บทที่ 3 ชัยชนะครั้งแรก
เมื่อเห็นหลี่จินเฟิ่งจ้องมองไปที่ซูจิ่งหยางราวกับว่าสายตาของนางจะติดอยู่บนตัวเขา ทำให้หลี่เก๋อเฟยรู้สึกโมโหอย่างบอกไม่ถูก
“แม่เฒ่าหลี่ ท่านดูเฟินเอ๋อร์ของท่านสิ สายตาของนางแทบจะติดอยู่บนตัวสามีของข้าแล้ว”
แม่เฒ่าหลี่ที่กำลังด่าทอด้วยน้ำเสียงที่ไม่น่าฟังก็หยุดลงในทันที นางจ้องมองไปที่หลี่จินเฟิ่งด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวัง ก่อนจะดึงตัวลูกสาวกลับมาไว้ข้างหลังของตนเอง
นางรู้ความคิดของบุตรสาวตนเองเป็อย่างดี เพราะถ้าหากตระกูลซูยังร่ำรวยเหมือนแต่ก่อน นางก็คงจะยอมให้ลูกสาวได้แต่งงานเข้าสกุลนี้ไปแล้ว
ทว่าพ่อของซูจิ่งหยางป่วยหนักเมื่อไม่กี่ปีก่อน จนต้องเสียเงินทองไปมากมายและยังทำให้ตระกูลซูเป็หนี้สินล้นพ้น
ดังนั้นถึงแม้ว่าซูจิ่งหยางจะเคยเป็บัณฑิตและหน้าตาหล่อเหลา แต่ตระกูลที่ยากจนกระทั่งแทบจะต้องออกไปขอทานนั้นจะคู่ควรกับลูกสาวของนางได้อย่างไร!
“เฟิ่งเหลียน แม่จะหาคนที่ดีกว่านี้ให้เ้า พวกเราไม่ต้องไปสนใจคนตระกูลนี้หรอก”
แม่เฒ่าหลี่พูดขึ้นมาอย่างหยิ่งผยอง แต่คำพูดนั้นกลับทำให้หลี่เก๋อเฟยหัวเราะเยาะออกมาในทันใด
“เ้าคิดว่าตระกูลหลี่เป็ตระกูลอะไรกัน? หรือลูกสาวของเ้าจะมีความสามารถในการเกี้ยวพาราสีผู้ชายเหมือนที่หลี่จินเฟิ่งทำถึงขนาดหาผู้ชายจากตระกูลหวังได้อย่างนั้นนะรึ?”
“สามีของข้ามีอะไรไม่ดีจนหลี่จินเฟิ่งไม่คู่ควรกับเขา?”
ไม่รู้เพราะเหตุใดที่แม่เฒ่าหลี่พูดเสียดสีตระกูลซูและซูจิ่งหยางเช่นนี้กลับทำให้หลี่เก๋อเฟยทนฟังไม่ได้จริง ๆ
ซูจิ่งหยางยืนอยู่ข้าง ๆ และมองดูหลี่เก๋อเฟยที่กำลังปกป้องเขาอย่างสบายใจ อีกทั้งเสียงใสกังวานของนางเมื่อพูดคำว่า ‘สามี’ นั้นก็ช่างไพเราะเสนาะหูเสียเหลือเกิน
“หลี่เก๋อเฟย! เ้าเป็บ้าไปแล้วหรือ?”
ในที่สุดแม่เฒ่าหลี่ก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดหลี่จินเฟิ่งถึงได้ใกลัวหลานสาวตัวแสบคนนี้เมื่อวาน
เพราะนางเปลี่ยนไปราวกับเป็คนละคน ทั้งปากกล้า และพูดจาเสียดสีคนอื่นได้อย่างเจ็บแสบ หากเป็แต่ก่อนแค่โดนตีไปไม่กี่ทีก็ไม่กล้าส่งเสียงออกมาเลยแม้แต่น้อย
แม่เฒ่าหลี่ที่รู้ตัวแล้วว่าหากนางเถียงกับหลี่เก๋อเฟยต่อไปก็ไม่อาจจะเอาชนะได้ ดังนั้นนางจึงหันเหและเปลี่ยนกลยุทธ์ทันที
“ได้ เช่นนั้นข้าจะเอาของกลับไปเพื่อบำรุงร่างกายให้เฟิ่งเหลียนบ้าง”
เมื่อพูดจบแม่เฒ่าหลี่ก็ยื่นมือไปหยิบไก่ในเล้าไก่ที่อยู่ในลานบ้านทันที
“แม่เฒ่าหลี่ ท่านกำลังปล้นชิงทรัพย์พวกข้าอย่างโจ่งแจ้ง หากไม่ยอมวางมือ ข้าจะไปร้องเรียนเดี๋ยวนี้!”
