“เปิดหนังสือไปที่หน้า 118 แล้วดูตารางสเปกตรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าพร้อมกันค่ะ... พลอย! ปลุกเพื่อนข้างๆ ด้วย! ...จำไว้เลยนะ ยิ่งคลื่นมีความถี่สูงเท่าไหร่…..”
เสียงเน้นหนักของครูประจำวิชาฟิสิกส์ที่ดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน ปลุกให้เด็กนักเรียนหลายคนในห้อง หลุดออกจากภวังค์ความง่วงเคลิ้มยามบ่ายในทันที ไม่เว้นแม้กระทั่ง “ขิม” เด็กสาวรีบใช้ปลายนิ้วดันกรอบแว่นที่ไหลลงมาเกือบถึงกึ่งกลางสันจมูกกลับเข้าที่เดิม ร่างผอมบางขยับนั่งตัวตรงแน่ว สายตาจับจ้องไปยังเนื้อหาบนกระดาน
ไม่รู้ว่าใครเป็คนจัดตารางสอน ถึงได้เอาวิชามหาโหดชวนง่วงอย่างฟิสิกส์มาไว้หลังพักเที่ยง ใน่ที่นักเรียนต่างก็อิ่มจากข้าวเที่ยง หลังจากที่ทนทรมานอยู่เกือบชั่วโมง ในที่สุดเสียงกริ่งหมดคาบก็ดังขึ้น เพื่อนในห้องรวมถึงเธอต่างพากันถอนหายใจอย่างโล่งอก ในใจคิดว่าหากต้องเรียนนานกว่านี้อีกสักห้านาที คงได้มีใครสักคนฟุบกรนคาโต๊ะให้ครูเห็นเป็แน่
“ฟู่ววววววววว….”
ขิมเก็บหนังสือฟิสิกส์เล่มหนาลงกระเป๋า ก่อนหยิบหนังสือคาบต่อไปขึ้นมาเตรียมเอาไว้บนโต๊ะ สำหรับเด็ก ม.6 ที่กำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย มันไม่มีเวลาเหลือพอให้โอ้เอ้หรือปล่อยให้เสียเปล่า เด็กสาวเหลือบสายตามองเพื่อนร่วมห้องที่ตกอยู่ในสภาพไม่ต่างกัน ไม่มีใครมีเวลาแม้แต่จะพักหายใจ ทุกคนต่างจมอยู่กับกองชีตและหนังสือเรียนด้วยใบหน้าเคร่งเครียด ขอบตาดำคล้ำและอิดโรย ราวกับอดนอนกันมาชาติเศษ
เด็กสาวลอบถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน แรงกดดันมหาศาลกำลังโถมทับเข้าใส่เธอจากรอบทิศทาง ลำพังแค่ความคาดหวังจากพ่อและแม่ก็หนักหนาพออยู่แล้ว ยิ่งมาเห็นเพื่อนร่วมห้องตั้งใจเตรียมตัวกันจนหน้าดำคร่ำเครียด ก็ยิ่งทำให้เธอไม่สามารถทำตัวปล่อยวางหรือผ่อนคลายได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว
ในอกมันสั่นไหวด้วยความหวาดกลัว….กลัวว่าหากเผลอผ่อนแรงลงแม้เพียงนิดเดียว เธอจะถูกทุกคนวิ่งแซงหน้า และทิ้งเอาไว้ข้างหลังเพียงลำพัง
และเพราะความกลัวนั้นเอง ที่บีบคั้นให้เธอต้องเคี่ยวกรำตัวเองอย่างหนัก เด็กสาวเลือกที่จะทิ้งเวลานอนเพื่ออ่านหนังสือโต้รุ่งคืนแล้วคืนเล่า ตารางเรียนพิเศษถูกอัดแน่นเอี๊ยดจนไม่มีช่องว่างให้หายใจ ภายในห้องนอนส่วนตัวตอนนี้เต็มไปด้วยแนวข้อสอบเก่าที่วางกองพะเนินอยู่ตามพื้นจนแทบไม่มีทางเดิน แม้ในหัวจะปวดตุบจนแทบะเิแค่ไหน เธอก็ไม่สามารถที่จะหยุดได้ เพราะถ้าเธอหยุดไปหนึ่งวันก็เท่ากับเธอตามหลังเพื่อนช้าไปอีกหนึ่งวันเช่นเดียวกัน
กริ๊งงงงงงงงง!!!!….
