“อืม เ้าเก็บไว้ทำอาหารเถอะน้องรอง ข้ากับน้องเล็กทำอาหารไม่ค่อยเป็น่ะ” เขาทำอาหารไม่ค่อยเป็จริงๆ เพิ่งจะได้ลองทำข้าวต้มเองก็ตอนออกจากบ้านใหญ่มาแล้ว เขาสามารถทำข้าวต้มให้กินได้ก็ดีเท่าใดแล้ว เฟยเทียนคิด
“เ้าค่ะ พี่ใหญ่ ข้ามีอะไรจะถาม”
“อืม อะไรหรือน้องรอง” เฟยเทียนมองหน้าน้องสาวตนนิ่งๆ
“หากข้าจะเข้าเมือง ต้องใช้เวลาเท่าใดหรือเ้าคะ” เฟยเจินจ้องพี่ใหญ่ด้วยดวงตากลมโตคล้ายลูกกวางน้อย
“เ้าจะเข้าเมืองหรือ… อืม ถ้าเดินก็ 1 ชั่วยาม แต่ถ้านั่งเกวียนเทียมวัวก็ ครึ่งชั่วยามน่ะ” เฟยเทียนลูบคางตนเบาๆ จริงๆ แล้วเขาก็ยังไม่เคยเข้าเมืองเลย แต่เคยได้ยินท่านพ่อบอกว่าต้องใช้เวลานานเท่าใดกว่าจะถึงเมือง ปกติท่านพ่อจะแบกสัตว์ที่ล่าได้เข้าเมืองกับลุงใหญ่ กลับมาก็จะทนปวดขาอยู่หลายครั้ง เวลานั้นเขาก็ช่วยอันใดมิได้เลย ตัวเขานั้นผอมแห้ง แรงน้อย…
“ไกลเพียงนั้นเลยหรือเ้าคะ! มีใครในหมู่บ้านรับส่งเกวียนเทียมวัวเข้าเมืองหรือไม่เ้าคะพี่ใหญ่” เฟยเจินอุทานออกมาเสียงดัง นี่มันชนบทที่ห่างไกลความเจริญหรือนี่… หากเดินต้องใช้เวลาตั้ง 1 ชั่วยามเชียวนะ สามารถเอาเวลาเหล่านี้ไปทำอย่างอื่นได้ตั้งเยอะแยะแหนะ
“ข้ารู้ๆ ขอรับ ซูกงบอกข้าว่า ปู่ของเขารับส่งคนจากหมู่บ้านเรากับหมู่บ้านข้างๆ เข้าเมือง คนละ 1 อีแปะขอรับ แต่ปู่ของเขาไม่ยอมพาซูกงไปด้วย เขาเลยมักมาบ่นให้ข้าฟัง” เฟยิพูดด้วยความเร็วและหัวเราะคิกคัก เมื่อนึกถึงเสียงบ่นของเพื่อนสนิทตน
“ปู่ของซูกงมีชื่อว่าอะไรหรือน้องเล็ก แล้วเ้ารู้หรือไม่ว่าจะต้องไปรอที่ไหนเพื่อขึ้นเกวียนน่ะ” เฟยเจินยีหัวเ้าเด็กน้อยเล่นอย่างสนุกมือ
“เหมือนซูกงจะบอกว่า ปู่ของเขามีชื่อว่า ‘ซูเกา’ นะขอรับ” เฟยิจับมือพี่รองให้หยุดยีหัวตน ก่อนจะรีบวิ่งหนีออกไปจัดทรงผมและเล่นด้านนอก จะได้ไม่โดนพี่รองยีหัวจนผมยุ่งอีก
“จะไปไหนน่ะน้องเล็ก เ้ายังตอบคำถามข้าไม่ครบเลย” เฟยเจินนึกขำกับท่าทางรีบหนีของเ้าเด็กน้อย
“เหมือนข้าจะได้ยินคนในหมู่บ้านบอกว่า มีเกวียนเทียมวัวรับส่งคนเข้าเมือง ทางหน้าหมู่บ้านต้าซูทุกๆ หนึ่งชั่วยามครึ่ง รอบสุดท้ายขาไป คือ ต้นยามเซิน พอไปถึงก็รับกลับเลย จะกลับถึงหมู่บ้านประมาณปลายยามเซิน (15.00-16.59น.) น่ะ”