ซูจิ่งหยางเอ่ยขึ้นและมองแม่เฒ่าหลี่อย่างเ็า ทว่าคำพูดนั้นกลับทำให้นางชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ก็ยังโต้เถียงประหนึ่งว่าตนเองเป็ฝ่ายถูก
“ร้องเรียน? เ้าจะไปร้องเรียนก็ช่างสิ! ข้าจะบอกเ้าเอาไว้ ต่อให้ต้องไปอยู่ตรงหน้าขุนนาง แต่ข้าก็ยังเป็ฝ่ายถูก!”
“หลี่เก๋อเฟยตบลูกสาวข้า ข้าจะเอาไก่สองตัวกลับไปให้ลูกสาวกินบำรุงร่างกาย แล้วมันเกินไปตรงไหน!?”
หากไม่ใช่เพราะว่าแม่เฒ่าหลี่อายุมากและยังเป็ผู้าุโในนามของเ้าของร่างเดิม มิเช่นนั้นหลี่เก๋อเฟยอาจจะทนไม่ไหวจนต้องชกแม่เฒ่าหลี่ไปเสียแล้ว
อะไรกัน!?
ตระกูลซูยากจนข้นแค้นถึงเพียงนี้ แถมไข่ที่ไก่สองตัวนี้ฟักออกมาก็คือแหล่งอาหารไม่กี่อย่างของจิ่งเหวินและเซี่ยวเซี่ยว
แต่ตอนนี้ที่แม่เฒ่าหลี่บอกว่าจะยึดก็ยึดไปเลย ใครให้ความกล้านางมาทำเช่นนี้กัน!?
“ข้าตบหลี่จินเฟิ่งงั้นรึ?”
หลี่เก๋อเฟยเอ่ยถามด้วยสีหน้าเ็าอย่างยิ่ง
“ใครพิสูจน์ได้ว่าข้าตบนาง ใครเห็นข้าตบนางงั้นรึ?”
“ถ้าไม่มีหลักฐานก็เป็การใส่ร้าย แต่ตอนนี้ที่เ้ากำลังขโมยไก่ของตระกูลซู ทั้งข้ากับสามีของข้าก็เห็นกับตา ดังนั้นก็มีหลักฐานแล้ว เช่นนั้นพวกข้าสามารถฟ้องได้ว่าเ้ามาขโมยของของพวกข้า!”
คำพูดของหลี่เก๋อเฟยที่ดังก้องกังวานทำให้ความหยิ่งผยองของแม่เฒ่าหลี่ลดลง แต่นางก็ยังไม่ยอมแพ้ และขากเสมหะข้นออกมาหนึ่งคำแล้วคิดจะถ่มใส่ซูจิ่งหยาง
ทว่าเมื่อหลี่เก๋อเฟยเห็นเช่นนั้น จึงรีบดึงหลี่จินเฟิ่งมาแทนที่ทันที
คราแรกหลี่จินเฟิ่งยังแอบดีใจและตั้งใจจะฉวยโอกาสเข้าไปกอดซูจิ่งหยาง แต่พริบตาต่อมานางก็ดีใจไม่ออกเสียแล้ว
เพราะบัดนี้มีเสมหะข้นที่มีกลิ่นเหม็นเน่าและยังเฉอะแฉะแนบติดอยู่บนใบหน้าของนาง!
“อุ๊บ! แหวะ!”