ทันทีที่เสียงสัญญาณเลิกเรียนสิ้นสุดลง ครูผู้สอนหน้าห้องก็รู้จังหวะเป็อย่างดี หลังเอ่ยปากสั่งงานส่งท้ายอีกสองสามประโยคพอเป็พิธีก็เดินออกจากห้องไป ขิมขยับมือที่ปวดเมื่อยของตัวเองสองสามครั้ง ก่อนค่อยๆ เก็บข้าวของลงกระเป๋านักเรียน เธอไม่มีเวลาให้นั่งพัก หลังจากนี้เธอยังมีคลาสเรียนพิเศษรออยู่ หากมัวแต่นั่งเหม่ออาจจะไปสายได้
ร่างบางรีบหยัดกายลุกขึ้น ทว่ามันก็เป็จังหวะเดียวกับที่เพื่อนอีกหลายคนขยับลุกขึ้นพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย เป้าหมายปลายทางของพวกเขายามเย็นนี้คงไม่ต่างไปจากเธอนัก….เรียนที่โรงเรียนเสร็จ ก็ต้องวิ่งรอกไปนั่งหลังขดหลังแข็งที่สถาบันกวดวิชาต่อ ทุกคนต่างยอมเอาชีวิตเข้าแลก เพียงเพราะความหวังอันริบหรี่ที่ว่า ขอแค่สอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ให้ได้ ตอนนั้นพวกเธอถึงจะได้พักผ่อนและหยุดเหนื่อยเสียที
เรียน เรียน เรียน….ขิมเรียนจนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปเกือบสองทุ่มครึ่ง ถึงได้พาร่างกายโทรมๆ ของตัวเองกลับบ้าน กว่าที่รถโดยสารประจำทางจะมาถึงที่หน้าปากซอยบ้านเวลาก็ปาเข้าไปสามทุ่มพอดี
หน้าปากซอยยังคงคึกคักเต็มไปด้วยแสงไฟจากร้านอาหารข้างทาง รถเข็นขายของ และร้านสะดวก กลิ่นของอาหารหอมฟุ้ง จนท้องแบนๆ ของเด็กสาวร้องออกมาเสียงดัง ขิมเดินก้มหน้าก้มตาผ่านผู้คนเ่าั้เข้าไปในซอย โดยไม่ได้แวะซื้ออะไรติดมือมา เพราะตอนนี้ที่บ้านแม่คงทำข้าวเย็นเตรียมรอเธอเอาไว้แล้ว
ลึกเข้าไปในซอย บรรยากาศรอบข้างเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แสงส้มสลัวจากเสาไฟฟ้าเก่าคร่ำคร่าส่องสว่างได้เพียงรำไร ทั่วทั้งซอยเงียบสงัดเพราะส่วนใหญ่มีเพียงกำแพงบ้านคนสลับกับต้นไม้สูงขนาบสองข้างทาง ขิมเร่งฝีเท้าขึ้นอีกนิด ใช้เวลาไม่นานก็ถึงบ้านของตัวเอง
“แม่พ่อ….ขิมกลับมาแล้ว”
“ขิม….กลับมาแล้วเหรอลูก เหนื่อยไหมลูก มากินข้าวก่อนสิ มีพะโล้ของโปรดหนูด้วยนะ”
“ค่ะ….”
ขิมรับคำแม่ เธอวางกระเป๋านักเรียนลงก่อนที่จะเดินเข้าไปล้างมือในห้องน้ำ เมื่อกลับออกมาอาหารก็เตรียมพร้อมอยู่บนโต๊ะอาหาร บรรยากาศอบอุ่น ครอบครัวอยู่พร้อมหน้า แต่ไม่รู้ทำไมขิมถึงได้รู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก
"เป็ยังไงบ้างขิม ่นี้เรียนพิเศษหนักไหมลูก พ่อเห็นคะแนนสอบจำลองครั้งก่อนผ่านเกณฑ์แล้ว แต่วิชาฟิสิกส์ยังติดอะไรอยู่ไหม มหาลัยที่ขิมอยากเข้าการแข่งขันสูงน่าดูเลยนะ"
เพียงคำถามธรรมดาของพ่อที่แฝงไปด้วยความห่วงใย กลับทำให้หัวใจของขิมกระตุกวูบ เธอรู้สึกเหมือนมีก้อนหินหนักๆ มากดทับไว้ที่หน้าอก เธอต้องทำให้ดี เธอต้องพยายามมากกว่านี้ เธอพลาดไม่ได้ หากพลาดแล้วพ่อกับแม่ของเธออาจจะเสียใจ อาจจะโกรธเธอได้
“กะ….ก็พอทำได้ค่ะ ขิมกำลังพยายามเก็บเนื้อหาเพิ่มอยู่ค่ะ”
ขิมตอบเสียงเรียบ ก้มหน้ามองจานข้าว มือเล็กสั่นน้อยๆ จนต้องรีบกระชับช้อนให้แน่นขึ้น เด็กสาวเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่นจนเป็เส้นตรง ความอึดอัดที่แผ่ซ่านจนทำให้อาหารมื้อนี้หมดความอร่อยลงไปในทันที
“พ่อ….กินข้าวก่อนให้ลูกได้พักบ้าง”
“อะ….อ้อๆ”
“ช่างพ่อเขาลูก ไม่ต้องเครียดนะ ลูกแม่เก่งอยู่แล้ว อันนี้ปลาทอดของหนูแม่แกะก้างออกให้แล้ว”
แม่เห็นสถานการณ์เริ่มไม่ดีก็รีบเข้ามาไกล่เกลี่ย แล้ว่ถลึงตาใส่พ่อไปครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะรีบเอาปลาทอดที่แกะก้างออกหมดแล้วมาวางลงในจานของเธออย่างเอาใจ แม้แม่จะบอกเธอว่าไม่ต้องเครียด แต่ไม่รู้ทำไมเธอถึงรู้สึกได้ถึงความกดดันที่เพิ่มขึ้นมาบนบ่าของเธอ
“ขิมอิ่มแล้วค่ะ ขอตัวขึ้นไปอ่านหนังสือข้างบนก่อนนะคะ”
“พ่อไม่รู้เื่เลย ดูสิ….น้องขิมไม่กินแล้วเห็นมั้ย นี่แหนะๆ”
“โอยๆๆ ขอโทษจ้ะๆ”
เด็กสาวรวบช้อน ไม่แตะปลาที่แม่ตักมาวางในจานของตัวเองเข้าปากสักคำ ก่อนที่จะเอ่ยปากขอตัวไปอ่านหนังสือบนห้อง เธอไม่ได้หันกลับไปมองแม้ได้ยินเสียงของแม่เอ็ดพ่อของเธอที่ทำเสียบรรยากาศ หรือเสียงของพ่อที่น่าจะโดนแม่หยิกเอวเข้าให้