนที่จะมีเสียงกล่าวขัดการสนทนาขึ้น
“พวกเ้าจะเลิกคุยกันได้รึยัง? เห็นไหมว่าคนที่พวกเ้าจ้างมายืนรอนานเท่าไหร่แล้ว?”
เ้าของเสียงเมื่อสักครู่ก็คือสตรีผมดำนั้นเอง นางเฝ้ามองถังเว่ยมาั้แ่เข้ามาในห้องนี้แล้ว ตอนแรกนางคิดว่าเขาคงจะหงุดหงิดและเดินจากไปเองหลังจากเห็นท่าทางศิษย์น้องร่วมสถาบันของนางแต่ว่าเขากับยืนรอโดยไม่มีบ่นแม้แต่คำเดียวต่อให้จะโดนเมินคำถามเองก็ตาม
“โทษทีพอดีข้าไม่ได้สังเกตนะว่าเ้าเข้ามาแล้ว”
เป็ชายหนุ่มที่หันหน้ามาพูดกับถังเว่ย
“นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับข้า ข้ารับงานแล้วก็มีแต่ต้องรอเท่านั้น”
ถังเว่ยตอบพร้อมรอยยิ้มอ่อนๆไม่ได้มีท่าทีไม่พอใจและหงุดหงิดจากการรอสร้างความใให้กับสตรีผมดำเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าศิษย์ร่วมสถาบันของนางจงใจที่จะเมินเขาแต่เขากับไม่มีท่าทีโกรธเลย ทำให้นางรู้สึกนับถือใจเขาเล็กน้อย
“เ้าก็คือถังเว่ยที่เขาร่ำลือกันในเมืองอย่างงั้นหรือ?”
“ถ้าในเมืองนี้ไม่มีคนชื่อถังเว่ยอีกข้าคิดว่าก็คงเป็ข้านี่แหละ”
คราวนี้เป็สตรีผมสีน้ำตาอ่อนที่เป็คนถามถังเว่ยก่อนที่จะสังเกตไปทั่วร่างกายของเขาอย่างถี่ถ้วน
“เ้าไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ์??”
จากการที่นางเกตทั่วร่างกายของถังเว่ยก็สรุปได้ว่าเขาเป็เพียงแค่คนธรรมดาเท่านั้นแม้แต่คลื่นของพลังยุทธ์เองนาวก็ไม่สามารถััได้
“ถูกต้องข้าเป็เพียงแค่คนธรรมดาไม่ได้เป็ผู้ฝึกยุทธ์แต่อย่างใด”
เมื่อได้รับคำตอบจากถังเว่ยสีหน้าของพวกเขาก็ดูผิดหวังเล็กน้อย ตามข่าวลือที่ได้รับมาจากคนในเมือง เห็นว่าถังเว่ยนั้นรับจ้างทำงานทุกประเภท พวกเขาก็คิดว่าอย่างน้อยก็ต้องเป็ผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งระดับนึงแต่ไม่นึกเลยว่าแท้จริงแล้วถังเว่ยจะเป็เพียงแค่คนธรรมดาเท่านั้น แล้วแบบนี้ถังเว่ยจะสามารถหาสิ่งของที่พวกเขา้าได้จริงหรือ
“ถ้าไม่เป็การรบกวนข้าขอทราบชื่อของพวกท่านได้หรือไม่เพื่อจะได้สะดวกต่อการทำงานของข้า”
ก็เหมือนยามปกติของเขาที่รับงานมาก็จะต้องทราบชื่อของผู้ว่าจ้างเป็ธรรมดา เพื่อที่จะได้สะดวกเวลาที่เขาต้องทำงาน
"จริงสิข้าลืมแนะนำตัวไปเลย ข้ามีนามว่าจื่ออวี้ ส่วนผู้ชายทางด้านนั้นเป็พี่ชายแท้ของๆข้าเองมีนามว่า จื่อหลิงเทียน ส่วนคนสุดท้าย….
นางลังเลเล็กน้อยเมื่อ้าจะเอ่ยชื่อของสตรีผมดำออกไป จึงได้หันหน้าไปหาเ้าของชื่อเสียก่อน ทันทีที่เห็นสตรีผมดำพยักหน้านางจึงหันหน้ามาคุยกับถังเว่ยต่อทันที
“ทางด้านนั้นเป็ศิษย์พี่หญิงของข้ามีนามว่า……หลงยู๋เหม่ย”