หลี่จินเฟิ่งอาเจียนออกมาทันที แต่กลับทำให้แม่เฒ่าหลี่รู้สึกเ็ปใจ นางจึงรีบหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดให้บุตรสาว
หลี่เก๋อเฟยก็กระชากซูจิ่งหยางถอยหลังไปสองสามก้าว จากนั้นทั้งสองก็ทำสีหน้าและท่าทางรังเกียจอย่างยิ่งออกมาอย่างพร้อมเพรียง
ความรู้สึกน่าขยะแขยงบนใบหน้าทำให้หลี่จินเฟิ่งโกรธจนตัวสั่น นางกรีดร้องหมายจะพุ่งเข้าใส่และใช้มือที่มีสิ่งสกปรกสีดำติดอยู่ใต้เล็บตบหน้าหลี่เก๋อเฟย
แต่ตอนนั้นที่หลี่เก๋อเฟยบิดตัวอ้วนพีของตนเองเพื่อหลบออกไป นางกลับเห็นซูจิ่งหยางผู้สง่างามคว้าฟืนที่ไม่รู้เก็บมาจากที่ไหนมากั้นมือของหลี่จินเฟิ่งเอาไว้ได้ทันถ่วงที
“ถ้าเ้ายังอาละวาดอีก ข้าจะไปร้องเรียนจริง ๆ แม้ว่าข้าจะเป็บัณฑิตที่สอบได้เมื่อสามปีก่อน แต่ท่านเ้าเมืองก็ต้องเรียกข้าว่าท่านซิ่วไฉ*[1]!”
“ข้าก็อยากจะรู้เช่นกันว่าหากข้าไปร้องเรียนแล้ว ท่านเ้าเมืองจะจัดการพวกเ้าสองคนที่ก่อกวนโดยไม่มีเหตุผลนี้อย่างไร!”
เมื่อแม่เฒ่าหลี่กับหลี่จินเฟิ่งได้ยินดังนั้น พวกนางทั้งสองต่างก็มองหน้ากันและด่าทอหลี่เก๋อเฟยสองสามคำ ก่อนจะยอมแพ้กลับไปยังบ้านตระกูลหลี่
[ติ๊งต่อง! ยินดีด้วยที่ท่านได้รับค่าประสบการณ์ 10 แต้ม และได้รับความสำเร็จ : ความสามัคคีของสามีภรรยาย่อมทำลายโลหะได้!*[2]]
‘นี่มันความสำเร็จบ้าอะไรกัน?’
แม้ว่าหลี่เก๋อเฟยจะตอบกลับระบบอย่างจงใจ แต่ในใจกลับรู้สึกดีใจอยู่บ้าง
เพราะหาได้ยากนักที่ชายหนุ่มหน้าตาดีขนาดนี้ แต่กลับไม่ใช่คนประเภทที่มองแต่หน้าตา!
“ซูจิ่งหยาง ท่านช่วยขอโทษท่านแม่แทนข้าด้วย ตอนนี้ข้าจะไปเก็บดอกไม้บนูเาเพื่อทำขี้ผึ้งเสียหน่อย เดี๋ยวข้าจะทำชาดทาปากไปขายที่ตลาด”
แววตาของซูจิ่งหยางเปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาพยักหน้าแล้วรีบเดินกลับเข้าห้องไปในทันใด
หลี่เก๋อเฟยก็แบกตะกร้าไว้บนหลังและเดินไยัปงเนินเขาเล็ก ๆ ที่มีดอกไม้สดชื่นเต็มไปหมดเพียงคนเดียว
หากนับั้แ่ข้ามมาในที่แห่งนี้ นางก็ไม่ได้กินเนื้อมาสองวันแล้ว จึงทำให้หลี่เก๋อเฟยที่เป็นักกินเนื้อรู้สึกว่าวันเวลาช่างผ่านไปอย่างยากลำบากจริง ๆ
นางต้องรีบหาเงินเพื่อปรับปรุงอาหารการกินให้ตนเองและคนในตระกูลซูให้ได้!
เมื่อมาถึงบริเวณเนินเขาก็ทำให้หลี่เก๋อเฟยหอบจนแทบขาดใจ เพราะนางลากร่างกายที่หนักราว 150 กงจินขึ้นมาที่แห่งนี้ และถึงแม้ว่าตอนนี้จะเป็่ฤดูใบไม้ผลิที่อากาศยังหนาวเย็นอยู่ แต่เมื่อเดินไปได้สักพักก็เหงื่อท่วมตัวแล้ว
‘ระบบ ออกมาเดี๋ยวนี้ ข้าจะแลกชุดวัตถุดิบทำชาดทาปาก’
[ติ๊งต่อง โปรดตรวจสอบ]
จากนั้นก็มีห่อผ้าเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นและลอยอยู่ตรงหน้าของหลี่เก๋อเฟย
[นายหญิง ถ้ารู้สึกว่าการปรากฏตัวของชุดวัตถุดิบยังไม่ค่อยโดดเด่นพอ ท่านสามารถปรับได้นะเ้าคะ!]
