ยามรัตติกาลคืบคลานเข้าปกคลุมนครชิงโจว แสงจันทร์สีเงินยวงสาดส่องลงมากระทบหลังคากระเบื้องเคลือบของจวนเ้าเมือง ทอด เงา ของสิ่งปลูกสร้างให้พาดผ่านลานกว้างและสวนหย่อมอย่างเงียบงัน ลมหนาวพัดโชยมาหอบเอากลิ่นหอมของดอกเหมยที่เบ่งบานท้าทายเหมันต์ฤดูให้ลอยอวลไปในอากาศ ท่ามกลางความวิเวกวังเวงของค่ำคืน เสียงสายพิณที่ถูกดีดอย่างเชื่องช้าทว่าหนักแน่นดังกังวานแว่วมาจากศาลากลางน้ำ
ลู่เฉินในชุดบัณฑิตที่สะอาดสะอ้านก้าวเดินมาตามทางเดินศิลาที่ทอดยาวเหนือสระบัว เขากำลังมุ่งหน้าไปยังศาลากลางน้ำตามคำเชิญลับที่ถูกสอดไว้ใต้ประตูห้องพักเมื่อ่หัวค่ำ สัญชาตญาณพยัคฆ์จากัวร์ของเขาสงบนิ่ง ทว่าประสาทัักลับเปิดกว้างรับรู้ถึงกระแสลมปราณเหมันต์อันคุ้นเคยที่แผ่ซ่านออกมาจากผู้ดีดพิณ
เมื่อก้าวเข้าสู่ศาลา ร่างระหงของเยี่ยจื่ออวิ๋นก็ปรากฏแก่สายตา นางสวมชุดคลุมขนจิ้งจอกสีขาวบริสุทธิ์ นิ้วมือเรียวยาวดุจลำเทียนกำลังกรีดกรายลงบนสายพิณเจ็ดสาย แสงตะเกียงที่แขวนอยู่ใต้ชายคาศาลาทอด เงา ของนางลงบนพื้นไม้กระดาน ดูโดดเดี่ยวทว่าทรงอำนาจ
"เพลงพิณของแม่นางเยี่ย แฝงไปด้วยรังสีสังหารที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้ความนุ่มนวล ราวกับกระแสน้ำใต้น้ำแข็งที่พร้อมจะบดขยี้เรือทุกลำที่แล่นผ่าน" ลู่เฉินเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พลางประสานมือคารวะ
เยี่ยจื่ออวิ๋นหยุดมือจากสายพิณ นางเงยหน้าขึ้นมองบัณฑิตหนุ่ม ั์ตาสีน้ำเงินเข้มของนางฉายแววพึงพอใจ "เ้ามองออกแม้กระทั่งอารมณ์ในเสียงพิณ... ไม่เสียทีที่ข้ามอบป้ายหยกให้ ข้าได้ยินเื่ที่หอตำราหมื่นลี้แล้ว การที่เ้าสามารถหักหน้าซุนกวงได้ด้วยบทกวีเพียงบทเดียว นับว่ามีสติปัญญาเฉียบแหลมยิ่งนัก แต่เ้ารู้หรือไม่ว่าการกระทำเช่นนั้น เท่ากับเป็การประกาศศึกล่วงหน้า?"
ลู่เฉินก้าวเข้าไปนั่งลงที่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะเตี้ย เขารินน้ำชาที่ยังคงอุ่นอยู่ลงในถ้วยดินเผาอย่างใจเย็น "ปราชญ์กล่าวว่า ต้นไม้ใหญ่ย่อมต้านลมแรง หากข้าแสดงความอ่อนแอ ซุนกวงย่อมเหยียบย่ำข้าจนจมดิน การแสดงคมเขี้ยวเพียงเล็กน้อยเพื่อให้ศัตรูประเมินความสามารถของข้าผิดพลาด ย่อมเป็ผลดีกว่า ยิ่งไปกว่านั้น... ข้าได้ค้นพบความลับบางอย่างที่หอตำรา ซึ่งเกี่ยวข้องกับชะตากรรมของเมืองชิงโจวและตระกูลเยี่ยของท่าน"
คิ้วเรียวงามของเยี่ยจื่ออวิ๋นเลิกขึ้นเล็กน้อย "ความลับอันใด?"
