1
เป็เวลาเกือบสัปดาห์แล้ว ที่เมื่อเลิกคลาสไทเลอร์จะเห็นผู้ชายคนนั้นนั่งอยู่บนม้านั่งเหล็กตรงน้ำพุหน้าอาคารคณะอักษรศาสตร์
ั์ตาที่แสนดุดันมักจะจ้องมายังเขาพร้อมกับขมวดคิ้วแน่นจนทำให้ขนสันหลังลุกเกรียว ไทเลอร์จึงทำเหมือนเดิม คือหลบตาแล้วเดินอ้อมให้ห่างจากน้ำพุมากที่สุดแล้วมุ่งตรงไปยังประตูรั้วเหล็กขนาดใหญ่ของมหาวิทยาลัย
ผิวขาวซีดตัดกับเสื้อยืดสีดำของชายคนนั้นสะท้อนแดดเป็ประกายเขาดูโดดเด่นท่ามกลางฝูงชน แต่แปลกที่ราวกับว่าไม่มีใครเห็น เสมือนไร้ตัวตน ทั้ง ๆที่หน้าตาดูดีจนต้องขอเหลียวไปมองอีกครั้ง แต่เมื่อหันกลับไปอีกที ชายร่างสูงก็หายตัวไปเสียแล้ว
เหลือเพียงเงาดำวูบไหวที่หายวับไปอย่างรวดเร็วจนไทเลอร์ไม่ทันเห็น
มาคิด ๆ ดูแล้วผิวของเขายังกับคนไม่เคยโดนแดด เหมือนแวมไพร์อะไรทำนองนั้น...
ไม่นานสารถีคนสนิทก็ขับรถคันหรูมาเทียบกับฟุตพาทก่อนขาเรียวจะก้าวขึ้นอย่างคุ้นเคย แล้วรถคันใหญ่ก็เคลื่อนตัวออกไป
ชายร่างสูงในชุดเสื้อยืดสีดำตัวโปรดยืนมองรถเมื่อครู่ไปจนลับสายตาวันนี้เขาได้รับความผิดหวังอีกครั้ง เมื่อสิ่งที่ทำมานั้นสูญเปล่าสายลมเอื่อยพัดผ่านหน้าเขาราวกับหยอกล้อ มันน่ารำคาญเหลือเกินเมื่อสหายคนสนิทมากวนใจอีกตามเคย
“กินแห้วอีกแล้วสินะ ไอ้หนุ่มนักรัก”เสียงกระซิบเบาบางราวกับสายลมหวีดหวิวผ่านหูไป
“น่ารำคาญนัก ปรากฏกายเสียเถิด”เสียงทุ้มกล่าวออกมาเป็คำสั่งกลาย ๆ
สิ้นเสียงสั่งพลันปรากฏร่างของชายสวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าใบหน้าคมคร้ามหัวเราะร่วนเมื่อเห็นชายตรงหน้าหัวเสียกับเื่เล็กน้อย
“ข้าว่าแผนการจ้องตาคงไม่ได้ผลเสียแล้วกระมัง”
“ไหนเ้าว่าการจ้องตาทำให้ตกหลุมรักอย่างไรเล่า”ชายหนุ่มตอบด้วยน้ำเสียงกระฟัดกระเฟียด “หรือเ้าโกหกข้า”
“เย็นก่อนสหาย” มือเรียวแตะที่ไหล่ลาดเบาๆ เป็เชิงปลอบใจ “ข้าบอกว่าจ้องตา ไม่ใช่จ้องเขม็ง หนุ่มน้อยนั่นคงกลัวเ้าจนหัวหดไปเสียแล้วละ”ว่าแล้วก็หัวเราะออกมาอีกครั้งในความซื่อบื้อของญาติสนิท
“แล้วข้าต้องทำอย่างไร”
“งั้นลองทำแบบที่เทพชอบทำกันสิ”
“เฮอะ นั่นเป็สิ่งสุดท้ายที่ข้าคิดจะทำ”
เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นดังก้องไปทั่วทั้งปราสาทหินอ่อนทำให้ชายวัยกลางคนเงยหน้าจากแท็บเล็ตที่หน้าจอกำลังแสดงจำนวนิญญาในนรกแล้วยิ้มให้กับลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่เดินหน้าเครียดมาแต่ไกล
“เป็อะไรไปงั้นรึลูกรัก”ฮาเดสถามพลางยิ้มขัน นับว่านานมากแล้วที่ไม่ได้เห็นลูกชายเครียดครั้งล่าสุดก็คงจะเป็เมื่อห้าร้อยปีก่อนตอนนั้นเห็นว่าขึ้นไปเล่นกีตาร์กับอะพอลโลบนโอลิมปัส และเสียงดังจนอาเมทิสต์ไล่กลับนรกแทบไม่ทัน
“ข้าหงุดหงิดเซอัสนักชอบยุแหย่โทสะข้าเหลือเกิน” เขาว่าพลางมุ่ยหน้ายามนึกถึงบุตรของเฮอร์มีสตัวแสบนิสัยกวนโอ๊ยเหมือนผู้เป็พ่อไม่มีผิด แต่ติดที่เป็หลานรักของซุสเลยไม่มีเทพองค์ใดกล้าสั่งสอน
“แล้วเ้านั่นยุแหย่อะไรเ้ารึ”
“...”