“ทราบแล้วเ้าค่ะพี่ใหญ่ พรุ่งนี้ข้าว่าจะลองนำเห็ดที่เก็บได้ไปขายดูน่ะเ้าค่ะ ไม่รู้ว่าคนในเมืองจะเคยกินเห็ดพวกนี้หรือไม่” เธอไม่แน่ใจว่าคนในยุคนี้จะค้นพบหรือยังและกินเห็ดพวกนี้หรือไม่ เพราะในโลกนี้นั้นสภาพความเป็อยู่คล้ายในยุคจีนโบราณ แต่มันกลับมีสิ่งประหลาดหลายๆ อย่าง เช่น สัตว์อสูร และมีของวิเศษอย่างมิติที่ติดตัวเธอมาด้วย เธอเลยคิดว่าไม่สามารถอ้างอิงจากประวัติศาสตร์จีนได้ และที่สำคัญเธอก็ไม่ค่อยรู้ประวัติศาสตร์มากนัก เพราะเธอไม่ได้เข้าเรียนเหมือนคนอื่นๆ แต่เธอก็พอรู้เพียงเล็กน้อยในตอนที่เธอสนใจอาหารจีนโบราณและเข้าไปค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับมัน
“ข้าจะเข้าเมืองเป็เพื่อนเ้านะน้องรอง ข้าไม่วางใจหากเกิดอันใดขึ้น…” เฟยเทียนหยุดพูดเพียงแค่นั้น
“แล้วน้องเล็กเล่าเ้าคะพี่ใหญ่”
“เ้าวางใจเถิด ให้น้องเล็กรออยู่ที่บ้านจะดีกว่า ข้าได้ยินชาวบ้านบอกว่าคนในเมืองนั้นหยิ่งยโส หากเกิดผิดพลาดอะไร คนพวกนั้นก็สามารถจัดการชาวบ้านอย่างเราได้เพียงพริบตา” เฟยเทียนก้มหน้าเล็กน้อยและเม้มปากเบาๆ
“ข้าเข้าใจแล้วเ้าค่ะพี่ใหญ่ งั้นเดี๋ยวข้าจะบอกน้องเล็กเอง ขากลับก็แวะซื้อขนมมาฝากน้องเล็ก คงจะไม่งอแงเป็แน่” เฟยเจินยิ้มบาง
“อืม เ้าเหนื่อยหรือไม่น้องรอง ให้ข้าทำมื้อเที่ยงนี้เองดีหรือไม่” ตอนนี้พวกเขาเริ่มคุ้นชินกับการกินอาหารสามมื้อแล้ว เพราะน้องรองจะทำอาหารวันละสามมื้อและดูจะชินกับการกินอาหารมื้อเที่ยงเหมือนกินปกติทุกวันเสียด้วย ซึ่งปกติตอนอยู่บ้านใหญ่พวกเขากินเพียงวันละสองมื้อเท่านั้น คือ ยามเฉิน (07.00-08.59น.) และต้นยามโหย่ว (17.00-18.59น.) ภายหลังจากย้ายออกมาแล้วเขาก็ทำให้น้องทั้งสองกินตามเดิม เพียงวันละสองมื้อ แต่นี่ก็แสดงให้เห็นว่าพวกเขามีความเป็อยู่ที่ดีขึ้นใช่หรือไม่ ตอนนี้ร่างกายพวกเขาก็เริ่มมีเนื้อมีหนังเล็กน้อยแล้ว และผมกับผิวของพวกเขาก็ได้รับการบำรุงจากบ่อน้ำพุร้อนวิเศษแล้ว เขาคาดหวังว่าต่อไปคงจะดีขึ้นกว่านี้
“ไม่เป็ไรเ้าค่ะพี่ใหญ่ ข้าชอบทำอาหาร ให้ข้าทำเองเถอะเ้าค่ะ” เฟยเจินคิดว่าจะลองนำเกลือที่ได้มาใช้ทำอาหารดู ว่าเมื่อผสมกับน้ำวิเศษแล้วรสชาติจะดียิ่งขึ้นไปอีกหรือไม่
“ได้ งั้นข้าจะทำแก้วน้ำจากกระบอกไม้ไผ่ที่เ้า้ารอแล้วกัน” เฟยเจินได้ออกแบบแก้วน้ำที่มีหูจับ โดยเธออธิบายให้พี่ใหญ่ฟังว่ามันมีลักษณะอย่างไร ซึ่งฟังไม่นาน เฟยเทียนก็เข้าใจในทันที นับว่าพี่ใหญ่ของเธอนั้นฉลาดและมีพร์ในการทำอุปกรณ์ต่างๆ จริงๆ
เฟยเจินนำเนื้อหมูป่าั์ที่ได้แยกส่วนไว้เมื่อวานเพื่อกินในวันนี้ในมิติออกมา เธอจะทำการเจียวน้ำมันหมูออกมาก่อน โดยนำมันหมูแข็งที่ติดหนัง แล่เอาหนังออก ล้างแล้วหั่นเป็ชิ้นลูกเต๋าใหญ่ๆ นำใส่หม้อแล้วเติมน้ำลงไป 1 ทังฉือ (ช้อนโต๊ะ) จุดไฟอ่อนๆ เจียวไปเรื่อยๆ จนน้ำมันหมูออกมา พอกากหมูเริ่มแข็งและกรอบก็ตักกากหมูแยกออกไป เมื่อตักกากหมูออกไปจนหมดแล้ว เธอก็ดับไฟ พักน้ำมันหมูไว้จนเย็น จากนั้นเทน้ำมันหมูลงไปในไหที่เตรียมไว้และปิดฝาอย่างมิดชิด