"ตระกูลอู๋แห่งอำเภอชิงสุ่ย... พวกมันมิได้เป็เพียงตระกูลผู้ฝึกยุทธ์ท้องถิ่นธรรมดา ทว่ามีสายใยเชื่อมโยงกับสำนักอัคคีผลาญ" ลู่เฉินวางถ้วยชาลง ั์ตาสีอำพันจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหญิงสาว "และเหตุผลที่พวกมัน้าขยายอำนาจอย่างเร่งด่วนจนถึงขั้นจะบีบบังคับให้ตระกูลเยี่ยแต่งงานทางการเมืองกับคุณชายอู๋จื่อิ ก็เพราะพวกมันค้นพบ 'เหมืองแร่ผลึกิญญา' ขนาดใหญ่ที่ซ่อนอยู่ใต้หุบเขาเมฆหมอก บ้านเกิดของข้า"
ทันทีที่คำว่า 'เหมืองแร่ผลึกิญญา' หลุดออกจากปาก บรรยากาศภายในศาลากลางน้ำพลันเย็นเยียบลงฉับพลัน ลมปราณเหมันต์ของเยี่ยจื่ออวิ๋นกระเพื่อมไหวอย่างรุนแรงจนผิวน้ำในสระบัวเกิดเกล็ดน้ำแข็งบางๆ ผลึกิญญาคือทรัพยากรล้ำค่าที่สุดของผู้ฝึกตนระดับสูง หากตระกูลอู๋มันได้สำเร็จ พวกเขาจะสามารถสร้างกองทัพผู้ฝึกยุทธ์และล้มล้างการปกครองของจวนเ้าเมืองชิงโจวได้อย่างง่ายดาย
"นี่เป็ข่าวกรองที่อันตรายยิ่งนัก เ้ามั่นใจเพียงใด?" เยี่ยจื่ออวิ๋นถามเสียงเครียด
"มั่นใจถึงสิบส่วน" ลู่เฉินตอบอย่างหนักแน่น "ข้าประมวลผลจากภาษีที่พวกมันรีดไถเพื่อบีบชาวบ้านให้เป็แรงงานเหมือง ผนวกกับบันทึกลับในคัมภีร์ภูมิศาสตร์ที่ข้าถอดรหัสได้ในวันนี้ แม่นางเยี่ย... หากพวกเราปล่อยให้ตระกูลอู๋ขุดค้นแร่จนสำเร็จ ไม่เพียงแต่ชาวบ้านบริสุทธิ์นับร้อยชีวิตจะต้องถูกฆ่าปิดปาก แต่เมืองชิงโจวทั้งเมืองก็จะต้องตกเป็เมืองขึ้นของสำนักอัคคีผลาญ"
เยี่ยจื่ออวิ๋นสูดลมหายใจลึก นางเป็อัจฉริยะด้านค่ายกลและมองการณ์ไกล นางเข้าใจถึงความหายนะที่กำลังคืบคลานเข้ามาทันที "งานประลองบุปผาที่จะจัดขึ้นในอีกเจ็ดวันข้างหน้า... ตระกูลอู๋ตั้งใจจะส่งอู๋จื่อิมาคว้าชัยชนะ เพื่อใช้เป็ข้ออ้างในการขอสมรสพระราชทานกับข้า และบีบให้บิดาของข้ายอมจำนน เราต้องหยุดพวกมัน"