“ว่าอย่างไรเล่า”ฮาเดสเงยหน้าขึ้นมาถามย้ำ
“ท่านพ่อเกี้ยวท่านแม่อย่างไร”ชายหนุ่มถามไปอย่างนั้น เพราะเขารู้ดีอยู่แล้วว่าทำอย่างไร
..ก็คงเป็แบบที่พวกเทพหื่นกามชอบทำ..
“...” ฮาเดสนิ่งงันไปครู่ใหญ่หากจะใช้คำว่าเกี้ยวกับเพอร์เซโฟนีคงไม่ถูกต้องเท่าไรนักเพราะเขานั่งรถม้าไปฉุดแม่ของลูก แล้วหลอกล่อให้นางกินผลทับทิมแม้จะกินไปเพียงสามเม็ด แต่มันก็ทำให้เพอร์เซโฟนีต้องอยู่ที่นรกนี้ถึงสามเดือนเลยทีเดียว
แถมเื่นี้ก็ะเืเลื่อนลั่นไปถึงสภาโอลิมปัสเสียด้วยแต่ก็อย่างว่า ฮาเดสเป็อิสระ ปกครองตัวเอง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับใคร
“ฮะ ๆ ๆ เ้าจะไปเกี้ยวใครรึลูกรัก”เ้าแห่งขุมนรกหัวเราะแห้ง แล้วถามกลับเพื่อเปลี่ยนเื่
“ท่านฮาเดสคะนี่เป็งบเบิกค่าอาหารของเซอร์เบอรัสเดือนนี้ค่ะ” เลขาฯ สาวเดินเข้ามายื่นแฟ้มส่งให้ฮาเดสด้วยความนอบน้อม
“งั้นข้าขอลาก่อน ท่านพ่อทำงานเสียเถิด”ว่าแล้วก็สวมหมวกประจำกายก่อนกายจะหายวับไปเหลือเพียงฮาเดสที่นั่งเครียดกับค่าอาหารหมา กินเปลืองจังโว้ยไอ้พวกนี้
รองเท้าหนังคู่เดิมกระทบพื้นวังของอะพอลโลเสียงของมันกึกก้องจนทำให้เทพแห่งดวงอาทิตย์จำต้องลุกขึ้นจากบัลลังก์ทองมาหาอาคันตุกะอย่างเสียไม่ได้
“ลมอะไรหอบมารึ บุตรแห่งฮาเดส”อะพอลโลดีใจเหลือแสนที่เห็นหลานรัก นานมากแล้วที่ไม่ได้ร่วมบรรเลงดนตรีด้วยกัน ทว่าหน้าของหนุ่มน้อยยามนี้ราวกับคนปวดท้องจนเขาต้องผละจากเครื่องดนตรีชิ้นโปรดมาคุยด้วยอย่างจริงจัง
“ข้ามีเื่จะให้ท่านช่วย”
“ได้สิ แต่ต้องรีบหน่อยนะเพราะจะเช้าแล้ว ข้าต้องไปนำดวงอาทิตย์ขึ้นฟากฟ้า”
“ข้าอยากถามวิธีเกี้ยวบุรุษเสียหน่อย...”