‘โดดเด่นงั้นเหรอ?’
ขณะที่นางกำลังนึกในใจอยู่นั้น ห่อผ้าเล็ก ๆ ที่ลอยอยู่ก็เริ่มส่องแสงสีทองสว่างจ้าออกมา และด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างอลังการนั้นจึงแทบจะทำให้ตาของหลี่เก๋อเฟยพร่ามัวไปในทันใด
‘ถ้าเป็เช่นนั้นก็ดีน่ะสิ!’
หลี่เก๋อเฟยบ่นพลางทำท่าไล่ระบบออกไป แล้วจึงหยิบชุดวัตถุดิบออกมา ทำตามคู่มือทีละขั้นตอนเพื่อเริ่มทำชาดทาปาก
ระบบไม่ได้พูดผิดไปซะทีเดียว กระบวนการผลิตนั้นง่ายมาก เพราะทุกอย่างถูกจัดเตรียมตามสัดส่วนไว้แล้ว และสิ่งที่นางต้องทำก็คือใส่ตามลำดับเวลาเพียงเท่านั้น
ส่วนเื่เวลานั้นก็แทบจะไม่ต้องห่วงใด ๆ เพราะในสมองของนางจะมีนาฬิกาปรากฏขึ้น และเมื่อถึงเวลาก็จะมีเสียงเตือนดังขึ้น
‘ระบบนี้ช่างเป็ ‘มิตรต่อผู้ใช้’ ซะจริง ๆ!’
่เวลาระหว่างที่นางรอให้ขี้ผึ้งละลายนั้น หลี่เก๋อเฟยก็อดไม่ได้ที่จะจิ้มระบบไปมาเพื่อตรวจสอบ
เพราะในฐานะคนที่เคยนั่งตำแหน่งประธานบริษัท ความสามารถของนางจึงไม่ธรรมดา และระบบก็น่าจะสามารถให้นางทำอะไรที่ท้าทายกว่านี้ได้
[นายหญิงจะลองใช้ทักษะการทำอาหารที่ระบบมอบให้ดูหรือไม่เ้าคะ?]
ทันใดนั้นรูปภาพอาหารนับไม่ถ้วนและวิธีการทำก็ผุดขึ้นในหัวของหลี่เก๋อเฟย
‘ช่างเถอะ ข้าไม่มีพร์ด้านนี้’
เมื่อนึกถึงอาหารสุดแปลกประหลาดที่นางทำในชาติก่อน หลี่เก๋อเฟยก็คิดว่าระบบตัดสินนางได้อย่างแม่นยำทีเดียว
ไม่ถึงสามชั่วยามต่อมา หลี่เก๋อเฟยก็นำชาดทาปากสามสิบแท่งที่เพิ่งทำเสร็จกลับบ้านในทันใด
เพื่อให้ชาดทาปากของนางขายดีและให้ตนเองได้ออกแรงมากขึ้น หลี่เก๋อเฟยจึงไม่ได้ใช้กล่องใส่ชาดทาปากที่มีในชุดวัตถุดิบเลยแม้แต่น้อย
แต่นางกลับใช้มีดตัดไม้ไผ่อ่อนจำนวนมาก และทำเป็ปลอกไม้ไผ่สำหรับใส่ชาดทาปากตามแบบที่เคยทำในชาติก่อน
อีกทั้งนางยังวางแผนที่จะใช้ทักษะการเขียนอักษรตัวเล็กที่ฝึกฝนมาจากชาติก่อน เพื่อเปิดให้บริการสลักชื่อบนแท่งชาดทาปากอีกด้วย
[1] ซิ่วไฉ (秀才) คือการสอบเข้ารับราชการของจีนในรอบที่หนึ่งซึ่งเป็การสอบคัดเลือกระดับท้องถิ่น
[2] ความสามัคคีของสามีภรรยาย่อมทำลายโลหะได้ (夫妻同心, 其利断金) เป็สำนวนหมายถึง เมื่อสามีและภรรยามีจิตใจเป็อันหนึ่งอันเดียวกัน ความแข็งแกร่งของทั้งสองก็สามารถทำลายแม้กระทั่งโลหะได้