"การใช้กำลังปะทะโดยตรงย่อมเกิดความสูญเสียใหญ่หลวง ข้ามีแผนการซ้อนแผนที่ลัดเลาะไปตามจุดอ่อนของพวกมัน" ลู่เฉินอธิบายด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น "ขั้นแรก ในงานประลองบุปผา ข้าจะเป็ผู้ลงประลองและดึงความสนใจของอู๋จื่อิเอาไว้ เพื่อประเมินขีดความสามารถของสำนักอัคคีผลาญ ขั้นที่สอง ระหว่างที่ขุนพลของตระกูลอู๋มารวมตัวกันที่เมืองชิงโจว ท่านต้องส่งยอดฝีมือลอบเข้าไปที่หุบเขาเมฆหมอกเพื่อวางค่ายกลทำลายเส้นทางขนส่งแร่ และขั้นที่สาม... เราจะปล่อยข้อมูลเท็จผ่านทางซุนกวง หลอกให้พวกมันเข้าใจว่าตระกูลเยี่ยกำลังสูญเสียอำนาจควบคุม เพื่อล่อให้หัวหน้าตระกูลอู๋เผยตัวตนออกมา"
เยี่ยจื่ออวิ๋นจ้องมองบัณฑิตหนุ่มด้วยความทึ่ง กลยุทธ์ที่เชื่อมโยงกันเป็ทอดๆ เช่นนี้ หาได้ยากยิ่งแม้แต่ในหมู่นักปราชญ์าุโ นางตระหนักได้ทันทีว่าบุรุษผู้นี้คือหมากตัวสำคัญที่สุดที่์ประทานมาให้ "แผนการของเ้าแยบยลนัก... แต่มีจุดบอดเพียงข้อเดียว เ้าในยามนี้มีพลังเพียงระดับกลั่นลมปราณขั้นที่สอง ในขณะที่อู๋จื่อิทะลวงเข้าสู่ขั้นที่สามและมีวิชาของสำนักอัคคีผลาญหนุนหลัง เ้าจะเอาตัวรอดบนลานประลองได้อย่างไร?"
ลู่เฉินคลี่ยิ้มลึกลับ "นั่นคือเหตุผลที่ข้า้าความช่วยเหลือจากท่าน ข้า้าทรัพยากรเพื่อเสริมสร้างรากฐานกายาให้แข็งแกร่งพอที่จะต้านทานเปลวเพลิงของสำนักอัคคีผลาญ"
หญิงสาวพยักหน้าเข้าใจ นางล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อและหยิบป้ายไม้สีดำสนิทที่สลักรูปหัวกะโหลกออกมายื่นให้เขา "นี่คือป้ายผ่านทางเข้าสู่ 'ตลาดมืด' ของเมืองชิงโจว สถานที่ที่รวบรวมของล้ำค่าและสิ่งผิดกฎหมายจากทั่วทุกสารทิศ ในฐานะบุตรีเ้าเมือง ข้าไม่อาจออกหน้าไปที่นั่นได้ เ้าจงนำป้ายนี้ไป พร้อมกับตั๋วเงินจำนวนหนึ่งพันตำลึงทอง ไปหาทรัพยากรที่เ้า้าเสีย"
"ขอบพระคุณแม่นางเยี่ยที่ไว้วางใจ" ลู่เฉินรับป้ายไม้และตั๋วเงินมาเก็บไว้อย่างมิดชิด ความร่วมมือระหว่างปัญญาชนและอัจฉริยะค่ายกลได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็ทางการแล้ว