เธอคิดว่าจะทำหมูสามชั้นคั่วพริกเกลือที่เธอได้เคยลองทำในชาติก่อนอีกครั้ง เริ่มด้วยการเตรียมหมูสามชั้น ซ้วนโถว (กระเทียม) สับละเอียด และล่าเจียว (พริก) สับ จากนั้นจุดไฟ ตั้งกระทะ นำสามชั้นไปผัดโดยไม่ใช้น้ำมัน ผัดจนหมูสามชั้นเหลืองหอมน่าทาน แล้วนำซ้วนโถวกับล่าเจียวสับ ผัดให้เข้ากัน จากนั้นปรุงรสด้วยเกลือ กลิ่นหอมๆ ลอยออกมาอย่างต่อเนื่อง จนเธอแอบน้ำลายสอเลยทีเดียว เฟยเจินตักใส่จานที่เตรียมไว้และโรยเหยียนซุย (ผักชี) ลงไปตกแต่ง เพียงเท่านี้ก็เป็อันเสร็จสิ้น
ไม่ต้องให้เรียก พี่ใหญ่และน้องเล็กก็ได้เดินมาหาเฟยเจิน หลังจากกลิ่นหอมของหมูสามชั้นคั่วพริกเกลือนี้ลอยตลบอบอวลไปทั่ว
“อร่อยมากๆ เลยขอรับพี่รอง” เ้าเด็กน้อยเฟยิเคี้ยวจนแก้มป่อง ช่างน่ารักน่าชังยิ่ง เมื่อใช้น้ำวิเศษและใส่เกลือลงไปเพิ่ม มันยิ่งมีรสชาติดีขึ้นไปอีก
“เฮ้ อาิ กลิ่นหอมๆ อะไรลอยมาจากบ้านเ้าน่ะ” เด็กชายตัวน้อยะโวิ่งเข้ามาหาเฟยิด้วยความอยากรู้อยากเห็น เฟยเจินแอบเห็นเขาน้ำลายไหลเล็กน้อยอีกด้วย พอซูกงเห็นพี่ใหญ่กับพี่รองของเฟยินั่งอยู่ด้วย เขาก็รีบทักทายและเกาหัวแก้เขิน
“พี่รองของข้าทำ หมูสามชั้นคั่วพริกเกลือ น่ะ” เฟยิรีบโอ้อวดกับซูกงในทันที กลิ่นหอมที่ลอยออกมานั้นทำให้ซูกงแทบจะอดใจไม่ไหว
“กินอะไรมาหรือยังล่ะน้องชาย เข้ามานั่งกินด้วยกันสิ” เฟยเจินส่งยิ้มให้เด็กน้อยที่กำลังมองอาหารตาแป๋ว
“ดะ…ได้หรือขอรับ” ซูกงพูดอ้ำๆ อึ้งๆ เขาอยากกินใจจะขาดอยู่แล้ว แต่เขาก็รู้ว่าที่บ้านเฟยินั้นยากจนกว่าเขาเสียอีก เขาคิดไม่ตก
“มาเถอะอากง หากเ้าไม่ได้กิน จะต้องพลาดอาหารอันโอชานี่ไปแน่ๆ” เฟยิรีบลุกไปดึงแขนเพื่อนสนิทตนเข้ามานั่งกินด้วยกัน
“ดะ…ได้ ขอบคุณขอรับพี่ใหญ่และพี่รองของอาิ” เมื่อซูกงคีบหมูสามชั้นเข้าปาก เข้าก็ทำตาโตพร้อมอุทานออกมามิได้
“อร่อยมาก! ข้ามิเคยกินอะไรอร่อยขนาดนี้มาก่อนเลยขอรับ” ถึงแม้มันจะมีรสเผ็ด แต่มันก็อร่อยมากๆ อยู่ดี พี่รองของอาิช่างเก่งกาจ
“กินช้าๆ หน่อยน้องชาย เดี๋ยวติดคอ” เฟยเทียนยิ้มมองด้วยความเอ็นดู
“ขะ…ขอรับ” ซูกงหัวเราะเล็กน้อยแก้เขิน
“กินเสร็จ เ้ารอข้าก่อน เดี๋ยวข้าจะไปล้างถ้วยชามสักครู่ แล้วจะรีบไปเล่นกับเ้าอากง” เฟยิมักจะช่วยเฟยเจินล้างถ้วยชามทุกครั้ง เพราะเขายังเล็ก ทำอันใดมากมิได้ หากสามารถช่วยอะไรเล็กๆ น้อยๆ ให้ครอบครัวได้ เขาก็ยินดีทำ เฟยเจินไม่ได้พูดอะไรและยิ้มบาง ส่วนพี่ใหญ่ก็คิดว่าเป็สิ่งที่ถูกต้องแล้ว พวกเราพี่น้องควรช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