กลางดึกคืนนั้น ลู่เฉินในชุดคลุมสีดำมิดชิด เดินลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยที่สลับซับซ้อนของเมืองชิงโจว จนกระทั่งมาถึงโรงเตี๊ยมร้างแห่งหนึ่งที่ดูทรุดโทรม เมื่อเขาแสดงป้ายไม้สีดำให้กับชายขอทานที่นั่งอยู่หน้าประตู กลไกลับก็ถูกเปิดออก นำพาเขาลงบันไดศิลาลึกลงไปใต้ดินนับสิบจั้ง (ประมาณสามสิบเมตร)
บรรยากาศในตลาดมืดแตกต่างจากโลกเบื้องบนอย่างสิ้นเชิง แสงไฟจากคบเพลิงส่องสว่างวูบวาบ ทอด เงา ของผู้คนในชุดคลุมหน้าให้ดูน่าสะพรึงกลัว กลิ่นอายลมปราณหลากหลายรูปแบบผสมปนเปกัน ทั้งปราณมาร ปราณปีศาจ และปราณบริสุทธิ์ พ่อค้าแม่ค้าวางขายสินค้าแปลกประหลาดมากมาย ั้แ่กระบี่ที่บิ่นหักไปจนถึงชิ้นส่วนของอสูรป่า
ลู่เฉินเดินสำรวจไปตามแผงเร่ต่างๆ สัญชาตญาณพยัคฆ์จากัวร์ของเขาทำหน้าที่เป็ดวงตาที่สาม มันสามารถมองทะลุเปลือกนอกและััถึงความบริสุทธิ์ของพลังงานที่ซ่อนอยู่ภายในวัตถุได้ เขาปฏิเสธสมุนไพรหายากหลายชนิดที่พ่อค้าพยายามยัดเยียดขายในราคาสูงลิ่ว เพราะเขารู้ดีว่าของเ่าั้ถูกย้อมแมวด้วยกลิ่นอายปลอมแปลง
จนกระทั่งสายตาของเขาไปสะดุดเข้ากับแผงขายของเก่าของชายชราหลังค่อมผู้หนึ่ง บนแผงนั้นมีเศษเหล็กและหินแร่ไร้ค่ากองรวมกันอยู่ ทว่าที่มุมขวาสุด มีรากไม้สีดำเกรียมรูปร่างคล้ายกระดูกมนุษย์วางทิ้งไว้อย่างไม่แยแส
หัวใจของลู่เฉินเต้นแรงขึ้นจังหวะหนึ่ง สัญชาตญาณสัตว์เทวะในสายเืของเขากำลังส่งเสียงคำรามด้วยความหิวโหย
“นั่นมัน... บงกชโลหิตกระดูก! สมุนไพรวิเศษระดับหายากที่ซึมซับไอิญญาแห่งความตายและสลัดคราบจนกลายเป็ธาตุหยางบริสุทธิ์!” ลู่เฉินจำมันได้จากเศษเสี้ยวความทรงจำา มันคือสุดยอดสมุนไพรที่จะช่วยชำระล้างไขกระดูกและเสริมความแข็งแกร่งของร่างกายให้ทนทานดุจเหล็กกล้า ทว่าสภาพของมันถูกเคลือบด้วยขี้เถ้าและโคลนจนดูเหมือนฟืนไหม้ไฟธรรมดา ไม่มีผู้ฝึกยุทธ์สายตาตื้นเขินคนใดในตลาดมืดนี้มองออก
ชายหนุ่มกดระงับความตื่นเต้น เขาสาวเท้าเข้าไปที่แผงอย่างใจเย็น แกล้งทำเป็หยิบเศษกระบี่เก่าๆ ขึ้นมาดู ก่อนจะชี้ไปที่รากไม้สีดำเกรียมนั้น "เถ้าแก่ ท่อนไม้นี้ดูแปลกตาดี ข้าอยากนำไปแกะสลักเล่น ท่านคิดราคาเท่าใด?"
ชายชราหลังค่อมปรายตามองอย่างเกียจคร้าน "ของเล่นของคนตายชิ้นนั้น ข้าเก็บได้จากสุสานโบราณ หากเ้าอยากได้ก็เอาไป ห้าตำลึงเงินก็พอ"
ห้าตำลึงเงินสำหรับบงกชโลหิตกระดูกที่มีมูลค่าแท้จริงประเมินมิได้! ลู่เฉินไม่แสดงพิรุธ เขาจ่ายเงินอย่างรวดเร็วและเก็บมันลงในกล่องไม้ไผ่ ก่อนจะเดินออกจากตลาดมืดโดยไม่หันกลับไปมอง
เมื่อกลับมาถึงเรือนไผ่ในจวนเ้าเมือง ลู่เฉินปิดล็อกประตูและหน้าต่างทุกบานอย่างแ่า เขานำบงกชโลหิตกระดูกออกมาวางบนโต๊ะไม้ กลิ่นอายความร้อนแรงที่ถูกกักเก็บไว้ภายในเริ่มแผ่ซ่านออกมาเมื่อมันัักับลมปราณสีอำพันของเขา
ลู่เฉินไม่รอช้า เขานั่งขัดสมาธิ นำสมุนไพรวิเศษเข้าปากและเคี้ยวกลืนลงไปโดยไม่ลังเล
ทันทีที่บงกชโลหิตกระดูกไหลลงสู่กระเพาะ พลังงานความร้อนมหาศาลประดุจลาวาเดือดก็ะเิออกภายในร่างกาย! ความเ็ปแสนสาหัสพุ่งทะลุทุกเส้นประสาท ราวกับมีมดนับล้านตัวกำลังกัดกินไขกระดูกของเขาจากภายใน ิัของลู่เฉินเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำ เหงื่อกาฬแตกพลั่กจนเสื้อผ้าเปียกชุ่ม
"อ๊าก!" ลู่เฉินกัดฟันแน่นจนเืซึมออกจากมุมปาก เขาฝืนสติไม่ให้ดับวูบ โคจรลมปราณพยัคฆ์จากัวร์เข้าต่อต้านและดูดซับพลังงานอันป่าเถื่อนนั้น สัญชาตญาณสัตว์เทวะในสายเืตื่นตัวถึงขีดสุด เงา ของพยัคฆ์ลายจุดขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นซ้อนทับอยู่เื้ัร่างของเขาในความมืด อ้าปากดูดกลืนเปลวเพลิงที่ปะทุออกมาจากไขกระดูกอย่างหิวกระหาย
กระดูกทุกท่อนในร่างกายของลู่เฉินถูกทุบทำลายและสร้างขึ้นใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เสียงกรอบแกรบดังก้องอยู่ในห้องพักเล็กๆ กระบวนการผลัดเปลี่ยนกระดูกนี้กินเวลาล่วงเลยไปจนถึงรุ่งสาง
เมื่อแสงอาทิตย์แรกสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง ร่างของบัณฑิตหนุ่มก็สงบนิ่งลง คราบไคลและเืสีดำคล้ำที่ถูกขับออกมาเกาะกรังอยู่บนิั ทว่าเมื่อเขาลืมตาขึ้น ประกายสีอำพันในดวงตานั้นสว่างวาบประดุจสายฟ้าฟาด
ลู่เฉินกำหมัดขวาเบาๆ อากาศรอบหมัดถูกบีบอัดจนเกิดเสียงปะทุเล็กๆ เขาไม่ได้ทะลวงเข้าสู่ระดับสาม ทว่ารากฐานร่างกายของเขาในยามนี้แข็งแกร่งดุจศิลาา ทนทานต่อการโจมตีทางกายภาพและปราณธาตุไฟได้อย่างสมบูรณ์แบบ
"อู๋จื่อิ... ในงานประลองบุปผาที่จะถึงนี้ ข้าจะแสดงให้เ้าเห็นว่า ความแข็งแกร่งที่แท้จริง มิใช่การมีสำนักใหญ่หนุนหลัง แต่มันคือการปัญญาและสัญชาตญาณที่ไม่มีวันยอมพ่ายแพ้ต่อโชคชะตา"
ลู่เฉินลุกขึ้นยืน ท่วงท่าของเขาในยามนี้มิใช่เพียงบัณฑิตผู้อ่อนน้อมอีกต่อไป แต่เขาคือพยัคฆ์ร้ายที่ลับเขี้ยวเล็บจนคมกริบ พร้อมที่จะฉีกกระชากม่านการเมืองของนครชิงโจวให้ขาดสะบั้น และก้าวขึ้นเป็ผู้คุมหมากกระดานนี้อย่างแท้จริง!