“ได้ ข้าจะไปช่วยเ้าล้างด้วย จะได้เสร็จไวๆ” เด็กชายทั้งสองพากันออกไปล้างถ้วยชามด้วยกันอย่างร่าเริงหลังจากกินเสร็จเรียบร้อยแล้ว
“พี่ใหญ่ ข้าจะเข้าไปศึกษาเห็ดทรัฟเฟิลดำในมิติก่อนนะเ้าคะ หากมีอะไร ก็ให้เสี่ยวฮว่าเรียกข้าได้ ข้าจะให้มันอยู่เป็เพื่อนพี่ใหญ่แล้วกันเ้าค่ะ” เฟยเจินสื่อจิตบอกเ้าเสี่ยวฮว่าที่กำลังนอนหลับอย่างสบายใจอยู่มิติ ให้ออกมาอยู่เป็เพื่อนพี่ใหญ่ ซึ่งเ้าจิ้งจอกน้อยก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ มันอ้าปากหาว แล้วปรากฏตัวข้างๆ เฟยเทียน
เฟยเจินได้เข้ามาในมิติและหาหนังสือเกี่ยวกับพืชทุกชนิดที่อยู่ในตู้มาเปิดดู ซึ่งหนังสือพวกนี้มีทั้งรูปภาพและข้อมูลเกี่ยวกับพืชนั้นๆ มากมาย ในที่สุดเธอก็เปิดเจอข้อมูลเกี่ยวกับ เห็ดทรัฟเฟิลดำ หรือ ซ่งหลู่ดำ
“จะสำเร็จหรือไม่นั้น ลองดูก็รู้แล้ว” เฟยเจินเดินออกไปนอกกระท่อม และหาพื้นที่เพาะเห็ดที่เหมาะสม ซึ่งเธอจะแยกส่วนที่เอาไว้เพาะเห็ดและปลูกผักออกคนละฝั่ง
ในหนังสือบอกว่าบริเวณนี้มีความเหมาะสมแก่การเพาะเห็ดเป็อย่างมาก เฟยเจินเดินไปหยุดอยู่ที่บริเวณหนึ่งในสวนใกล้ๆ กระท่อม แล้วทำเขตแบ่งเอาไว้ว่าส่วนนี้จะเป็พื้นที่การเพาะเห็ดทรัฟเฟิลดำโดยเฉพาะ จากนั้นเธอก็ได้ลองทำตามขั้นตอนเพาะเห็ดตามที่ในหนังสือนั้นบอก ซึ่งการปลูกหรือเพาะในมิติจะช่วยลดการยุ่งยากอย่างมาก มันเพียงแค่มีขั้นตอนเล็กน้อยเพียงเท่านั้น เพราะสภาพแวดล้อมและดินในมิตินั้นเอื้ออำนวยแก่สิ่งมีชีวิตทุกชนิด รวมทั้งพืชต่างๆ
ขั้นตอนทั้งหมดที่ในหนังสือบอกมีเพียงแค่ ให้นำเชื้อเห็ดใส่เข้าไปกับรากต้นโอ๊กและปลูกลงดินเพียงเท่านั้น เมื่อเห็นว่ามีต้นกล้าต้นโอ๊กที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว แสดงว่าที่รากของมันมีเส้นใยเห็ดทรัฟเฟิลเกาะติดช่วยย่อยสารอาหารในดินได้แล้ว จึงนำไปปลูกอีกเกือบหนึ่งเดือน จึงจะมีเห็ดทรัฟเฟิลเกิดขึ้น ง่ายเพียงนี้เลยหรือ หากปลูกนอกมิติคงจะยุ่งยากและรอเป็สิบๆ ปีเป็แน่ เธอคิด
เฟยเจินทำตามขั้นตอนด้วยความรวดเร็ว ครั้งนี้เธอเพาะเห็ดไว้เยอะแยะมากมาย เหลือเห็ดเพียงแค่ 20 ดอกเท่านั้น เธอจะเก็บไว้กินที่บ้านครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งหนึ่งนำไปลองขายในเมืองดู เธอไม่ค่อยรู้ราคาซื้อขายในโลกนี้เลย จะต้องตั้งราคาเท่าไหร่ดีล่ะ เธอคิดว่าจะไม่ชั่งขาย แต่ขายเป็ดอก ดอกละ 500 อีแปะ จะแพงไปหรือไม่ แต่เห็ดนี้ก็หายากอยู่นะ เธอคิด